<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผย &#039;นครศรีธรรมราช&#039; ยังอ่วม 23 อำเภอจมน้ำท่วมผู้ประสบภัย 2 แสนคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.62 -&amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 3 - 10 ม.ค.62 อิทธิพลจากพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ส่งผลกระทบในพื้นที่ 23 จังหวัด รวม 111 อำเภอ 559 ตำบล 3,577 หมู่บ้าน 153 ชุมชน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 264 หลัง เสียหายบางส่วน 53,658 หลัง ประชาชนได้รับผลกระทบ 264,841 ครัวเรือน 882,670 คน ผู้เสียชีวิต 5 ราย ประชาชนกลับจาก ศูนย์อพยพแล้วทุกจังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว&amp;nbsp;21 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล กล่าวว่ายังคงมีสถานการณ์ 2 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี รวม 25 อำเภอ 168 ตำบล 1,564 หมู่บ้าน แยกเป็น นครศรีธรรมราช เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 23 อำเภอ ได้แก่ อ.หัวไทร อ.ปากพนัง อ.ขนอม อ.สิชล อ.ท่าศาลา อ.เมืองนครศรีธรรมราช อ.นบพิตำ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งสง อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ทุ่งใหญ่ อ.พิปูน อ.พรหมคีรี อ.ช้างกลาง อ.ถ้ำพรรณรา อ.ฉวาง อ.ลานสกา อ.พระพรหม อ.ชะอวด&amp;nbsp;อ.จุฬาภรณ์ อ.เชียรใหญ่ อ.นาบอน และ อ.บางขัน รวม 165 ตำบล 1,553 หมู่บ้าน 118 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 199,864 ครัวเรือน 679,257 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุราษฎร์ธานี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.พระแสง และอ.เวียงสระ รวม 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 352 ครัวเรือน 869 คน ปัจจุบันฝนหยุดตกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กอปภ.ก. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยทำความสะอาดบ้านเรือน สิ่งสาธารณประโยชน์สถานที่ราชการ และซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค รวมถึงเส้นทางคมนาคมให้ใช้งานได้ตามปกติ ตลอดจนเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัยที่ครอบคลุมทั้งด้านการดำรงชีพ ชีวิตและทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และสิ่งสาธารณประโยชน์สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์ภัยเริ่มคลี่คลายแล้ว ให้สำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26216</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, จังหวัดนครศรีธรรมราช, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, นายชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., พายุปาบึก, พายุโซนร้อน, สุราษฎร์ธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190110/image_big_5c36c51ed2b67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2018 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2018 19:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพเรือเตรียมส่งเรือหลวงอ่างทอง ฝ่ามรสุมช่วยผู้ประสบภัยสึนามิอินโดนีเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.61 - พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้มีคำสั่งเร่งด่วนให้ พล.ร.อ.นพดล สุภาการ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) มีการเตรียมความพร้อมกำลังพลและอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยขั้นสูงสุด เพื่อเตรียมเดินทางปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชม.ตามกำหนดออกเดินทางในเวลา&amp;nbsp;13.30 น.วันเสาร์ที่ 6 ต.ค.61 ณ ท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พล.ร.อ.นพดล ได้สั่งการให้เรือหลวงอ่างทอง หมายเลข 791 สังกัดกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นเรือที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพเรือในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้เตรียมพร้อมกำลังพลประจำเรือ พร้อมให้การรองรับกำลังหน่วยทีมแพทย์ กรมแพทย์ทหารเรือที่จะร่วมเดินทางไปพร้อมกับเรือ อย่างเต็มกำลังความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ให้ยกระดับขีดความสามารถของเรือให้เป็นโรงพยาบาลสนามระดับ 2 มีห้องตรวจโรค ห้องผู้ป่วย 4 เตียง และผู้ป่วยเฝ้าระวัง 2 เตียง ห้องผ่าตัดเล็ก ชุดเครื่องมือเอ็กซเรย์และห้องทันตกรรม นอกจากนี้ให้มีการเพิ่มจำนวนแพทย์และเครื่องมือในการรักษาพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยขั้นต้น รวมถึงขยายพื้นที่รองรับผู้ป่วยให้มากขึ้น และสามารถลำเลียงผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือจำเป็นต้องใช้การรักษาระดับสูง จากทะเลสู่ชายฝั่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.