<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวนาอ่างทองรวมตัวเรียกร้องขอน้ำทำนา ชลประทานบอกต้องรอฝนตกเพราะเขื่อนไม่พอแจกจ่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.63 - ที่บริเวณคลองส่งน้ำ 5 ซ้าย 1ขวา ตำบลบ้านพราน อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง&amp;nbsp;นายสุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง&amp;nbsp;กล่าวว่า ชาวนาในจังหวัดอ่างทองกว่าพันคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องเจ้าหน้าที่ชลประทาน ขอให้ปล่อยน้ำมาช่วยชาวนาหลังจากเกิดภัยแล้งขาดแคลนน้ำในการทำนาเลี้ยงครอบครัวมานานหลายเดือนหมดหนทางไม่รู้จะหันหน้าไปพึงใคร จึงรวมตัวกันเดินทางมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือและความเห็นใจขอให้ชลประทานปล่อยน้ำมาช่วยเหลือการทำนา หากทางชลประทานปล่อยน้ำให้ชาวนาในจังหวัดใกล้เคียง ก็ต้องปล่อยน้ำให้ชาวนาจังหวัดอ่างทองเหมือนกัน หากไม่มีน้ำทำนาเหมือนกันชาวนาต้องยอมรับสภาพความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายชิษณุพงศ์ นิลวดีพุฒิพัชร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร&amp;nbsp;ได้แจ้งให้พี่น้องชาวนาได้ทราบว่า&amp;nbsp;ช่วงนี้น้ำภายในเขื่อนไม่เพียงพอในการปล่อยมาทำนา เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและตกลงมาปริมาณน้อย&amp;nbsp;ขอให้พี่น้องชาวนาต้องรอไปสักระยะว่าฝนจะตกลงมาเพียงพอในการช่วยเหลือทางการเกษตร&amp;nbsp;เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้อย แม้จะมีฝนตกระยะนี้ แต่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย พร้อมให้ชะลอการเพาะปลูกออกไปหลังกลางเดือนกรกฎาคม หรือจนกว่าจะมีปริมาณฝนตกในพื้นที่อย่างเพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่เพาะปลูกไปแล้ว กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำท่าในแม่น้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นๆเข้าไปช่วยเสริม&amp;nbsp;ซึ่งชาวนาได้ยินต่างโห่ร้องและตะโกนบอกว่าหากไม่มีน้ำทำนาจริงๆ จะทำการทำรวมตัวไปขอร้องจังหวัดประกาศภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71296</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อ่างทอง, ช่วยภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0bfa764426b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯโคราช ลงพื้นที่แก้ปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้าน อ.ลำทะเมนชัย ขาดน้ำนานกว่า 3 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.63 - นายพรเชษฐ์ แสงทอง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ได้มีการประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลช่องแมว ได้ลงพื้นที่หมู่ 15 บ้านใหม่สามัคคี ตำบลช่องแมว อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล ออกแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคให้กับชาวบ้านจำนวน 47 ครัวเรือน ซึ่งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคมานานกว่า 3 เดือนแล้ว เนื่องจากพื้นที่บ้านใหม่สามัคคีมีสภาพพื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย สระน้ำไม่สามารถเก็บน้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถบรรทุกน้ำไปเติมน้ำใส่ถังน้ำกลางหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ที่สำนักสงฆ์โนนทองสามัคคี บ้านใหม่สามัคคี ตำบลช่องแมว อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ลงตรวจพื้นที่ภัยแล้ง และมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้เร่งรัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำโครงการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ รวมถึงการดำเนินโครงการจิตอาสาช่วยภัยแล้ง โดยให้จิตอาสาเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น นำจิตอาสาลงพื้นที่สร้างการรับรู้การใช้น้ำอย่างประหยัดคุ้มค่า การจัดทำกิจกรรมกำจัดวัชพืชในแหล่งน้ำ และการขุดลอกคลองไส้ไก่ และแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71037</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครราชสีมา, ช่วยภัยแล้ง, ปภ.จังหวัดนครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f080d4f29b06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทั้งแล้งทั้งโควิด&#039;มท.2&#039;ลุยพื้นที่แปดริ้ว-ปราจีนฯผงะ!นาข้าวยืนต้นตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63- นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเขตที่ประกาศให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง)​ จากจังหวัดที่มีประกาศสถานการณ์ภัยแล้งทั้งหมด 24 จังหวัด 145 อําเภอ 782 ตําบล 4 เทศบาล 6,824 หมู่บ้าน/ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นตรวจติดตามการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งหลังจากที่มีการจัดสรรงบประมาณไปแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งเป็นการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของการบูรณาการปฏิบัติงานของเจ้หน้าที่ การบูรณาการสั่งใช้เครื่องจักรในหน่วยงานที่กำกับเพื่อช่วยเหลือแก้ไข ซึ่งตนในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)​อยู่นั้น มีภารกิจโดยตรงในการป้องกันดูแลพี่น้องประชาชนจากสาธารณภัยต่างๆ ซึ่งภัยแล้งก็เป็นเรื่องที่ประสบปัญหามาโดยตลอด จากสภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้คาดการณ์ว่าหลายจังหวัดจะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อนๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องไปจัดการแก้ไข พร้อมทั้งการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวม&amp;nbsp; ซึ่งก็ได้กำชับและติดตามเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างครอบคลุมทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และภัยสาธารณะต่างๆ อย่างเรื่องปริมาณน้ำฝนทำอย่างไรเมื่อไม่มีฝนตกลงมากให้มีที่กักเก็บน้ำ(ทำที่ให้น้ำอยู่-ทำทางให้น้ำไหล)​ไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่สำคัญและไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งปีถัดไปให้ได้ สิ่งนี้คือจุดสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทั้งระบบ&amp;quot; รมช.มหาดไทย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่แปลงนาข้าวของเกษตรกร ที่หมู่ 2 บ้านทางเกวียน ตำบลบางผึ้ง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ ซึ่งนาข้าวได้รับความเสียหาย และได้รับเงินชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ.2562 ไปแล้ว หลังจากที่จังหวัดได้ประกาศเขตภัยพิบัติ(ภัยแล้ง)​เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณด้ายซ้ายของแม่น้ำบางปะกง เป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ทำให้เกิดสภาพดินเค็ม ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ซึ่งต้องอาศัยน้ำจืดจากแม่น้ำบางปะกงในการทำการเกษตร แต่สถานการณ์ปริมาณฝนเมื่อปลายปี 2562 มีปริมาณน้อยกว่าปี 2561 ประกอบกับน้ำจืดของแม่น้ำบางปะกงมีแค่ 3 เดือน(ส.ค.- ต.ค.)​ทำให้ไม่มีน้ำจืดไว้ใช้ทำนาข้าว ส่งผลต่อนาข้าวส่วนใหญ่ยืนต้นตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63428</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยภัยแล้ง, นายนิพนธ์ บุญญามณี, ประกาศเขตภัยพิบัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e99460445f9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำโขงลดต่ำเปลี่ยนสีกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านริมโขง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 2563 ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดหนองคาย ยังคงมีระดับต่ำ ล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 1.46 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 10.74 เมตร และยังเกิดปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้ระดับน้ำโขงที่ต่ำ นิ่ง และมีสีใสทำให้เกิดเกิดตะไคร่น้ำ สาหร่ายใต้น้ำเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากเวลาที่น้ำโขงลดลง ตามหาดทรายจะมีตะไคร่น้ำ และสาหร่าย อยู่บนหาดทรายเป็นจำนวนมาก

