<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธนินท์&#039; นำ ซีพี คิกออฟปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน 10 ล้านต้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 กันยายน 2564 &amp;ndash;เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ &amp;nbsp;นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร นายณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส พร้อมด้วย นายธนิศร์ เจียรวนนท์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ และประสานธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ บมจ.สยามแม็คโคร ได้ร่วมกันร้อยเรียงความดีในวันโอโซนโลก 16 กันยายน ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการช่วยกันปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน &amp;nbsp;ซึ่งเครือซีพีได้ร่วมรณรงค์ด้วยการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ลงดินเพื่อลดโลกร้อนและคืนโอโซนให้ชั้นบรรยากาศ &amp;nbsp;ผ่านโครงการ &amp;ldquo;ซีพี ร้อยรักษ์โลก&amp;rdquo; ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ &amp;nbsp;จังหวัดนครราชสีมา &amp;nbsp;ถือเป็นต้นแบบนำร่องขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) โดยทุกบริษัทในเครือ &amp;nbsp;อาทิ บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร &amp;nbsp;หรือ ซีพีเอฟ บมจ. ซีพี ออลล์ &amp;nbsp;บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บจ. เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม หรือ โลตัส บมจ. สยามแม็คโคร ฯลฯ จะต้องร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในช่วยลดโลกร้อนด้วยการปลูกต้นไม้ยืนต้นในพื้นที่ของบริษัท โรงงาน รวมถึงในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศให้ครบตามเป้าหมายที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เครือซีพีมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือจะต้องขับเคลื่อนนโยบายปลูกต้นไม้ให้ได้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 &amp;nbsp;ซึ่งผู้บริหารและพนักงาน 4.5 แสนคนในทุกกลุ่มธุรกิจของเครือทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกจะต้องเป็นพลังสำคัญเพื่อการบรรลุเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) โดยกิจกรรมปลูกต้นไม้ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับสังคมและโลก การริเริ่มปลูกต้นไม้ยืนต้นของเครือซีพีในวันโอโซนโลกเพื่อนำร่องเป็นต้นแบบให้ทุกบริษัทในเครือเห็นถึงความสำคัญของนโยบายปลูกต้นไม้ลดโลกร้อนที่เครือซีพีได้ประกาศความมุ่งมั่น &amp;nbsp;และเพื่อตอกย้ำถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน &amp;nbsp;โดยต้นไม้ที่ได้นำมาปลูกลงดินในกิจกรรมครั้งนี้มาจากโครงการซีพีร้อยรักษ์โลกที่เครือซีพีสร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกรและชาวชุมชนชนบทมีรายได้จากการดูแลกล้าไม้ทดแทนรายได้หลักที่หายไปจากวิกฤติโควิด-19 ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกล้าไม้ในโครงการซีพีร้อยรักษ์โลกประกอบด้วย 1.ไม้ป่าเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ได้แก่ ต้นแดง ต้นพยูง ต้นประดู่ป่า ต้นมะค่าโมง ต้นชิงชัน ต้นสักทอง ต้นพยอม ต้นยางนา ต้นเก็ดแดง ต้นแคนา 2.ไม้ท้องถิ่น ได้แก่ ทองอุไร มะม่วงหิมพานต์ &amp;nbsp;3.ไม้ป่าชายเลน &amp;nbsp;ได้แก่ โกงกาง ลำพู ฝาดแดง/ฝาดขาว &amp;nbsp;และ 4.ไม้ผลกินได้ ได้แก่ มะม่วง(น้ำดอกไม้) กล้วยน้ำว้า ขนุน ฝรั่ง ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี, ปลูกต้นไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142b6676272d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กว่า 100 องค์กร ผนึกพลัง  ซีพี - ซีพีเอฟ ส่งข้าว 2 ล้านกล่อง “ครัวปันอิ่ม”  พลังใจสู่ชุมชนชาวกรุง สู้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย&amp;nbsp; เราได้เห็นธารน้ำใจจากคนไทยที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน&amp;nbsp; โครงการ &amp;quot;ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19&amp;quot; เป็นอีกหนึ่งพลังน้ำใจที่ยิ่งใหญ่จากพันธมิตรเครือข่ายมากกว่า 100 องค์กร ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ อาสาแจกจ่าย ข้าวกล่องปรุงสุกใหม่ 2 ล้านกล่อง ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนในกว่า 40 ชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ องค์กรภาครัฐ พันธมิตรเอกชน มูลนิธิ กลุ่มจิตอาสา หน่วยงานต่างๆ ภาคประชาสังคม ตลอดจนเครือข่ายสื่อมวลชนต่างๆ มากกว่า 100 แห่ง มาร่วมไม้ร่วมมือกันกับซีพี ซีพีเอฟ ข้าวตราฉัตร ซีพี อินเตอร์เทรด ช่วยส่งมอบความอร่อย แบ่งปันความสุขให้ชาวชุมน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล กองทัพเรือ โรงเรียนสุวรรณาราม&amp;nbsp; กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการกองทัพไทย จิตอาสา 904 หมอแล็บแพนด้า เพจเราต้องรอด&amp;nbsp; โรงเรียนสุวรรณาราม การเคหะแห่งชาติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิธนินท์-เทวี เจียรวนนท์ มูลนิธิิอริยวรารมย์ มูลนิธิพุทธรักษา โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ MQDC อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวอร์ค และทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล&amp;nbsp; สื่อมวลชน เครือมติชน เครือเนชั่น สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เกษตรก้าวไกล เกษตรทำกิน&amp;nbsp; สำนักข่าวท็อปนิวส์&amp;nbsp; ตลอดจนพลังอาสาของชาวชุมชน ร่วมเป็นสะพานบุญ และภาคีเครือข่ายอาสากับซีพี-ซีพีเอฟ ช่วยแจกจ่ายข้าวกล่องจาก &amp;quot;ครัวปันอิ่ม&amp;quot; 2 ล้านกล่อง ให้ถึงชุมชนทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; เรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกชีวิต คือ การได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยอย่างเพียงพอ อาหารจากครัวปันอิ่ม ช่วย ชาวชุมชนหลายแห่งในเขตบางกอกน้อยได้อิ่มท้องมีแรงสู้กับวิกฤตครั้งนี้ การมาร่วมด้วยช่วยกันในวันนี้ เป็นปรากฎการณ์ที่น่าประทับใจ และเชื่อว่าพลังของทุกคนที่ช่วยให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้าน นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม.กล่าวว่า พม.ดีใจที่ได้เห็นความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการแจกจ่าย อาหารกล่อง จาก &amp;quot;ครัวปันอิ่ม&amp;quot; และสิ่งของจำเป็นให้ถึงมือพี่น้องประชาชน และผู้ป่วยโดยตรง เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องชาวชุมชนทั่วกรุงเทพแล้ว ยังมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ดี ความร่วมมือของคนไทยทุกภาคส่วน จะช่วยให้สังคมไทยสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะที่ ตัวแทนสื่อมวลชนที่มาร่วมนำส่งมอบความอิ่มท้องให้กับชาวชุมชน อย่าง นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้อำนวยการใหญ่ เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เครือเนชั่นยินดีที่เครือซีพี-ซีพีเอฟ นำอาหารอุ่นร้อนพร้อมทานมาร่วมกับโครงการ &amp;quot;เนชั่นปันน้ำใจ&amp;quot; เพื่อช่วยเหลือสังคมที่ในวันนี้ได้รับความเดือดร้อนในทุกมิติ และดีใจเห็นพลังน้ำใจของคนไทยที่ออกมาช่วยเหลือคนที่ลำบาก เชื่อว่าอีกไม่นานประเทศไทยจะก้าวผ่านวิกฤติในครั้งนี้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ นายรัฐวิทย์ มงคลสกุลพัชร์ ผู้แทนชุมชนบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ส่งอาหารการกินมาช่วยบรรเทาทุกข์ให้ชาวชุมชนของเราได้อย่างมาก&amp;nbsp; ในชุมชนมีทั้งคนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ รวมทั้งคนที่กักตัวอยู่ในบ้าน อาหารพร้อมทานช่วยชาวชุมชนมีกำลังใจมากขึ้นที่ได้เห็นหลายภาคส่วนเห็นใจและกองหนุนในยามวิกฤตนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า วิกฤติในวันนี้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทยรุนแรงมาก ซีพี-ซีพีเอฟ ขอขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมโครงการฯ อาสาแจกจ่ายอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกวันให้ถึงมือพี่น้องชาวชุมชนได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤติ เป็นการรวมพลังของคนไทยที่มาช่วยกันแบ่งปันความสุขจากการได้รับประทานอาหารดี อร่อย มีคุณค่า ซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โครงการ &amp;quot;ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19&amp;quot; เป็นการผนึกพลังจากพันธมิตรภาคีเครือข่ายกว่า 100 องค์กร นำข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมทาน 2 ล้านกล่อง ซึ่งประกอบด้วย 1 ล้านกล่องแรกมาจากร้านอาหารรายย่อยในกทม. และปริมณฑล และอีก 1 ล้านกล่องสมทบอาหารปรุงสุกจากเครือซีพี - ซีพีเอฟ เป็นอาหารที่ปรุงใหม่ สุก สะอาด ถูกสุขอนามัย รวม 2 ล้านกล่อง เพื่อให้ชุมชนได้อิ่มอร่อย และมีคุณค่า พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนให้ร้านอาหารรายย่อยในชุมชนอยู่ได้ โดยมีภาคีเครือข่ายทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารในพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงชุมชนและลดการแออัด โดยประชาชนไม่ต้องออกจากที่พักอาศัย ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาดได้ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115293</URL_LINK>
                <HASHTAG>100 องค์กร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าวกล่องปรุงสุกใหม่ 2 ล้านกล่อง, ข้าวตราฉัตร, ครัวปันอิ่ม, ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19, ซีพี, ซีพี อินเตอร์เทรด, ซีพีเอฟ, นายจุติ ไกรฤกษ์, นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ, นายรัฐวิทย์ มงคลสกุลพัชร์, นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​, พันธมิตรเครือข่าย, พันธมิตรเอกชน, องค์กรภาครัฐ, เครือข่ายสื่อมวลชน, เครือเจริญโภคภัณฑ์, เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น, เนชั่นปันน้ำใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f31ec750d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รามคำแหง-ซีพี -รพ. นพรัตน์ราชธานี&#039; ร่วมเปิดศูนย์พักคอย 170 เตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ย.64 - &amp;nbsp;ม.