ทร. กล่าวว่า&amp;nbsp;กองทัพเรือเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว-สึนามิ ในประเทศอินโดนีเซีย โดยรับคำสั่งจากรัฐบาล ซึ่งการดำเนินภารกิจครั้งนี้ ได้ส่งเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ และเป็นเรือในประจำการที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ของกองทัพเรือไทย รองจาก&amp;nbsp;เรือหลวงจักรีนฤเบศร&amp;nbsp;และ เรือหลวงสิมิลัน มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาสาธารณภัย ค้นหา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล การปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก และการขนส่งลำเลียงทางทะเล เป็นเรือบัญชาการและฐานปฏิบัติการในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกำลังพลหลักที่ร่วมในภารกิจเป็นหน่วยทีมแพทย์จากกรมแพทย์ทหารเรือ จากโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ รวม 2 ชุด ที่ได้ผ่านการฝึกซ้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย&amp;nbsp;(HADR)&amp;nbsp;ถือเป็นชุดปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ระดับสูงในภาวะภัยพิบัติ จึงเชื่อมั่นได้ว่า การเดินทางไปให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก และสร้างสัมพันธ์ไมตรีในฐานะมิตรประเทศให้มั่นคงสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19185</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพเรือ, กองเรือยุทธการ, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, พล.ร.อ.นพดล สุภาการ, พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์, ภัยพิบัติอินโดนีเซีย, สึนามิอินโด, เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่, เรือหลวงอ่างทอง, แผ่นดินไหวอินโด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181005/image_big_5bb755ce95971.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผย6จังหวัดยังจมน้ำ &#039;นครพนม&#039; อ่วมหนักแม่น้ำโขงเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 61 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เบบินคา&amp;rdquo; และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17-30 สิงหาคม 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก และชัยภูมิ รวม 78 อำเภอ 311 ตำบล 1,614 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,080 ครัวเรือน 114,0237 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 9 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ หนองคาย เชียงราย และลพบุรี ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด รวม 25 อำเภอ 111 ตำบล 836 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 16,691 ครัวเรือน 47,708 คน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครพนม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาแก อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม และอำเภอบ้านแพง รวม 36 ตำบล 395 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,354 ครัวเรือน 9,434 คน ปัจจุบันระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด อำเภอศรีวิไล อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ รวม 44 ตำบล 340 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,376 ครัวเรือน 27,393 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 41,338 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม รวม 7 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 497 ครัวเรือน 2,048 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม และอำเภออากาศอำนวย รวม 8 ตำบล 9 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 47 ครัวเรือน 158&amp;nbsp; คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา และอำเภอองครักษ์ รวม 14 ตำบล 68 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,311 ครัวเรือน 8,278 คน พื้นที่การเกษตร 1,020 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยภูมิ น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 106 ครัวเรือน 397 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16472</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, พายุเบบิคา, สถานการณ์น้ำท่วม, อุทกภัย, เร่งระบายน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b8768053b9ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 13:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 13:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; อาการป่วยดีขึ้นคาด 2 วันทำงานได้ ยังห่วงน้ำท่วมสปป.ลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 61 - จากกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่อยู่ระหว่างการพักฟื้น หลังจากมีอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม จากนั้นมอบหมายให้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหมแทน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด&amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า วันนี้อาการพล.อ.ประวิตร อาการดีขึ้นตามลำดับแล้ว หลังจากมีการรักษาและพักผ่อน จึงทำให้ระบบทางเดินอาหารสามารถขับถ่ายได้เป็นปกติ ทั้งนี้ต้องใช้เวลาและต้องพักผ่อน เพราะพล.อ.ประวิตร ท่านมีอายุมาก และในช่วงนี้ท่านจะงดออกงานต่างๆ แต่ยังสามารถนำงานราชการต่างๆ มาเซ็นต์ที่บ้านพักได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามในภาพรวมอาการท่านดีขึ้น คาดว่าไม่เกิน 2 วันจะสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.คงชีพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้พล.อ.ประวิตร ยังเป็นห่วงสถานการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แตกใน สปป.