<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยื้อ!ช้างป่ากุยบุรีถูกยิงบาดเจ็บล้มแล้วหลังสัตวแพทย์รักษาเกือบเดือน​ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.64-นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี​ เปิดเผยว่า​ ได้รับรายงานจาก น.ส.สุพร พลพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี สัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย ที่เข้าประเมินอาการช้างป่าบาดเจ็บและวางแผนการรักษา เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรีและทีมสัตวแพทย์ลงความเห็นว่าให้เคลื่อนย้ายช้างป่าไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเพื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง​ เพื่อความสะดวกในการดูแลช้างตัวดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.48 น. ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายช้างป่าเบื้องต้นพบว่าช้างป่ามีอาการท้องอืด​ จึงทำการให้น้ำเกลือ, ยาแก้ท้องอืด , ลดปวด, ลดอักเสบ กระทั่งเวลา 14.30 น.จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายช้างด้วยรถบรรทุกมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่ช้างมีอาการหัวใจหยุดเต้น ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่เข้าทำการช่วยเหลือทันที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้​ จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (ค่ายพระมงกุฏเกล้า) ต.ห้วยทราย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำโดย ร.ต.อ.ยงยุทธ โชติชนะเสรี ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ดำเนินการตรวจหาวัตถุด้วยเครื่องสแกนโลหะตามตัวช้าง พบโลหะทั้งหมด 25 จุด
ผลการผ่าชันสูตร โดยใช้เครื่องสแกนโลหะ พบกระสุนปืนลูกซอง เบอร์12 (ลูก9) จำนวน 40 เม็ด ลูกกระสุนปืน ขนาด .22 จำนวน 2 เม็ด และลูกปลาย จำนวน 1 เม็ด พบกระสุนในจุดสำคัญบริเวณใต้เบ้าตา 2 ลูก​ ซึ่งเป็นเหตุทำให้ตาขวามีอาการอักเสบมองไม่เห็นมีลักษณะเป็นฝ้าขาว ส่วนขาหน้าด้านซ้าย พบกระสุนในกระดูก 3 เม็ด มีหนองในข้อกระดูกจำนวนมาก พบกระสุนทะลุซี่โครง ซี่ที่ 7 และ ซี่ที่ 9 จำนวน 2 เม็ด และกระสุนอีก 38 เม็ด กระจายอยู่ทั่วบริเวณงวง ใต้รักแร้ และลำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสภาพอวัยวะภายใน พบปอดมีอาการอักเสบบวมแดง ไตบวมสีซีด ตับซีด มีจุดเลือดออก และมีรอยแผลเป็น หัวใจพบจุดเลือดออก ผนังทางเดินอาหารหลุดลอก พบจุดเลือดออกอักเสบแดงและแผลหลุมในกระเพาะอาหาร ขาหน้าขวาบวมแดง พบหนองด้านใน สันนิษฐานสาเหตุการตายเกิดจากสภาพที่พบดังกล่าวทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว ซึ่งสัมพันธ์กับผลค่าโลหิตวิทยา ที่ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า มีค่าเม็ดเลือดแดง ค่าเม็ดเลือดขาว ค่าตับ และค่าไตผิดปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ช้างป่าตาย เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันทำพิธีก่อนฝังกลบซากช้างตามหลักวิชาการ
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้าง, ช้างล้ม, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffabc65aa260.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิ้นพลายแสงจันทร์ อายุ 46 ปี ช้างเชือกสุดท้ายในรุ่นหลาน &#039;คุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่บ้านนายวิชัย&amp;nbsp;เพชรรักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่&amp;nbsp;นายประภาส ชูศรี&amp;nbsp;อายุ 57 ปี&amp;nbsp;พร้อมด้วยญาติๆ ได้เตรียมจัดทำพิธีฝัง พลายแสงจันทร์&amp;nbsp;อายุ 46 ปี&amp;nbsp;ช้างประจำตระกูล ชูศรี&amp;nbsp;หลังเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มงาข้างซ้ายทิ่มลงดินจนหัก ส่งผลทำให้พลายแสงจันทร์เสียหลักคอหักจนเสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ป่าห้วยโต้ ม.4&amp;nbsp;ต.