<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ! ธอส. ขยายเวลาช่วยลูกค้าเดิมที่อยู่ในมาตรการ COVID-19 ถึง 31 ธ.ค. 64  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ต.ค. 2564 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 ตามนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันผ่านมาตรการต่าง ๆ รวม 20 มาตรการ และจนถึง ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีจำนวนลูกค้าเข้ามาตรการช่วยเหลือของธนาคารรวมสูงสุดเป็นจำนวนถึง 977,736 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 853,271 ล้านบาท ปัจจุบันส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ และกลับมาผ่อนชำระตามปกติ คงเหลือลูกค้าที่ยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการรวมจำนวน 189,686 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 190,834 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 ธนาคารจึงได้ขยายระยะเวลาความช่วยเหลือให้กับลูกค้าเดิมที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการใน &amp;ldquo;โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ&amp;rdquo; ต่อไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยมีรายละเอียดของมาตรการที่ขยายระยะเวลาความช่วยเหลือจำนวน 8 มาตรการ ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 9, 10, 11 และ 11 New Entry : แบ่งจ่ายเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้น ตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบัน โดยทั้ง 4 มาตรการ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจาก COVID-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามสัญญาเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 13 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ (ไม่เป็น NPL ไม่อยู่ขั้นตอนของกฎหมาย และไม่อยู่ระหว่างทำข้อตกลงประนอมหนี้) และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจาก COVID-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามสัญญาเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 14 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.90% ต่อปี สำหรับลูกหนี้ที่สถานะ NPL และลูกหนี้ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจาก COVID-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ หรือ ตามคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 15 พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้หรือสถานะกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 16 พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะ NPL (ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน) หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลูกค้าเดิมที่อยู่ใน 8 มาตรการข้างต้นและต้องการขยายระยะเวลาความช่วยเหลือไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ผ่าน Application : GHB ALL หรือ GHB Buddy บน Application Line พร้อมกับ Upload หลักฐานยืนยันว่าได้รับผลกระทบทางรายได้ให้ธนาคารพิจารณา ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ส่วนกรณีที่ลูกค้าไม่มีสมาร์ทโฟนสามารถกรอกข้อมูลเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการได้ที่ www.ghbank.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th, Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ &amp;nbsp;Application : GHB ALL
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119183</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยลูกค้า, ธอส, เดือดร้อนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_61603199894cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส.ประกาศพักหนี้ - ลดดอก - ปล่อยกู้ซ่อมบ้านที่เสียหายจากโรงงานย่านกิ่งแก้วไฟไหม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 2564 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศ 7 มาตรการช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด-เพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก ซอยกิ่งแก้ว 21 จ.สมุทรปราการ ประกอบด้วย 1) ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี นาน 1 ปี 2) ให้กู้เพิ่มหรือกู้ใหม่ ดอกเบี้ยปีแรก 1% ต่อปี 3) ลูกหนี้ที่หลักประกันเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ย 0% ต่อปี 4 เดือน ไม่ต้องชำระเงินงวด 4 เดือนแรก 4) ลูกหนี้ที่มีผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้ไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ย 1% ต่อปี 5) กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรให้ผ่อนชำระดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี 6) ที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลังซ่อมแซมไม่ได้ให้ปลอดหนี้ในส่วนของอาคาร และ 7) ลูกค้าที่หลักประกันได้รับความเสียหาย อาทิ กระจกแตก เกิดรอยร้าวตามตัวอาคาร ให้แจ้งเคลมความเสียหายได้โดยพิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้ตามมูลค่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินทุนประกันอาคาร ติดต่อขอใช้มาตรการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2564

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้ในโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก ซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (5 กรกฎาคม 2564) ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียงเกิดความเสียหายและยังอาจส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพหรือรายได้ของประชาชน ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงได้จัดทำ &amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด-เพลิงไหม้ โรงงานย่านกิ่งแก้ว&amp;rdquo; สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านอยู่อาศัยหรือผลกระทบด้านรายได้จากเหตุการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว ภายใต้กรอบวงเงินรวมของโครงการ 500 ล้านบาท ผ่าน 7 มาตรการเร่งด่วน โดยพิจารณาตามระดับความเสียหาย ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วย

มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. ที่หลักประกัน (ที่อยู่อาศัยที่จดจำนองกับธนาคาร)หรือรายได้จากการประกอบอาชีพได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว สามารถขอลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี และเมื่อผ่อนชำระครบแล้วให้กลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิ์เดิมของลูกค้าก่อนใช้มาตรการ

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายและต้องการซ่อมแซม สามารถขอกู้เพิ่ม หรือกู้ใหม่ เพื่อซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหายหรือปลูกสร้างอาคารทดแทนอาคารเดิมที่ได้รับความเสียหาย คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 1% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ 3% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป กรณีลูกค้าสวัสดิการคิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี และลูกค้ารายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

มาตรการที่ 3 ลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือมีสถานะอยู่ระหว่างการประนอมหนี้ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยได้รับอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 4 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวดนาน 4 เดือน เดือนที่ 5-12 อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี&amp;nbsp; โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกเพิ่มอีก 100 บาท และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ให้ลูกค้ากลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิ์เดิมก่อนใช้มาตรการ

มาตรการที่ 4 ลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือมีสถานะอยู่ระหว่างการประนอมหนี้ ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ 1% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกเพิ่มอีก 100 บาท และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้ลูกค้ากลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิ์เดิมก่อนใช้มาตรการ

มาตรการที่ 5 ลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือมีสถานะอยู่ระหว่างการประนอมหนี้ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระโดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาที่คงเหลือตามสัญญากู้

มาตรการที่ 6 ลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินงวดมากกว่า 3 เดือนติดต่อกัน หรือมีสถานะอยู่ระหว่างการประนอมหนี้ กรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะในส่วนของที่ดินที่คงเหลือเท่านั้น

มาตรการที่ 7 ลูกค้าที่หลักประกันได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ กระจกแตก เกิดรอยร้าว ตามตัวอาคาร หรืออื่น ๆ สามารถแจ้งเคลมความเสียหายได้ โดยพิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้ตามมูลค่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินทุนประกันอาคาร สามารถติดต่อมาที่ส่วนธุรกรรมประกันภัย ธอส. โทร. 0-2202-1385 ถึง 89 หรือ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด(มหาชน) โทร. 0-2631-1311 ต่อ 5312, 5340 พร้อมแจ้ง ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัญชีเงินกู้ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ หลังจากนั้นบริษัทประกันภัยจะติดต่อนัดหมายกับลูกค้าเพื่อเข้าสำรวจความเสียหายและพิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้แก่ลูกค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการสามารถติดต่อได้ที่สาขาของ ธอส. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2564 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์(Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
5 กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108701</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยลูกค้า, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), โรงงานย่านกิ่งแก้วระเบิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2e315e09ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 20:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK เปิดพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.2564. นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ในการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ต่อภาคการส่งออกของไทย EXIM BANK ได้ออก &amp;ldquo;มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง&amp;rdquo; เพื่อเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนลูกค้า ทั้งที่เป็นผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกและผู้ส่งออก ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง (Red zone) สีส้ม (Orange zone) และสีเหลือง (Yellow zone) ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;bull; พักชำระหนี้เงินต้น ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;bull; พิเศษ! พักชำระดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการอาหารแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และผักผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ &amp;ldquo;มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง&amp;rdquo; ลูกค้า EXIM BANK สามารถขอพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร www.exim.go.th หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแลลูกค้า ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564 โดยธนาคารจะติดต่อกลับภายใน 3 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EXIM BANK ได้ติดตามสถานการณ์ผลกระทบของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด และได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2563 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือลูกค้าโดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือนไปแล้วกว่า 1,400 ราย เป็นจำนวนเงิน 36,853 ล้านบาท และหลังจากนั้น มีผู้ประกอบการติดต่อขอรับมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 เป็นจำนวนเงิน 4,050 ล้านบาท ในครั้งนี้ EXIM BANK พร้อมเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อเยียวยาและบรรเทาผลกระทบให้แก่ลูกค้าที่อาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหรือขาดแคลนแรงงานสำหรับผลิตสินค้า เนื่องจากการกักตัวหรือติดเชื้อ เป็นไปตามมาตรการภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการขนส่งและส่งออกสินค้า ตลอดจนปัญหาผู้ซื้อปฏิเสธสินค้าโดยเฉพาะสินค้าอาหาร อาหารทะเลแช่แข็ง และผักผลไม้ของไทย เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อรอโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าส่งออกของไทย ภายหลังการพัฒนาวัคซีนมีความคืบหน้าไปมาก&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89489</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยลูกค้า, เอ็กซิมแบงก์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffc564ba7e63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธอส.&#039;ชงคลังลดดอกเบี้ยบ้านครึ่งหนึ่งช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2563 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังคนใหม่ พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่กู้เงินกับ ธอส. รวม 2 มาตรการ หลังจากที่ นายอาคม เข้ารับหน้าที่ รมว.การคลังแล้ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา จากผลกระทบแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีเป้าหมายในการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เติมเงินเข้ากระเป๋า ตามแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการที่ 1 คือ การขอเสนอกระทรวงการคลัง พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยกึ่งหนึ่งหรือครึ่งหนึ่ง ให้กับลูกค้าของธนาคาร ซึ่งจะรวมทั้งผู้กู้รายใหม่ และลูกค้าเดิม โดยจะขอให้คลังชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไป เช่น ปัจจุบันผู้กู้รายใหม่ จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.99% ก็อาจจะเสนอให้คลังช่วยชดเชย 1.50% ซึ่งยังมีช่องทางทำได้ ขณะที่ลูกค้าเดิม ก็ต้องพิจารณาเกณฑ์ว่าจะช่วยกลุ่มไหน ในหลักการหากเป็นดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว ถ้าเป็นเงื่อนไขเดียวกันก็จะขอลดดอกเบี้ยลง 1.50% เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะรอหารือกับ รมว.การคลังคนใหม่ ว่าต้องการให้ธนาคารช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง จากที่ผ่านมาธนาคารออกมาตรการดูแลลูกค้า ทั้งการพักหนี้เงินต้น และดอกเบี้ยออกไป กว่า 4.5 แสนล้านบาท จากสินเชื่อคงค้าง 1.3 ล้านล้านบาท หากต้องการให้ ธอส.ลดดอกเบี้ย ช่วยกลุ่มลูกค้าที่ดี ลำพังตอนนี้คงทำเองไม่ได้ เพราะงบดุลค่อนข้างเปราะบาง จากช่วงที่ผ่านมาความสามารถ (Performance) ธนาคารจะเอาไม่อยู่&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 เสนอ รมว.การคลังรับทราบรายละเอียด หลักเกณฑ์การออกสินเชื่อ Two-GEN หรือผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้เลือกผ่อนชำระได้ 2 generation หรือยาวนานสูงสุดถึง 70 ปี วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถปล่อยกู้ได้ภายในเดือน พ.ย. 2563 เป็นการกู้ร่วม กับทายาทที่ยังไม่มีรายได้ เพื่อลดผ่อนชำระเหลือเดือนละ 2,000 บาท &amp;nbsp;ทำให้คนไทย มีบ้านเป็นของตัวเองได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะที่ในปี 2564 ธอส. ตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 215,641 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 222,110 ล้านบาท ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นปีละ 3% มีสินเชื่อคงค้างในปี 2564 ที่ 1.374 ล้านล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.444 ล้านล้านบาท ในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผลประกอบการปี 2563 ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2563 เทียบกับสิ้นปี 2562 มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,273,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.30% &amp;nbsp;มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 51,559 ล้านบาท คิดเป็น 4.05% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 2,044 ล้านบาท โดยในปีนี้ ธนาคารจะกันสำรองเพิ่มขึ้น 5,300 ล้านบาท จากปัจจุบันกันสำรองแล้ว 3,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79720</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ฉัตรชัย ศิริไล, ช่วยลูกค้า, ลดดอกเบี้ย, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
