<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซิตี้แบงก์ ฟันธงเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 5% สหรัฐ-จีน ฟื้นตัวเป็นแรงหนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค. 2564 นายซาเมียร์ เดชพานดิ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนระดับภูมิภาค ซิตี้แบงก์ เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง กล่าวว่า แม้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์ซิตี้คาดการณ์ว่าภาพรวมระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2564 แม้ว่ายังไม่สามารถกลับไปเท่าจุดก่อนที่มีการระบาดได้ แต่จะเป็นการฟื้นตัวหลากหลายรูปแบบในแต่ละภูมิภาค จากปัจจัยแรงหนุนจากภาคธุรกิจบางส่วนที่เริ่มกลับมาเปิดใหม่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มากขึ้นในหลายประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการคลังทั่วโลกที่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐที่สนับสนุนการขยายตัวของภาคบริการในวงกว้างมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยชีวิตผู้คนมากขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนักวิเคราะห์ซิตี้คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2564 จะขยายตัวที่ 5% และขยายตัวที่ 4.5% ในปี 2565 ด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 6% จากสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานที่ลดลง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของประเทศจีน คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 8% จากการฟื้นตัวด้านการผลิต การบริโภค การเดินทางและการค้าภายในประเทศ ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังในระดับต่ำจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกที่นำโดยสหรัฐฯ และจีน เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 รวมถึงมูลค่าหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งระยะเวลาข้างหน้าต่อจากนี้จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนักวิเคราะห์ซิตี้พบว่ามีโอกาสในการลงทุนระยะสั้นในอุตสาหกรรมหลายประเภทที่จะได้รับประโยชน์จากการสิ้นสุดของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อีกทั้งการลงทุนระยะยาวในอีกหลายอุตสาหกรรมที่จะเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันตลาดได้ เช่น ความสัมพันธ์สหรัฐฯ &amp;ndash; จีนที่อาจเลวร้ายลง เนื่องจากการแข่งขันทางการค้าที่สำคัญระหว่างสองประเทศที่อาจมีนัยยะและส่งผลกระทบ ตลอดจนการโจมตีทางไซเบอร์บนโครงสร้างพื้นฐานของโลกยังคงเป็นความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ก็ตาม ดังนั้นนักลงทุนควรจับตาประเด็นสำคัญของสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์พอร์ตลงทุนในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนยังคงเผชิญความท้าทายสูง แต่นักวิเคราะห์ซิตี้ยังมีมุมมองบวกต่อหุ้น ดังนั้นแนะนำกระจายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย อาทิ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลไลเซชัน และอสังหาริมทรัพย์ โดยให้น้ำหนักในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย ยุโรป ลาตินอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง เมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทโดยยังคงเน้นน้ำหนักการลงทุนในในตราสารทุนหลากหลายภูมิภาค พร้อมกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่เอเชีย ตราสารหนี้ไฮยิลด์ พันธบัตรสหรัฐอเมริกา เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ตลอดจนกองทุนรวมทั่วโลกที่เน้นการลงทุนแบบ ESG ที่มีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมาก เนื่องด้วยผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนกันมากขึ้น ทั้งนี้ ESG เป็นหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ซิตี้ให้ความสำคัญในปี 2564 โดยซิตี้คาดว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ในอนาคต ตลอดจนนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและประสิทธิภาพของพลังงานทางเลือกมีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากในไม่กี่ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ ได้มีการพัฒนาการบริหารความมั่งคั่งผ่านบริการ &amp;ldquo;ซิตี้โกลด์&amp;rdquo; ด้วยบริการการลงทุนได้ทั่วโลกกว่า 200 กองทุน จากพันธมิตรที่หลากหลายกับ 5 บลจ.ในประเทศและ 13 บลจ.ต่างประเทศ โดยมีความหลากหลายของกองทุนทั้งประเภทของสินทรัพย์ และภูมิภาคของการลงทุน อาทิ กองทุน Aberdeen standard Global Dynamic Dividend Fund, Fidelity Global Demographics Fund, JP Morgan America Equity Fund, JP Morgan US Value fund, AB Sustainable Global Thematic, Schroder ISF Global Climate Chang, BGF Sustainable Energy Fund, KTAM Global Climate Change Equity Fund รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในไตรมาส 3 นี้ ซิตี้มีการเสนอขายกองทุนใหม่ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การเติบโตด้านการลงทุน โดยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) มีการเติบโตเป็นที่น่าพึงพอใจ มีการเติบโตในกลุ่ม &amp;nbsp;ซิตี้โกลด์ และซิตี้ไพรออริตี้ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสนใจการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าซิตี้โกลด์ โดยมีบริการผู้ดูแลบัญชีที่พร้อมให้บริการคำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ การลงทุนให้กับลูกค้าผ่านทางโทรศัพท์รวมถึงการจัดประชุมทางวิดีโอคอล พร้อมทั้งให้การบริหารความมั่งคั่งสะดวกในทุกโอกาสผ่านซิตี้ โมบายล์ แอปพลิเคชัน ให้ลูกค้าซิตี้โกลดสามารถทำการซื้อ-ขายกองทุนได้ด้วยตัวเอง การตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพอร์ทการลงทุน การโอนเงินผ่านทางพร้อมเพย์ไปยังต่างธนาคาร หรือโอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศได้ง่าย ๆ รวมถึงสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินต่างประเทศได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง นายดอน กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิตี้แบงก์, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa29f5361bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าตกใจ &#039;ซิตี้แบงก์&#039;ประกาศแจ้งลูกค้ายังใช้บริการทุกธุรกรรมได้ตามปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 &amp;nbsp;&amp;ndash; ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ประกาศแจ้งผู้ใช้บริการในประเทศไทยยังคงดำเนินการให้บริการทุกประเภทธุรกรรมตามปกติ สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการธนาคารทั้งในส่วนบัตรเครดิตและบริการทางการเงิน รวมถึงสิทธิประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ลูกค้ายังคงใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม