<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัส&#039;ซีอีโอเครือซีพี&#039;ติวเข้มสร้างธุรกิจให้อยู่รอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ร่วมกันจัดหลักสูตรระยะสั้น &amp;ldquo;สร้างผู้ประกอบการใหม่&amp;rdquo; สำหรับนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา มุ่งเน้นสร้างโอกาสการเป็นผู้ประกอบการใหม่ให้กับกัปตันและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์โควิด-19 ในการนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมเป็น 1&amp;nbsp; ในวิทยากรบรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;ผู้ประกอบการใหม่สร้างได้&amp;rdquo; สร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อพลังในการสร้างธุรกิจใหม่เพื่อฟันฝ่าวิกฤตโควิด-19 แก่บรรดานักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจากการบินไทยที่ร่วมรับฟังอย่างสนใจกว่า 150 คน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึงแนวคิดการทำธุรกิจในช่วงวิกฤตและหัวใจสำคัญของผู้ประกอบการ โดยยกกรณีศึกษาการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในอดีตตั้งแต่ 100 ปีก่อน ผ่านการปรับตัวเปลี่ยนแปลงและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างธุรกิจที่หลากหลายกระทั่งสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้กว่า 20 ประเทศทั่วโลก และทำการค้าขายกับอีก 100 ประเทศ โดยเครือซีพีผ่านทั้งอุปสรรคจากวิกฤตเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางธุรกิจต่าง ๆ มาได้โดยยึดแนวคิดหลักสำคัญคือ &amp;ldquo;การดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์&amp;rdquo; &amp;ldquo;เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส&amp;rdquo; และการมี &amp;ldquo;วิสัยทัศน์ในการกล้าลงทุน&amp;rdquo; ซึ่งกรณีของเครือซีพีสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการทำธุรกิจในช่วงเวลาวิกฤต เช่นที่เกิดขึ้นขณะนี้จากภาวะโควิด-19 ดังนั้นมุมมองการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ จึงต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยงในวิกฤต ลงมือทำก่อนคนอื่น เห็นถึงโอกาสและ Pain Point ต่าง ๆ ของตลาดจะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้

ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ แบ่งปันประสบการณ์ของเครือซีพีว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ซีพีเริ่มจากห้องแถว คือ ร้านเจียไต๋ จึง ตั้งอยู่ย่านเยาวราช เมื่อ 100 ปีที่แล้ว จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ เปิดขายวันแรก มียอดขาย 23 บาท เราเป็นผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์รายแรกที่ติดวันหมดอายุบนซอง หากซื้อไปแล้ว สินค้าหมดอายุ&amp;nbsp; ลูกค้าสามารถนำมาเปลี่ยนใหม่ได้&amp;nbsp; เรือบิน (เครื่องบิน) เป็นสัญลักษณ์ของ เทคโนโลยี และแสดงถึงความทันสมัย&amp;nbsp; เราเรียนรู้ว่านั่นคือความซื่อสัตย์ และคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พอมาถึงรุ่นที่2เปิดร้านเจริญโภคภัณฑ์ จำหน่ายอาหารสัตว์ และเข้าสู่การเลี้ยงสัตว์ ก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน ขาดทุนอยู่ 15 ปี จึงต้องไปหาไก่สายพันธุ์ดีที่สุดในโลกจากต่างประเทศและเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิม ให้สามารถเลี้ยงได้จำนวนมากขึ้นเพื่อให้คุ้มต้นทุน และเมื่อเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก เปิดร้านเซเว่น อีเลฟเว่นก็ขาดทุนจากการขยายกิจการถึง15ปี ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งก็ต้องปิดกิจการค้าปลีก คือ แม็คโคร และโลตัส ออกไป ซึ่งปัจจุบันได้ซื้อกิจการกลับคืนมา

&amp;ldquo;ถ้าจะเป็นผู้ประกอบการ หนึ่งในคุณสมบัติคือต้องยอมรับความเสี่ยง แต่ต้องเป็นความเสี่ยงที่ถึงตาย ต้องศึกษาให้ถึง Pain Point ของตลาด ที่สำคัญต้องมีศรัทธาและไม่ยอมแพ้ และต้องปรับตัว เห็นโอกาสในวิกฤตเสมอ ปัญหาทุกอย่างคือโอกาส คือ จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ&amp;rdquo; นายศุภชัยกล่าวให้เห็นถึงความเป็นผู้ประกอบการ

