<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งบทหารทั่วโลกปี 62 สูงสุดรอบทศวรรษ สองชาติเอเชียติดท็อป 3 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานของซิปรีเมื่อวันจันทร์ระบุ งบใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกเมื่อปี 2562 เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษ และเป็นครั้งแรกที่ 2 ประเทศเอเชียติดอยู่ใน 3 อันดับแรก รองจากสหรัฐในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิ่มงบด้านกลาโหมติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แต่คาดพิษโควิด-19 จะกระทบต่อการจัดสรรงบทหารอีกหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีเปิดเผยว่า รายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (ซิปรี) เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2563 ระบุว่า งบประมาณใช้จ่ายทางทหารของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปี 2562 มีมูลค่ารวมกัน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 61.7 ล้านล้านบาท) และหากเปรียบเทียบกับงบใช้จ่ายของปี 2561 เท่ากับเป็นอัตราขยายตัว 3.6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาน เทียน นักวิจัยของซิปรี กล่าวกับเอเอฟพีว่า งบประมาณใช้จ่ายทางทหารมาถึงจุดสูงสุดแล้วนับแต่สิ้นสุดสงครามเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า แรงผลักดันให้งบประมาณทางทหารทั่วโลกปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น คือบรรดาประเทศที่ใช้จ่ายงบด้านกลาโหมก้อนโต ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวขบวน ปีที่แล้วสหรัฐใช้งบประมาณด้านกลาโหมมากถึง 7.32 แสนล้านดอลลาร์ (23.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีก่อนหน้านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 38 ของงบใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2561 ยังเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่รัฐบาลสหรัฐเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม หลักจากลดงบประมาณด้านนี้มานาน 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เมื่อปีที่แล้วยังเป็นปีแรกที่ประเทศในทวีปเอเชีย 2 ประเทศติด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน และอินเดีย ซึ่งใช้งบทางทหารไปประมาณ 2.61 แสนล้านดอลลาร์ (8.47 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 5.1% และ 7.11 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.3 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.8% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของจีนนั้น แม้การใช้จ่ายทางทหารช่วง 25 ปีที่ผ่านมาจะเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน แต่การลงทุนทางทหารของจีนก็ยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่จะสร้าง &amp;quot;กองทัพระดับเวิลด์คลาส&amp;quot; ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทียนกล่าวว่า จีนประกาศไว้อย่างเปิดเผยว่าพวกเขาต้องการแข่งขันกับสหรัฐในฐานะชาติมหาอำนาจทางทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในทำนองเดียวกัน การผงาดขึ้นของจีนก็ช่วยอธิบายการใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นของอินเดียได้ด้วยส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซมอน วีเซอแมน นักวิจัยของซิปรี กล่าวไว้ในแถลงการณ์ว่า ความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถาน และกับจีน เป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันหลักๆ ที่ทำให้อินเดียเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายทางทหารของประเทศใน 5 อันดับแรกของโลก ซึ่งอีก 2 ประเทศคือ รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย คิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 60% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซิปรียังตั้งข้อสังเกตถึงการเพิ่มงบทางทหารอย่างมากมายของหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเยอรมนี ที่เพิ่มงบถึง 10% ในปีที่แล้ว เป็นมูลค่า 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มประเทศ 15 อันดับแรก โดยกรณีของเยอรมนีนั้นอาจเป็นผลจากการรับรู้มากขึ้นเรื่องภัยคุกคามจากรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ช่วงหลายปีมานี้การใช้จ่ายทางทหารจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เทียนชี้ว่า แนวโน้มนี้อาจย้อนกลับเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และรัฐบาลทั้งหลายจำต้องชั่งน้ำหนักระหว่างงบประมาณด้านกลาโหมกับภาคอื่นๆ เช่น ด้านสาธารณสุขและการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความเป็นไปได้สูงว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายทางทหารอย่างแท้จริง&amp;quot; เทียนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า หากดูจากข้อมูลที่ผ่านมา เช่นจากช่วงวิกฤติการเงินปี 2551 ที่ทำให้งบด้านกลาโหมของประเทศต่างๆ ลดลงในหลายปีถัดมา โดยเฉพาะในยุโรป ที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัด แต่การลดงบทางทหารแบบนี้อาจเกิดแค่ 1-3 ปี แล้วก็จะปรับขึ้นอีกในหลายปีต่อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64416</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้จ่ายทางทหาร, ซิปรี, ถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200427/image_big_5ea69cf3cd320.