<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยเวียตเจ็ท&#039; ประกาศพร้อมบิน 100% เริ่ม 1 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2564 นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผยว่า ตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางและอนุญาตให้เที่ยวบินภายในประเทศทำการบินเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินไทยเวียตเจ็ทมีความพร้อม 100% ในการให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 &amp;nbsp;ในทุกท่าอากาศยานที่สายการบินฯ ทำการบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ เชียงราย กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่า นักท่องเที่ยวชาวไทย จะกลับมาเดินทางเพิ่มขึ้นประมาณ ต.ค. 2564 โดยสายการบินไทยเวียตเจ็ทตั้งเป้าว่า ภายในปี 2564 จะมีจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านคน พิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10-15% หรือปี 2563 มีผู้โดยสาร 2.9 ล้านคน แต่ลดลงจากการตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 5 ล้านคน สืบเนื่องจากการหยุดบินประมาณ 2 เดือน หลังเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รายได้ในปี 2564 คาดว่า จะลดลงด้วยเช่นกัน โดยสัดส่วนรายได้ จะเป็นการให้บริการบินเส้นทางภายในประเทศ 85% และเส้นทางระหว่างประเทศ 15% ส่วนอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2564 แบ่งเป็น ก.ย. 2564 คาดว่า Load Factor จะอยู่ที่ 50-60%, ต.ค. 2564 อยู่ที่ 60-75% และ พ.ย.-ธ.ค. 2564 อยู่ที่ 80% ด้านจำนวนเที่ยวบิน คาดหวังว่า จะเท่ากับช่วงพีคที่สุดของปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าว่า ในช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2564 จะมีจะนวนเที่ยวบินวันละ 100-120 เที่ยวบิน&amp;quot;นายวรเนติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวต่ออีกว่า ในปัจจุบันสายการบินไทยเวียตเจ็ทมีเครื่องบิน จำนวน 15 ลำ และอยู่ระหว่างการจดทะเบียนอีก 1 ลำ ซึ่งคาดว่า และเตรียมรับมอบเพิ่มอีก 1 ลำภายใน ก.ย. 2464 และจะมาเพิ่มอีก 2 ลำภายในสิ้นปี 2564 เพื่อรองรับเส้นทางบินระหว่างประเทศ โดยคาดว่า จะเปิดบินเพิ่มในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 ทั้งนี้ เบื้องต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดบินไปยังเส้นทางประเทศจีน ในช่วงเทศกาลตรุษจีนช่วงปลาย ม.ค. 2565-ต้น ก.พ. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายการบินไทยเวียตเจ็ท ยังเดินหน้าเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศ พร้อมขยายเครือข่ายเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการขยายเส้นทางบินใหม่ข้ามภูมิภาค ระหว่างภูเก็ตสู่เชียงใหม่ และอุดรธานี พร้อมกลับมาให้บริการเส้นทางบินระหว่างภูเก็ตสู่เชียงราย และหาดใหญ่สู่เชียงราย สำหรับเส้นทางบินใหม่ระหว่างภูเก็ตสู่เชียงใหม่ และภูเก็ตสู่อุดรธานี จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2564 และวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามลำดับ ขณะที่เส้นทางบินระหว่าง ภูเก็ต สู่ เชียงราย และเส้นทางบินระหว่าง หาดใหญ่ สู่ เชียงราย จะกลับมาให้บริการในวันที่ 1 ต.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวอีกว่า สายการบินไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดเส้นทางบินระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ สิงคโปร์ และไทเป พร้อมเที่ยวบินตรงเชื่อมระหว่างภูเก็ต และสิงคโปร์ โดยเส้นทางบินใหม่จากกรุงเทพฯ (BKK) สู่ไทเป (TPE) จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2564 และเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ (BKK) สู่สิงคโปร์ (SIN) จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2564 ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการให้บริการ เส้นทางบินจากกรุงเทพฯ สู่ไทเป และสิงคโปร์ จะเริ่มให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยเส้นทาง กรุงเทพฯ-ไทเป จะให้บริการทุกวันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์ และเส้นทาง กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จะให้บริการทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าไรก็ตามขณะที่เส้นทางบินตรงระหว่างภูเก็ต สู่สิงคโปร์ จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ สายการบินฯ ยังได้ให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ ไปยังภูเก็ต สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากไทเปมายังกรุงเทพฯ มอบตัวเลือกการเดินทางเชื่อมต่อ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มให้บริการสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ทุกวันพฤหัสบดี และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สายการบินไทยเวียตเจ็ท ได้ตั้งเป้าบทบาททางธุรกิจไว้ว่า ในปีนี้ จะเป็นผู้นำในตลาดการเดินทางภายในประเทศ และในปีหน้า เราจะเป็นผู้นำตลาดการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และการขนส่งสินค้า และจะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศให้ครอบคลุมทั้งในภูมิภาคอินโดจีน, อาเซียน, เอเชีย ฯลฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า&amp;rdquo; นายวรเนติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวต่อว่า สายการบินฯ จะปรับเพิ่มความถี่เที่ยวบินของทั้ง 3 เส้นทางบินอย่างต่อเนื่องในภายหลัง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารและตอบรับกับความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสายการบินฯ คาดว่า การเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมทั้งการกลับมาให้บริการเส้นทางบินข้ามภูมิภาคภายในประเทศ ซึ่งเชื่อมต่อกับภูเก็ตในครั้งนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกสบายและเข้าถึงได้มากขึ้น ท่ามกลางการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของความคืบหน้ามาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือนั้น นายวรเนติ กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกให้สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทยเข้าพบในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือและหาแนวทางในการดำเนินการต่อไป โดยหวังว่า การเข้าพบในครั้งนี้นั้น จะมีแนวทางช่วยเหลือกับสายการบินต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ถือบัตรโดยสารภายในประเทศของไทยเวียตเจ็ทที่มีช่วงวันเดินทางระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย. 2564 และประสงค์เปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทาง สามารถเลือกเปลี่ยนวันเดินทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยมีวันเดินทางใหม่ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564 (มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถเดินทางได้) หรือสามารถเก็บวงเงินค่าโดยสาร (Credit Shell) เพื่อใช้ในการสำรองบัตรโดยสารในอนาคต จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.vietjetair.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟต์โลน, สายการบินไทยเวียตเจ็ท, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612df5355534c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเหลือกลุ่ม รร.เอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29มิ.ย.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบหลักการมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เพื่อใช้เป็นกรอบมาตรการในการช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ซึ่งในเรื่องนี้โรงเรียนเอกชนได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มการช่วยเหลือด้วย เพราะโรงเรียนเอกชน ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จึงมีความจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินกู้ เช่น ธนาคารต่างๆ มาให้โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำในวงเงินที่สูงมากขึ้น และเพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ที่ไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนจริงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ตนได้รับรายงานว่าสถานศึกษาหลายแห่งได้มีการทยอยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ปกครองแล้ว ส่วนกรณีมีผู้ปกครองที่ยังไม่ได้รับการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาจากโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเป็นโรงเรียนเอกชนนั้น ศธ.ขอให้โรงเรียนได้ยึดตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการจัดทำประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนเอกชน เพื่อให้การจัดทำประกาศค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนเอกชนในระบบเป็นไปในแนวทางที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำหนดมิให้เป็นการแสวงหากำไรเกินควร หรือเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรเกิดความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรม จึงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการจัดทำประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนเอกชนในระบบที่สำคัญ เช่น โรงเรียนจะเรียกเก็บเงินอื่นใดจากผู้ปกครองหรือนักเรียนนอกจากที่ประกาศไว้มิได้ และในประกาศนี้ยังได้กำหนดให้โรงเรียนต้องจัดส่งประกาศรายการค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้ผู้อนุญาตลงนามรับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเปิดภาคเรียนแรกของทุกปีการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108047</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ครม., #รร.