รามคำแหง จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เปิดศูนย์พักคอย (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; ขนาด 170 เตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยสำนักงานเขตบางกะปิและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นหน่วยคัดกรองผู้เข้าพัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เอนก &amp;nbsp;เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ภายในมหาวิทยาลัยรามเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ณ อาคารพิริยราม ชั้น 2 &amp;nbsp;พร้อมกับกล่าวว่า &amp;nbsp;วิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความรัก สามัคคี และการช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกันของภาครัฐและเอกชน ที่พร้อมจะร่วมมือกันทำให้ประโยชน์ในด้านต่างๆที่ให้แก่ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมในทุกวงการอาชีพแล้ว ยังมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ โดยครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ให้ใช้จัดตั้งศูนย์พักคอย &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; พร้อมประสานความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการปรับปรุงพื้นที่ และดำเนินการด้านสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย และสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุน ทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้กับวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งสำนักงานเขตบางกะปิ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ โดยใช้อาคารยิมเนเซียม 1 บริเวณใกล้ประตูทางออกด้านหลัง ม.ร. เป็นสถานที่ดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 170 เตียง และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพิ่มเติม ทางมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายพร้อมจะดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการปรับปรุงด้านสถานที่ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย โดยสำนักงานเขตบางกะปิ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง รายชื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยรามคำแหง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.มานัส &amp;nbsp;โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยินดีที่ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ประสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยรองรับผู้ติดเชื้อที่มีเป็นจำนวนมาก กรมการแพทย์ยินดีให้การสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ระดมจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานรับส่งต่อเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุภกิต &amp;nbsp;เจียรวนนท์ &amp;nbsp;ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19ที่ยังคงระบาดรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลสนามมีไม่เพียงพอรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้มีจำนวนเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งวันนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สร้างศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์พักคอยแห่งนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของประเทศ และขอขอบพระคุณ กรมการแพทย์ สำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเปลี่ยนโรงยิมเนเซียม 1 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้เป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมในยามที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมบูรณ์ &amp;nbsp;ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นแห่งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเข้ามาช่วยในเรื่องการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย ถือเป็นการให้บริการเชิงรุกของโรงพยาบาล ช่วยสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะของโรคที่รุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ความห่วงใยสังคมและประชาชน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ช่วยส่งเสริมสังคมและประชาชนไทยมาโดยตลอด ตลอดจนสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการสร้างศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation หรือ CI) ระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ต้องการเข้าพักที่ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์โควิดมหาวิทยาลัยรามคำแหง โทร. 0-2310-8101 หรือที่ Call Center สายด่วน 1330 สปสช. และ &amp;quot;สายด่วนโควิด&amp;quot; ของเขตบางกะปิ 0-2483-5001&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115288</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ซีพี, ม.รามคำแหง, รพ.นพรัตนราชธานี, ศูนย์พักคอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f280ed0944.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.