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนขึ้นแท่นเบอร์2 ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลการศึกษาวิจัยของสถาบันซิปรีจากสวีเดนเมื่อวันจันทร์ชี้ จีนแซงรัสเซียขึ้นเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกแล้ว แม้ยังตามหลังสหรัฐอเมริกาห่างไกล แต่ถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจากที่เคยต้องพึ่งพาการนำเข้าอาวุธเมื่อ 10 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โดรนจีนในงานจูไห่แอร์โชว์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (ซิปรี) เคยยกเว้นการจัดอันดับจีนในการจัดอันดับประเทศผู้ผลิตอาวุธประจำปีตลอดช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากขาดข้อมูลและความโปร่งใส แต่รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 ซิปรีกล่าวว่า พวกเขามีข้อมูลทางการเงินที่น่าเชื่อถือของบริษัทผู้ผลิตอาวุธขนาดใหญ่ของจีน 4 แห่งที่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ครอบคลุมระหว่างปี 2558-2560 ซึ่งสามารถให้ภาพกว้างๆ ของการผลิตอาวุธของจีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าจีนเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่อันดับสองของโลกแล้ว รองจากสหรัฐแต่นำหน้ารัสเซีย&amp;quot; เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนาน เทียน ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี รายงานหมายเหตุไว้ด้วยว่า การขาดความโปร่งใสยังเป็นข้อพึงระวังที่สำคัญสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเมินว่าอาวุธส่วนมากที่มีมูลค่าราว 70,000-80,000 ล้านดอลลาร์ ที่จีนขายได้ในแต่ละปีนั้น ขายให้แก่กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (พีแอลเอ) เอง กระนั้นข้อมูลนี้ถือเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดในช่วง 10 ปี จากเดิมที่จีนเคยเป็นผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่จากรัสเซียและยูเครน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาวุธของประเทศอื่นๆ อีกต่อไปแล้ว&amp;quot; เทียนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งกว่านั้น รายงานชี้ว่า บริษัทผู้ผลิตอาวุธของจีนยังมีความเชี่ยวชาญมากกว่าคู่แข่งในเวทีนานาชาติอย่างมากด้วย ยกตัวอย่างบริษัท เอวิเอชันอินดัสตรีคอร์ปอเรชันออฟไชน่า (AVIC) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่สุดของจีน คือผู้ผลิตอากาศยานและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์การบินส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่ไม่ใช่จีนส่วนใหญ่ผลิตยุทโธปกรณ์ที่มีความหลากหลายกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทียนกล่าวว่า ในอดีต นักวิจัยของซิปรีหาข้อมูลเกี่ยวกับขนาดอุตสาหกรรมอาวุธของจีนได้ยากมาก เนื่องจากผู้ผลิตทั้งหมดล้วนเป็นบริษัทของทางการจีน ข้อมูลเหล่านี้จึงถูกปกปิดไว้ด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานฉบับนี้อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตอาวุธใหญ่สุดของจีน 4 อันดับแรก ซึ่ง 3 บริษัทนั้นติดท็อปเท็นของโลก เพื่อนำมาประเมินขนาดของอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของจีน โดยข้อมูลของปี 2560 นั้นประเมินว่าการขายอาวุธของ 4 บริษัทนี้รวมกันอยู่ที่ 54,100 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับข้อมูลของสหรัฐในปีเดียวกันนั้น อยู่ที่ 226,600 ล้านดอลลาร์ ส่วนรัสเซียอยู่ที่ 37,700 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อมูลนี้ AVIC จะติดอันดับ 6 ผู้ผลิตอาวุธของโลก โดยประเมินว่าขายอาวุธได้ 20,100 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2560 ส่วนบริษัท ไชน่านอร์ทอินดัสตรีส์กรุ๊ปคอร์ปอเรชัน (NORINCO) ที่เน้นด้านระบบภาคพื้นดิน จะติดอันดับ 8 ด้วยยอดขายประมาณ 17,200 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีก 2 บริษัทของจีนที่รายงานกล่าวถึงคือ ไชน่าอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีกรุ๊ปคอร์ปอเรชัน (CETC) และไชน่าเซาท์อินดัสตรีส์กรุ๊ปคอร์ปอเรชัน (CSGC) มียอดขายประมาณ 12,200 ล้านดอลลาร์ และ 4,600 