<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กมธ.-มูลนิธิฯขู่ฟ้องกขค.อนุมัติควบรวม&#039;ซีพี-โลตัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อมติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค ) เสียงข้างมากที่เห็นชอบการควบรวมธุรกิจค้าปลีก ระหว่างกลุ่มบริษัท ซีพี กับห้างเทสโก้ โลตัสไปตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.63 &amp;nbsp; แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยกล่างออกมาแม้จะผ่านมาร่วมเดือนแล้วก็ตาม ทำให้สังคมต่างเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่คณะกรรมการกลางจะมีคำวินิจฉัยกลางออกมา &amp;nbsp; แม้จะมีกระแสข่าวว่า จะมีคำวินิจฉัยกลางออกมาในช่วงบ่ายวันที่ 16 ธ.ค.63ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในงานเสวนา&amp;rdquo;ควบรวมธุรกิจค้าปลีก ..ประชาชนได้หรือเสีย เป็นโอกาสหรือวิกฤติ และโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกจะไปทางไหน&amp;rdquo; ว่า เท่าที่ติดตามมติ กขค.ที่ออกมานั้น คิดว่าเป็นมติที่มีปัญหาชัดเจน ดังเช่นที่กรรการเสียงข้างน้อยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจของกรรมการเสียงข้างมากครั้งนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศตามมาอย่างแน่นอน เพราะประกาศหลักเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดกำหนดไว้ชัดเจน กรณีที่ผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50%และมียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปย่อมเข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาดอยู่แล้ว แต่การควบรวม 2 ยักษ์ค้าปลีกในครั้งนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 87.97% เกิน 50% และเกิน 1,000 ล้านบาทแต่แรกอยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากคณะกรรมการ กขค.มีมติออกมาโดยเห็นว่ามีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ถือเป็นการผูกขาดและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นมติที่ตลกและประหลาดที่สุดเท่าที่เครือข่ายได้ยินมา เพราะข้อเท็จจริงนั้นมติดังกล่าวจะส่งผลต่อการผูกขาด ส่งผลต่อธุรกิจโดยรวมของประเทศ ความมั่นคงด้านอาหาร สุดท้ายจำกัดทางเลือกผู้บริโภคอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้กระทั่งวันนี้ เราได้เห็นชัดกันแล้ว กล้วยหอมที่ทางมูลนิธีชีววิถีศึกษาพบว่า ของเราแพงกว่าอังกฤษ มันเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริโภคเรากินกล้วยหอมแพงกว่าต่างประเทศทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยืนยันว่า ทางมูลนิธิฯ กำลังรอดูคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการกลางที่จะออกมาว่า จะเป็นอย่างไร แต่ก็อยากเห็นสมาคมค้าปลีกจะได้ออกโรงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เช่นเดียวกับทางมูลนิธิที่จะคงจะดำเนินการพิจารณาฟ้องร้องคดีเช่นกัน แต่จะต้องรอมติคณะกรรมการกลางแข่งขันทางการค้าที่ชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะจะอาศัยแต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้าคงลำบาก และหากผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่เห็นว่าเดือดร้อนอยากจะฟ้องร่วมกับทางมูลนิธิก็ขอให้ยื่นเรื่องมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสิริกัญญา ตันสกุล ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ จากที่กมธ.ได้เชิญบอร์ด กขค.เข้ามาให้ข้อมูลนั้นยอมรับว่าข้อมูลที่ได้รับ ยังขาดความชัดเจนอยู่มาก โดยกขค.ได้ซอยตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 ตลาดคือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต &amp;nbsp;และคอนวีเนี่ยนสโตร์และอ้างว่า หลังอนุมัติควบรวมไปแล้ว ตลาดที่จะกระทบคือคอนวีเนียนสโตร์เท่านั้น ส่วน อีก 2 ตลาดคือไฮปเอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตไม่เปลี่ยนแปลงเพราะกขค.ไม่ได้เอาห้างแมคโครเข้ามาอยู่ในตลาดด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดอีก &amp;nbsp;โดยกขค.อ้างว่าไม่มีเวลาศึกษา ทั้งที่ดิลควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสนั้นมีการยื่นมาตั้งแต่ปลายปี 62 แต่กลับไม่มีการศึกษาอะไรเอาไว้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กมธ.ยังตั้งคำถามเรื่องผลกระทบกับคู่แข่ง ซึ่งสำนักงาน กขค.อ้างไม่มีปัญหา เพราะค้าปลีกขนาดย่อมยังมีอีกเยอะ ยังสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยเงินลงทุน 5-10 ล้านบาท แต่พอไปดูด้านซัพพลายเออร์ ทางกขค.