&amp;ldquo;กรณีโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจเดินทางได้รับผลกระทบ ผมมองว่าเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและจะกลับมาฟื้นอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มีข่าวดีว่าวัคซีนที่ฉีดทั่วโลกมีผลลัพธ์ที่ดี และเชื่อว่าสิ้นปีนี้ทั่วโลกจะมีวัคซีนโดยทั่วและอาจได้เห็นพาสปอร์ตวัคซีนในการเดินทาง จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจการบินกลับมา และอาจจะกลับมาพลิกฟื้นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจที่มารองรับต่อจากนี้น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โควิด-19 จึงไม่ใช่วิกฤตไปตลอด&amp;rdquo; นายศุภชัยกล่าว

ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวแนะนำแนวคิดการทำธุรกิจในช่วงวิกฤตว่า ในวิกฤตมีโอกาสทุกเรื่องไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมหรืออุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งช่วงวิกฤตโควิด-19 อุตสาหกรรมและธุรกิจที่เติบโตคือ เทคโนโลยี ดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และธุรกิจสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าเป็นโอกาสแม้ในช่วงแย่ที่สุดก็ยังมีธุรกิจที่ปรับตัวได้ และหลายธุรกิจยังเติบโตขึ้นดีกว่าเดิม&amp;nbsp; ดังนั้นผู้ประกอบการต้องสามารถเห็นปัญหาได้ก่อน รู้ก่อนและแก้ปัญหานั้น นอกจากนี้ยังต้องสังเกตและใส่ใจมองเห็นถึงเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปด้วย เพราะทุกธุรกิจและบริการกำลังปรับตัวไปสู่ออนไลน์ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ ๆที่ผู้สนใจเป็นผู้ประกอบการที่จะสร้างธุรกิจใหม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้ริเริ่ม

นายศุภชัย กล่าวถึงหัวใจสำคัญของผู้ประกอบการในการทำธุรกิจยุค New Economy ให้ประสบความสำเร็จ คือ 1.การมองเห็นปัญหาเป็นโอกาส เพราะปัญหาที่เกิดในการทำธุรกิจ คือการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ 2.ต้องมี Mindset หรือกรอบความคิดที่ดีในการทำงาน คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและองค์กรเป็นที่ตั้ง พร้อมเปิดใจและปรับตัวในการเปลี่ยนแปลง เพราะในอนาคตทุกธุรกิจจะก้าวเข้าสู่ดิจิทัลเทคโนโลยี 3.ต้องมีหลักทางพุทธศาสนาคือความเมตตา และ &amp;ldquo;มรรค 8&amp;rdquo; ที่สามารถนำมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจได้จริง ประกอบด้วย เห็นชอบ คิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ อยู่ชอบ เพียรชอบ สมาธิชอบ และปัจจุบันชอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97986</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยผู้ประกอบการ, ซีพี, ศุภชัย เจียรวนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_606568e02b246.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม3.5แสนล้าน อุ้มธุรกิจสู้ไวรัส คนละครึ่ง3มีแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียว 3.5 แสนล้านอุ้มธุรกิจสู้โควิด ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ-ผุดโกดังพักหนี้ คาดช่วยผู้ประกอบการ 6 หมื่นราย-ไม่ตกงาน 8.2 แสนตำแหน่ง เคาะทัวร์เที่ยวไทยวงเงิน 5 พันล้าน ลุยเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 อีก 2 ล้านสิทธิ์ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ลำบากใจยังไม่เคาะ&amp;ldquo;เราผูกพัน&amp;rdquo; ให้ ขรก. คลังแย้มคนละครึ่งเฟส 3 มีแน่หลังเดือน พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ารัฐบาลให้ความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะประชาชน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่างๆ ทยอยปลดล็อกออกมา เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงในเรื่องมาตรการเยียวยาของรัฐ ซึ่งวันนี้ได้เห็นชอบหลักการขั้นต้น ส่วนรายละเอียดต่างๆ เป็นเรื่องของหน่วยงานปฏิบัติ จะต้องดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น ส่วนการขยายโครงการคนละครึ่งเฟส 3 นายกฯ กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ เดี๋ยวให้สอบถามกับทางฝ่ายที่ดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รวมถึงโครงการเราผูกพันที่ช่วยเหลือข้าราชการด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังๆ ของข้าราชการเดี๋ยวต้องดูก่อน เห็นใจจริงๆ ในส่วนของข้าราชการ แต่เขามีเงินเดือน ลำบากเหมือนกัน จะไปดูว่าจะทำอย่างไรได้ สิ่งสำคัญที่สุดจะเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ต้องมองด้วย ขอร้องทำความเข้าใจกับข้าราชการ ไม่ใช่รัฐบาลไม่ห่วงใย แต่เป็นเรื่องของการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน แถลงว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวม 2 มาตรการ รวมวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจได้ 6 หมื่นราย และสามารถรักษาการจ้างงานได้ 8.2 แสนตำแหน่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 มาตรการ วงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท และมาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนดำเนินการตามกระบวนการตรากฎหมายต่อไป ประกอบด้วย 1.มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยกำหนดกลไกการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่มีพื้นฐานดี แต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เหมาะสมผ่านกลไกการลดความเสี่ยงด้านเครดิตของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าวสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงาน รวมทั้งปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2562 หรือ ณ วันที่ 28 ก.พ.2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใด ณ วันที่ 28 ก.พ.2564 สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกิน 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกที่สถาบันการเงินได้รับแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งกำหนดให้มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี ภาระชดเชยค้ำประกันสูงสุด 40% ของวงเงินสินเชื่อภายใต้โครงการ ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยค่าธรรมเนียมดังกล่าวโดยเฉลี่ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ตลอดสัญญาได้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองหลักทรัพย์ค้ำประกันจากการดำเนินการตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เหลือ 0.01% เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนในภายหลัง (มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราวและไม่ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินหลักประกันในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริงให้แก่กลุ่มทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจโดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ทั้งนี้ ธปท.จะสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขายทรัพย์สินคืนให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินรายเดิมในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป นอกจากนี้ สถาบันการเงินสามารถให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินเช่าทรัพย์สินนั้นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงระยะเวลามาตรการได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี โดย ครม. สามารถขยายระยะเวลามาตรการออกไปได้อีก 1 ปี ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีวงเงินเหลืออยู่ และ ครม.ยังสามารถอนุมัติให้เกลี่ยวงเงินระหว่างมาตรการได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท., นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงมาตรการเพิ่มเติม โดยมั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ และจะสามารถดำเนินการได้จริงภายในเดือน พ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการ &amp;quot;ทัวร์เที่ยวไทย&amp;quot; วงเงิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าเดินทางลักษณะร่วมจ่าย ร้อยละ 40 รายละไม่เกิน 5,000 บาท โดยผู้ประกอบการบริษัททัวร์ต้องมาลงทะเบียนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ต้องกำหนดราคาที่พักและร้านอาหารไม่เกิน 12,500 บาทต่อโปรแกรม กำหนด 1 ล้านสิทธิ์ บริษัททัวร์แต่ละแห่งรับลูกค้าได้ไม่เกิน 1,000 ราย เริ่มเดือน พ.