&amp;nbsp;จากระดับน้ำโขงที่มีระดับต่ำ และมีตะไคร่น้ำ สาหร่ายใต้น้ำเป็นจำนวนมากได้ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งที่ประกอบอาชีพหาปลาและที่หาปลาเพื่อนำไปปรุงหาอาหารกินในครอบครัว โดยเฉพาะชาวบ้านหาดทรายทอง ตำบลหาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย ที่ชาวบ้านกว่า 20 ครอบครัว ที่ประกอบอาชีพหาปลาในแม่น้ำโขง ช่วงนี้จับปลาได้น้อย ยิ่งในตอนกลางวันที่อากาศร้อนจัด ปลาก็จะหลบซ่อนอยู่ตามโขดหินในจุดที่น้ำลึกที่อยู่ใกล้กับฝั่ง สปป.ลาว ประกอบกับตะไคร่น้ำ และสาหร่ายใต้น้ำ ได้ติดตาข่ายจับปลา ทำให้ปลามองเห็น จึงไม่ติดตาข่ายไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืนปลาก็ยังมองเห็น และยังต้องเสียเวลาในการเอาตะไคร่น้ำ และสาหร่ายใต้น้ำที่ติดออก จึงไม่คุ้มที่ชาวบ้านจะออกไปจับปลา นอกจากนี้น้ำโขงทางฝั่งไทยตื้นปลาไม่มา หากจะจับปลาต้องไปจับปลาทางฝั่งลาวที่มีร่องน้ำลึก ซึ่งปกติก็จะมีชาวลาวจับปลาอยู่แล้ว จึงยากที่จะไปแทรก ทำให้ช่วงนี้ชาวบ้านหลายคนหันไปรับจ้างทำงานอย่างอื่น แทนการจับปลา ให้น้ำโขงขึ้นสูง สาหร่ายถูกน้ำโขงที่สูงขึ้นพัดไป ทำให้จับปลาได้มากขึ้น จึงจะกลับมาประกอบอาชีพจับปลาอีกครั้ง

นายบุญ แสงสุวรรณ อายุ 53 ปี ชาวบ้านหาดทรายทอง ที่ประกอบอาชีพจับปลาในแม่น้ำโขง บอกว่า ตะไคร่น้ำและสาหร่ายที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง ปีนี้มีมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อไหลมาติดกับตาข่ายจับปลาแล้ว ทำให้จับปลาไม่ได้ ตะไคร่น้ำและสาหร่ายที่เกิดขึ้นคาดว่าเกิดจากที่น้ำโขงมีระดับต่ำ น้ำนิ่ง น้ำใส และช่วงฤดูฝนที่ผ่านมากที่น้ำโขงขึ้นสูงสุดก็ยังต่ำกว่าทุกปี ซึ่งตลอดชีวิตที่ตนอยู่กับแม่น้ำโขงมา ยังไม่เคยเห็นน้ำโขงใสแบบนี้และมีตะไคร่น้ำ สาหร่ายใต้น้ำเป็นจำนวนมากมาก่อน ทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะออกจับปลา หลังจับปลาแล้วยังต้องมาทำความสะอาดตาข่ายดักปลาที่มีตะไคร่น้ำ สาหร่ายติดอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่าจะทำความสะอาดเสร็จ ประกอบกับน้ำโขงฝั่งไทยมีระดับน้ำตื้น ไม่มีปลามาให้จับ หากจะจับต้องไปจับที่ร่องน้ำลึกทางฝั่ง สปป.ลาว จึงจะจับปลาได้

&amp;nbsp;นายบุญ บอกต่อไปอีกว่า จากการที่จับปลาไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพจับปลา ช่วงนี้ต้องไปรับจ้างทำงานอย่างอื่น หากรู้ข่าวว่าเริ่มจับปลาได้ และน้ำโขงเริ่มขึ้นสูง ก็จะกลับมาประกอบอาชีพจับปลากันอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53839</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.หนองคาย, ช่วยภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e1192de56146.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วราวุธ สั่งลุยขุดเจาะน้ำบาดาลแก้วิกฤตภัยแล้งอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวถึงกรณีแก้ปัญหาวิกฤติภัยแล้งในหลายจังหวัด โดยเฉพาะสุรินทร์และบุรีรัมย์ ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เร่งลงพื้นที่จ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ โดยให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานงานใกล้ชิด กับปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ หาแหล่งน้ำ และขุดเจาะน้ำบาดาล เพิ่มเติม โดยหาข้อมูลว่าโรงพยาบาลใดต้องการบ่อบาดาล ทส. จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจและขุดเจาะให้กับทุกโรงพยาบาลที่สาธารณสุขต้องการ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้น้ำอุปโภคบริโภคและความปลอดภัยของแต่ละโรงพยาบาลถือเป็นเรื่องสำคัญ

นายวราวุธ กล่าวว่า แต่เดิมจ.สุรินทร์ ใช้น้ำจาก แหล่งน้ำ 2 แหล่ง คือ ชลประทาน กับเอกชน เกษตรกรใช้น้ำจากแหล่งดังกล่าวมาก จึงได้สั่งการปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งสำรวจ ในพื้นที่จ.สุรินทร์ว่าในแต่ละอบต.นั้น มีศักยภาพเรื่องน้ำ มีต้นทุนน้ำใต้ดินมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีก็ให้รีบดำเนินการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลทันที เพื่อช่วยเกษตรกรและชาวบ้าน เป็นคลาสเตอร์ๆไป 100-200 ไร่ ในแต่ละบ่อๆ ขุดตรงไหนได้เราจะเร่งขุดตามที่นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วง