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า อุตสาหกรรมอาวุธของจีนพัฒนาถึงจุดที่มีความต้องการอาวุธของจีนจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งทำให้จีนติดอันดับ 5 ผู้ส่งออกอาวุธของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทียนระบุว่า ความสำเร็จในการส่งออกอาวุธของจีนตัวอย่างหนึ่งคือด้านอากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) หรือโดรน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการสู้รบทั้งที่ลิเบียและเยเมน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกอาวุธมากขึ้นของจีนเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงของการแพร่กระจายอาวุธ เนื่องจากจีนไม่ได้ลงนามข้อตกลงด้านการควบคุมอาวุธต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ รวมถึงสนธิสัญญาการค้าอาวุธที่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติปี 2556.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55641</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ซิปรี, ผู้ผลิตอาวุธ, สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม, อันดับ 2 ของโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2eed7b6e48d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 21:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัสเซียแซงอังกฤษ ขึ้นผลิตอาวุธมากอันดับ 2 ของโลก รองแค่สหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัสเซียแซงหน้าอังกฤษขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตามรายงานผลการศึกษาของสถาบันวิจัยด้านสันติภาพนานาชาติแห่งสตอกโฮล์ม (ซิปรี) ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เครื่องบินมิก-31 ติดตั้งมิสไซล์คินซาล บินเหนือจัตุรัสแดงในกรุงมอสโก เนื่องในวันแห่งชัยชนะเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 อ้างแถลงการณ์ของไซมอน วีเซอแมน นักวิจัยอาวุโสของซิปรี ว่าบริษัทผลิตอาวุธของรัสเซียมียอดการค้าขายอาวุธที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญมานับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มค่าใช้จ่ายของรัสเซียในการจัดหาอาวุธเพื่อปรับปรุงกองทัพของรัสเซียให้ทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของซิปรีกล่าวว่า ในปี 2560 รัสเซียมีบริษัทด้านอาวุธ 10 บริษัท ติดอยู่ในบัญชี 100 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตอาวุธและทำงานให้กองทัพของซิปรี โดยมียอดขายอาวุธ 9.5% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกัน 37,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,237,960 ล้านบาท) ซึ่งทำให้รัสเซียขยับขึ้นเป็นผู้ผลิตอาวุธมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แทนที่อังกฤษซึ่งครองอันดับนี้มานับแต่ปี 2545&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับ 1 โดยมีบริษัทผลิตอาวุธติดอยู่ใน 100 อันดับแรกของซิปรี ถึง 42 บริษัท และมียอดขายรวมกันเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2560 โดยอยู่ที่ 226,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,440,360 ล้านบาท) คิดเป็น 57% ของทั้งโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอด เฟลอรองต์ ผู้อำนวยการโครงการอาวุธและการใช้จ่ายทางทหารของซิปรี กล่าวว่า บริษัทของสหรัฐได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการอาวุธอย่างต่อเนื่องของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามผลการศึกษาของซิปรี บริษัท ล็อกฮีดมาร์ติน ของสหรัฐ ยังคงเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่ผ่านมา โดยสามารถขายอาวุธได้มูลค่า 44,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,474,020 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ปี 2560 ก็เป็นครั้งแรกที่บริษัทอาวุธของรัสเซียติดอยู่ใน 10 อันดับแรก นั่นคือบริษัท อัลมาซ-อันเตย์ ที่มียอดขายอาวุธเพิ่มขึ้น 17% ในปี 2560 โดยมีมูลค่า 8,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 282,365 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ตกมาอยู่อันดับ 3 ของโลก และมียอดขายรวมกัน 35,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,172,120 ล้านบาท) โดยบริษัท บีเออีซิสเต็มส์ ของอังกฤษ เป็นบริษัทขนาดใหญ่อันดับ 4 ใน 100 อันดับของซิปรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันจากสวีเดนแห่งนี้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ยอดขายอาวุธของบริษัทผลิตอาวุธจากตุรกี เพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อปี 2560 โดยปีเตอร์ วีเซอแมน นักวิจัยของซิปรีอีกคนหนึ่ง ชี้ว่า สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของรัฐบาลตุรกี ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาวุธของตุรกีเพื่อตอบสนองความต้องการอาวุธเพิ่มมากขึ้นของประเทศและพึ่งพาผู้จัดหาอาวุธจากต่างชาติน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ซิปรีไม่ได้รวมจีนในการศึกษาฉบับนี้ด้วย เนื่องจากไม่สามารถหาข้อมูลได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23940</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, ซิปรี, รัสเซีย, สถาบันวิจัยด้านสันติภาพนานาชาติแห่งสตอกโฮล์ม, อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181210/image_mid_5c0e7613f1246.