<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FBIเปิดเอกสารลับ9/11 โยงจนท.ซาอุฯติดต่อผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เอฟบีไอเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในวันครบรอบ 20 ปีที่อัลกออิดะห์โจมตีสหรัฐคร่าชีวิตคนเกือบ 3,000 คน เผยความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียกับผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน แต่ไม่ได้สรุปชัดว่ารัฐบาลซาอุฯ เกี่ยวข้องโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ควันพวยพุ่งออกจากตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก ภายหลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 2 พุ่งชนตึกเหนือและตึกใต้เมื่อช่วงสายของวันที่ 11 กันยายน 2544 (Photo by Robert Giroux/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรดาญาติเหยื่อ 9/11 เรียกร้องว่าประธานาธิบดีไบเดนไม่ควรมาร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กันยายน ถ้ารัฐบาลของเขาไม่เปิดเผยเอกสารลับผลการสอบสวน ที่พวกเขามั่นใจว่าจะแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทางการซาอุดีอาระเบียสนับสนุนแผนการนี้ รัฐบาลสหรัฐ 3 ชุดที่ผ่านมาปฏิเสธยกเลิกชั้นความลับของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์กล่าวว่า บันทึกความยาว 16 หน้ากระดาษซึ่งลงวันที่ 4 เมษายน 2559 และเป็นเอกสารลับที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อนจนกระทั่งบัดนี้ แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อกันระหว่างโอมาร์ บายูมี นักศึกษาชาวซาอุดีอาระเบียที่สงสัยว่าเป็นสายลับของซาอุฯ กับสมาชิกเครือข่ายอัลกออิดะห์ 2 คนที่ร่วมอยู่ในแผนการจี้เครื่องบิน 4 ลำพุ่งชนเป้าหมายในนิวยอร์กและวอชิงตันวันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บันทึกการสอบสวนของสำนักสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) อ้างอิงจากการสอบถามแหล่งข่าวที่ถูกปิดเป็นความลับรายหนึ่งเมื่อปี 2551 และ 2558 โดยเผยรายละเอียดการติดต่อและการพบปะกันระหว่างบายูมีกับนาวาฟ อัลฮัซมี และคาลิด อัล มิดฮาร์ สองผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน หลังจากทั้งคู่เดินทางมาถึงแคลิฟอร์เนียใต้เมื่อปี 2544 ก่อนหน้าการโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เอกสารของเอฟบีไอฉบับนี้ยังสนับสนุนข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อการร้ายทั้งสองกับฟาฮัด อัลทูไมรี อิหม่ามหัวอนุรักษนิยมแห่งมัสยิดคิงฟาฮัดในนครลอสแองเจลีส และเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลซาอุฯ คนหนึ่งที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารนี้เผยว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งข่าวรายนี้บ่งชี้ถึงการติดต่อระหว่างผู้คนจำนวนหนึ่งที่ช่วยเหลือฮัมซีและมิดฮาร์ช่วงที่เขาอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ในจำนวนนี้รวมถึงบายูมี, ทูไมรี และแหล่งข่าวรายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำให้การของแหล่งข่าวรายนี้ต่อเอฟบีไอเผยอีกว่า บายูมี ซึ่งนอกจากสถานะอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าเป็นนักศึกษาแล้ว เขายังมี &amp;quot;สถานะสูงมาก&amp;quot; ในสถานกงสุลซาอุฯ &amp;quot;สิ่งที่บายูมีช่วยเหลือฮัมซีและมิดฮารวมถึงด้านการแปลภาษา, การเดินทาง, ที่พักและการเงิน&amp;quot; บันทึกระบุ และยังกล่าวด้วยว่า ภรรยาของแหล่งข่าวรายนี้บอกกับเอฟบีไอว่า บายูมีพูดถึง &amp;quot;ญิฮาด&amp;quot; บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บันทึกยังเผยว่ามีความเชื่อมโยงกันทั้งการพบปะ, โทรศัพท์และการสื่อสารอื่นๆ ระหว่างผู้ก่อการร้าย 2 คนนี้ กับอันวาร์ อัลอาลากี ครูสอนศาสนาที่เกิดในสหรัฐ ที่กลายเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งของอัลกออิดะห์ เขาถูกสหรัฐส่งโดรนโจมตีปลิดชีพที่เยเมนเมื่อปี 2544&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาบางช่วงบางตอนในเอกสารฉบับนี้ถูกปิดบังไว้และไม่ได้ให้ความเชื่อมโยงโดยตรงที่ชัดเจนระหว่างรัฐบาลซาอุฯ กับผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน ซึ่ง 15 คน จาก 19 คนที่ก่อเหตุเป็นชาวซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลซาอุฯ ยืนกรานมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีสหรัฐ สถานทูตซาอุฯ ในกรุงวอชิงตันเคยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 กันยายน ก่อนหน้าวันครบรอบวินาศกรรมว่า ซาอุฯ สนับสนุนความโปร่งใสและยินดีที่สหรัฐจะเปิดเผยเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวของผู้เสียชีวิตประมาณ 2,500 คน กับผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 20,000 คน รวมถึงธุรกิจที่ได้รับความเสียหายและบริษัทประกันภัยหลายแห่ง ยื่นฟ้องรัฐบาลซาอุฯ เรียกเงินหลายพันล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิม ไครนด์เลอร์ หนึ่งในแกนนำที่ยื่นฟ้องซาอุฯ กล่าวว่า เอกสารนี้ยิ่งสนับสนุนข้อโต้แย้งสำคัญของคำฟ้องที่ว่ารัฐบาลซาอุฯ ช่วยเหลือผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังหวังว่าจะมีหลักฐานที่หนักแน่นเพิ่มขึ้น เมื่อเอกสารลับจะได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมอีกภายใน 6 เดือนข้างหน้า ตามคำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116464</URL_LINK>
                <HASHTAG>9/11, ครบรอบ20ปีวินาศกรรม9/11, ซาอุดีอาระเบีย, วินาศกรรมสหรัฐ, เอกสารลับเอฟบีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613dda8bc410c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุฯจ่าย4.4ล้านชดเชยบุคลากรสาธารณสุขสังเวยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเริ่มจ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขที่เสียชีวิตเพราะโควิด-19 หลังจากเคยประกาศไว้ว่าจะจ่ายชดเชยให้รายละ 500,000 ริยัล อีกด้านจะอนุญาตให้ผู้แสวงบุญจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางเข้ามาประกอบพิธีอุมเราะห์ได้เริ่มตั้งแต่วันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเคยประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า ทางการจะจ่ายเงิน 500,000 ริยัล (ราว 4.45 ล้านบาท) ให้แก่ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานเกี่ยวกับโควิด-19 ในภาคสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นในภาครัฐหรือเอกชน, พลเรือนหรือทหาร และเป็นพลเมืองซาอุหรือไม่ใช่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของสำนักข่าวซาอุดี (เอสพีเอ) รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเริ่มจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม โดยเงินชดเชยนี้จะมีผลกับผู้ปฏิบัติงานโควิด-19 ที่เสียชีวิต เริ่มนับตั้งแต่วันตรวจพบการติดเชื้อครั้งแรกในประเทศเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า มีผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขจำนวนเท่าใดที่เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งว่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์ชาวต่างชาติหลายพันคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชอาณาจักรที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำมันแห่งนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสยืนยันสะสมเกือบ 533,000 คน เสียชีวิตมากกว่า 8,300 คน รัฐบาลเร่งการฉีดวัคซีนทั่วประเทศโดยหวังจะฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด เช่นด้านการกีฬาและบันเทิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลออกข้อบังคับว่าผู้ที่เข้าสถานที่ราชการหรือสถาบันของเอกชน เช่นสถาบันการศึกษาและสถานบันเทิง รวมถึงใช้ระบบขนส่งมวลชน จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น คำประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันเสาร์ระบุว่า ประเทศที่มีประชากร 35 ล้านคนแห่งนี้ฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 29 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เอสพีเอรายงานด้วยว่า ซาอุดีอาระเบียจะเริ่มอนุญาตให้ผู้แสวงบุญชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว เดินทางเข้ามาประกอบพิธีอุมเราะห์ได้ตั้งแต่วันจันทร์นี้ หลังจากปิดพรมแดนมานานเกือบ 18 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อับดุลฟัตตาห์ บิน สุไลมาน มาชัต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฮัจญ์ กล่าวว่า ผู้แสวงบุญชาวต่างชาติที่จะเข้ามาอุมเราะห์จะต้องผ่านการฉีดวัคซีนที่ทางการซาอุฯ ให้การรับรองแล้วเท่านั้น ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, แอสตร้าเซนเนก้า, โมเดอร์นา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และต้องยินยอมโดนกักกันโรคหากจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, ชดเชยเสียชีวิตเพราะโควิด, ซาอุดีอาระเบีย, บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข, ผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุข, อุมเราะห์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fe706bf289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกดีดขึ้นต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค. 2564 รายงานข่าวถึงกรณีการเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในซาอุดีอาระเบีย หลังกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเยเมนใช้โดรนโจมตีแหล่งอุตสาหกรรมน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ของบริษัทซาอุดิ อารามโค โดยโฆษกกระทรวงพลังงานของซาอุฯ แถลงว่ามีคลังน้ำมัน 1 แห่งถูกโจมตีบริเวณท่าขนส่งน้ำมัน Ras Tanura ซึ่งเป็นท่าส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังไม่ระบุว่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตเท่าไรซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นได้ต่อเนื่องอย่างน้อยในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังการประชุมของกลุ่มโอเปกและชาติพันธมิตร(โอเปกพลัส) ในช่วงวันที่ 4-5 มี.ค. 64 มีมติจะขยายเวลาการปรับลดการผลิตที่ระดับ 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปจนถึงเดือน เม.ย. 64 นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังสมัครใจที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อไปอีก 1 เดือน ไปสิ้นสุดเดือน เม.ย. 64 ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าโอเปกพลัสจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตในเดือน เม.ย.64 ที่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบบางรายในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกยังเดินหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 5 มี.ค. 64 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 3.9% มาที่ 69.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 มี.ค.นี้ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นทะลุระดับ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แล้ว ถึงเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 13 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95464</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาอุดีอาระเบีย, ราคาน้ำมันโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6046e0111d1b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ต่อสายกษัตริย์ซาอุฯ ก่อนสหรัฐเปิดเผยรายงาน&#039;คาช็อกกี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จพระราชาธิบดีซาอุดีอาระเบียเมื่อวันพฤหัสบดี หนึ่งวันก่อนหน้าที่สหรัฐเปิดเผยรายงานข่าวกรองลับชี้ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวข้องกับการฆ่าชำแหละศพ &amp;quot;จามัล คาช็อกกี&amp;quot; นักข่าวชาวซาอุดีฯ ภายในสถานกงสุลซาอุฯ ที่ตุรกีเมื่อเดือนตุลาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นักเคลื่อนไหวจากองค์กรความยุติธรรมเพื่อจามัล คาช็อกกี ถือรูปนักข่าวรายนี้ ระหว่างจัดแถลงข่าวเรื่องการหายตัวไปของเขาที่ด้านหน้าสำนักงานวอชิงตันโพสต์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า เชื่อกันว่า รายงานลับที่คาดว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ตามเวลาสหรัฐ จะระบุโดยอ้างอิงจากข่าวกรองที่รวบรวมโดยสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) และหน่วยงานจารกรรมอื่นๆ ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งเป็นประมุขโดยพฤตินัยของราชอาณาจักรแห่งนี้ คือผู้สั่งการให้สังหารคอลัมนิสต์วิจารณ์ราชวงศ์รายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าชายทรงยืนกรานปฏิเสธว่าพระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ถึงแม้ว่าที่ปรึกษาใกล้ชิดของพระองค์บางคนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจกระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย หลีกเลี่ยงการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ หรือพาดพิงถึงเจ้าชาย แต่ขณะนี้รายงานฉบับดังกล่าวกำลังจะเปิดเผยต่อสาธารณะในช่วงยามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับตะวันออกกลางเสียใหม่ และนำหลักสิทธิมนุษยชนกลับมาเป็นจุดเด่นในนโยบายของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าการเปิดเผยรายงาน ไบเดนได้คุยโทรศัพท์กับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานเมื่อวันพฤหัสบดี แถลงการณ์ของทำเนียบขาวเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ไม่ได้เอ่ยถึงรายงานคาช็อกกี แต่ไบเดนกล่าวไว้เมื่อวันพุธว่าเขาได้อ่านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวกล่าวว่า ไบเดนและกษัตริย์ซาอุฯ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 85 พรรษา หารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและประเด็นอื่นๆ โดยไบเดนกล่าวว่า เขาจะทำงานเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีแข็งแกร่งและโปร่งใสที่สุดเท่าที่เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาช็อกกี ซึ่งเป็นนักข่าวและบรรณาธิการที่ได้รับการยอมรับนับถือ หนีจากซาอุฯ ไปใช้ชีวิตลี้ภัยในสหรัฐ เขาเขียนบทความหลายชิ้นวิจารณ์เจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งมีพระชนมายุ 35 พรรษา ก่อนที่จะโดนฆ่าตายที่สถานกงสุลซาอุฯ ประจำนครอิสตันบูลเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 นักข่าววัย 59 ปีรายนี้เดินทางจากสหรัฐไปยังสถานกงสุลแห่งนี้ตามคำแนะนำของเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำสหรัฐ เพื่อขอเอกสารสำหรับการแต่งงานกับฮาทิซ เจนกิซ คู่หมั้นของเขาที่เป็นชาวตุรกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถานกงสุล เขาโดนฆาตกรรมแล้วชำแหละศพเพื่อกำจัดหลักฐาน โดยฝีมือของทีมสังหารที่ส่งไปจากซาอุฯ ตามคำสั่งของซาอุด อัลกาห์ตาตี ผู้ช่วยคนสนิทของเจ้าชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งเดือนหลังการฆาตกรรม รายงานวอชิงตันโพสต์ ซึ่งคาช็อกกีเป็นคอลัมนิสต์ กล่าวว่า ซีไอเอสรุปด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดคือผู้ออกคำสั่งสังหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับซาอุฯ ไว้ จึงไม่กล่าวโทษอย่างเปิดเผยว่าเจ้าชายคือผู้รับผิดชอบต่อการสังหาร ทั้งที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้ลงโทษผู้ที่กระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของวอชิงตันโพสต์กล่าวว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐมีหลักฐานสำคัญหลายชิ้นที่ชี้ไปยังเจ้าชาย หลักฐานหนึ่งคือคำสนทนาโทรศัพท์ที่เจ้าชายตรัสกับเจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน พระอนุชา ที่ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐ ให้ส่งตัวคาช็อกกีไปสถานกงสุลตุรกีเพื่อขอเอกสารแต่งงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากข่าวกรองตุรกีที่บันทึกเสียงการฆาตกรรมในสถานกงสุลไว้ได้ ที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นภายในและระบุตัวผู้ร่วมก่อเหตุและการติดต่อระหว่างทีมสังหารกับซาอุฯ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94360</URL_LINK>
                <HASHTAG>จามัล คาช็อกกี, ซาอุดีอาระเบีย, รายงานข่าวกรอง, เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f5660d517ddc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 22:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 22:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบฏฮูตีส่งโดรนโจมตีเครื่องบินโดยสารในสนามบินซาอุฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กบฏฮูตีในเยเมนเหิม ส่งโดรนหลายลำโจมตีสนามบินนานาชาติอับฮาทางภาคใต้ของซาอุดีอาระเบียเมื่อวันพุธ ทำให้เครื่องบินโดยสารได้รับความเสียหายเพลิงลุกไหม้ 1 ลำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลสหรัฐถอนชื่อกบฏจากเยเมนกลุ่มนี้ออกจากบัญชีดำกลุ่มก่อการร้าย และเกิดในช่วงเวลาที่ฮูตีรื้อฟื้นการรุกคืบเพื่อยึดเมืองมาริบ ที่มั่นสุดท้ายของรัฐบาลเยเมนในภาคเหนือ ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายล้มตายหลายสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์โจมตีที่สนามบินระหว่างประเทศอับฮาเมื่อวันพุธหรือไม่ สถานีโทรทัศน์อัลเอคบาริยาอ้างคำกล่าวของกองกำลังผสมที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำต่อสู้กับกบฏฮูตีในเยเมนว่า การโจมตีก่อการร้ายอย่างขี้ขลาดโดยพวกนักรบฮูตีทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เครื่องบินโดยสารลำหนึ่ง แต่ควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกองกำลังผสมไม่ได้ระบุว่าเป็นการโจมตีด้วยวิธีใด