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ปีนี้ภาคอีสานพบภัยแล้งหนัก และยังเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ทำนาน้ำฝนเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงน่าห่วง ส่วนพื้นที่ภาคกลางก็มีปัญหามาก แต่ยังโชคดีที่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน และมีแหล่งน้ำ มีลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงยังพอประทังไปได้ แต่ภาคอีสานเดือดร้อนหนักจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสำรวจขุดเจาะ หาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อช่วยเกษตรกร เชื่อว่าน่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

นายวราวุธ​ ยังกล่าวถึงการติดตามสถานการณ์ไฟป่าพรุควนเคร็ง จ. นครศรีธรรมราชว่า​ ตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ทุกกระทรวงร่วมกันบูรณาการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายนายพงศ์บุณย์&amp;nbsp; ปองทอง รองปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นซิงเกิลคอมมานด์ คอยติดตามงานแบบเบ็ดเสร็จพร้อมขับเคลื่อน กับหน่วยงานอื่นๆที่เราต้องประสานงานกัน ทั้งนี้ ทส. ดูแลในส่วนทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ จะได้ทำงานประสานงานกับทางจังหวัด และหน่วยงานอื่นได้ง่ายขึ้น สำหรับการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงนั้น ต้องขอความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบป่าพรุ ช่วยดูแลสอดส่อง เพราะในบางครั้งมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีจุดไฟขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใดก็แล้วแต่ จนไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อเป็นการป้องกันจึงได้สั่งการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ หากพบเห็นผู้ใดเข้ามาทำประโยชน์ในพื้นที่พรุที่ไฟไหม้ ดังกล่าวทางกระทรวงจะดำเนินการทางกฎหมายโดยเด็ดขาด ไม่ยอมให้ใครมารุกพื้นที่ป่าพรุแน่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43203</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยภัยแล้ง, นายวราวุธ ศิลปอาชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cda547400.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเงาลงพื้นที่จวกรัฐประหารทำให้เกิดภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 2562 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 5 ส.ค.&amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย จะนำคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค เดินทางไปจ.ร้อยเอ็ด เพื่อประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยสัญจรครั้งที่1 โดยการประชุมสัญจรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวอีสาน โดยเฉพาะเกษตรกรแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ รับฟังปัญหาความเดือดร้อน และร่วมปรึกษาหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการบริหารจัดการน้ำภาคอีสานอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะกรรมการได้นำเอาแผนจัดการน้ำในยุคที่พรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยได้เคยเริ่มต้นไว้แล้วมาใช้เป็นแนวทาง รู้สึกเสียดายที่การรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งทำให้ชาวอีสานยังคงประสบกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เพราะไม่มีแผนการจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งทั่วประเทศอย่างยั่งยืน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทุกข์ยากอยู่จนถึงทุกวันนี้ สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะมีพี่น้องตัวแทนเกษตรกรจากทุ่งกุลาร้องไห้ มาร่วมประชุมเพื่อสะท้อนปัญหาและร่วมแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขร่วมกันกับทีมเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการเริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคที่ประกาศเอาไว้นั่นก็คือ ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ

เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นแผ่นดินทองสำหรับการผลิตข้าวอร่อยที่สุดในโลก แต่แทนที่เกษตรกรแห่งทุ่งกุลาร้องไห้จะมีฐานะดี มีเศรษฐกิจดี กลับกลายเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุด จากปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ดังนั้นการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทยสัญจรครั้งที่1 นี้ จึงเป็นการร่วมหารือปัญหาน้ำแล้งทางภาคอีสานเป็นลำดับแรก เพื่อร่วมคิด ร่วมทำ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน สำหรับพี่น้องประชาชนจังหวัดไหนอยากให้เราไปรับฟังปัญหาและร่วมคิดด้วยกัน สามารถติดต่อมาที่พรรคเพื่อไทยได้ทุกเวลา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42664</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อรัฐประหาร, ช่วยภัยแล้ง, ร้อยเอ็ด, อนุดิษฐ์ นาครทรรพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d148eaeb86bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธ.ก.ส.&quot; ผุดมาตรการอุ้มเกษตรกรสู้ภัยแล้งปล่อยกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ย0%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2562 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบให้ธนาคารเร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นผลมาจากปรากฎการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายในวงกว้าง โดย ธ.ก.ส. คาดว่ามีเกษตรกรที่เป็นลูกค้าได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ไม่สามารถทำการผลิต และผลผลิตได้รับความเสียหายกว่า 1 ล้านราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาหนี้สินเดิม โดย ธ.ก.ส. จะขยายเวลาชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระออกไปก่อนระยะหนึ่ง และได้จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อใหม่ไว้ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือค่าลงทุนในการผลิตทดแทนส่วนที่เสียหาย ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในครัวเรือนและป้องกันปัญหาการเป็นหนี้นอกระบบ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค &amp;nbsp;หรือเพื่อการเกษตร ค่าจัดหาพันธุ์พืช หรือเตรียมดินในการผลิตรอบใหม่ ค่าจัดหาน้ำและอาหารสำรองให้กับปศุสัตว์ รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;0% ในปีแรก &amp;nbsp;และปีที่ 2 &amp;ndash; 5 คิดดอกเบี้ย MRR &amp;nbsp;(ปัจจุบัน MRR 7%) จ่ายสินเชื่อตั้งแต่ 1 ส.ค.- 31 &amp;nbsp;ธ.ค. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเตรียมสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต ไว้อีก 5 พันล้านบาท เพื่อฟื้นฟูการผลิตหรือปรับเปลี่ยนการผลิตที่สามารถลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เช่น การลงทุนในระบบน้ำ การผลิตการเกษตรในรูปแบบที่ใช้น้ำน้อย เป็นต้น รายละไม่เกิน 5 แสนบาท &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ย MRR - 2 กำหนดชำระคืนไม่เกิน 15 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะมีพื้นที่ภัยแล้งในหลายจังหวัดและทุกหน่วยงานกำลังเร่งสำรวจความเสียหาย ธ.ก.ส.จึงอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางในการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยเร็ว&amp;quot; นายอภิรมย์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา &amp;nbsp;ธนาคารได้มอบหมายให้พนักงานในพื้นที่ที่ประสบภัยออกเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเกษตรกรลูกค้า และสำรวจความเสียหาย พร้อมจัดหาถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม ถังน้ำ ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อนำไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น &amp;nbsp;และในกรณีที่เกษตรกรทำประกันภัยพืชผล ธ.ก.ส.จะเร่งประสานงานให้มีการจ่ายเงินชดเชยแก่เกษตรกรโดยเร็วต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41999</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยภัยแล้ง, ธ.ก.ส., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180413/image_big_5ad0180376169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
