<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มเงินเยียวยา ธปท.ลุยหมอหนี้ ปัดรีด‘คนละครึ่ง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ขยายกรอบวงเงินเพิ่มเป็น 77,785 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ในพื้นที่ 29 จังหวัด &amp;nbsp; อนุมัติวงเงิน 2,909 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก 1,766 โครงการ ในพื้นที่ 10 จังหวัด &amp;quot;แบงก์ชาติ&amp;quot; ลุยเปิดเว็บไซต์ &amp;ldquo;หมอหนี้เพื่อประชาชน&amp;rdquo; เพิ่มช่องทางช่วยเหลือลูกหนี้ เจาะกลุ่มรายย่อย-เอสเอ็มอี &amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; ปัดต้อน &amp;quot;ร้านคนละครึ่ง&amp;quot; จ่ายภาษี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 สิงหาคม &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ ว่า ครม. อนุมัติขยายกรอบวงเงินเพิ่มจำนวน 44,314.0550 ล้านบาท เป็นจำนวน &amp;nbsp;77,785.0600 ล้านบาท จากเดิม &amp;nbsp;33,471.0050 ล้านบาท สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ในพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 9,385,930 คน ได้แก่ ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1,436,171 คน และผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 7,949,759 คน อัตราการให้ความช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการขยายระยะเวลาให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนรายใหม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 1-24 สิงหาคม &amp;nbsp;และพื้นที่ 16 จังหวัด ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนรายใหม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 4-24 สิงหาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งขยายการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ 13 จังหวัด เพิ่มเติม 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.อนุมัติกรอบวงเงิน 2,909,015,572 บาท สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3 จำนวน 1,766 โครงการ ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน 29,765 คน และมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 3,535,704 คน หรือไม่น้อยกว่า 8,354 ครัวเรือน รวมทั้งยังเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ทักษะความรู้ในการประกอบอาชีพ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านและชุมชนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ 1,766 โครงการ ครอบคลุม 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.กลุ่มพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยวบริการและการค้า จำนวน 2 โครงการ 2.กลุ่มยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร &amp;nbsp;จำนวน 28 โครงการ 3.กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จำนวน 14 โครงการ และ 4) กลุ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน จำนวน 1,722 โครงการ &amp;nbsp;รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,766 โครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. กระทรวงการคลัง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;quot;โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน&amp;quot; อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นช่องทางให้คำแนะนำความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างครบวงจร ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.2564 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และข้อแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้อย่างครบวงจรทั้งในส่วนของลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี โดยลูกหนี้จะได้รู้วิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ การเตรียมตัวก่อนพบเจ้าหนี้ ได้รับคำแนะนำ และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐ ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งได้สำรวจธุรกิจตัวเองเพื่อปรับแผนธุรกิจได้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่จะร่วมโครงการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มลูกหนี้รายย่อย สามารถเรียนรู้แก้ไขปัญหาหนี้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ เพื่อหาข้อมูลแก้ไขปัญหาหนี้ ประเมินสุขภาพทางการเงิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ และกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือเชิงลึก ให้ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งจะขอข้อมูลรายละเอียดธุรกิจ การเงิน และภาระหนี้ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จก็จะได้รับการติดต่อให้ไปพบหมอหนี้ภายใน 5-7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถติดต่อขอคำแนะนำเชิงลึกเพิ่มเติมจากทีมหมอหนี้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs บสย. (บสย. FA Center) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&amp;quot; นางธัญญนิตย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงกรณีที่มีสื่อออนไลน์รายงานว่านายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ระบุมีข้อกังวลเรื่องภาษีของผู้ค้าขาย เนื่องจากกรมสรรพากรส่งแบบประเมินภาษีปี 2563 ให้พ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล เช่น คนละครึ่ง แต่ได้รับในปี 2564 ทำให้เข้าใจผิดว่าถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังว่า ยืนยันว่าการที่กรม ส่งหนังสือไปแจ้งเตือนผู้ประกอบการ ไม่ได้มีเป้าหมายจะเรียกเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาลโดยเฉพาะแต่อย่างใด โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นการแจ้งเตือนผู้ประกอบการว่าท่านมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ เท่านั้น และไม่ได้เป็นการประเมินภาษีแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสมหมายกล่าวว่า ในการประกอบกิจการในปี พ.