เอกชน, ซอฟต์โลน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1d026046e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตรีนุช&#039; หารือ ผู้แทน รร.เอกชน หวัง หาแนวทางช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9มิ.ย.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนในระบบ โรงเรียนเอกชนนอกระบบ โรงเรียนนานาชาติ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการวางแนวทางพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเอกชน รวมถึงได้รับฟังความคิดเห็นในการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ของกลุ่มโรงเรียนเอกชน รวมถึงมีประเด็นใดบ้างที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะหาแนวทางช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนได้บ้างในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้&amp;nbsp;เนื่องจากโรงเรียนเอกชนยังมีภาระค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินค่าจ้างครู เป็นต้น ที่ยังต้องใช้จ่ายทุกวัน รวมถึงผู้ปกครองบางส่วนก็สู้ค่าเทอมไม่ไหวนำเด็กย้ายที่เรียนกลางวัน เพื่อไปเรียนในโรงเรียนรัฐด้วย แต่ขณะเดียวกันโรงเรียนก็เข้าใจถึงภาระรายได้ของผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด และพร้อมจะช่วยเหลือในการคืนค่าธรรมเนียมที่ไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้ปกครอง&amp;nbsp;

&amp;quot;นอกจากนี้ดิฉันจะหารือกับ รมว.คลังใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) โดยหาแหล่งเงินกู้ เช่น ธนาคารต่างๆ มาให้โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ&amp;nbsp;ในวงเงินที่สูงมากขึ้น เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน ทั้งนี้โรงเรียนเอกชนยังพร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนรัฐได้นำไปใช้จัดการเรียนการสอนอีกด้วย&amp;quot;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105803</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, #โรงเรียนเอกชน, ซอฟต์โลน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c07d971db98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 06:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คลัง’กุมขมับสั่งเอ็กซิมหาทางช่วยเร่งสินเชื่อสายการบิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ไปเร่งพิจารณาแนวทางการการให้ความช่วยเหลือผ่านการให้สินเชื่อกับธุรกิจสายการบิน โดยยอมรับว่ายังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีก ซึ่งกระทรวงการคลังจะพยายามเต็มที่เพื่อดำเนินการให้เร็วที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยอมรับว่าปัจจุบันผู้ประกอบการสายการบินที่ร้องขอสินเชื่อมีการปรับลดความต้องการใช้เงินลงมามาก โดยส่วนใหญ่ต้องการสินเชื่อเพื่อไปจ่ายเงินเดือนพนักงานเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาล และกระทรวงการคลังอยากช่วยทุกกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันมีหลายธุรกิจที่ร้องขอความช่วยเหลือเข้ามาค่อนข้างมาก หลังจากเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด และต้องคุยกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขหลักเกณฑ์มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังมีวงเงินเหลืออยู่ค่อนข้างมากนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดร่วมกันอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90386</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 สายการบิน, ซอฟต์โลน, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb1530c7e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังให้1.3ล้าน สิทธิ์คนละครึ่ง กทม.ช่วย‘ผู้ค้า’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คลังเปิดจองสิทธิ์คนละครึ่ง 1.34 ล้านรอบเก็บตก 20 ม.ค.นี้ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; พูดทะแม่งบอกโมเดลเยียวยารูปแบบใหม่ เพราะไม่ได้ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ &amp;ldquo;ส.ส.-ส.ว.&amp;rdquo; ชงแก้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลนเอสเอ็มอี กทม.คลอดมาตรการช่วยเหลือผู้ค้า 10 ตลาด ทั้งต่ออายุ 1 ปี-ลดค่าเช่า 50%-ผ่อนหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประชุมร่วมกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ หลังการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ โดยนายสุพัฒนพงษ์กล่าวภายหลังการหารือว่า รัฐบาลมีเงินกู้เพียงพอนำมาเยียวยาประชาชน ส่วนจำเป็นต้องออกมาตรการคนละครึ่งเฟส 3 หรือเฟส 4 อีกหรือไม่ เรื่องนี้ต้องดูตามสถานการณ์ เพราะการแก้ปัญหายังมีความไม่แน่นอนสูง หากจำเป็นต้องออกมาตรการ รัฐบาลก็มีความพร้อม เพราะเชื่อมั่นว่าโควิดไม่น่าจะระบาดรอบที่ 3 หรือ 4 อีก