ค.ถึง ส.ค.64 โดยเป็นการท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 จำนวน 2 ล้านสิทธิ์ เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ส.ค. โดยจะแก้ไขระบบไม่ให้มีการฉวยโอกาส ซึ่งจะเพิ่มขั้นตอนให้ผู้ประกอบการต้องให้ความยินยอมใหม่อีกครั้ง ให้ ททท.ตรวจสอบข้อมูลที่พักว่าแต่ละแห่งมีจำนวนห้องเท่าใด รวมถึงต้องส่งข้อมูลราคาห้องมาให้ตรวจสอบ สำหรับการจองที่พักต้องจองล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้ธนาคารกรุงไทยส่งข้อมูลให้ ททท.ตรวจสอบ และต้องใช้การสแกนใบหน้า และมีข้อมูลจีพีเอสในการใช้งานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งจะไม่ได้ต่อโครงการทันทีที่จบเฟส 2 ในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าโครงการจะออกมาได้หลังจากที่โครงการเราชนะ และ ม33เรารักกันสิ้นสุดในช่วงเดือน พ.ค. โดยผู้ได้รับสิทธิรายเดิมอาจจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีข้อมูลในแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว ซึ่งจะใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินในก้อนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีวงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยผู้ประกอบการ, ทัวร์เที่ยวไทย, ธุรกิจสู้โควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มธุรกิจสู้โควิด, เราผูกพัน, โกดังพักหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_605a06e96d3a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อนุชา’กินกุ้งโชว์ หอบให้ครม.ชิม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อนุชา&amp;quot; โชว์กินกุ้ง เรียกความมั่นใจคนไทยบริโภคอาหารทะเลได้ไม่ติดโควิด-19 เผยอังคารนี้นำเมนูซีฟู้ดจากสมุทรสาครเสิร์ฟ &amp;quot;นายกฯ-ครม.&amp;quot; เตรียมเสนอทำ &amp;quot;สตรีทซีฟู้ด&amp;quot; ช่วยผู้ประกอบการ ขณะที่ &amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot; ขึ้นเหนือ กินกุ้งโชว์ที่ตลาดเชียงรายเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เวลา 11.00 น. ที่ร้านอาหารร่มไม้ริมนา อ.สามพราน จ.นครปฐม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม และนายปฐมพงษ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แก่สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ประกอบการประมง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยมีนายอภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และคณะผู้บริหารต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภคกุ้งและอาหารทะเล เพราะจากการวิจัยแล้วไม่พบว่าจะเป็นการทำให้ติดเชื้อโควิด-19 แต่การติดเชื้อโควิด-19 มาจากคนที่ไปซื้ออาหารทะเลจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่งหากประชาชนไม่รับประทานอาหารดังกล่าว จะส่งผลต่อผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า จึงอยากให้คนไทยช่วยกันคนละไม้คนละมือ ดูแลซึ่งกันละกันในยามภาวะวิกฤติ โดยส่วนตัวมั่นใจคนไทยไม่มีวันแพ้โควิดแน่นอน และคนไทยต้องชนะด้วยความรัก ความสามัคคี จากการรวมใจของคนไทยทั้งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีเจ้าของบ่อกุ้งเครียดจัดจนฆ่าตัวตายที่ จ.สระแก้ว ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และต้องการดูแลประชาชนทุกกลุ่มให้เป็นอย่างดี รวมถึงเตรียมประสานกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมขยายตลาดขายกุ้ง เพื่อระบายสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง พร้อมเตรียมหารือนายกรัฐมนตรีทำสตรีทซีฟู้ด คล้ายตลาดคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับข้อเสนอจากผู้ประกอบการที่เสนอให้จังหวัดและท้องถิ่นช่วยเปิดตลาดกระจายสินค้า ลดปัญหาสินค้าทะเลขายไม่ได้ โดยจะเริ่มนำร่องที่ตลาดหน้าศาลาว่าการจังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ 28 ธันวาคม 63-4 มกราคม 64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุชายังได้โชว์การย่างกุ้งและหมึกที่ส่งตรงมาจากจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารทะเลต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อเป็นการยืนยันว่าอาหารทะเลทานได้ รวมถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายของปี 2563 วันอังคาร 29 ธ.