แต่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กองกำลังผสมรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนติดกับระเบิด 2 ลำในภาคใต้ของซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกบฏฮูตี ซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังและควบคุมดินแดนส่วนใหญ่ในภาคเหนือของเยเมนไว้ ประกาศว่าพวกเขาโจมตีสนามบินอับฮาด้วยโดรน 4 ลำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยะห์ยา ซารี โฆษกหน่วยรบของฮูตีอ้างว่า สนามบินแห่งนี้ใช้เป็นฐานเปิดการโจมตีในเยเมน แต่รายงานของสำนักข่าวซาอุดีเผยว่า กองกำลังผสมยืนกรานว่าการโจมตีสนามบินถือเป็น &amp;quot;อาชญากรรมสงคราม&amp;quot; และ &amp;quot;ทำให้ชีวิตของผู้โดยสารที่เป็นพลเรือนตกอยู่ในอันตราย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพิ่งตัดสินใจเมื่อเดือนที่แล้ว ถอนชื่อกบฏฮูตีออกจากบัญชีก่อการร้าย ด้วยความพยายามลดความขัดแย้งยาวนาน 6 ปีในเยเมน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92681</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบฏฮูตี, กบฏเยเมน, ซาอุดีอาระเบีย, สนามบินอับฮา, โจมตีสนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbed5d2b4cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 21:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ประกาศเลิกสนับสนุนซาอุฯทำสงครามเยเมน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐครั้งใหญ่ ประกาศ &amp;quot;อเมริกากลับมาแล้ว การทูตก็กลับมาแล้ว&amp;quot; สั่งยุติการสนับสนุนการทำสงครามในเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำ&amp;nbsp; อีกทางเปิดรับผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากจากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชาวเยเมนที่สนับสนุนกบฏฮูตีฉีกธงชาติสหรัฐขณะชุมนุมประท้วงรัฐบาลทรัมป์ที่ด้านนอกสถานทูตอเมริกันในกรุงซานาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน พร้อมกับรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายว่ารัฐบาลของเขาจะกลับมาเน้นความสำคัญกับการทูตอีกครั้งหลังจากช่วงเวลา 4 ปีแห่งความโกลาหลในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อเมริกากลับมาแล้ว การทูตก็กลับมาแล้ว&amp;quot; ไบเดนกล่าวต่อบรรดานักการทูตในห้องประชุมที่นั่งกันแบบเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุนทรพจน์หลังจากนั้น ไบเดนกล่าวว่า สหรัฐจะยุติการสนับสนุนทั้งหมด รวมถึงการขายอาวุธที่เกี่ยวข้องกับสงครามในเยเมนของซาอุดีอาระเบีย ที่ &amp;quot;สร้างความหายนะด้านมนุษยธรรมและยุทธศาสตร์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังแต่งตั้งทิโมธี เลนเดอร์คิง นักการทูตมากประสบการณ์ เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐด้านเยเมน ที่จะสนับสนุนความพยายามขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อให้บรรลุการหยุดยิงและรื้อฟื้นการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลเยเมนกับกบฏฮูตีที่ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมนไว้ได้ รวมถึงกรุงซานา &amp;quot;สงครามนี้ต้องจบลง&amp;quot; ไบเดนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านท่าทีของซาอุดีอาระเบียต่อสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐ สำนักข่าวซาอุดีเพรสส์กล่าวว่า รัฐบาลซาอุฯ ยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นกับการหาทางออกทางการเมืองในเยเมน และยินดีกับความมุ่งมั่นของไบเดนที่จะร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียเพื่อปกป้องอธิปไตยและต่อต้านภัยคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อ้างเหตุผลว่าการขายอาวุธช่วยสร้างงานด้านกลาโหมของสหรัฐ มองสงครามเยเมนว่าเป็นหนทางที่จะเอาคืนอิหร่านที่คอยหนุนหลังกบฏฮูตี ในขณะที่ไบเดนสนับสนุนการกลับคืนสู่การทูตและข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แต่ในสุนทรพจน์ว่าด้วยลำดับความสำคัญด้านต่างประเทศของเขาในครั้งนี้ ไบเดนเพียงกล่าวถึงอิหร่านอ้อมๆ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวด้วยว่า เขาจะทบทวนการกำหนดของทรัมป์ว่ากบฏฮูตีเป็นกลุ่มก่อการร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เยเมน ฮามิด อัสเซม เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองอาวุโส แสดงความคาดหวังว่า