<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อิสราเอล&#039;ประสบความสำเร็จ วิจัยยารักษาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1มิ.ย.64- สำนักข่าวซินหัว รายงาน จากกรุงเยรูชาเต็ม ประเทศอิสราเอล ว่า เมื่อวันวันพฤหัสบดี (27 พ.ค.) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของอิสราเอล ระบุว่าตนประสบความสำเร็จในการทดลองทางคลินิกของยาตัวใหม่สำหรับรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)
ยาข้างต้นมีชื่อว่า เมเซนเคียว (Mesen Cure) พัฒนาโดยบริษัท โบนัส ไบโอกรุ๊ป ใช้สำหรับรักษาอาการหายใจลำบากที่เป็นอันตรายถึงชีวิตในหมู่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยาเมเซนเคียว นี้มีเซลล์ต้นกำเนิดไขมัน (ADSC) จากผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นส่วนประกอบ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาผ่านการถ่ายเลือด ซึ่งบริษัทระบุว่ายาตัวนี้สามารถลดการอักเสบในเนื้อเยื่อปอด รวมถึงช่วยเรื่องกระบวนการฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อราวหนึ่งปีก่อน การทดลอง ยาเมเซนเคียว ในสัตว์ประสบความสำเร็จ รัฐบาลจึงอนุมัติให้ทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่ศูนย์การแพทย์รัมบัม ทางตอนเหนือของอิสราเอล โดยส่วนหนึ่งของผู้เข้าร่วมทดลองเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาการหนักอายุระหว่าง 45-75 ปีจำนวน 10 ราย ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน โรคปอดอักเสบร้ายแรง และมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนมากยังป่วยเป็นโรคเชิงซ้อนอื่นๆ &amp;nbsp;หลังได้รับยาแล้วผู้ป่วยต่างมีอาการดีขึ้นและได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาลเฉลี่ย 1วันหลังการรักษาสิ้นสุด &amp;nbsp;การใช้ยาเมเซนเคียวทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความวิตกกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะต่อไปบริษัทจะทำการทดลองกับผู้ป่วยเพิ่มอีก 50 ราย โดยจะให้ยาเมเซนเคียวกับกลุ่มผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัมบัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104890</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ซินหัว, ประเทศอิสราเอล, ยารักษาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5bc96ac08c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 23:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 23:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อจีนเรียกรัฐประหารเมียนมาเป็นแค่การ&#039;ปรับครม.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แสลงคำรัฐประหาร สื่อทางการจีนรายงานสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในเมียนมาเมื่อวันจันทร์ว่าเป็น &amp;quot;การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีของสื่อทางการจีนเป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลที่ไม่ได้กล่าวประณามการก่อรัฐประหารยึดอำนาจเหมือนกับท่าทีของรัฐบาลตะวันตก ถ้อยแถลงของรัฐบาลจีนเพียงแค่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานข่าวการที่กองทัพยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนแล้วสั่งปลดรัฐมนตรีหลายตำแหน่งว่าเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ในวันอังคาร กองทัพเมียนมากระชับอำนาจเพิ่มขึ้นด้วยการปลดรัฐมนตรี 24 ตำแหน่ง และแต่งตั้งตัวแทน 11 คนมากำกับดูแลกระทรวงต่างๆ ที่รวมถึง การคลัง, กลาโหม, การต่างประเทศ และมหาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโกลบอลไทมส์ สื่อแนวชาตินิยมอ้างคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า การยึดอำนาจของพวกนายพลอาจมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างอำนาจที่ผิดปกติของประเทศ ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังถือโอกาสของการก่อรัฐประหารในเมียนมาจิกกัดอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนด้วยว่า &amp;quot;ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า ทรัมป์ ผู้ปฏิเสธจะยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งและถูกระบุว่าปลุกระดมการก่อจลาจลที่รัฐสภา อาจเป็นแรงบันดาลใจของทหารเมียนมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91816</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซินหัว, ปรับคณะรัฐมนตรี, ปรับครม., รัฐประหาร, สื่อทางการจีน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210202/image_big_601979552ca2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกร่วมยินดีไทยกู้ชีพทีมหมูป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สื่อทั่วโลกร่วมรายงานเกาะติดปฏิบัติการกู้ชีพทีมหมูป่าภายหลังได้รับข่าวดีเมื่อคืนวันจันทร์ พร้อมระบุยังมีงานยากลำบากในการพาเด็กออกจากถ้ำ บีบีซีเผยประวัติ 2 นักดำถ้ำชาวอังกฤษที่พบทีมหมูป่าเป็นชุดแรกเคยช่วยเหลือคนติดถ้ำมาอย่างโชกโชน ขณะรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลีและสถานทูตของหลายประเทศร่วมยินดี กต.