ค.นี้ จะนำอาหารทะเลจากจังหวัดสมุทรสาครกลับไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำไปปรุงอาหารให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ ครม.รับประทานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชายังกล่าวเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนถวายอาหารอาหารทะเลปรุงสุกแด่พระสงฆ์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โอกาสนี้ ได้นิมนต์พระเทพศาสนาภิบาล รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ฉันเพลอาหารทะเลที่ร้านร่มไม้ริมนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าอาหารทะเลปลอดภัยแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่สำรวจการจำหน่ายอาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้งสด ในตลาดล้านเมือง ต.ท่าสาย อ.เมืองเชียงราย ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งแห่งใหญ่ที่รับอาหารทะเลและกุ้งสดมาจากภาคกลาง แม้ว่ายังคงมีผู้เข้าไปใช้บริการหาซื้อสินค้าในตลาดตามปกติ แต่มีจำนวนที่ลดลงและไม่คึกคักเหมือนเดิม ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการค้าต่างๆ ให้ระมัดระวัง และให้คำแนะนำกับลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นใจร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ทางทีมตรวจของกรมควบคุมโรคได้เข้าตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ในผู้ประกอบการและแรงงานในตลาดล้านเมือง 250 ราย ก็ ไม่พบผู้ติดเชื้อแต่อย่างใดด้วย
&amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot;กินกุ้งโชว์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายอนุทินและคณะได้เดินเยี่ยมตามแผงขายอาหารทะเลต่างๆ ซึ่งแม่ค้าได้นำกุ้งสดที่ปรุงสุกแล้วมาวางไว้ให้ลูกค้าชิมบริเวณหน้าร้านด้วย นายอนุทินและคณะได้เข้าไปทดลองชิมเมนูกุ้งดังกล่าว พร้อมระบุว่า อาหารทะเลของไทยมีความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อปรุงให้สุกแล้วก็ไม่ต้องกลัว รวมทั้งยืนยันในรสชาติว่าอร่อยมากด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีประชาชนกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหม่ กระทบต่อการบริโภคอาหารทะเลไทยโดยเฉพาะกุ้ง ว่าทั้งแพทย์และกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยืนยันแล้วว่าการบริโภคกุ้ง หรืออาหารทะเลมีความปลอดภัยเมื่อปรุงให้สุกและถูกหลักสุขอนามัย จึงไม่ต้องกังวลว่ากุ้งหรือเนื้อกุ้งจะเป็นที่สะสมของเชื้อโควิด เพราะขั้นตอนการเลี้ยงและการจับกุ้ง กรมประมงมีมาตรฐาน GAP กำกับฟาร์มที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ประชาชนกังวลเรื่องนี้ เพราะผู้เชี่ยวชาญทั้งแพทย์และกรมประมงได้ออกมายืนยันแล้วว่าการบริโภคกุ้งนั้นปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงตามฟาร์มกุ้งต่างๆ นั้น นายจุรินทร์เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายอธิบดีกรมการค้าภายในเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมถึงห้างโมเดิร์นเทรด ทั้งเดอะมอลล์, เทสโก้ โลตัส, ฟู้ดแลนด์, บิ๊กซี และแม็คโคร รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทย ที่มีร้านอาหารในกรุงเทพฯ เป็นสมาชิกกว่า 500 ร้านค้า มาช่วยกันจำหน่ายกุ้ง โดยกรมการค้าภายในจะช่วยผู้ประกอบการ ติดต่อกับฟาร์มกุ้งเพื่อรับกุ้งจากหน้าฟาร์ม และจำหน่ายถึงประชาชนโดยตรงไม่ผ่านตลาดกลาง เพื่อลดความกังวลของประชาชน และให้มั่นใจถึงความปลอดภัย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขณะเดียวกันในส่วนของผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนก็ประสงค์ที่จะชะลอการจับกุ้งไปก่อน เพราะฉะนั้นก็จะช่วยการผ่อนคลายสถานการณ์ไปได้ ทั้งนี้ได้ย้ำว่าหัวใจสำคัญคือกรมประมงต้องออกมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่ากุ้งไม่ได้มีเชื้อโควิดโดยตัวของกุ้งเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กรณีที่ สปป.ลาวประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากไทย รมว.พาณิชย์ตอบว่า ได้สั่งการกระทรวงพาณิชย์และกรมประมง รวมทั้งทูตกระทรวงพาณิชย์และทูตกระทรวงการต่างประเทศประจำกรุงเวียงจันทน์ ได้เจรจาหารือกับทางการของลาว ที่ล่าสุด รอการนัดหมายขั้นสุดท้าย ที่อธิบดีกรมประมงจะเจรจา เพื่อให้ความมั่นใจว่ากระบวนการผลิตกุ้งสดของไทย และกระบวนการขนส่งไปจนถึงชายแดนไทยและลาวนั้นมีความปลอดภัย ที่นอกจากมีใบ GAP กำกับแล้ว ในขั้นตอนการบรรทุกขนส่งยังปลอดภัยจากโควิด-19 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจประชาสัมพันธ์ในเครือข่ายกองทัพบก ได้เผยแพร่ข้อมูลและภาพการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.2) ได้เข้าช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ฟาร์มกุ้ง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยหน่วยได้รับซื้อกุ้งขาวจำนวน 30 กก. เนื่องจากพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาในการเลี้ยงและการส่งออก ขายกุ้งในท้องตลาดโดยไม่มีใครกล้าซื้อไปบริโภค เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาและสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องชาวเกษตรกรผ่านวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกัน ทั้งนี้ หน่วยได้นำกุ้งที่ซื้อจากพี่น้องชาวเกษตรกรมาทำอาหารมื้อพิเศษให้กับน้องๆ พลทหารกองประจำการได้รับประทาน โดยทางหน่วยได้ทำตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ &amp;quot;กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมแมสก์&amp;quot;&amp;nbsp; ตามนโยบายของกองทัพบกและกระทรวงสาธารณสุข
รัฐบาลแพ้ทางโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพลนำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง รัฐมนตรีผลงานเด่นทำงานเข้าตาประชาชนในปี 63 ผลปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุดจากประชาชนคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า เด่นความเป็นผู้นำ แก้ปัญหาหนักๆ ของประเทศ เป็นคนดี ไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ทำบ้านเมืองเจริญ รถไฟฟ้าหลายเส้น แก้โควิด-19 โครงการคนละครึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ฯลฯ ว่าสะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์มีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานให้กับประชาชนจริงๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานอกจากการแก้ปัญหาโควิด-19 แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ติดตามงานอย่างใกล้ชิด ทำให้มีผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเปิดรถไฟฟ้าครอบคลุมทุกเส้นทางการคมนาคมต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การแก้ปัญหาโควิด-19 นั้น ขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีสร้างเฟกนิวส์เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 สร้างความสับสนให้กับประชาชน ตนขอเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว เพราะจะทำให้ประชาชนหวาดวิตก เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทันที อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจาก ศบค.เท่านั้น และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด แล้วเราจะผ่านสถานการณ์ไปได้อย่างแน่นอน ขอให้เชื่อมั่นใน พล.อ.ประยุทธ์และระบบสาธารณสุขของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์วอนนักการเมืองอย่าฉวยโอกาสใช้โควิด-19 เล่นเกมการเมืองว่า ใจคอ พล.อ.ประยุทธ์จะโยนบาปคนอื่นทุกเรื่องเลยหรือ นอกจากโทษรัฐบาลก่อน โทษข้าราชการ โทษประชาชน โทษสื่อมวลชน โทษนักการเมือง เคยคิดจะแอ่นอกขอโทษประชาชนอย่างจริงใจบ้างหรือไม่ จากปัญหาการแพร่ระบาดรอบแรกมาถึงระลอกใหม่ นอกจากการปั้นคำกลบเกลื่อนความผิดพลาดที่รัฐบาลการ์ดตกเสียเอง มีการแก้ไขเชิงโครงสร้างอะไรที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ รัฐบาลล็อกดาวน์ผิดพลาด มาตรการแทบทุกอย่างล้มเหลว เยียวยายังล้มเหลว ไหนรัฐบาลบอกว่าโควิดกระจอก แต่รัฐบาลแพ้ทางโควิด แก้ปัญหาล่าช้า ตามแก้ไม่ทันปัญหาตลอดเวลา พล.อ.ประยุทธ์ทำงานไม่สมศักดิ์ศรี และสวนทางกับโพลที่ยกย่องเกินจริง สวนทางกับการประเมินจากประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนดีชอบแก้ไข แต่คนที่เอาแต่โทษคนอื่น จะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร กว่าจะรู้ว่าโควิดไม่กระจอก บางทีประชาชนอาจจะออกมาไล่จนอยู่ไม่ได้&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