ลาว ท่านได้ติดตามให้กองทัพร่วมกันสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ขณะนี้เราทำได้เพียงส่งสิ่งของ ถุงยังชีพ บรรทุกเครื่องบินลำเลียง แบบ C130 ไปช่วยบรรเทาทุกข์ให้เท่านั้น&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามตอนนี้ต้องฟังทางกระทรวงการต่างประเทศที่กำลังประสานงานกับรัฐบาลลาวว่าจะร้องขอความช่วยเหลืออย่างไร หากเกินขีดความสามารถรัฐบาลลาว ทางเรามีความพร้อมที่จะสนับสนุนเครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ ร่วมช่วยเหลือผู้มีชีวิต และช่วยค้นหาผู้สูญหาย รวมทั้งช่วยเหลือตอนฟื้นฟูช่วงน้ำลดด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สปป.ลาว, อาการป่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b596af29cd77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาธารณสุขรอการประสานจากลาวพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.61-ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการหารือในระดับผู้บริหารมีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการสำรองยา และเวชภัณฑ์ เพื่อเตรียมเอาไว้ให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวลาว หากได้รับการร้องขอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะ รพ.ในจังหวัดที่ติดกับสปป.ลาว ในแถบภาคอีกสาน ได้เตรียมการช่วยเหลืออย่างเต็มที่อาทิ จ.ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งตนได้นำเรียนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบถึงความพร้อมนี้แล้ว &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานเข้ามา แต่หากประสานมาเมื่อไหร่เราก็พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, รมว.สาธารณสุข, สปป.ลาว, เขื่อนแตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b5846aa393be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เร่งช่วยเหยื่อวาตภัย19จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหนือ-อีสานอ่วม 19 จังหวัด 53 อำเภอ 103 ตำบล 277 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 1,928 หลัง จนท.เร่งสำรวจช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.61- นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 13 &amp;ndash; 19 มี.ค. 2561 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย รวม 19 จังหวัด 53 อำเภอ 103 ตำบล 277 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 1,928 หลัง แยกเป็น ภาคเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ พะเยา เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเชียงคำ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 200 หลัง เชียงราย เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงแสน อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอแม่ลาว รวม 7 ตำบล 16 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 50 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยางตลาด อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอห้วยเม็ก อำเภอฆ้องชัย อำเภอหนองกุงศรี อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเขาวง และอำเภอห้วยผึ้ง รวม 26 ตำบล 90 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 530 หลัง อุดรธานี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอไชยวาน อำเภอหนองวัวซอ อำเภอหนองแสง และอำเภอศรีธาตุ รวม 9 ตำบล 19 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 257 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.หนองบัวลำภู เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง รวม 8 ตำบล 28 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 238 หลัง บุรีรัมย์ เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอสตึก บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 214 หลัง ร้อยเอ็ด เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด และอำเภอโพนทอง รวม 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 6 หลัง หนองคาย เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าบ่อ อำเภอเฝ้าไร่ อำเภอโพนพิสัย อำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอเมืองหนองคาย รวม 16 ตำบล 40 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 92 หลัง นครพนม เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอนาแก บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 77 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.มุกดาหาร เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอดงหลวง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 41 หลัง มหาสารคาม เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอโกสุมพิสัย บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 33 หลัง สุรินทร์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าตูม อำเภอจอมพระ และอำเภอโนนนารายณ์ รวม 4 ตำบล 10 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 19 หลัง สกลนคร เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวานรนิวาส อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเมืองสกลนคร รวม 7 ตำบล 9 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 15 หลัง ขอนแก่น เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอภูเวียง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 14 หลัง ยโสธร เกิดวาตภัยในพื้นที่ อำเภอกุดชุม บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 2 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล &amp;nbsp;ระบุว่า ขณะที่ ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภออู่ทอง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 