-ซีพี-ซีพีเอฟ-ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบข้าวกล่องครัวปันอิ่ม 2 ล้านกล่อง ช่วยชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิพันธ์ นันทศุภกร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร ร่วมรับมอบข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทานและหน้ากากอนามัย จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และพันธมิตร สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อส่งมอบแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วยแบ่งเบาภาระและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ และ นางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมส่งมอบ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สีแดงซึ่งมีผู้เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงผู้ติดเชื้อที่ทำ Home Isolation อยู่ที่บ้าน แต่ยังมีคนตกงาน ผู้ขาดรายได้ และกลุ่มเปราะบาง ที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่างๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณภาคเอกชนอย่างเครือซีพี-ซีพีเอฟที่นำโครงการครัวปันอิ่มมาแบ่งปันอาหารให้เข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ประชาชนได้อย่างมาก รวมถึงร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้ในช่วงนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่าการระบาดในระลอกที่ 3 ค่อนข้างรุนแรง เครือซีพีและซีพีเอฟ จึงดำเนินโครงการครัวปันอิ่ม พร้อมได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลายหน่วยงาน ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมถึง ศูนย์พักคอย รพ.สนาม รวมถึง สำนักงานเขตหลายแห่ง อาทิ เขตพระนคร หนองจอก มีนบุรี สวนหลวง บางกอกน้อย และ ประเวศ ที่ช่วยกระจายอาหารจากครัวปันอิ่มให้ถึงมือประชาชนในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารอร่อย สะอาด ปรุงสุกใหม่ทุกเช้า เป็นกำลังใจและเติมกำลังกายให้ทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางกรรณิการ์ หยกเล็ก ประธานชุมชนราชบพิธพัฒนากล่าวขอบคุณ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเครือซีพีและซีพีเอฟที่นำอาหารมามอบแก่คนในชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทั้งตกงานและรายได้ลดลง โดยเฉพาะในระลอก 3 ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ในชุมชนมีผู้กักตัว ตลอดจนกลุ่มเสี่ยงอยู่เป็นจำนวนมาก อาหารเหล่านี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าอาหารในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19&amp;Prime; เป็นการผนึกกำลังเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับพันธมิตรกว่า 100 องค์กร ส่งมอบข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทาน จำนวน 2 ล้านกล่อง ประกอบด้วย 1 ล้านกล่องแรกมาจากร้านอาหารรายย่อยในกทม. และปริมณฑล และอีก 1 ล้านกล่องมาจากซีพีเอฟ เป็นอาหารที่ปรุงใหม่ สุก สะอาด ถูกสุขอนามัย มีเมนูอาหารที่หลากหลาย โดยเครือข่ายจิตอาสา มูลนิธิ และหน่วยงานพันธมิตร จะรับอาหารไปกระจายสู่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ขาดรายได้ ว่างงาน กลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่กักตัวดูอาการ และผู้ที่รักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation ในชุมชนต่างๆ ตลอดจนช่วยอุดหนุนธุรกิจร้านอาหารรายย่อยในกรุงเทพให้มีรายได้ในสถานการณ์นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19, ซีพี, ซีพีเอฟ, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612359c197305.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนินท์&#039; เคลียร์ชัด &#039;ซีพี&#039;ไม่เกี่ยวสั่งซื้อซิโนแวค </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 15 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา นายธนินท์ เจียรวนนท์ ให้สัมภาษณ์ในรายการสุทธิชัยไลฟ์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;มุมมองธนินท์ เจียรวนนท์ โควิดกับทางออกของประเทศไทย&amp;rdquo;โดยพิธีกรคือ นายสุทธิชัย หยุ่น เปิดประเด็นว่า ได้สัมภาษณ์บุคคลจากหลายภาคส่วน และ วันนี้จะเป็นการพูดคุยกับนายธนินท์ในบทบาทภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และ แนวโน้มทางเศรษฐกิจของไทย ที่นายธนินท์ เน้นย้ำว่า เป็นหัวเลี้ยว หัวต่อของประเทศไทย ซึ่งวิกฤตโควิดเป็นเหมือนสงครามโลก (โรค) ครั้งที่ 3 ก็ว่าได้ เพราะทุกประเทศในโลกได้รับผลกระทบทั้งหมด แต่หากประเทศใดปรับตัวได้ ก็จะก้าวกระโดด แต่หากประเทศไทยขาดนโยบายที่มีความพร้อม และมีการเปลี่ยนแปลงไม่เร็วพอ ก็จะตกขบวน ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ในสถานการณ์ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง และยังไม่แน่ใจว่า ฟ้าจะกลับมาสว่างอีกครั้งเมื่อใด ทั้งนี้ นายธนินท์ ได้กล่าวถึง 4 ประเด็น ที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) ปากท้อง 2) ป้องกัน 3) รักษา 4) อนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นแรกคือเรื่อง &amp;ldquo;ปากท้อง&amp;rdquo; โดยนายธนินท์กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน คนได้รับความลำบากมาก คนลำบากในต่างจังหวัด ยังพอมีญาติ มีอาหารมาแบ่งปัน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ยังพอประทังชีพได้ แต่คนมีรายได้น้อยในเมือง และคนที่มีภาระ เมื่อเจอเข้ากับวิกฤตที่ต้องกักตัว ไปทำงานไม่ได้ จะทำให้ลำบากมาก แม้กระทั่งอาหาร