&amp;ldquo;มาตรการเยียวยาประชาชน 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน&amp;nbsp; ขณะนี้ยังไม่ได้เจาะจงหรือวางแผนให้เป็นเฉพาะจุดหรือจังหวัด ต้องรอดูรายละเอียดวันอังคารที่ 19 ม.ค.นี้ แต่ยืนยันว่าดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งการเยียวยาครั้งนี้ถือเป็นโมเดลใหม่ในการช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้ทำรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้ล็อกดาวน์ประเทศ แต่เป็นการประเมินสถานการณ์การระบาดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่ แต่มีเป้าหมายเดิมคือลดการระบาดและช่วยเหลือประชาชน&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์กล่าว และว่า ส่วนมาตรการช่วยเหลือการท่องเที่ยวนั้น รัฐบาลเตรียมมาตรการมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.2563 แต่ความช่วยเหลือคงไม่ใช่ลักษณะของการหว่านแห
ขณะที่ น.ส.กุลยา ตันติเตมิท รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังสรุปตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์ในมาตรการคนละครึ่งเฟส 2 จำนวน 5 ล้านคน ที่ครบกำหนดต้องใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 14 ม.ค.2564 พบว่ามียอดใช้จ่ายรวม 4.12 ล้านคน เหลือผู้ไม่ใช้สิทธิ์ประมาณ 8.8 แสนคน เมื่อรวมกับโครงการระยะที่ 1 จำนวน 10 ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิ์รวม 13.66 ล้านคน คงเหลือผู้ไม่ใช้สิทธิ์ประมาณ 1.34 ล้านคน กระทรวงจึงจะนำตัวเลขผู้ไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งที่เหลือทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ เพื่ออนุมัติให้นำมาเปิดลงทะเบียนใหม่รอบเก็บตก ในวันที่ 20 ม.ค.2564 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2564 ส่วนจะขยายเวลามาตรการออกไปอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายตัดสินใจ
&amp;ldquo;เดิมคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนเก็บตกได้ประมาณ 1 ล้านสิทธิ์ แต่จากตัวเลขปิดโครงการล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่ตามเงื่อนไขภายใน 14 วัน มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะตัวเลขผู้ใช้จ่ายในเฟส 2 ที่เหลือเกือบ 1 ล้านสิทธิ์ โดยการเปิดรับลงทะเบียนรอบเก็บตกน่าจะตีกลมๆ อยู่ที่ 1.3 ล้านสิทธิ์&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
ขณะเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ได้นัดประชุม กมธ.ในวันที่ 20 ม.ค. เพื่อขอมติต่อการเสนอความเห็นไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใช้อำนาจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไข พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 พ.ศ.2563 (ซอฟต์โลน) หลังพบว่าเนื้อหาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนั้นเป็นการหารือร่วมกันของตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย? (ธปท.), ตัวแทน สศค. และตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เห็นว่าการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวยังมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุผลที่ กมธ.เสนอเรื่องนี้ไปยังนายกฯ ?เพราะเห็นว่าจำเป็นเร่งด่วน และหากนายกฯ เห็นด้วยแทนที่จะใช้กระบวนการของสภาที่ออกเป็นพระราชบัญญัติ จะทำให้การแก้ไขรวดเร็ว โดยภายในเดือน มี.ค.-เม.ย. สามารถปรับปรุงได้ แต่หากใช้ขั้นตอนของสภาอาจมีขั้นตอนที่ใช้เวลาเกือบปี ไม่ทันต่อสถานการณ์&amp;rdquo;
ด้านนายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร หวังรัฐเร่งเพิ่มมาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งทุน ผ่อนคลายภาระและความตึงเครียดหลังวิกฤติโควิดระลอกใหม่ระบาด โดยมี นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ เป็นผู้รับร่างกฎหมายดังกล่าว
นายวรภพกล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีกัดฟันต่อสู้กับวิกฤติมาตั้งแต่ปีก่อน แต่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล จึงได้มาเสนอกฎหมายกดดันให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการความช่วยเหลือ เพราะมาตรการปัจจุบันล้มเหลว โดยวงเงิน 500,000 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน เม.ย.2563 ผ่านมาแล้ว 9 เดือน สินเชื่ออนุมัติไปเพียง 123,000 ล้านบาท หรือเพียง 25% เท่านั้นเอง หากนับเป็นรายจำนวนคืออนุมัติไปเพียง 74,000 ราย หรือเพียง 2% จากเอสเอ็มอี 3.1 ล้านรายทั่วประเทศ สะท้อนว่ายังมีเอสเอ็มอีอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงมาตรการนี้