กลับให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สังคมมการตั้งคำถามต่อการอนุมัติ กขต. ในครั้งนี้มาก เพราะดูจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่จะกลายเป็นเรือธงของธุรกิจใหญ่ไปสู่ตคลาดโลก แต่ก็เป็นวิกฤติสำหรับร้านค้าย่อย คู่ค้าและผู้บริโภค สะท้อนความเหลื่อมล้ำ ทำให้โอกาสของธุรกิจรายย่อยแข่งขันลำบาก หรือไม่มีทางแจ้งเกิดได้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง กมธ.พร้อมสนับสนุนสมาคมค้าปลีก หรือองค์กรผู้บริโภคให้ยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองขอให้ระงับคำสั่ง กขค.นี้ เพราะกมธ.ยื่นเองไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้มีสวนได้เสียโดยตรง คนที่จะร้องต้องเป็นผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ &amp;nbsp;นายกสมาคมค้าปลีก กล่าวว่าการอนุมัติควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเสียมากกว่า คณะกรรมการมักมองด้านเดียวตลอด ไม่เคยเห็นคนจนข้างล่างโหยหาทุนต่างประเทศเข้ามาตลอด ด้านโครงสร้างราคาหลังควบรวม พอเหลืออยู่น้อยราย หรือเหลืออยู่รายเดียว เขาครองหมดแล้ว การที่จะมาเยียวยา จะมาเยียวยาอย่างไร จะมาแจกเงิน 200-300 บาท เยียวยาหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนเงื่อนไข 7 ข้อ ที่กขค.ออกมานั้น เป็นแค่เงื่อนไขเด็ก ๆ น้ำจิ้มเท่านั้น &amp;nbsp;ไม่มีทางที่จะสู้ได้ &amp;nbsp;ใครจะไปตรวจสอบการทำงานว่า ทำตามเงื่อนไขได้หรือไม่ &amp;nbsp;ทุกวันนี้รายใหญ่ต้องการอะไร ทุบโต๊ะ ใครจะกล้าหือ ไม่มีสิทธิ์จะต่อรอง สินค้าที่ต้องการขายเข้าไปต้องทำโปรโม่ชั่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า, ควบรวม, ซีพี-โลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5deddac8892e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ท.ช.หนุนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นหัวหอกตรวจทุนยักษ์กินรวบธุรกิจค้าปลีก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธันวาคม 2563 นายพิทยา พรโพธิ์ รองประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) พร้อมด้วยกรรมการ ส.ท.ช. ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยมีนายพชร แกล้วกล้า ผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิฯเป็นตัวแทนรับมอบฯทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้มูลนิธิฯ เป็นหัวหอกในการตรวจสอบกรณีกลุ่มทุนยักษ์ที่กำลังรุกคืบกินรวบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของประเทศอยู่ในเวลานี้ หลังจากที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) กระทรวงพาณิชย์ ในคราวประชุมเมื่อ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 มีมติเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบการอนุมัติการควบรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้น จำกัด ในกลุ่ม ซี.พี. กับ บริษัท เทสโก้ สโตร์ (ประเทศไทย) เจ้าของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง Tesco Lotus กว่า 2,100 สาขา ซึ่งถือเป็นการควบรวมธุรกิจ ระหว่างยักษ์ค้าปลีกค้าส่งเบอร์ 1 ของเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะกลุ่ม ซี.พี.นั้น มีธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง อาทิ ห้างแมคโคร และ 7-eleven คอนวีเนียน สโตร์อันดับ 1 ของประเทศ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 52% เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการควบรวมธุรกิจกับยักษ์ค้าปลีกค้าส่งเป็นเบอร์ 2 ของตลาดที่มีส่วนแบ่ง 17% จึงทำให้ภายหลังการควบรวมธุรกิจดังกล่าว ทางกลุ่ม ซี.พี. จะเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 70% ของตลาดค้าปลีก ค้าส่ง และคอนวิเนียนสโตร์ในเมืองไทย

​นายพิทยา กล่าวว่า แม้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จะตั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่กำหนด ให้ธุรกิจค้าปลีกที่ขออนุมัติควบรวมกิจการในครั้งนี้ จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกำหนดไว้ 7 ข้อ ควบคู่ไปกับการควบรวมในครั้งนี้ แต่กระนั้นสังคม ก็ยังมีความเคลือบแคลงใจ และยังไม่มั่นใจว่า เงื่อนไข และเงื่อนเวลาที่ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้ากำหนดข้างต้น จะเป็นแนวทางป้องกันการผูกขาดและใช้อำนาจเหนือตลาดได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตามหลักเกณฑ์ของ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่เมื่อประกาศให้ธุรกิจใด เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ดูจากมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 และมียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาทนั้น คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และสำนักงาน จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ ที่เป็นคู่มือปฏิบัติ ให้ธุรกิจเท่านั้น จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การที่กลุ่มทุน ซี.