กุ้ง 3 นิ้วโหน ม.112
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่ม wevolunteer ประมาณ 50 คน นำโดยนายปิยรัฐ จงเทพ การ์ดกลุ่มวีโวของกลุ่มราษฎร พร้อมรถติดป้ายสัญลักษณ์กลุ่ม รถตู้ และรถจักรยานยนต์ จำนวนหนึ่ง เดินทางมารวมกันเพื่อทำกิจกรรมขายกุ้งด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หลังจากประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร ทำให้ประชาชนไม่กล้าซื้อกุ้ง โดยมีการนำรถกระบะบรรทุกกุ้งจำนวน 2 คันรถ หรือประมาณ 1,000 กิโลกรัม มาจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 170 บาท จากนั้นเวลา 09.00 น. ได้ย้ายมาจัดกิจกรรมอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายปิยรัฐกล่าวว่า เป็นครั้งแรกได้เข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุด วันนี้ตนนำกุ้งจากฟาร์ม จ.นครปฐม มาเปิดตลาดหน้าทำเนียบฯ จำนวน 1,000 กิโลกรัม และจะขายจนกว่ากุ้งจะหมด เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน และไม่รู้จะนำกุ้งไปขายที่ไหน เนื่องจากตลาดกลางขายกุ้งถูกสั่งปิดตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ระบาดของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกลุ่ม WeVolunteer เตรียมเก็บข้าวของเตรียมแยกย้ายกันเดินทางกลับ หลังจากจำหน่ายหมด แต่ในระหว่างนี้ได้เกิดเหตุชุลมุน เมื่อสมาชิก WeVolunteer ได้พ่นสีสเปรย์ &amp;quot;ยกเลิก 112 ปฏิรูปสถาบัน&amp;quot; ลงบนพื้นถนนตรงทางเข้าทำเนียบฯ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาตักเตือน และขอให้ลบ เพราะถือว่าผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนเกิดการกระทบกระทั่งกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยรัฐจึงได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ พ.ต.อ.อรรถวิทย์มาจับตัวเองเพียงคนเดียว ในฐานะที่เป็นแกนนำ ขณะที่สมาชิก WeVolunteer ต่างตะโกนโห่ร้องตอบโต้การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ว่าเข้ามาทำร้ายร่างกายสมาชิกเครือข่ายฯ จนทำให้เหตุการณ์บานปลาย โดยนายปิยรัฐได้แจ้งการ์ด WeVolunteer นำแผงเหล็กมากั้นทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจออกมาขอโทษ แต่ถ้าไม่มาเจรจาภายใน 15 นาที จะบุกเข้าภายในทำเนียบฯ ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พ.ต.อ.อรรถวิทย์ได้เข้าเจรจากับ นายปิยรัฐ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สามารถตกลงกันได้ และพร้อมร่วมกันตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าเป็นฝ่ายที่ถูกทำร้ายก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายปิยรัฐประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่าตนจะไปพูดคุยกับตำรวจ หากมีการแจ้งความก็พร้อมสู้คดีตามกระบวนการ&amp;nbsp; ก่อนประกาศให้แยกย้ายกันกลับบ้าน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88067</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช่วยผู้ประกอบการ, ซีฟู้ดจากสมุทรสาคร, สตรีทซีฟู้ด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรียกความมั่นใจ, โควิด 19, โควิด-19, โชว์กินกุ้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201226/image_big_5fe6e2286f14b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.จัดโปรช่วยเอกชนอีกรอบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมบางส่วน และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์การระบาดจะยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานทำให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง กนอ.จึงได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติม ระยะที่ 3 ด้วยการขยายระยะเวลายกเว้นค่าบริการอนุญาตการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 11 รายการ ออกไปอีก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 &amp;ndash; มี.