<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีป้า&#039;อัดความรู้เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ประกอบการ-เอสเอ็มอี-รายย่อยสู้วิกฤตโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 พ.ค. 2564 นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ &amp;nbsp; นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมายให้ ดีป้า เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ร้านค้า ตลอดจนเกษตรกร ฟันฝ่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยด่วนนั้น ล่าสุดที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการส่งเสริมและสนับสนุนจึงมีมติเห็นชอบต่อเนื่องโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (depa Digital Transformation Fund) จำนวน 53 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ดีป้า จึงเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ร้านค้า และเกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้มาตรฐานจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยที่เชื่อถือได้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ ขยายตลาด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยอดขาย รวมถึงผลผลิตท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต เตรียมความพร้อมสู่ยุคปกติใหม่ หรือ นิวนอร์มอล ที่เร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้มากขึ้น ซึ่งโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนทั้ง 53 โครงการ แบ่งเป็นโครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์ม จำนวน 28 โครงการ เทคโนโลยี ERP จำนวน 9 โครงการ เทคโนโลยี Smart Farm (IoT) จำนวน 11 โครงการ E-commerce + mini ERP จำนวน 3 โครงการ และเทคโนโลยี HRM จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่าการส่งเสริมกว่า 8.7 ล้านบาท&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล กล่าวต่อว่า โครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จะเป็นส่วนช่วยสำคัญให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ร้านค้า และเกษตรกรสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่การเป็นเมืองน่าอยู่ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของภาคประชาชนต่อไป โดยการดำเนินงานของ ดีป้า มุ่งเน้นให้คนไทย &amp;lsquo;think faster and live better&amp;rsquo; พร้อมฟันฝ่าวิกฤตโควิด-19 ก่อนเดินหน้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลต่อไป ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางการสื่อสารของ ดีป้า ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ www.depa.or.th, LINE@depaThailand และเฟซบุ๊ก depa Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102623</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือ SME, ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b49ab05bf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครม.&#039;ไฟเขียว3.5แสนล้านอุ้มธุรกิจสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.2564 นายอาคม &amp;nbsp;เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2564 เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 มาตรการ วงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท และมาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนดำเนินการตามกระบวนการตรากฎหมายต่อไป ประกอบด้วย 1. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 250,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูกำหนดกลไกการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่มีพื้นฐานดีแต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เหมาะสมผ่านกลไกการลดความเสี่ยงด้านเครดิตของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าวสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงาน รวมทั้งปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 หรือ ณ วันที่ 28 ก.พ. 2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใด ณ วันที่ 28 ก.พ. 2564 สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกิน 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกที่สถาบันการเงินได้รับแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูกำหนดให้มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี ภาระชดเชยค้ำประกันสูงสุด 40% ของวงเงินสินเชื่อภายใต้โครงการ ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยค่าธรรมเนียมดังกล่าวโดยเฉลี่ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ตลอดสัญญาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองหลักทรัพย์ค้ำประกันจากการดำเนินการตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เหลือ 0.01% เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนในภายหลัง (มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งกำหนดกลไกในการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการฟื้นตัว โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราวและไม่ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินหลักประกันในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง (Fire Sale) ให้แก่กลุ่มทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจโดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง
โดยให้สถาบันการเงินรับโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันที่โอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินกู้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน และมีข้อตกลงให้สิทธิซื้อทรัพย์สินหลักประกันนั้นกลับคืนในภายหลังตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ธปท. กำหนด ซึ่งรวมถึงราคาที่ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันซื้อทรัพย์สินนั้นคืนจากสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. จะสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขายทรัพย์สินคืนให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินรายเดิมในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป นอกจากนี้ สถาบันการเงินสามารถให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินเช่าทรัพย์สินนั้นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงระยะเวลามาตรการได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กระทรวงการคลังจะยกเว้นภาระภาษีอากรที่เกิดขึ้นจากการตีโอนทรัพย์ตามมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้สำหรับสถาบันการเงินผู้ให้กู้ และผู้ประกอบธุรกิจผู้กู้หรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกัน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจากผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันให้สถาบันการเงิน และจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันในกรณีที่ซื้อทรัพย์สินนั้นคืนจากสถาบันการเงินเพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
&amp;quot;ทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี โดย ครม. สามารถขยายระยะเวลามาตรการออกไปได้อีก 1 ปี ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีวงเงินเหลืออยู่ และ ครม. ยังสามารถอนุมัติให้เกลี่ยวงเงินระหว่างมาตรการได้&amp;quot; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97019</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, ช่วยเหลือ SME, มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู, อาคม  เติมพิทยาไพสิฐ, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f42cbd897d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุริยะ’สั่งธพว.เติมทุนช่วยSMEเยียวยาพิษโควิดตั้งเป้าอนุมัติ4หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายในงาน &amp;ldquo;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo; ว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง ทั้งทางตรงและทางอ้อม &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายดีขึ้น โดยกระทรวงในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) จึงได้มอบหมายให้ ธพว. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มเติมจากที่ ธพว. ได้ดำเนินมาแล้ว &amp;nbsp;โดยเดินหน้าเติมทุนสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เพื่อให้เอสเอ็มอีทุกกลุ่มธุรกิจทั่วประเทศ มีเงินทุนไปหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง จ้างงาน และฟื้นฟูธุรกิจให้กลับคืนมาสามารถดำเนินการได้ดีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าจะอนุมัติสินเชื่อได้กว่า 40,000 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณ 24,000 กิจการ ส่งผลดีต่อไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ &amp;nbsp;เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้สู่ท้องถิ่น ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ &amp;nbsp;120,000 ราย สร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจประมาณ 90,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินเชื่อของ ธพว. &amp;nbsp;ประกอบด้วย สินเชื่อวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่อง สำรองเป็นค่าใช้จ่าย &amp;nbsp; ได้แก่ สินเชื่อรายเล็ก &amp;nbsp;Extra Cash &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบการนิติบุคคลธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ ธุรกิจทัวร์ ธุรกิจสปา ธุรกิจขนส่งที่เกี่ยวเนื่อง (รถทัวร์ รถบัส รถตู้ รถแท็กซี่ เรือนำเที่ยว รถเช่า) &amp;nbsp;บริษัทนำเที่ยว โรงแรม ห้องพัก และร้านอาหาร วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก 3% ต่อปี และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น &amp;nbsp;3%ต่อปี &amp;nbsp;3 ปีแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสินเชื่อ soft loan ธปท.อัตราดอกเบี้ย 2%ต่อปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้ง ยังมีสินเชื่อวัตถุประสงค์เพื่อลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ได้แก่ สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME D Happy อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.375% ต่อปี และสินเชื่อ SMART SMEs &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5% ต่อปี &amp;nbsp;แถมยังรับรีไฟแนนซ์ (Refinance)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น มอบหมายให้ ธพว. เติมทุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้แก่ลูกค้าในโครงการสินเชื่อประชารัฐ แบ่งเป็น &amp;quot;โครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ&amp;quot; (สินเชื่อประชารัฐ) และ &amp;ldquo;โครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับ SMEsคนตัวเล็ก&amp;rdquo; (สินเชื่อ SMEs คนตัวเล็ก) &amp;nbsp;คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินการสินเชื่อ &amp;ldquo;SMEs One&amp;rdquo; คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 12 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ในฐานะประธานกรรมการ &amp;nbsp;ธพว. เผยว่า ธนาคารจะกระจายการสนับสนุนเอสเอ็มอีทั่วประเทศครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ด้วยการใช้ออฟไลน์ควบคู่ออนไลน์ &amp;nbsp;จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้เข้าถึงความช่วยเหลือทางการเงินของ ธพว. มากที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67598</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19, ช่วยเหลือ SME, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e33ed3f7f817.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