ทับปริก เมื่อเวลาประมาณ 10.00น. วันที่ 2&amp;nbsp;ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะลำเลียงช้างลงมาถึงบริเวณบ้านผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp;เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ท่ามกลางความเศร้าของคนตระกูลชูศรี โดยมีชาวบ้านเดินทางมารอร่วมพิธีจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาส ชูศรี เจ้าของพลายแสงจันทร์&amp;nbsp;เล่าว่า พ่อของตนได้นำพลายแสงจันทร์ มาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นช้างประจำตระกูล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518&amp;nbsp; หลังคล้องได้ที่ป่าหนองจูด ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่&amp;nbsp;เขตรอยต่อ จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;โดยพลายแสงจันทร์ เป็นช้างรุ่นหลานของพระเศวตฯ&amp;nbsp;ช้างคู่บารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;พลายแสงจันทร์ มีลักษณะเด่นคือ หัวเชิด ท้ายต่ำ เป็นลักษณะของช้างนักรบมีงายาวข้างละ 1 เมตร โค้งสวยงามซึ่งเป็นช้างเชือกสุดท้ายในป่าหนองจูดที่มีการคล้อง และในช่วงมีการจัดงานรำลึกพระเศวต ที่อำเภอลำทับ จ.กระบี่ เมื่อปลายปี 62 ช้างพลายแสงจันทร์ได้ ถูกเชิญให้เป็นช้างนำขบวนในพิธี นับเป็นช้างเชือกสุดท้าย ที่อยู่ในรุ่นหลานพระเศวตฯ นับเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของตระกูลชูศรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาส&amp;nbsp; กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีฝังพลายแสงจันทร์นั้น เริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น.&amp;nbsp;โดยนิมนต์พระมา 8รูป เพื่อมาทำพิธีสวดบังสุกุล&amp;nbsp;ทำพิธีฝังบริเวณบ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่4&amp;nbsp;บ้านเลข 158 ม.4 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76375</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกระบี่, ช้างคู่บารมี, ช้างล้ม, พระเศวต, พลายแสงจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f5094a36c2b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศร้า! ช้างน้อยอายุ 7 วันล้มไม่ทราบสาเหตุ เจ้าของเผยเป็นช้างลักษณะดีหายากมี 20 เล็บเท้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.63 - ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ได้มีช้างที่เกิดใหม่ล้ม&amp;nbsp;จึงรุดไปที่เกิดเหตุได้พบร่างของช้างน้อยนอนแน่นิ่ง ซึ่งเป็นลูกช้างของแม่ช้างพังสายฟ้า เจ้าของคือนายดาว มะลิงาม และนางนงรัก มะลาม บ้านเลขที่ 15 หมู่ 13 บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ที่เป็นช้างแสดงอยู่ที่ศูนย์คชศึกษา ภายใต้ความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรกๆที่ช้างเกิดมานั้นยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ช้างน้อยมีอาการไม่สบาย ตัวสั่น จึงแจ้งไปยังสัตวแพทย์ให้มาดูอาการ แต่ทางคุณหมอก็ช่วยไม่ทัน และได้ล้มเมื่อเวลา 06.30 น.ของวันนี้ เจ้าของช้างรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ทำยังไงได้ในเมื่อเขาล้มแล้ว จึงได้นำพาช้างน้อยไปฝังไว้ที่บริเวณวัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม และได้นิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปมาพิธีอุทิศส่วนกุศลให้กับช้างน้อย ทั้งนี้มีชาวช้างมาร่วมแสดงความเสียใจในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดาว มะลิงาม เจ้าของช้าง กล่าวว่ารู้สึกเศร้าๆ ได้ทำบุญให้เขาแล้วรู้สึกโล่งใจ ทำยังไงได้ในเมื่อเขาไม่อยากอยู่กับเราแล้ว เราคงรั้งเขาไว้ไม่ได้ บารมีเราคงยังไม่ถึง