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 22:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แซงก์ชันทำพิษ รัสเซียลดงบกลาโหมฮวบฮาบครั้งแรกรอบ 20 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หน่วยงานคลังสมองด้านกลาโหมจากสวีเดนเผย รัสเซียลดงบประมาณใช้จ่ายทางทหารในปี 2560 ลงอย่างฮวบฮาบถึง 20% ซึ่งเป็นการลดงบกลาโหมครั้งแรกในรอบ 20 ปี ผลพวงจากการคว่ำบาตรของโลกตะวันตกที่ทำให้รัฐบาลวลาดิมีร์ ปูติน ต้องรัดเข็มขัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเรียนนายร้อยรัสเซียซ้อมเดินสวนสนามสำหรับวันแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมันซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม ณ จัตุรัสดวอร์ตโซวายา ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 กล่าวว่า การลดงบประมาณด้านกลาโหมของรัสเซียสวนทางกับกลุ่มนาโตที่เพิ่มงบประมาณด้านนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากภาพความเข้าใจว่ามีภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากรัสเซีย โดย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันวิจัยด้านสันติภาพนานาชาติแห่งสตอกโฮล์ม (ซิปรี) กล่าวไว้ในรายงานฉบับล่าสุดว่า&amp;nbsp; แม้จะมีความตึงเครียดสูงขึ้นระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก แต่ปีที่แล้วรัสเซียใช้จ่ายด้านกลาโหมเพียง 66,300 ล้านดอลลาร์ (2.103 ล้านล้านบาท) ลดลง 20% จากปี 2559 เป็นการลดงบกลาโหมครั้งแรกของรัสเซียนับแต่ปี 2541 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซมอน วีเซอแมน นักวิจัยอาวุโสของซิปรี กล่าวว่า รัสเซียยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งกับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย แต่รัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณทางทหาร เนื่องจากมีปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรของโลกตะวันตกตั้งแต่ปี 2557 เพื่อตอบโต้ที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนเข้าเป็นของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วีเซอแมนกล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียไม่แตะต้องงบประมาณด้านกลาโหม แต่เลือกตัดงบในด้านอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา แต่ปีที่แล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นอีก เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปที่รัสเซียจะคงงบกลาโหมไว้ในระดับสูงหรือเพิ่มงบด้านนี้ต่อไป พวกเขาจำต้องเลิกทะนงตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถถัง ที-72 บี3 ของรัสเซีย จอดรอซ้อมพิธีสวนสนามที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงกันข้ามกับชาติสมาชิกองค์การนาโต ซึ่งซิปรีกล่าวว่า งบกลาโหมของ 29 ชาตินาโตรวมกันเมื่อปีที่แล้วมีจำนวนถึง 9 แสนล้านดอลลาร์ (28.56 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นสัดส่วนเกินครึ่ง หรือ 52% ของงบกลาโหมทั้งโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศในภูมิภาคยุโรปตอนกลางและตะวันตก เพิ่มงบกลาโหมปีที่แล้ว 12% และ 1.7% ตามลำดับ สืบเนื่องจากความวิตกต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสหรัฐ ยังคงเป็นประเทศที่ใช้จ่ายงบประมาณทางทหารมากที่สุดในโลก ที่ 6.1 แสนล้านดอลลาร์ (19.35 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่าประเทศที่ใช้งบทหารสูงรองลงมา 7 ประเทศรวมกัน อันได้แก่ จีน, ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อินเดีย, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และญี่ปุ่น ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานคลังสมองอิสระจากสวีเดนแห่งนี้กล่าวด้วยว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลกแตะระดับสูงที่สุดนับแต่สิ้นสงครามเย็น โดยอยู่ที่ 1.739 ล้านล้านดอลลาร์ (55.18 ล้านล้านบาท).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8383</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลาโหม, คว่ำบาตร, งบทหาร, ซิปรี, รัสเซีย, ลดงบ, แซงก์ชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9d401f13b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