บางครั้งยังไม่เพียงพอ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ภาครัฐต้องมีมาตรการมาดูแล แต่ในส่วนของภาคเอกชน เราทำได้เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ โดยเครือซีพี มีโครงการครัวปันอิ่ม แจกอาหาร 2 ล้านกล่อง ในเวลา 2 เดือน ร่วมกับ 100 พันธมิตรอาสาสมัคร ไปแจกให้กับชุมชน โดยอาหารจำนวน 1 ล้านกล่องจากจำนวนทั้งหมด จะสั่งซื้อจากร้านอาหาร ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และ ขนาดจิ๋ว เป็นเป็นการช่วยเหลือจากปัญหาร้านถูกปิด เพื่อให้ร้านต่าง ๆ พออยู่ได้ และ ยังช่วยให้ชุมชนต่าง ๆ ที่ลำบาก เข้าถึงอาหาร และ หน้ากากอนามัย ที่แจกในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ จะทำการคัดเลือกร้านที่สะอาด ปลอดภัย และช่วยโปร โมทร้านอาหาร พร้อมใส่เบอร์โทร หากใครสนใจก็สั่งซื้อจากร้านได้โดยตรงอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่สองคือ &amp;ldquo;ป้องกัน&amp;rdquo; โดยนายธนินท์ เน้นความสำคัญของวัคซีน ยิ่งฉีดได้ครอบคลุมรวดเร็วมากเท่าไหร่ ก็จะลดผลกระทบได้มากเท่านั้น ตัวอย่างมีให้ดูหลายประเทศ เช่น อังกฤษ พอฉีดได้จำนวนมาก ก็กลับมาเปิดประเทศ ถึงแม้ว่าจะติดเชื้อเพิ่ม แต่ก็ไม่ตาย ไม่เจ็บหนัก ก็จะทำให้ประเทศสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งต้องตั้งเป้าหมายฉีดให้ครบ 100% ไปเลย โดยนำเข้าวัคซีนทุกยี่ห้อ ในตอนหนี่งของการสัมภาษณ์ นายสุทธิชัย หยุ่น ได้ถามว่า นายธนินท์ หรือซีพี มีส่วนในการนำเข้าวัคซีนซิโนแวคของรัฐบาลหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายธนินท์ ได้ตอบอย่างเคลียร์ชัดว่า ไม่เกี่ยวข้องแน่นอน เพราะการผลิตวัคซีนทั้งหมดของซิโนแวคต้องส่งให้กับรัฐบาลจีน และต่อให้เอกชนอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ พนักงานเครือซีพีในประเทศจีน ยังไม่สามารถซื้อซิโนแวคมาฉีดให้พนักงานได้เลย ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจีนทั้งหมด นายธนินท์กล่าวเสริมที่มาของประเด็นซิโนแวคว่า ตอนที่บริษัทซิโนแวคตั้งต้นจะทำวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีเงินไม่พอ ต้องการระดมทุนเพิ่ม หลานชายซึ่งรู้จักกับหมอและนักวิจัยด้านยา ก็ได้รับเชิญชวนให้เข้าไปช่วยลงทุนในยามที่บริษัทนี้เงินไม่พอ ซึ่งต่อมาบริษัทนี้ซึ่งอยู่ในเครือฯของซิโนแวคก็ให้เป็นหุ้นบริษัทคืนแก่หลานชายในประเทศจีนมา 15% ในอัตราเท่ากับนักวิจัยที่มีหุ้นกันละ 15% ซึ่งในช่วงนั้น จริง ๆ เป็นการช่วยเหลือนักวิจัยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ &amp;nbsp;แต่ไปสั่งการอะไรไม่ได้ จะขอซื้อวัคซีนก็ทำไม่ได้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในประเทศไทย ซีพียังต้องสั่งซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มมา 1 แสนโด้ส มาดูแลพนักงานของบริษัทเอง โดยซื้อจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะซื้อตรงก็ยังทำไม่ได้ เพราะวัคซีน ถูกควบคุมทั้งหมด นอกจากนี้ วัคซีนทุกยี่ห้อ หากผู้ผลิต กล้าฉีดให้คนประเทศของเขา ก็มั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัยระดับสูง โดยนายธนินท์เอง ก็ฉีดวัคซีน แอสตร้าซินิก้า เพราะคนอังกฤษฉีดกัน ยอดผู้ป่วยหนัก และ ผู้เสียชีวิตก็ยังน้อย ดังนั้น ต้องนำเข้าวัคซีนหลาย ๆ ยี่ห้อ เข้ามาฉีด ของทางอเมริกา ยุโรป ก็มีเทคโนโลยีที่ดี และประเทศเหล่านั้นได้ฉีดให้คนของเขาจำนวนมาก เราจะกลัวอะไร ยิ่งมีทางเลือกมาก ประชาชนก็มั่นใจ และ ฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่สามคือ &amp;ldquo;รักษา&amp;rdquo; โดยกล่าวถึง การรักษาที่ต้องเร็ว ถึงแม้ว่าผู้ป่วย 90% หายได้ด้วยการดูแลตัวเอง แต่การที่ผู้ป่วยต้องอยู่บ้านเป็น Home Isolation มากขึ้น ยังจำเป็นต้องดำเนินการคู่กับหมอทางไกล Telehealth และต้องเข้าถึงยาโดยเร็ว หากคนไข้ได้ปรึกษาอาการกับหมอ มีหมอออนไลน์ จะมีกำลังใจ นอกจากนี้นายธนินท์ได้ย้ำว่าเรื่องการเข้าถึงยามีความสำคัญอย่างมาก อย่ารอให้คนไข้มีอาการหนัก และควรกระจายยาอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอน ยุคนี้ต้องเร็วและมีคุณภาพ สำหรับเครือซีพี คงช่วยได้บ้างในเรื่องการปลูกฟ้าทะลายโจรในโครงการ ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร แจกฟรี 30 ล้านเม็ด ในพื้นที่ 100 ไร่ ใน 100 วัน เราจะปลูกเพื่อแจกจ่ายฟรี เพราะตอนนี้ฟ้าทะลายโจรขนาดตลาดมาก เป็นเพียงเข้าไปเสริมในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการเดิมไม่กระทบ ดังนั้น เราเป็นการเติมซัพพลาย เข้าไปลดความขาดแคลนเท่านั้น โดยเป็นการแจกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแน่นอน โดยจะปลูกโดยควบคุมเป็นแบบปลอดสารพิษทั้งหมด และจะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน โดยมีอิสระในการปลูก การขาย และขยายผล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ทั้งนี้ การบริโภคฟ้าทะลายโจร ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของสาธารสุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่ 4 คือ &amp;ldquo;อนาคต&amp;rdquo; ซึ่งนายธนินท์ ชี้ประเด็นประเทศไทยเสี่ยงถดถอย หากภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดจิ๋ว เล็ก กลาง ใหญ่ ล้วนได้รับผลกระทบ และหากต้องล้มหาย ตายจากไป หลังพ้นวิกฤต บริษัทที่จะจ่ายภาษีให้ประเทศได้จะมีจำนวนลดน้อยลง