สักวันเขาก็คงมาเกิดกับเราใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายทองชู อินทร์สำราญ อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 138 ม.13 บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม เจ้าของช้างเพศผู้ที่ได้ทับกับแม่พังสายฟ้า กล่าวว่า ลูกช้างเชือกนี้เป็นช้างที่อยู่ในตระกูลสูงศักดิ์เป็นช้างชั้นสูง เพราะว่าตอนออกมานั้น ลูกช้างที่มีลักษณะดี สมบูรณ์แข็งแรง สูงสวย ชาวช้างต่างพูดว่าลูกช้างสวยงามมาก ที่สำคัญลูกช้างมีเล็บเท้าคู่หน้า 10 และเท้าคู่หลัง 10 รวมแล้ว 20 เล็บ ช้างที่มีเล็บเท้า 20 เล็บนั้นจะหายากมาก เพราะส่วนมากช้างจะมีเล็บรวมแล้ว 16-18 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชูเล่าต่ออีกว่า ช้างที่มีลักษณะแบบนี้ ถ้าได้มาอยู่กับใคร คือคนนั้นต้องมีบารมีสูงส่ง ถึงจะอยู่ได้ หรือ ออกมาแล้วให้รีบขายให้พระทันทีเพื่อเป็นการแก้เคล็ด คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ในสมัยก่อนถ้าช้างที่มีลักษณะแบบนี้คือ มีเล็บเท้า 20 ถ้าได้ออกไปคล้องช้าง ต่อช้างในป่า จะเอามากี่ตัวก็ได้หมดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้ถามต่ออีกว่า โดยปกติแล้วช้างเพศผู้ที่เอามาทับให้น้ำเชื้อผสมพันธุ์นั้น จะต้องได้ค่าน้ำเชื้อ 100,000 บาท&amp;nbsp;แต่ในเมื่อช้างน้อยล้มแล้วเจ้าของเช้าเพศผู้จะเรียกร้องเอามั้ย นายทองชูกล่าวว่า รับไม่ลงหรอก ทำยังไงได้ในเมื่อเขาล้มแล้วเราก็ช่วยกันทำบุญให้เขาไป เดี่ยวก็ทับใหม่ได้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64616</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสุรินทร์, ช้างล้ม, ศูนย์คชศึกษา จ.สุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea92843db237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!พบช้างป่าล้ม ถูกคนใจมารฆ่าตัดงา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.62 - เมื่อเวลา 16.30 น. &amp;nbsp;นายณรงค์พล หมึกทอง ผอ.สวนอนุรักษ์บริหารพื้นที่ 6 สาขาปัตตานี และนายสมศักดิ์ นวลย้อย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ร่วมเดินทางมายังป่ารกทึบข้างสวนยางพาราบ้านลาม ไม.5 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส หลังได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านลาไม พบช้างป่า 1 ตัว โดยที่บริเวณหัวด้านซ้ายและด้านขวามีร่องรอยถูกกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 2 นัด และงาทั้ง 2 ข้างถูกตัด เมื่อถึงที่เกิดเหตุ นายณรงค์พล หมึกทอง ผอ.สวนอนุรักษ์บริหารพื้นที่ 6 สาขาปัตตานี จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระแงะ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาทำการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่า ช้างตัวดังกล่าวเป็นเพศผู้หรือช้างพลาย อายุประมาณ 20 ปี หนักประมาณ 36 ตัน และมีหัวกระสุนปืนฝังในที่บริเวณหัวทั้ง 2 ข้าง เจ้าหน้าที่จึงได้ผ่าออกมาและพบว่า เป็นกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ต้องนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งช้างได้เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 15 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ผ่าไมโครชิปที่ฝังไว้บริเวณหน้าผาก พบว่า ช้างตัวดังกล่าวเคยอาศัยอยู่บนเทือกเขาหลังหมู่บ้านไอร์ซาเมาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และถูกเจ้าหน้าที่ผลักดันไปอาศัยอยู่ในป่าพื้นที่ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน เมื่อเดือนธันวาคม 2561 หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาเดินกลับมาที่เก่าและเป็นตัวเดียวกันที่เคยตกใจทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิต และในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบพบหลักฐานของคนร้าย ซึ่งคาดว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงช้างป่าล้ม คือ ถุงมือผ้า 1 ข้างและกระสอบปุ๋ย ที่คาดว่าคนร้ายได้เตรียมมายิงช้างแล้วตัดงาช้างทั้ง 2 ข้างหลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการชันสูตรซากช้างแล้วเสร็จ ได้ประสานขอสนับสนุนรถแบ็กโฮของเอกชน มาทำการขุดหลุมฝังซากช้างที่เสียชีวิต ห่างจากซากช้างประมาณ 4 เมตร ก่อนที่จะใช้ดินฝังกลบเจ้าหน้าที่ได้ใช้ปูนขาวโรยโดยรอบเพื่อกันเชื้อโรคแพร่ระบาด ต่อมานายสมศักดิ์ นวลย้อย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระแงะ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน ก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานมาแจ้งความอีกครั้ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40272</URL_LINK>
                <HASHTAG>งาช้าง, ช้างป่า, ช้างล้ม, ณรงค์พล หมึกทอง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1f445b559aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยื้อ! ช้างงาเดียวป่วยล้มกะทันหัน เร่งวินิจฉัยสาเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นางสาวโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของโลกที่ จ.ลำปาง และเป็นเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเพื่อนช้าง ได้เชิญหมอพื้นบ้านมาทำพิธีปัดพลายเพื่อเป็นการขอขมาและส่งดวงวิญญาณของช้างพลายเอกชัย ซึ่งเป็นช้างงาเดียวให้ไปสู่สุคติ หลังล้มเมื่อเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วยอาการป่วยกะทันหัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช้างพลายเอกชัย อายุ 44 ปี เป็นช้างงาเดียว อดีตเป็นช้างที่เคยทำงานชักลากไม้ ก่อนที่จะมาเป็นช้างในด้านการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ได้ล้มป่วยอย่างกะทันหันเมื่อสองวันที่ผ่านมา และส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งช้างเชือกดังกล่าวมีอาการท้องบวม หายใจลำบาก คาดว่าเกิดจากระบบทางเดินอาหาร และการย่อยอาหาร เนื่องจากช้างไม่ถ่าย ไม่ปัสสาวะหลายวัน ตลอดจนมีอาการยืนซึม งวงตก ลิ้นบวมและห้อยออกมา คณะสัตว์แพทย์ได้ทำการเร่งรักษาและช่วยชีวิต แต่สุดท้ายช้างคงทนความเจ็บปวดไม่ไหวและได้ล้มเสียชีวิตลงในที่สุด นับเป็นความสูญเสียด้านประชากรช้างไทยไปอีกหนึ่งเชือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับซากช้างทางเจ้าของได้ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ นายทะเบียน อ.ห้างฉัตร ว่า มีช้างที่มีงาล้มเสียชีวิต ก่อนที่จะทำการถอดงาความยาวกว่า 1 เมตรออกแล้วเคลื่อนย้ายซากช้างกลับไปยังภูมิลำเนาใน จ.เชียงใหม่ ต่อไป ส่วนทางคณะสัตว์แพทย์ก็จะได้ติดตามดูผลตรวจทางห้องปฎิบัติการที่มูลนิธิได้ส่งชิ้นเนื้อ และเลือดช้างไปตรวจ เพื่อจะได้ทราบว่าช้างพลายเอกชัยป่วย และเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุใดกันแน่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยและรักษาช้างในอนาคตที่อาจจะเจ็บป่วยในลักษณะอาการเช่นเดียวกันได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19693</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดลำปาง, ช้างงาเดียว, ช้างพลายเอกชัย, ช้างล้ม, มูลนิธิเพื่อนช้าง, โซไรดา ซาลวาลา, โรงพยาบาลช้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf24163aca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยื้อ! ช้างงาเดียวป่วย2วันล้มกะทันหัน เร่งวินิจฉัยหาสาเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นางสาวโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของโลกที่ จ.