แผนของไบเดนจะช่วยยุติสงครามเยเมนที่ยาวนาน 6 ปีและทำให้ผู้คนล้มตายนับแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งนอกจากสงครามเยเมน ไบเดนกล่าวว่า สหรัฐจะรับผู้ลี้ภัยมากถึง 125,000 คนในปีงบประมาณปีแรกของรัฐบาลของเขา มากมายกว่าที่ทรัมป์อนุมัติไว้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นตำแหน่ง ซึ่งอยู่ที่ 15,000 คน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังสั่งระงับแผนของทรัมป์ที่เตรียมจะลดจำนวนกำลังพลอเมริกันในเยอรมนี ที่เป็นเสาหลักของความมั่นคงของนาโตนับแต่เริ่มสงครามเย็น การตัดสินใจของทรัมป์เรื่องนี้ถูกมองว่าเกี่ยวโยงกับความตึงเครียดระหว่างเขากับนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ยินดีต้อนรับผู้อพยพชาวซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ไบเดนยังให้คำมั่นว่าจะคงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนต่อไป และจะใช้ท่าทีแข็งกร้าวขึ้นกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียด้วย โดยเขาบอกว่า สหรัฐต้องเผชิญกับช่วงเวลาใหม่ของการเพิ่มขึ้นของลัทธิเผด็จการอำนาจนิยม อันรวมถึงความทะเยอทะยานมากขึ้นของจีนที่จะแข่งกับสหรัฐ และความมุ่งมั่นของรัสเซียที่จะสร้างความเสียหายและสร้างความยุ่งเหยิงต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92143</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาอุดีอาระเบีย, รับผู้ลี้ภัย, สงครามเยเมน, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d51497d1ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 23:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 23:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กษัตริย์ซาอุฯปลดเจ้าชายคุมผบ.ทหาร อ้างกวาดล้างคอร์รัปชัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียมีพระบรมราชโองการปลดเจ้าชายฟาฮัด บิน ตูร์กี พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังร่วมในภารกิจต่อสู้กับกบฏฮูตีในเยเมน และยังปลดโอรสของเจ้าชายองค์นี้กับเจ้าหน้าที่อีกหลายรายที่ถูกกล่าวหาคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวทางการซาอุดีอาระเบียเมื่อวันจันทร์ที่่ผ่านมากล่าวว่า เจ้าชายฟาฮัด บิน ตูร์กี ซึ่งเป็นสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงของซาอุฯ ถูกปลดพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังผสมที่มีซาอุฯ เป็นผู้นำในการสู้รบกับกบฏฮูตีในเยเมน ส่วนอับดุลซิซ บิน ฟาฮัด พระโอรสในเจ้าชายฟาฮัด ถูกปลดออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอัลเจาฟ์ทางภาคเหนือของซาอุฯ และให้ทั้ง 2 พระองค์เข้าสู่กระบวนการสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พระบรมราชโองการของกษัตริย์ซัลมานยังมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างพลเรือนในสังกัดกระทรวงกลาโหมของซาอุฯ อีกหลายคนให้พ้นจากตำแหน่งและสอบสวนในคดีคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อทางการซาอุฯ รายงานว่า ผู้ดำรงตำแหน่งแทนเจ้าชายฟาฮัดคือ มุตลัก บิน ซาลิม รองผู้บัญชาการกองกำลังร่วม ตามการกราบบังคมทูลแนะนำโดยเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศปลดเชื้อพระวงศ์ระดับสูงและเจ้าหน้าที่หลายรายเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการคอร์รัปชันในราชอาณาจักรแห่งนี้ โดยเมื่อเดือนที่แล้วผู้บัญชาการกองกำลังความมั่นคงระดับอาวุโสของซาอุฯ หลายนายโดนปลดจากตำแหน่งพร้อมเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ในข้อหารับสินบนโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนมีนาคมปีนี้ กลุ่มฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวเตือนเรื่องการจับกุมเจ้าหน้าที่ซาอุฯ 298 รายสืบเนื่องจากคำกล่าวหาคอร์รัปชัน โดยหวั่นเกรงว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้รับกระบวนการพิจารณาคดีอย่างชอบธรรม ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่า การกวาดล้างคอร์รัปชันที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงเป็นผู้นำนั้น เป็นการข่มขู่และช่วงชิงอำนาจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76201</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษัตริย์ซาอุฯ, ซาอุดีอาระเบีย, ปลดเจ้าชาย, เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e7bb66ef95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