และเครื่องจักรเศรษฐกิจ เช่น ท่องเที่ยว ส่งออก จะใช้เวลาฟื้นตัวช้า หากมีการปิดกิจการไปแล้ว ดังนั้น ต้องดูแลให้ธุรกิจทุกระดับอยู่รอด และ ปรับตัวสู่ธุรกิจอนาคต โดยเฉพาะ ธุรกิจ 4.0 และที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมเรื่องคน วันนี้ประเทศไทยแข่งเรื่องแรงงานราคาถูก กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้แล้ว เพราะเรายังต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ไทย ต้องขยับไปสู่ธุรกิจไฮเทค แต่ก็ตามมาเรื่องคน คนเราพร้อมหรือไม่ รัฐบาลพูดไป แต่ยังขับเคลื่อนได้ช้า เราต้องออกไปเชิญชวนการลงทุน มาเพื่อสร้างงานในประเทศไทย ดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่ไปประเทศเพื่อนบ้าน ทุกบริษัทระดับโลกด้านไฮเทค ล้วนเนื้อหอม ทุกประเทศอยากดึงบริษัทเหล่านี้ไปลงทุนในประเทศกันทั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วประเทศไทย จะมีมาตรการเชิงรุกอะไร ในการไปดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามา ดึงคนเก่งทั่วโลก มาอยู่เมืองไทย มาใช้จ่ายที่ประเทศไทย มาจ่ายภาษีให้ประเทศไทย เหมือนเช่นอเมริกา ดึงคนยุโรป จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไปอยู่อเมริกา หรือ คนสิงค์โปร์มีประชากรครึ่งหนึ่ง เป็นคนจากต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน เศรษฐกิจใหม่ ก็จะเกิดขึ้น แต่ที่พูดมาทั้งหมด ต้องทำควบคู่กันทั้งหมด ยามมืดสุด ต้องคิดว่า เมื่อสว่างแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น ทั้ง 4 ประเด็น ตั้งแต่ปากท้องที่ต้องดูแล ป้องกันโดยการหาวัคซีนให้มากและเร็วที่สุด หากเอกชนจะช่วยนำเข้า รัฐควรรีบสนับสนุน วัคซีนยี่ห้อไหนดี ต้องพยายามนำเข้ามาทั้งหมด การรักษาที่ต้องรวดเร็ว ต้องเข้าถึงยา อย่าปล่อยให้หนัก และสุดท้ายคือ ต้องมองเรื่องอนาคตควบคู่ ทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน ในยามวิกฤต จะใช้ขั้นตอนแบบเดิมไม่ได้ ต้องรวดเร็วและมีคุณภาพ นายธนินท์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤตครั้งนี้คือ ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง การปรับตัว หากใครไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้ ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือเล็ก ประเทศใดปรับตัวได้จะเป็นผู้นำใหม่ ประเทศที่เคยเป็นผู้นำ หากปรับตัวไม่ได้ ก็จะกลายเป็นผู้ตาม และนี่แหละ คือ สงครามโลก(โรค) ครั้งที่ 3 ที่ทุกหย่อมหญ้า ได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113465</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี, ธนินท์ เจียรวนนท์, วัคซีนซิโนแวค, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119ff2c13e34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว &#039;ซีพี&#039;ปลูกฟ้าทะลายโจร100 ไร่ เตรียมทำยาแจก 30 ล้านแคปซูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 สิงหาคม 2564 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยในปัจจุบัน ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตพบผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายภาคส่วนต้องร่วมผนึกกำลังกันมาช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ให้ได้ไปด้วยกัน เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด และได้จัดทำโครงการต่างๆช่วยเหลือเร่งด่วนมาตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา จนถึงการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2564 ที่เครือซีพีได้ให้การสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข ตลอดจนการบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือฯได้ประกาศความตั้งใจเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ที่จะเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ด้วยการจัดตั้งโครงการ &amp;quot;ปลูกฟ้าทะลายโจร100 ไร่ 100 วัน&amp;quot; เพื่อผลิตยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจรจำนวน 30 ล้านแคปซูลแจกจ่ายฟรีให้ประชาชน พร้อมย้ำว่า ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม ตามที่สาธารณสุขกำหนด และสุดท้ายแล้ว การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และการป้องกันที่ดีที่สุดคือการเร่งฉีดวัคซีน โดยต้องเร่งจัดหาวัคซีนที่มีความหลากหลาย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการออกไปติดเชื้อ แต่เมื่อติดโควิดแล้ว เริ่มมีอาการมากขึ้น ก็ต้องเข้าถึงยาจากแพทย์อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่จะเป็นตัวสู้กับเชื้อไวรัส คือภูมิคุ้มกันของเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) เปิดเผยว่า โครงการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโสเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ตระหนักว่าขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรง และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดูแลรักษาเบื้องต้นสามารถใช้ยาฟ้าทะลายโจรเพื่อช่วยลดภารกิจของสาธารณสุขและบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ ประธานอาวุโสซีพีจึงมีนโยบายให้เครือซีพีซึ่งมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้อย่างเร่งด่วนทำหน้าที่เป็นทัพเสริมช่วยหนุนการปลูกและผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ขณะนี้กำลังขาดแคลน