นายวรภพกล่าวว่า พรรคจึงเสนอเป็นร่างแก้ไข พ.ร.ก.ซอฟท์โลน เพื่อให้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้จริง มีสาระสำคัญ 4 ประเด็นคือ 1.ให้เอสเอ็มอีที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับธนาคารสามารถขอกู้ซอฟต์โลนได้ 2.เพิ่มเวลาผ่อนซอฟต์โลนจาก 2 ปี เป็น 5 ปี 3.เพิ่มเพดานอัตราดอกเบี้ยจาก 2% เป็น 5% สำหรับผู้กู้ที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว และเพดานดอกเบี้ย 7.5% สำหรับผู้กู้ที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร และ 4.เพิ่มอัตราการชดเชยความเสียหายกรณีหนี้เสีย จากเดิม 60-70% เป็นไม่เกิน 80% เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี
&amp;ldquo;นอกจากนี้ ขอให้รัฐออกโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการสินเชื่อคืนภาษี 10 ปี เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสามารถข้ามวิกฤติได้ทุกราย&amp;rdquo; นายวรภพกล่าว
วันเดียวกัน นางวัลยา วัฒนรัตน์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. มอบนโยบายให้สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครกำหนดมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ค้าและผู้เช่าในตลาดของสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รอบใหม่ ประกอบด้วย ตลาดนัดจตุจักร, ตลาดนัดมีนบุรี และตลาดธนบุรี และมาตรการตลาดชุมชน 7 แห่ง ได้แก่ ตลาดประชานิเวศน์ 1, ตลาดบางกะปิ, ตลาดหนองจอก, ตลาดพระเครื่องวงเวียนเล็ก, ตลาดรัชดาภิเษก, ตลาดเทวราช และตลาดสิงหา ทั้งนี้ มาตรการก็มีทั้งการขยายอายุสัญญาเช่าแผงค้าต่อไปอีก 1 ปี ลดอัตราค่าเช่า 50% และผ่อนชำระหนี้ค้าง 5 เดือน โดยงดเว้นค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสมาคมคราฟท์เบียร์ประเทศไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอมาตรการการบรรเทาและเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหารที่จำหน่ายคราฟท์เบียร์เนื่องจากผลกระทบจากของโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89980</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ซอฟต์โลน, ซอฟต์โลนเอสเอ็มอี, พ.ร.ก.ซอฟต์โลนเอสเอ็มอี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดจองสิทธิ์คนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_6001a89705d5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;ชงบอร์ดเคาะใช้ซอฟต์โลนออมสินปล่อยกู้SMEเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.2563 นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 ก.ค.2563 ธ.ก.ส.จะประชุมคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ที่มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เป็นประธานการประชุม โดย ธ.ก.ส. จะเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบหลักการการใช้วงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของธนาคารออมสินที่จะออกใหม่อีก 1 แสนล้านบาท ในเดือน ก.ค.นี้ ให้กับสถาบันการเงินไปปล่อยต่อ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนรอบใหม่ จะให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรในกลุ่มที่ไม่เข้าเงื่อนไขซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยมีการปรับรายละเอียดให้คลอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยจะต้องเป็นลูกค้ารายใหม่ ไม่มีหลักประกัน และไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งจะต้องมีสัญญาเงินกู้ภายในวันที่ 31 ก.ค. 2563 จากเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีสัญญาการกู้ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซอฟต์โลนรอบใหม่ จะปล่อยให้กับคนที่เข้ามาขอก่อนก็ได้ก่อน เพราะธนาคารออมสินไม่ได้กันวงเงินให้โดยเฉพาะ ส่วนเงื่อนไขเงินกู้ของ ธ.ก.ส. จะเหมือนเดิม คือ ธนาคารออมสินจะปล่อยให้ ธ.ก.ส.อัตราดอกเบี้ย0.01% และ ธ.ก.