ไทยเตรียมทำหนังสือขอบคุณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวการพบเจอเด็กนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมี และผู้ช่วยโค้ชรวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวงฯ จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 ได้รับความสนใจจากสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลก ที่พากันรายงานข่าวด่วนตั้งแต่วินาทีที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประกาศข่าวเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.ของวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม หรือในวันที่ 9 ของการค้นหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวบีบีซี, รอยเตอร์, เอเอฟพี, เอพี, ซีเอ็นเอ็น, ซินหัว, อัลจาซีราห์ และสำนักข่าวชั้นนำอื่นๆ ต่างรายงานบรรยากาศของความยินดีและความโล่งใจของครอบครัวเด็กๆ รวมถึงคนไทยทั้งประเทศและทีมกู้ภัยทุกภาคส่วนทั้งชาวไทยและต่างชาติจากหลายประเทศ นอกจากนี้ สื่อสำนักต่างๆ ยังเผยแพร่วิดีโอคลิปจากเฟซบุ๊กของ Thai Navy Seal ที่เผยให้เห็นวินาทีที่นักดำน้ำในถ้ำผู้เชี่ยวชาญ 2 คนไปพบเจอทีมหมูป่าบนเชิงถ้ำเหนือน้ำลึก ห่างจากพัทยาบีชขึ้นไปราว 400 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศในวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม ยังคงเกาะติดความคืบหน้าการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการพาตัวทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำที่โดนน้ำท่วมปิดทางออกไว้ รายงานเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายภาสกร บุญญรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ว่าทีมกู้ภัยของกองทัพได้เร่งติดตั้งสายโทรศัพท์เพื่อให้เด็กๆ ได้พูดคุยกับครอบครัวเป็นครั้งแรก และทีมซีลของกองทัพเรือไทย ซึ่งรวมถึงแพทย์ ได้เข้าไปอยู่กับเด็กๆ ในระหว่างที่ทีมกู้ภัยเตรียมแผนการอพยพพวกเขาออกจากถ้ำ โดยได้นำอาหารและยา รวมถึงเอเนอร์จีเจลที่ให้พลังงานสูงและยาพาราเซตามอลไปให้เด็กๆ แต่เขาปฏิเสธการคาดเดาว่าเด็กจะต้องติดอยู่ในถ้ำอีกนานเท่าใด โดยอธิบายว่าถึงแม้จะมีอาหารเพียงพอสำหรับอยู่ได้ 4 เดือน แต่ใครที่แข็งแรงและสามารถออกจากถ้ำได้ก็จะถูกอพยพออกมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ผ่านทางโถง 3&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานยังชี้ถึงอุปสรรคจากธรรมชาติที่จะทำให้การอพยพทำได้ยากขึ้น นั่นคือฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในหน้าฝนของพื้นที่นี้ จุดที่พบทีมหมูป่านั้นอยู่ลึกเข้าไปหลายกิโลเมตร ซึ่งนักดำน้ำของหน่วยซีลที่มีประสบการณ์ยังต้องใช้เวลาไปกลับ 6 ชั่วโมง และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการดำน้ำออกมามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความตื่นตระหนก จมน้ำ และอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน หากการดำน้ำกระทำไม่ได้ ทีมกู้ภัยอาจต้องใช้ทางเลือกเจาะโพรงจากภายนอกเข้าสู่ถ้ำเพื่ออพยพ หรือพวกเขาอาจต้องรอให้น้ำลด ซึ่งจะเป็นวิธีที่ใช้เวลานานที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน สื่อของออสเตรเลียรายงานคำกล่าวของโธมัส เฮสเตอร์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ที่ส่งทีมตำรวจ 6 นายที่มาร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ว่า สภาพภายในถ้ำทำให้การดำน้ำพาเด็กออกมาเป็นเรื่องที่ยากถึงขีดสุด โดยเฉพาะเมื่อต้องดำน้ำพร้อมกับอุปกรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อต่างประเทศยังพากันรายงานบรรยากาศในวิดีโอคลิปที่ทีมกู้ภัยชุดแรกไปพบเจอแล้วถ่ายภาพเด็กๆ ไว้ได้ ซึ่งเด็กบางคนพยายามพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาพบเจอพวกเขา ซึ่งก็คือริชาร์ด สแตนตัน และจอห์น โวลันเธน สองอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดำถ้ำชาวอังกฤษ ที่รัฐบาลไทยร้องขอให้มาช่วยเหลือปฏิบัติการครั้งนี้พร้อมกับโรเบิร์ต ฮาร์เปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำถ้ำชาวอังกฤษอีก 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของบีบีซีและเอเอฟพีเปิดเผยประวัติของฮีโร่ 2 คนนี้ว่า ทั้งคู่ดำถ้ำเป็นงานอดิเรก โดยสแตนตันนั้นมีอาชีพเป็นนักดับเพลิง ส่วนโวลันเธนเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ข่าวอ้างคำกล่าวของบิล ไวต์เฮาส์ จากสภาช่วยเหลือผู้ติดถ้ำแห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวบรวมนักกู้ชีพจากทั่วเกาะอังกฤษไว้อย่างไม่เป็นทางการว่า