ด้วยสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรพืชสมุนไพรไทยที่สามารถใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอ เจ็บคอ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้านการอักเสบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจกจ่ายยาฟ้าทะลายโจรให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ระหว่างรอเข้ารับการรักษา และกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง มีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ ทำให้ความต้องการยาฟ้าทะลายโจรมีเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาฟ้าทะลายโจรขาดตลาด และเพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้นในช่วงนี้ เครือซีพีจึงดำเนินโครงการ &amp;quot;ปลูกฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ 100 วัน&amp;quot; ขึ้นมาและเริ่มดีเดย์เพาะปลูกวันแรกตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 ในพื้นที่ จ.สระบุรี โดยระดมอาสาสมัครและพนักงานในเครือซีพีมาร่วมปลูกให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันกำหนดภายใน 100 วัน ตามเป้าหมายที่ซีพีต้องการส่งมอบยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรชุดแรก 30 ล้านเม็ดแจกจ่ายไปยังชุมชนและประชาชนทั่วไป โดยจะเริ่มส่งมอบได้ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุเมธ กล่าวว่า ซีพีได้ศึกษากระบวนการขั้นตอนตั้งแต่สายพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกจนถึงการผลิตและบรรจุที่มีการดำเนินการอย่างเป็นมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) &amp;nbsp;โดยเราได้นำสายพันธุ์จากทั่วทุกภาคมาทำการศึกษาทั้งเมล็ดพันธุ์และกล้าพันธุ์เพื่อพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบของประเทศไทย เพื่อในอนาคตจะได้มอบพันธุ์ที่ศึกษาไว้ทั้งหมดแก่เกษตรกรและชาวบ้านทั่วไปนำไปขยายพันธุ์เพาะปลูกรวมทั้งให้คำแนะนำเทคนิคในการเลี้ยงดูและการปลูกให้ได้ผลด้วย โดยหลังจากผ่านการขอพิจารณาแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กาหนด หรือ GAP ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;ทั้งนี้ เครือซีพีจะถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบทั้งการเพาะปลูกและการดูแลรักษาฟ้าทะลายโจร รวมทั้งการส่งมอบพันธุ์เพาะปลูกทั้งหมดที่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และศึกษาไว้ให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วไป และเกษตรกรไทยที่สนใจนำไปปลูกได้ด้วยตัวเองเพื่อสร้างเสริมเป็นรายได้ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆกับเกษตรกร สามารถนำไปปลูกได้อิสระเพราะเชื่อว่าเมื่ออนาคตตลาดสมุนไพรไทยขยายและเติบโตขึ้น ความต้องการฟ้าทะลายโจรจะมีมากขึ้นในไทย รวมทั้งหลายประเทศในภูมิภาคนี้ และอาจขยายได้ทั่วโลก องค์ความรู้เหล่านี้ทั้งหมดก็จะส่งต่อให้เกษตรกรไทยต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟ้าทะลายโจรถือเป็นยาสมุนไพรโบราณของไทย เราอยากเทิดทูนถึงองค์ความรู้ด้านตำรับยาไทยที่บรรพบุรุษของเราได้สืบทอดมา ซึ่งจากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญพบว่าแม้แต่การเพาะปลูกพืชตัวนี้ก็ยังถือเป็นพืชที่ต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตัวเอง ซึ่งซีพีจะดำเนินการเพาะปลูกและดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ฟ้าทะลายโจรจึงถือเป็นพืชสมุนไพรที่บรรพบุรุษส่งต่อสืบทอดมาให้เราอย่างแท้จริง&amp;quot;ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 กลุ่มธุรกิจในเครือซีพีได้ระดมสรรพกำลังร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 โดยสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์สื่อสาร และภารกิจด้านสาธารณสุข บริจาคเครื่องมือแพทย์ เต็นท์ความดันลบ เครื่องช่วยหายใจไปแล้วมากกว่า 2,000 โรงพยาบาล ตลอดจนแจกหน้ากากอนามัยที่ซีพีผลิตเองไปแล้วกว่า 16 ล้านชิ้น รวมถึงบรรเทาความเดือดร้อนในชุมชนและกลุ่มผู้เปราะบางต่างๆ จนถึงขณะนี้ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นกลุ่มธุรกิจในเครือซีพีได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนกว่า 100 พันธมิตรต่างๆ ทั้งมูลนิธิ กลุ่มจิตอาสา ภาคประชาสังคมและองค์กรสื่อ ในการผนึกำลังดำเนินโครงการ &amp;quot;ครัวปันอิ่มร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; ส่งมอบข้าวกล่องปรุงสุกถูกหลักโภชนาการจำนวน 2 ล้านกล่องในระยะเวลา 2 เดือน โดยเป็นข้าวกล่องผลิตจากซีพี 1 ล้านกล่อง และอีกส่วนคือซีพีซื้อข้าวกล่องปรุงสุกจากร้านอาหารรายย่อยต่างๆอีก 1 ล้านกล่อง เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 40 ชุมชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตลอดจนยังเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย ขนาดกลางและเล็กได้ดำเนินธุรกิจในช่วงนี้ต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมมือกับพันธมิตรดำเนินการแจกจ่ายข้าวกล่องตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี, ทำยาแจก, ปลูกฟ้าทะลายโจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_6117578869187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รพ.ปิยะเวท&#039; จับมือ&#039; ปตท.-กลุ่มซีพี&#039; เปิดรพ.สนาม 350 เตียง รองรับผู้ป่วยโควิดระดับกลาง ถึง วิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