พี. ยังคงสามารถรุกคืบดำเนินการควบรวมกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในระนาบเดียวกันได้อีกอย่างต่อเนื่อง จึงย่อมทำให้สังคมมีความเคลือบแคลงในการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าว่า ได้ทำหน้าที่กำกับดูแล ให้ตลาดมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ และมีการใช้อำนาจหน้าที่ ที่เป็นคุณหรือเพื่อประโยชน์ให้แก่ทุนยักษ์หรือไม่ รวมทั้งผลพวงจากการอนุมัติควบรวมธุรกิจในครั้งนี้ จะยังประโยชน์แก่ประชาชนมากน้อยแค่ไหน หรือจะทำให้ประชาชนสูญเสียประโยชน์อย่างที่หลายฝ่าย แสดงความห่วงใย ซึ่งล่าสุดนั้น ทางคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนฯ ก็ได้ออกโรงเข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกทางหนึ่งแล้ว

​อย่างไรก็ตามการ การที่ ส.ท.ช. ได้มายื่นหนังสือต่อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในครั้งนี้ เพราะเล็งเห็นว่าที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมีบทบาทในการเป็นเครื่องมือ และกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในการกำกับดูแลเพื่อสาธารณะประโยชน์ และผลประโยชน์ของผู้บริโภคมาโดยตลอด โดยเฉพาะคุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ท่านมีชื่อเสียงด้านการต่อสู้เพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน ในฐานะที่เราเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง จึงอดไม่ได้ที่อยากเห็นมูลนิธิ จะได้แสดงบทบาท และเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในครั้งนี้

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ส.ท.ช.ซึ่งเป็นองค์กรในภาคประชาชน จึงยื่นหนังสือเพื่อขอให้ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เป็นหัวหอกในการตรวจสอบกรณีการอนุมัติให้ควบรวมธุรกิจ ระหว่างยักษ์ค้าปลีกและค้าส่ง จนกลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้นไปอีกในครั้งนี้&amp;nbsp; เพราะเชื่อว่า ผลพวงจากการมีอำนาจผูกขาดเหนือตลาดดังกล่าว ย่อมจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ค้าปลีก ในระดับเดียวกัน ตลอดจนผู้ผลิต supplier ค้าส่ง รวมทั้งประชาชนผู้บริโภคโดยส่วนรวม ทางเครือข่าย ส. ท. ช. จึงต้องการเห็นบทบาทมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจะได้แสดงท่าที และจุดยืนที่ชัดเจน ต่อกรณีดังกล่าว และหาก &amp;quot;มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&amp;quot; จะมีท่าทีหรือการเคลื่อนไหวใดๆ ต่อจากนี้ไป ทางส.ท.ช.ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน และเผยแพร่ข่าวสารในวงกว้าง เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคอย่างแท้จริง
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี-โลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc731916834b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้านไม่อยู่&#039;กขค.&#039;เสียงข้างน้อยย้ำซีพีควบรวมโลตัสกระทบผูกขาดอย่างรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย.2563 นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ กรรมการการแข่งขันทางการค้าและโฆษกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยถึงกรณีที่เป็นหนึ่งในกรรมการการแข่งขันทางการค้าเสียงข้างน้อย ที่ไม่เห็นชอบการอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้น จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ว่า ในการประชุมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีกรรมการ 3 ท่าน คือ ตน นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และนางอร่ามศรี รุพันธ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า ที่ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ควบรวมธุรกิจ และมีกรรมการที่เหลืออีก 4 เสียง ที่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ควบรวมธุรกิจ ซึ่งถือเป็นมุมมองของกรรมการแต่ละท่าน ที่จะใช้ดุลพินิจ และเป็นอิสระในการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหตุผลที่คณะกรรมการ กขค. 3 ท่าน เห็นพ้องกันที่ไม่เห็นชอบการอนุญาตให้รวมธุรกิจ เพราะเห็นว่าการรวมธุรกิจจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากการรวมธุรกิจมีโอกาสทำให้เกิดการผูกขาดหรือครอบงำทางเศรษฐกิจขึ้นได้ เพราะผู้ขออนุญาตมีสถานะเป็นผู้ผลิตสินค้าสำคัญหลายประเภททั้งในส่วนของสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อผนวกรวมกับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในระดับสูงทุกรูปแบบการค้า ตั้งแต่ระดับค้าส่ง ค้าปลีกขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายสำคัญที่จะกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผู้ขออนุญาตมีอำนาจเหนือตลาดสูงมากจนสามารถครอบงำเศรษฐกิจการค้าของประเทศได้โดยง่ายและจะมีส่วนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อคู่แข่งในตลาด เพราะผู้ขออนุญาตเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด และมีส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงทุกรูปแบบของการค้าส่งและค้าปลีก ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่มีอยู่หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดจะยิ่งเข้าสู่ตลาดยากยิ่งขึ้น เพราะคู่แข่งที่จะสามารถแข่งขันได้ในตลาดจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่เน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตลอดจนการลดราคาแข่งขัน เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ แม้จะมีผลดีในระยะสั้น แต่หากผู้ประกอบธุรกิจรายใดไม่สามารถปรับตัวได้ ก็อาจจะต้องออกจากตลาดไปในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แข่งที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ในที่สุดทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบ จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นการรวมธุรกิจระหว่างผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่รายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด โดยภายหลังการรวมธุรกิจส่งผลให้ผู้ขออนุญาตและบริษัทในเครือเป็นผู้ประกอบธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครบทุกรูปแบบ ทั้งร้านค้าส่ง ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก อันเป็นผลให้ผู้ขออนุญาตมีอำนาจเหนือตลาดและมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตที่เป็น SMEs ที่อาจไม่มีอำนาจต่อรองมาก จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการกำหนดเงื่อนไขทางการค้า หรืออาจอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องรับเงื่อนไขตามที่ผู้ขออนุญาตรวมธุรกิจเสนอโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ เนื่องจากหากไม่ยินยอมดำเนินการในลักษณะดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะวางสินค้าจำหน่ายหรืออาจถูกปิดกั้นช่องทางการจำหน่ายและต้องล้มเลิกกิจการไปในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้บริโภค ผลของการรวมธุรกิจครั้งนี้ทำให้จำนวนคู่แข่งขันในตลาดลดน้อยลง แม้ว่าในระยะสั้นอาจไม่มีผลต่อผู้บริโภคทั้งในด้านราคาหรือประเภทสินค้าที่มีให้เลือก แต่ในระยะยาวแล้วอาจมีผลต่อทางเลือกของผู้บริโภคทั้งประเภทชนิดสินค้าและระดับราคา อาจมีการกำหนดตามความต้องการหรือนโยบายของกลุ่มบริษัทที่เป็นของผู้ขออนุญาต และหากมีการลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในตลาดค้าส่งค้าปลีกซึ่งจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง ผู้บริโภคอาจเป็นผู้ต้องรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การออกมาชี้แจงในครั้งนี้ เพราะต้องการสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหลักความโปร่งใสในการพิจารณา ไม่ได้ต้องการสร้างความสับสน ความแตกแยก เพียงแค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นกังวล และไม่เห็นด้วยในการพิจารณาให้ควบรวมธุรกิจ ส่วนมติที่ออกมาด้วยเสียงข้างมาก อนุญาตให้มีการควบรวมธุรกิจ พร้อมมี่เงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม ก็ยังคงเป็นมติอยู่ ถือว่าเป็นทางการแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83502</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการการแข่งขันทางการค้าและโฆษกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), คณะกรรมการ กขค., ซีพี-โลตัส, สันติชัย สารถวัลย์แพศย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5deddac8892e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