30 หลัง ชัยนาท เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอสรรคบุรี บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 1 หลัง ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีราชา และอำเภอเมืองชลบุรี รวม 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 60 หลัง ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ ยะลา เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 17 หลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค กระเบื้องมุงหลังคา และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัยโดยด่วนแล้ว รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจ ประเมินและจัดทำบัญชีข้อมูลความเสียหายเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5314</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ชยพล ธิติศักดิ์, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, บ้านเรือน, ปภ., วาตภัย, อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf46e535cdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผย 12 จังหวัดได้รับผลกระทบวาตภัย เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 8-10 มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยมี 12 จังหวัดได้รับผลกระทบวาตภัย เตือนทั่วไทยเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 8-10 มี.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 5 &amp;ndash; 8 มีนาคม 2561 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย รวม 12 จังหวัด 19 อำเภอ 31 ตำบล 56 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ รวม 406 หลัง แยกเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโนนคูณ และอำเภอวังหิน ,อำนาจเจริญ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ อำเภอปทุมราชวงศา และอำเภอพนา , สุรินทร์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโนนนารายณ์ อำเภอเขวาสินรินทร์ อำเภอสังขละ อำเภอกาบเชิง และอำเภอปราสาท , อุบลราชธานี เกิดวาตภัยในอำเภอตระการพืชผล , ขอนแก่น เกิดวาตภัยในอำเภอแวงน้อย , บุรีรัมย์ เกิดวาตภัยในอำเภอกระสัง และ ร้อยเอ็ด เกิดวาตภัยในอำเภอหนองฮี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชัยบาดาล และอำเภอพัฒนานิคม ปทุมธานี เกิดวาตภัยในอำเภอธัญบุรี ภาคตะวันออก 1 จังหวัดได้แก่ ปราจีนบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอถลาง และ ภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ เกิดวาตภัยในอำเภอหล่มสัก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในช่วงวันที่&amp;nbsp; 8 &amp;ndash; 10 มีนาคม 2561 ประเทศไทยจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ครอบคลุมภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปภ.จึงได้ประสานจังหวัดศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;อีกทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ตลอดจนแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศ ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง อยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาและสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ท้ายนี้ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 5 &amp;ndash; 8 มีนาคม 2561 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย รวม 12 จังหวัด 19 อำเภอ 31 ตำบล 56 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ รวม 406 หลัง แยกเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโนนคูณ และอำเภอวังหิน ,อำนาจเจริญ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ อำเภอปทุมราชวงศา และอำเภอพนา , สุรินทร์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโนนนารายณ์ อำเภอเขวาสินรินทร์ อำเภอสังขละ อำเภอกาบเชิง และอำเภอปราสาท , อุบลราชธานี เกิดวาตภัยในอำเภอตระการพืชผล , ขอนแก่น เกิดวาตภัยในอำเภอแวงน้อย , บุรีรัมย์ เกิดวาตภัยในอำเภอกระสัง และ ร้อยเอ็ด เกิดวาตภัยในอำเภอหนองฮี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชัยบาดาล และอำเภอพัฒนานิคม ปทุมธานี เกิดวาตภัยในอำเภอธัญบุรี ภาคตะวันออก 1 จังหวัดได้แก่ ปราจีนบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอถลาง และ ภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ เกิดวาตภัยในอำเภอหล่มสัก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในช่วงวันที่&amp;nbsp; 8 &amp;ndash; 10 มีนาคม 2561 ประเทศไทยจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ครอบคลุมภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปภ.จึงได้ประสานจังหวัดศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xm-6826662789456990040gmail-msonospacing&quot;&gt;อีกทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ตลอดจนแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศ ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง อยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาและสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ท้ายนี้ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4552</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย, ปภ., พายุฤดูร้อน, วาตภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0c336c560a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