14ส.ค.64- จากการระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 สายพันธ์เดลต้ารอบล่าสุดที่ทำให้เกิดวิกฤตผู้ป่วยล้นเตียงโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยแม้ว่าภาครัฐได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มและขยายการรักษาให้เข้าถึงผู้ป่วยได้เร็วขึ้นแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อยอดผู้ป่วยสะสมที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกวันโรงพยาบาลปิยะเวทและโรงพยาบาลในเครือบางปะกอกร่วมมือกับกลุ่มปตท.และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขนาด350เตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มระดับสีเหลืองที่โครงการเดอะบาซาร์แบงค็อก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัทโรงพยาบาลปิยะเวทจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า&amp;ldquo;นับตั้งแต่เมื่อโรคโควิด-19มีการแพร่ระบาดในเดือนมีนาคมปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันโรงพยาบาลในเครือบางปะกอกและปิยะเวทได้ทุ่มเทในการช่วยเหลือสังคมและให้การรักษาผู้ป่วยโควิด19อย่างเต็มที่และเร่งด่วนมาโดยตลอดโดยล่าสุดโรงพยาบาลปิยะเวทได้ร่วมมือกับกลุ่มปตท. จัดทำโรงพยาบาลสนาม(สีเหลือง) เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19ที่มีอาการระดับกลางซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมียอดผู้ป่วยสะสม 212,179 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 61,299 ราย รักษาในโรงพยาบาลสนาม 150,880 ราย อาการหนักจำนวน5,565 ราย และอาการหนักใช้ท่อช่วยหายใจจำนวน1,111 ราย (ข้อมูลวันที่13 สิงหาคม 2564) อีกทั้งยังมีผู้ติดเชื้อโควิด-19ใหม่เฉลี่ยวันละ20,000-23,500คนในสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลทั้งของรัฐบาลและเอกชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยรัฐบาลมีนโยบายให้ผู้ป่วยรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) และในชุมชน (Community Isolation)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ป่วยมีอาการป่วยมากขึ้นสู่ระดับกลาง (สีเหลือง) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลและมีบุคลากรทางการแพทย์พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะสามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและลดอัตราการเสียชีวิตได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลปิยะเวทและโรงพยาบาลในเครือบางปะกอกจึงได้ร่วมกับภาคเอกชนสร้างโรงพยาบาลสนามสีเหลืองและได้รับความร่วมมือกับโรงแรมเดอะบาซาร์แบงค็อกในการเข้าใช้สถานที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ขนาด350เตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการระดับสีเหลืองที่มีอาการในระดับหนักขึ้นซึ่งมีระบบไฮโดรเจนท่อสายตรงDirect Tube ส่งตรงถึงทุกเตียงผู้ป่วย โดยแต่ละเตียงจะมีระบบฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้สภาพอากาศภายในห้องผู้ป่วยสะอาดและปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังมีระบบกรองอากาศระดับอุตสาหกรรมเพื่อทำให้อากาศบริเวณด้านนอกของโรงพยาบาลสนามสะอาดและปราศจากเชื้อโรค ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มปตท.ในจัดสร้างโรงพยาบาล พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับ 300 เตียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการลมหายใจเดียวกันและเครือเจริญโภคภัณฑ์จำนวน 50 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รพ.สนามสีเหลือง.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเป็นการผนึกกำลังการสนับสนุนงบประมาณในการจัดสร้างจากภาคเอกชนและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยเหลือสังคมแบ่งเบาภาระโรงพยาบาลหลักยังเป็นการดึงศักยภาพของทางโรงพยาบาลปิยะเวทและมูลนิธิ รพ.เครือบางปะกอก รพ.เครือปิยะเวท ในเรื่องของความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โรงพยาบาลปิยะเวทและมูลนิธิ รพ.เครือบางปะกอก รพ.เครือปิยะเวท มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และมีศักยภาพของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบถ้วนจึงทำให้มั่นใจได้ว่าหากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อโควิด-19พร้อมมีโรคประจำตัวร่วมด้วยเข้ามารักษาทางโรงพยาบาลก็สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคควบคู่กันไปได้ในทันทีโดยทั้งหมดนี้จะได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาเข้าร่วมรักษาคนไข้ให้หายป่วยอย่างไม่ต้องกังวลใจเพื่อลดอัตราการตายที่เกิดจากการมีโรคประจำตัวได้อีกด้วย&amp;quot;นพ.วิทิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113241</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ซีพี, บมจ.ปตท., รพ.ปิยะเวท, รพ.สนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_61173ec68923d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