หลังจากที่ซิตี้กรุ๊ปได้การประกาศปรับกลยุทธ์ขององค์กรในการออกจากกลุ่มธนกิจบุคคลระหว่างประเทศ (Global Consumer Banking) ในประเทศไทย พร้อมกับประเทศอื่น ๆ อีก 12 แห่งในสองภูมิภาคเอเชียและยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องที่ซิตี้ได้ตัดสินใจให้ความสำคัญและมุ่งเน้นในเรื่องของความมั่งคั่ง โดยได้กำหนดทิศทางการลงทุนและทรัพยากรไปยังธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า กระบวนการในการออกจากธุรกิจอยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นอยากให้ความมั่นใจกับลูกค้าของธนาคารฯ ว่าปัจจุบันธนาคารฯยังคงดำเนินการให้บริการธุรกรรมทุกประเภทตามปกติ ทั้งธุรกิจสถาบันรวมถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการธนาคาร ทั้งในส่วนบัตรเครดิต สินเชื่อ การลงทุนและบริการทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ลูกค้ายังคงใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในการบริการ รวมทั้งสาขาของธนาคารฯ ตู้เอทีเอ็ม คอลเซ็นเตอร์ และพนักงานทุกคนยังคงดำเนินการให้บริการดีที่สุดแก่ลูกค้าอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจผู้บริโภคของซิตี้ในประเทศไทยมีการเติบโตเป็นอย่างมากในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยซิตี้ให้ความสำคัญในการให้บริการกับลูกค้า จากความเป็นผู้นำในการบริหารความมั่งคั่ง บัตรเครดิต สินเชื่อและดิจิทัล อย่างไรก็ตามลูกค้ายังสามารถทำธุรกรรมหรือรับบริการผ่านทาง &amp;ldquo;ซิตี้โมบาย แอปพลิเคชัน&amp;rdquo; เว็บไซต์ของธนาคาร www.citibank.co.th &amp;nbsp;และ คอลเซ็นเตอร์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ซิตี้โฟน 1588&amp;rdquo; ได้ตามปกติ จนกว่าทางธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง นางวีระอนงค์ &amp;nbsp;กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน มร.ทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;ซิตี้พร้อมปกป้องผลประโยชน์และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามอยากสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าว่าซิตี้แบงก์ยังคงให้ความสำคัญทั้งด้านการให้บริการและตอบสนองความต้องการด้านการธนาคารของลูกค้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิตี้แบงก์, ปิดสาขาในไทย, ยังดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60811a906248a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ซิตี้แบงก์” หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 3.3%มองบาทแข็งโป๊กยาวถึงต้นปี2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 2562 น.ส.นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้มาอยู่ที่ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% ซึ่งได้รับความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามการค้า โดยไม่ใช่แค่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่มองว่าอาจขยายไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น มีมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอียู เป็นต้น จะส่งผลให้กระทบกับการส่งออกของไทยมากขึ้นโดยคาดว่าส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 3%ทำให้ต้องติดตามนโยบายภาครัฐที่จะเข้ามาช่วย รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการลงทุนเอกชน หลังจากการลงทุนภาครัฐในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการชะลอเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังต้องติดตามภาครัฐว่าจะมีมาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวหรือไม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเข้าไทยโดยเฉพาะจีน หลังจากช่วงที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวประเทศอื่นมากขึ้น ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยช่วงที่ผ่านมาชะลอลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มองว่าไม่ใช่เหตุผลว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตลดลง จึงลดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยหวังว่าในครึ่งปีหลังภาคการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเติบโตได้ดีกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563 ซึ่งได้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.7%&amp;rdquo; น.ส.นลิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ค่าเงินบาทไทย มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่แข็งค่าไปจนถึงช่วงต้นปี 2563 เพราะมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก ซึ่งได้ประเมินว่าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากส่งสัญญาณมากขึ้น เพราะเป็นห่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว จะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้เงินบาทจะอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ และยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นจะอยู่ได้นานหรือไม่ และรายได้จากต่างประเทศจากการส่งออก และการท่องเที่ยวยังไม่ได้ดีขึ้นชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.นลิน กล่าวอีกว่า หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้วนักวิเคราะห์และนักลงทุนต้องการดูนโยบายที่จะออกมาหลังจากนี้ว่าเป็นอย่างไร และงบประมาณปี 2563 จะชัดเจนเมื่อไร ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน แต่มองว่ามาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ควรมี เช่น หากภาคการผลิต หรือการจ้างงานไม่ดี ก็ออกมาช่วยในส่วนนี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง เช่นเดียวกับมาตรการช่วง เม.ย.ที่ออกมาจังหวะดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการระยะยาว เพื่อกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น เช่น การลงทุนรัฐวิสาหกิจ หรือการลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีความไม่ชัดเจนด้านการเมือง ทำให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง จึงอยากเร่งดำเนินการในโครงการต่าง ๆ มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันความล่าช้าของงบประมาณ 2563 ยังมีผลต่อการเบิกจ่ายลงทุนต่าง ๆ และทำให้เสียโอกาสด้วย เพราะเมื่อเลื่อนงบประมาณ 2563 ออกไปก็จะมีงบประมาณบางส่วนที่มีข้อจำกัด เช่น การลงทุน ซึ่งภาครัฐต้องเร่งส่วนนี้ให้มากขึ้น หากมีมากขึ้นจะทำให้การนำเข้ามีมากขึ้นและลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้ผู้ประกอบการลดความกังวลได้ระดับหนึ่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40768</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิตี้แบงก์, นลิน ฉัตรโชติธรรม, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d27f564ce3ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