ส. มาปล่อยกู้ต่อโดยปลอดอัตราดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 2% และคาดว่าธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนได้ภายในต้นเดือนหน้า&amp;rdquo; นายสุรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรม กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) (NIA) ให้การสนับสนุนสินเชื่อภายใต้โครงการ นวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย ให้กับผู้ประกอบการภาคเกษตรหรือผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและ Startup นำไปใช้ในการพัฒนาต้นแบบหรือเทคโนโลยีที่สามารถนำไปสู่กระบวนการผลิตได้จริงหรือพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ สิทธิบัตรหรือเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินเชื่อดังกล่าวมีวงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ปล่อยให้เฉลี่ยรายละประมาณ 5 แสนบาท ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรที่มีการใช้นวัตกรรมในการผลิต โดยคิดอัตราดอบเบี้ย MLR ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบัน MLR เท่ากับ 4.875% และสำหรับผู้ประกอบการที่มีโครงการที่มีนวัตกรรม มูลค่าเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน MLR + 2% ต่อปี โดย NIA จะเป็นผู้สนับสนุนด้านดอกเบี้ยด้วยการชำระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 3 ปี วงเงินดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า โครงการนวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ยนั้น NIA จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้แทนผู้ประกอบการนวัตกรรม ในวงเงินสนับสนุนดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อโครงการ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี สำหรับผู้กู้รายใหญ่ที่มีวงเงินกู้เกิน 20 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. จะเป็นผู้รับผิดชอบวงเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรม เป็นการร่วมผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้างและเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ที่จะสามารถขอสินเชื่อดังกล่าวได้จะต้องเสนอโครงการนวัตกรรมมายัง NIA พิจารณาก่อนส่งรายชื่อให้ ธ.ก.ส.เพื่อประเมินสินเชื่อต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72069</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMEเกษตร, ซอฟต์โลน, ธ.ก.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3a9a44d8b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>8 สายการบินของไทยทวงถามมาตรการเยียวยาจากรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.63-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่16 เม.ย.นี้สายการบินในประเทศทั้ง 8 แห่งได้ประชุมร่วมกัน และออกเอกสาร เรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สอบถามความคืบหน้ามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัส COVID -19 ต้องหยุดทำการบินเกือบ 100%

อย่างไรก็ตามขณะที่เอกสารมีการสอบถามเป็นประเด็นระบุว่า ภายหลังจากสายการบินในประเทศไทยทั้ง 8 สายการบิน อันได้แก่ ไทยสมายด์ บางกอกแอร์เวย์ นกแอร์ นกสกู๊ต แอร์เอเชีย แอร์เอเชียเอ็กซ์ ไลออนแอร์ และเวียดเจต ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรงการคลัง ถึงการขอกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) วงเงินโดยรวมประมาณ 25,000 ล้านบาท เพื่อประคองธุรกิจและรักษาสภาพการจ้างงานให้มากที่สุดของสายการบินในประเทศไทย

1. ขอสอบถามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนอย่างไรบ้าง
2. รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในกรอบใด เพราะตามมาตรการการช่วยเหลือโดยมติ ครม ที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่ม SME เป็นหลัก ยังไม่มีการกล่าวถึงการช่วยเหลือหรือมาตารการที่เหมาะสมรองรับธุรกิจสายการบินแต่อย่างใด
3. รัฐบาลจะให้มีเงื่อนไขหรือรายละเอียดอย่างไรสำหรับวงเงินกู้ดังกล่าวแก่สายการบิน เช่นจะให้ธนาคารใดเป็นเจ้าภาพ และมีเงื่อนไขอย่างไรให้เข้าถึงวงเงินดังกล่าวได้จริง และเหมาะสมทันท่วงทีกับสถาณการ์ฉุกเฉินในปัจจุบัน (เช่นสายการบินไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และระยะเวลาอนุมัติไม่นาน)

4. ธุรกิจสายการบินเป็นส่วนสำคัญโดยเฉพาะในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหากวิกฤตโรคระบาดได้คลี่คลายลง เพราะเป็นส่วนที่จะนำพานักท่องเที่ยวและเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นการรักษาให้ทุกสายการบินในประเทศไทยยังคงอยู่ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลมองเรื่องนี้อย่างไรต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกครั้ง

5.ในธุรกิจสายการบินในประเทศไทยมีพนักงาน 20,000 - 30,000 คน ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนเกือบทุกสายการบินได้หยุดทำการบินทุกเส้นทาง หมายความว่าทุกสายการบินไม่มีรายได้เข้ามา แต่ยังคงจ้างงานพนักงานของตนไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อธุรกิจสายการบินเป็นอย่างมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63332</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟต์โลน, สายการบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200226/image_big_5e55f1f074fbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