ศ.2563 ผู้ประกอบกิจการที่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการของรัฐหรือไม่ หากผู้ประกอบการมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็มีหน้าที่ต้องนำรายได้มายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 มี.ค.2564 ซึ่งกรมสรรพากรได้ขยายเวลาการยื่นแบบฯ ไปเป็นวันที่ 30 มิ.ย.2564 เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของผู้ประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมสรรพากรได้ทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนผู้เงินได้ให้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไม่ให้หลงลืม เพื่อผู้ประกอบการจะได้ไม่มีภาระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม กรณียื่นแบบภาษีเงินได้ล่าช้ากว่ากำหนด โดยการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการประเมินตัวเองของผู้ประกอบการ ซึ่งมีหน้าที่นำรายได้ที่ได้รับจากการประกอบการกิจการมายื่นเสียภาษีตามข้อเท็จจริง&amp;quot; นางสมหมายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กรมสรรพากรได้พัฒนากระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการจดทะเบียน ยื่นแบบภาษี ชำระภาษี และคืนภาษี ทุกขั้นตอนผ่านระบบ Tax from Home ซึ่งเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร w ww.rd.go.th.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.ขยายกรอบวงเงินเพิ่ม, ช่วยเหลือลูกหนี้, นายธนกร วังบุญคงชนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c988af3b8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. จับมือสมาคมธนาคารไทย คลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแล เอื้อแบงก์ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับจากโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2564 จากสถานการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (โควิด 19) ส่งผลให้การแพร่ระบาดมีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อและผันผวนกว่าที่คาด กระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้น แต่ละภาคเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวช้าออกไปและไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาหนี้ระยะสั้นแบบเดิม เช่น การพักชำระหนี้เป็นครั้งคราว หรือปรับโครงสร้างหนี้แบบระยะสั้น จึงไม่ตอบโจทย์ที่จะทำให้ทุกฝ่ายผ่านวิกฤตนี้ไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เห็นร่วมกันในการผลักดันมาตรการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยให้สอดคล้องกับคาดการณ์รายได้ของลูกหนี้ เช่น ในช่วงที่รายได้ของลูกหนี้ยังไม่กลับมาและอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว ภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้ก็ควรอยู่ในระยะต่ำ แล้วค่อย ๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป แต่ไม่ใช่การเลื่อนหรือพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือเป็นไปตามแถลงข่าว ธปท. เรื่อง มาตรการเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ได้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการสั่งปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย (แฮร์คัท) นั้น ธปท. และสมาคมธนาคารไทยขอเรียนว่า ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้หารืออย่างใกล้ชิด และเห็นตรงกันว่าควรเร่งผลักดันให้มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์โควิดนี้สัมฤทธิ์ผล ให้สามารถประคับประคองลูกหนี้ที่ประสบปัญหาได้จริง ภายใต้หลักการสำคัญ คือ ลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาโควิด 19 สมควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดและสอดคล้องกับปัญหา อีกทั้งจะต้องไม่สร้างแรงจูงใจให้กับลูกหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบให้หยุดชำระหนี้ &amp;nbsp;(moral hazard) ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินยังเป็นกลไกสำคัญและมีกำลังไปช่วยลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนและเป็นเป้าหมายได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธปท. ชี้แจงว่า &amp;ldquo;เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์การส่งผ่านความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ลูกหนี้ในภาวะวิกฤต ธปท. ได้พิจารณาปรับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลให้เอื้อต่อการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับลดข้อจำกัดในการเข้าถึงมาตรการ อาทิ การให้ความยืดหยุ่นในการบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง เพื่อลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้มากไปกว่าการขยายเวลาชำระหนี้เพียงอย่างเดียว และการขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือร้อยละ 0.23 ออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อให้สถาบันการเงินส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;ธนาคารจะเร่งนำมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ เป็นแนวทางในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยแต่ละธนาคารจะไปออกมาตรการเพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยเหลือลูกหนี้ (Product program) โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มสามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ การออก Product program เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของแต่ละธนาคารนั้น จะมีความหลากหลายและสอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละราย แต่ละกลุ่ม และเป็นธรรมทั้งกับลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือไปสู่กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นเป้าหมายได้ผลอย่างแท้จริง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธปท. และสมาคมธนาคารไทย มุ่งหวังให้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มสามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114455</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (โควิด 19), คลายกฎการกำกับดูแล, ช่วยเหลือลูกหนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125acbd3974c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตั้งกก.