ค. 2564 ครอบคลุมคำขอย้อนหลังที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมูลค่าการยกเว้นค่าบริการอนุญาตฯ ในครั้งนี้ ประมาณ 12 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าบริการอนุญาตการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 11 รายการ ประกอบด้วย 1.การอนุญาตใช้ที่ดิน/รับโอนสิทธิการใช้ที่ดิน การขอหยุด/เลิกประกอบกิจการ 2.การต่ออายุหนังสืออนุญาต 3.การเปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการ 4.การออกหนังสือรับแจ้งการประกอบกิจการ 5.การโอนสิทธิการใช้ที่ดิน การคืนสิทธิ-รับคืนสิทธิการใช้ที่ดิน &amp;nbsp;6.การเพิ่มประเภท ชนิดการประกอบกิจการ 7.การอนุญาตขยายโรงงาน 8.การแก้ไขหนังสืออนุญาต 9.การขยายระยะเวลาการเริ่มก่อสร้างอาคาร 10.การขยายระยะเวลาการแจ้งเริ่มประกอบกิจการ และ 11.การออกใบแทนหนังสืออนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; กนอ.ได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมทุกราย มาแล้ว 2 ครั้ง โดยความช่วยเหลือทั้งสองครั้งที่ผ่านมามีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 309 ล้านบาท แต่เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงมีอยู่ กนอ.เล็งเห็นว่าอาจมีผู้ประกอบการบางรายที่ได้รับผลกระทบ จึงได้ออกมาตรการความช่วยเหลือในระยะที่ 3 ขึ้น ทั้งนี้เราหวังว่ามาตรการขยายเวลายกเว้นค่าบริการอนุญาตการประกอบกิจการในนิคมฯทั้ง 11 รายการ จะสามารถบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับผู้ประกอบการได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยตั้งเป้าทุกการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ มีความสามารถในการแข่งขันได้อย่างดี&amp;rdquo;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., ช่วยผู้ประกอบการ, น.ส.สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd09df68c5d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลคสช.ดิ้นใช้ม.44ช่วย&#039;AIS -TRUE&#039; ส่วนทีวีดิจิทัลเคาะในสัปดาห์นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.61- พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีการพูดคุยเรื่องแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เบื้องต้นที่ประชุมคสช.ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว คาดว่าจะสามารถออกเป็นมาตรา 44 ได้ภายในสัปดาห์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้นโยบายว่า เรื่องใดที่สามารถออกเป็นมาตรา 44 ที่จะช่วยจัดการปัญหาได้ ก็ต้องออกมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องทีวีดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องค่ายโทรศัพท์มือถือนั้น ยังไม่พิจารณาออกมาตรา 44 &amp;nbsp;นายกฯให้ดูใน 2 มิติ คือ ต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการในระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ เพราะวงเงินค่อนข้างสูงอาจจะทำให้กระทบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐต้องไม่เสียผลประโยชน์ หรือกระทบกับสิ่งที่รัฐต้องได้รับ ส่วนแนวทางในการช่วยเหลือนั้น ตนไม่ทราบว่าในคำสั่งมาตรา 44 จะมีรายละเอียดตามที่เสนอพักชำระมาเท่านั้นหรือไม่ ที่เสนอมายังมีเรื่องยืดอายุด้วย ที่ประชุมคสช.ได้ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯไปเรียบเรียงการออกคำสั่งตามมาตรา 44 แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการออกมาตรา 44 เพื่อให้กรมประชาสัมพันธ์หาโฆษณาเองได้นั้น ที่ประชุมคสช.รับทราบแล้ว และคาดว่าจะออกมาตรา 44 มาพร้อมกับกรณีเรื่องทีวีดิจิทัล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6854</URL_LINK>
                <HASHTAG>2 มิติ, ช่วยผู้ประกอบการ, ทีวีดิจิตอล, บิ๊กตู่, พล.ท.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม.44, รัฐไม่เสียประดยชน์, อุ้มค่ายมือถือ, ไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac6f0608d04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