ทั้งสองเป็นหัวหอกของคณะค้นหาชุดนำหน้า พวกเขาสามารถดำน้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนสุดท้ายและผ่านเข้าไปยังโถงที่พบเด็กกลุ่มนี้บนเชิงหินเหนือน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวต์เฮาส์เผยด้วยว่า เขาได้พูดคุยสั้นๆ กับทีมนี้ ซึ่งรวมถึงฮาร์เปอร์ และผู้เชี่ยวชาญชาวไทยและชาติอื่นๆ ที่บรรยายถึงความยากลำบากของปฏิบัติการค้นหา ซึ่งพวกเขาต้องดำน้ำทวนกระแสน้ำหรือไม่ก็ต้องเกาะไปตามผนังถ้ำ &amp;quot;ผมเก็บความได้ว่าส่วนที่ต้องดำน้ำจริงๆ มีระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร และระยะทางราวครึ่งหนึ่งนั้นมีน้ำท่วมมิด&amp;quot; ไวต์เฮาส์กล่าวกับบีบีซีโดยเผยว่าต้องใช้เวลาในการดำน้ำประมาณ 3 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีกล่าวว่า โวลันเธนจากเมืองบริสตอล และสแตนตันจากเมืองโคเวนทรี ของอังกฤษ ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับปฏิบัติการดำน้ำที่ยากลำบากภายในถ้ำ สแตนตันในวัย 50 กลางๆ เคยเผยกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อปี 2555 ว่าความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการช่วยเหลือทหารอังกฤษ 6 นายที่ติดถ้ำในเม็กซิโก ตัวเขาและโวลันเธนยังมีส่วนช่วยปฏิบัติการค้นหาร่างของนักสำรวจถ้ำชาวฝรั่งเศสเมื่อปี 2553 ที่ติดอยู่ใต้ดินและสูญหายนาน 8 วันจึงพบศพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สแตนตันได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 2555 เขายังคงยกให้การกู้ภัยที่ฝรั่งเศสเป็นงานที่ท้าทายที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันว่าการดำถ้ำเป็นเพียง &amp;quot;งานอดิเรก&amp;quot; เท่านั้น เขาเริ่มหัดดำถ้ำเมื่ออายุ 18 หลังจากได้ดูสารคดีเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ทางโทรทัศน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโวลันเธนนั้น มีอายุราว 40 ปี เขาเคยให้สัมภาษณ์กับซันเดย์ไทมส์เมื่อปี 2556 ว่าการดำน้ำต้องใช้ความใจเย็น และการตื่นตระหนกอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับการดำถ้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่มาถึงเมืองไทย คณะของพวกเขาหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยโวลันเธนบอกกับนักข่าวเมื่อมาถึงในวันที่ 3 นับแต่ทีมหมูป่าหายไปในถ้ำหลวงว่า พวกเขามีงานต้องทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพบตัวเยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี รวม 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง จ.เชียงราย ว่า ถือเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับนานาประเทศที่ต่างร่วมแรงร่วมใจในการค้นหาทั้ง 13 คน ทั้งนี้ ตนได้รับข้อความจาก รมว.ต่างประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน อีกทั้งยังมีสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศที่ได้ร่วมแสดงความยินดีกับฝ่ายไทยด้วยเช่นกัน ขณะที่สำนักนโยบายและแผน กระทรวงการต่างประเทศ ได้รวบรวมรายชื่อประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งเราเตรียมทำหนังสือขอบคุณไปยังองค์กรและหน่วยงานจากประเทศเหล่านั้นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณทีมจากประเทศต่างๆ ที่มาปฏิบัติงานในไทยด้วยเช่นกัน หลังจากนี้เป็นการนำทั้ง 13 คนนี้ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องดำน้ำออกมาหลายช่วง และระยะทางค่อนข้างยาวเกือบ 7 กิโลเมตร แต่ยังเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังมีความพยายามในการนำบุคคลทั้งหมดออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย และเมื่อนำบุคคลเหล่านี้ออกมาได้แล้ว คงทำให้ทุกคนที่ติดตามเหตุการณ์นี้จะยิ่งมีความสุขมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมพูดไม่ออก เป็นเรื่องที่น่าดีใจ หากเราได้เห็นคลิปวิดีโอที่นักดำน้ำเข้าไปช่วยเหลือ ผมเชื่อว่าทุกคนคงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ใครจะไปคิด เพราะผลสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และในหลายประเทศก็อาจทำไม่ได้อย่างที่เราทำ เพราะต้องมีบุคลากรที่มีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ มีความตั้งใจ และทีมสนับสนุนด้วย การเข้าไปช่วยก็เจออุปสรรคมากมาย&amp;rdquo; นายดอนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12687</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Navy Seal, ซินหัว, ซีเอ็นเอ็น, ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร, บีบีซี, ประเทศอิตาลี, รอยเตอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัลจาซีราห์, เอพี, เอเอฟพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b8bb625a16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