พิเศษ ล้างหนี้นอกระบบ รัฐบาลลั่นคนจนต้องหลุดพ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รัฐบาลขึงขังประกาศล้างนายทุนเงินกู้นอกระบบ เตรียมตั้งคณะกรรมการถาวรสางปัญหาทั่วประเทศ รับข้อร้องเรียนใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์จบ เผยตั้งแต่ 61 ถึงปัจจุบัน ช่วยเหลือลูกหนี้ได้แล้ว 2.5 หมื่นราย จับกุมผู้กระทำผิด 6 พันราย อนุมัติสินเชื่อ 7 พันล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 กันยายนนี้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ และได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการเจ้าหนี้นอกระบบ มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งเพิ่มโทษกับเจ้าหนี้นอกระบบ และเปิดช่องทางให้เจ้าหนี้นอกระบบสามารถจดทะเบียนเป็นผู้ให้สินเชื่อในระบบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ลูกหนี้สามารถร้องทุกข์และขอคำปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบได้ที่จุดให้คำปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขา ซึ่งจะช่วยประสานคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบในทุกจังหวัด เพื่อช่วยเจรจาระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ 3.จัดหาแหล่งเงินในระบบให้ เมื่อไกล่เกลี่ยจนมูลหนี้เป็นธรรมแล้ว ซึ่งลูกหนี้สามารถที่จะขอสินเชื่อในระบบได้ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนให้มีสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ (PICO Finance) ซึ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถในการชําระหนี้ตํ่าเกินไป คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบในทุกจังหวัด จะช่วยฟื้นฟูอาชีพ ปลูกฝังความรู้และวินัยทางการเงิน อบรมอาชีพ หรือพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 5.สร้างภูมิคุ้มกัน ภาครัฐจะพัฒนาเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนให้ทําหน้าที่ทดแทนเจ้าหนี้นอกระบบ หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน รวมทั้งจัดทําฐานข้อมูลหนี้นอกระบบ เพื่อใช้กําหนดนโยบายที่เหมาะสมและตรงเป้าหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดากล่าวว่า ผลการดำเนินงานช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีการช่วยเหลือลูกหนี้ให้ได้รับทรัพย์สินคืนแล้ว 25,044 ราย คิดเป็นโฉนดจำนวน 21,304 ฉบับ จับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบและผู้ติดตามทวงถามหนี้โดยวิธีการผิดกฎหมายจำนวน 6,002 ราย และการให้แหล่งเงินในระบบพิโกไฟแนนซ์ มียอดสินเชื่ออนุมัติสะสมจำนวน 269,880 บัญชี รวมเป็นจำนวนเงิน 7,018.34 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการพิเศษที่มีลักษณะเป็นการถาวร เพื่อรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนทั่วประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าข้อร้องเรียนต่างๆ จะใช้เวลาแก้ปัญหาไม่เกิน 1 สัปดาห์&amp;quot; น.ส.รัชดาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ คือ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) มีภารกิจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือบุคคลที่ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน นับจากเริ่มดำเนินการเมื่อ 8 มิถุนายน 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้รับแจ้งจำนวนทั้งสิ้น 1,947 เรื่อง ดำเนินการเสร็จสิ้น 1,548 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 399 เรื่อง จับกุมผู้ต้องหา 1,090 ราย ของกลางรถยนต์ รถจักรยานยนต์ 245 คัน โฉนดที่ดิน 87 ฉบับ เงินสดกว่า 1,300 ล้านบาท บัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง 1,373 คดี ไกล่เกลี่ยประนีประนอมจำนวน 105 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถร้องทุกข์ได้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โทร.0-2234-1068 หรือแจ้งร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง โทร.สายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะช่วงของการระบาดของโควิด-19 การขูดรีดดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนให้หนักหนาขึ้นไปอีก จึงได้วางแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการและครอบคลุมหลายด้าน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำให้การรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต้องมีคำตอบให้ประชาชนถึงความคืบหน้า โดยรัฐบาลกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้หลุดพ้นจากปัญหาของหนี้นอกระบบ ส่งเสริมการเข้าถึงหนี้ในระบบ และพัฒนาความสามารถในการบริการจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77326</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการถาวรสางปัญหา, ช่วยเหลือลูกหนี้, นายทุนเงินกู้, นายทุนเงินกู้นอกระบบ, ล้างหนี้นอกระบบ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e0f5560c7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
