<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบโจรโมซัมบิก รีดค่าไถ่ยิงอัยการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอฟบีไอประสานทางการไทยรวบหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหมายเลข 1 ของโมซัมบิก พฤติการณ์โหดเหี้ยม อุ้มรีดค่าไถ่ 100 ล้านบุคคลสำคัญและนักธุรกิจกว่า 50 รายทั้งในและนอกประเทศ รายใดไม่ยอมจ่ายถูกฆ่าทิ้ง เคยจับอัยการที่ทำคดียิงหัวถึง 16 นัด รวมทั้งฆ่านักข่าว ก่อนหนีเข้ามากบดานในไทยกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. แถลงข่าวรจับกุมตัวนายโมมาเด
&amp;nbsp;แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์ (Momade Assif Abdul SATAR) สัญชาติโมซัมบิก ผู้ต้องหาที่ทางการโฆซัมบิกต้องการตัวมากที่สุด หลังก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวที่ประเทศไทยนานกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ทางการไทยได้รับการประสานงานจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ช่วยติดตามตัวนายโมมาเด ผู้ต้องหาตามหมายแดงของอินเตอร์โพล มีความผิดข้อหาครอบครองอาวุธ ฆาตกรรม และลักพาตัว ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศโมซัมบิกเป็นอย่างมาก โดยประเทศโมซัมบิกได้มีการประสานไปยังเอฟบีไอประจำภูมิภาคแอฟริกา ให้ประสานไปยังเอฟบีไอภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ชื่อในหนังสือเดินทางว่านายซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม กระทั่งวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ามีชายซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับผู้ต้องหาปรากฏตัวอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมมาริออท ซอยสุขุมวิท 57 กทม. จึงแสดงตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งชายดังกล่าวไม่สามารถแสดงได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและพิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ไปส่งตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือตามหมายแดงของอินเตอร์โพล พบว่าเป็นลายนิ้วมือเดียวกับผู้ต้องหา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นลักษณะบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนาน 3 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางการโมซัมบิกยืนยันว่า ระหว่างที่ผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีออกนอกประเทศในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ยังได้มีการสั่งให้องค์กรของตนดำเนินการลักพาตัวและเรียกค่าไถ่บุคคลต่างๆ ในประเทศโมซัมบิก และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งพบว่ามีการลักพาตัวนักธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศโมซัมบิกเพื่อเรียกค่าไถ่รวมแล้วกว่า 50 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเรียกค่าไถ่เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท หากไม่ได้รับเงินจะฆ่าเหยื่อ โดยมีเหยื่อถูกฆาตกรรมไปแล้ว 2 ราย และยังได้ทำร้ายและฆ่าเจ้าหน้าที่ของทางการโมซัมบิก และครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีองค์กรนี้ โดยเหยื่อรายหนึ่งคืออัยการที่ถูกยิงศีรษะถึง 16 นัด รวมถึงก่อเหตุฆ่าสื่อมวลชน ทำให้เป็นที่หวาดกลัวของเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จะแบล็กลิสต์ผู้ต้องหารายนี้ถาวร ไม่ให้เดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทยได้อีก นอกจากนี้ระหว่างการจับกุมตัว ผู้ต้องหาเสนอเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เจ้าหน้าที่จะส่งตัวกลับประเทศโมซัมบิกภายในสัปดาห์หน้า และจะขยายผลถึงลูกน้องที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14315</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม, บก.ปอศ., พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอฟบีไอ, แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์, โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dc2491ef9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