ลำปาง และเป็นเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเพื่อนช้าง ได้เชิญหมอพื้นบ้านมาทำพิธีปัดพลายเพื่อเป็นการขอขมาและส่งดวงวิญญาณของช้างพลายเอกชัย ซึ่งเป็นช้างงาเดียวให้ไปสู่สุคติ หลังล้มเมื่อเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วยอาการป่วยกะทันหัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช้างพลายเอกชัย อายุ 44 ปี เป็นช้างงาเดียว อดีตเป็นช้างที่เคยทำงานชักลากไม้ ก่อนที่จะมาเป็นช้างในด้านการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ได้ล้มป่วยอย่างกะทันหันเมื่อสองวันที่ผ่านมา และส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งช้างเชือกดังกล่าวมีอาการท้องบวม หายใจลำบาก คาดว่าเกิดจากระบบทางเดินอาหาร และการย่อยอาหาร เนื่องจากช้างไม่ถ่าย ไม่ปัสสาวะหลายวัน ตลอดจนมีอาการยืนซึม งวงตก ลิ้นบวมและห้อยออกมา คณะสัตว์แพทย์ได้ทำการเร่งรักษาและช่วยชีวิต แต่สุดท้ายช้างคงทนความเจ็บปวดไม่ไหวและได้ล้มเสียชีวิตลงในที่สุด นับเป็นความสูญเสียด้านประชากรช้างไทยไปอีกหนึ่งเชือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับซากช้างทางเจ้าของได้ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ นายทะเบียน อ.ห้างฉัตร ว่า มีช้างที่มีงาล้มเสียชีวิต ก่อนที่จะทำการถอดงาความยาวกว่า 1 เมตรออกแล้วเคลื่อนย้ายซากช้างกลับไปยังภูมิลำเนาใน จ.เชียงใหม่ ต่อไป ส่วนทางคณะสัตว์แพทย์ก็จะได้ติดตามดูผลตรวจทางห้องปฎิบัติการที่มูลนิธิได้ส่งชิ้นเนื้อ และเลือดช้างไปตรวจ เพื่อจะได้ทราบว่าช้างพลายเอกชัยป่วย และเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุใดกันแน่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยและรักษาช้างในอนาคตที่อาจจะเจ็บป่วยในลักษณะอาการเช่นเดียวกันได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19692</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดลำปาง, ช้างงาเดียว, ช้างพลายเอกชัย, ช้างล้ม, มูลนิธิเพื่อนช้าง, โซไรดา ซาลวาลา, โรงพยาบาลช้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf24163aca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่สั่งหาสาเหตุช้างล้มที่บางพลี ฮึ่มห้ามเกิดซ้ำอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย. 61 - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามข่าวช้างพลายเดินตกท่อและถูกไฟดูดจนล้ม ที่อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยได้กำชับให้ผู้เกี่ยวข้องชันสูตรหาสาเหตุที่จริงว่าเกิดจากอะไร หลังจากเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาควาญช้างฐานเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งสอบสวนด้วยว่าควาญช้างเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองช้างที่แท้จริงหรือไม่ และเหตุใดจึงนำช้างออกมาเดินเร่ร่อนในลักษณะเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแลบังคับกฎหมายละเลยหรือไม่ พร้อมทั้งให้พิจารณาลงโทษอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกฯ เน้นย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และช้างเป็นสัตว์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองของไทย เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สบายใจ ขณะเดียวกันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และสัตว์ป่า จึงยอมไม่ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเข้มงวดกับการดูแลเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนไม่ให้สนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย และแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันทีเมื่อพบเห็น&amp;quot; พล.ท.สรรเสริญ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้างล้ม, ตกท่อและไฟดูด, นายกฯ, บางพลี, บิ๊กตู่, สรรเสริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9f2de0042a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
