<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 21:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 21:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คู่แข่งตัวฉกาจ ซีไอเอตั้งหน่วยใหม่รับมือจีนโดยเฉพาะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐประกาศจัดตั้งหน่วยสายลับระดับสูงหน่วยใหม่ที่เน้นเกี่ยวกับจีนโดยเฉพาะ ขับเน้นมุมองของรัฐบาลสหรัฐที่ถือว่าจีนกำลังเป็นคู่ต่อสู้ทางยุทธศาสตร์ตัวฉกาจของสหรัฐในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์กล่าวว่า วิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการซีไอเอ เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่าเขาได้จัดตั้งหน่วยศูนย์ภารกิจจีน (ซีเอ็มซี) ขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายจากจีนที่มีต่อพื้นที่ภารกิจของหน่วยงานจารกรรมของสหรัฐทั้งหมด &amp;quot;ซีเอ็มซีจะเสริมความแข็งแกร่งแก่งานโดยรวมของเราเกี่ยวกับภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่เราเผชิญในศตวรรษที่ 21 นั่นคือรัฐบาลจีนที่มีความเป็นปฏิปักษ์เพิ่มมากขึ้น&amp;quot; เบิร์นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของเขาสอดคล้องกับเปลี่ยนแปลงกว้างๆ ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในการเผชิญหน้ากับจีนในฐานะที่เป็น &amp;quot;คู่แข่งทางยุทธศาสตร์&amp;quot; สำคัญของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดีไบเดนเคยประกาศตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อประเมินและตอบสนองต่อความท้าทายทางทหารของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประกาศจัดตั้งหน่วยใหม่ขึ้นมาจัดการกับจีนโดยเฉพาะ มีออกมาภายหลังซีไอเอ และสำนักสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ค้นพบว่า จีนกำลังคัดเลือกพลเมืองอเมริกันหลายสิบรายเพื่อจัดหาข้อมูลลับหรือข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนิติบุคคล และการใช้พลเมืองจีนที่ทำงานในสหรัฐเป็นผู้รวบรวมข่าวกรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเกิดในช่วงเวลาที่หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐมองเห็นว่า คู่แข่งอย่างจีนกำลังใช้ความแข็งแกร่งในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ของจีน และใช้การแฮ็กเพื่อเจาะระบบเครือข่ายของรัฐบาลสหรัฐและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ซีไอเออาวุโสรายหนึ่งเปรียบเทียบการตั้งหน่วยจีนของเบิร์นในครั้งนี้ กับกรณีที่ซีไอเอเคยเน้นความสำคัญอย่างมากกับรัสเซียช่วงสงครามเย็น และความเข้มข้นในการต่อต้านการก่อการร้ายหลังวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ที่ผ่านมาซีไอเอไม่เคยจัดตั้งหน่วยงานระดับสูงที่เน้นจีนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ในยุคที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้ช่วยของเขา โจมตีจีนอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการตั้งศูนย์ภารกิจจีนแล้ว เบิร์นซึ่งเป็นนักการทูตรุ่นเก๋าที่ไบเดนแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งนี้เมื่อเดือนมีนาคม ยังได้ประกาศตั้งตำแหน่งใหม่คือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และตั้งสำนักงานใหม่ คือศูนย์ภารกิจข้ามชาติและเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้ซีไอเอสามารถเน้นความสำคัญกับประเด็นเช่น สุขภาพโลก, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ภัยพิบัติด้านมนุษยธรรม และการหยุดชะงักที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119106</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีไอเอ, วิลเลียม เบิร์นส์, ศูนย์ภารกิจจีน, สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a4534d06b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคลึกลับโผล่อีก ปูดจนท.ซีไอเอมี&#039;อาการฮาวานา&#039;ที่อินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานจากซีเอ็นเอ็นและนิวยอร์กไทมส์เมื่อวันจันทร์ว่า เจ้าหน้าที่ซีไอเอรายหนึ่งที่เดินทางมาอินเดียพร้อมกับวิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการซีไอเอ ในเดือนนี้ แจ้งว่าเขามีอาการฮาวานาที่เป็นกลุ่มอาการลึกลับซึ่งสหรัฐยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร แต่สงสัยว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคาร อ้างข่าวจากซีเอ็นเอ็นที่อ้างอิงแหล่งข่าวหลายรายว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ผู้นี้ ซึ่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ต้องรับการรักษาพยาบาล แต่โฆษกของซีไอเอปฏิเสธจะให้ทัศนะกับรอยเตอร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยอ้างว่าซีไอเอมีระเบียบปฏิบัติเมื่อมีบุคคลรายงานเหตุการณ์ผิดปกติทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการรับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐและครอบครัวของพวกเขา รวมประมาณ 200 คน ที่ป่วยด้วยกลุ่มอาการฮาวานา ซึ่งตั้งชื่อตามกลุ่มอาการลึกลับที่มีรายงานพบผู้ป่วยครั้งแรกในสถานทูตสหรัฐประจำกรุงฮาวานาของคิวบาเมื่อปี 2559 อาการเหล่านี้รวมถึงปวดไมเกรน, คลื่นไส้, ความจำเสื่อม และเวียนศีรษะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนสิงหาคม รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ต้องเลื่อนการเดินทางไปกรุงฮานอยของเวียดนามช้ากว่ากำหนด 3 ชั่วโมง หลังจากสถานทูตสหรัฐที่นั่นแจ้งว่า มีเจ้าหน้าที่บางคนรายงานว่ามีอาการสอดคล้องกับกลุ่มอาการฮาวานา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการเบิร์นส์เคยเปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า เขาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสรายหนึ่งที่เคยตามล่าอุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายอัลกออิดะห์ที่โดนสหรัฐส่งหน่วยคอมมานโดสังหารที่ปากีสถานเมื่อปี 2554 มาเป็นผู้นำหน่วยเฉพาะกิจสอบสวนกลุ่มอาการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะทำงานชุดหนึ่งของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐพบว่า ทฤษฎีที่เข้าทีที่สุด กลุ่มอาการนี้น่าจะเกิดจากคลื่นความถี่วิทยุกำลังแรงสูง โดยเบิร์นส์เคยกล่าวไว้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่อาการนี้เกิดจากความจงใจกระทำให้เกิด และอาจเป็นฝีมือของรัสเซีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117415</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มอาการฮาวานา, ซีไอเอ, เจ้าหน้าที่ซีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a4534d06b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2021 23:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 23:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีไอเอจนปัญญา ยังไม่แน่ใจ&#039;อาการฮาวานา&#039;เกิดจากอะไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แอฟริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ ยอมรับเมื่อวันจันทร์ว่า ผ่านมา 5 ปีจนถึงบัดนี้สหรัฐก็ยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือต้นเหตุของอาการเจ็บป่วยที่เรียกว่า &amp;quot;กลุ่มอาการฮาวานา&amp;quot; ที่สหรัฐกล่าวโทษรัสเซียหรือชาติอริว่าใช้คลื่นไฟฟ้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ทูตของหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สถานทูตสหรัฐในกรุงฮาวานาของคิวบา (Yander Zamora/Anadolu Agency/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ผู้อำนวยการหญิงของซีไอเอกล่าวว่า เธอได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาของกลุ่มอาการฮาวานา ซึ่งพบครั้งแรกที่กรุงฮาวานาของคิวบาเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์, ประชาคมข่าวกรอง และเจ้าหน้าที่สหรัฐ ก็ยังคงไม่แน่ใจว่าอะไรคือสาเหตุของ &amp;quot;เหตุการณ์ด้านสุขภาพที่ผิดธรรมดา&amp;quot; (เอเอชไอ) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ทางการทูตของสหรัฐและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการเฮนส์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการระบุแหล่งที่มาของเอเอชไอ, ให้การดูแลสุขภาพระดับสูงสุดแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นเกิดขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายปีมานี้ เจ้าหน้าที่ทูตที่เกิดอาการเอเอชไอกล่าวหารัฐบาลสหรัฐว่าไม่ได้ทำงานหนักพอเพื่อระบุสาเหตุหรือแหล่งที่มาของอาการที่พวกเขาเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาสุขภาพดังกล่าวเริ่มพบครั้งแรกเมื่อปี 2559 เมื่อเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐหลายคนและครอบครัวในคิวบาร้องทุกข์เกี่ยวกับอาการมีเลือดกำเดาไหล, ปวดศีรษะ และคลื่นไส้ หลังจากได้ยินเสียงแหลมเสียดหูตอนกลางคืน หลังจากนั้นก็มีการร้องเรียนคล้ายกันมาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐในจีน, รัสเซีย และในสหรัฐเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สหรัฐเคยกล่าวหาโดยไม่มีข้อพิสูจน์ก่อนหน้านี้ว่าพวกรัสเซียหรือคนประเทศอื่นๆ ใช้อุปกรณ์โซนิกหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าความเข้มสูงปล่อยคลื่นทำร้ายเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐในประเทศเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกรกฎาคม นิตยสารนิวยอร์กเกอร์รายงานว่า นับแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน รับตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้ มีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐ, นักการทูต และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสังกัดหน่วยอื่นๆ ราว 24 คนในออสเตรีย รายงานว่ามีอาการคล้ายกับกลุ่มอาการฮาวานา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการสหรัฐจัดทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาเกี่ยวกับการโจมตีที่ว่ากันนี้ และพวกที่มีอาการก็โดนตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อพยายามทำความเข้าใจอาการเจ็บป่วยของพวกเขา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112769</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มอาการฮาวานา, คิวบา, ซีไอเอ, เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐ, แอฟริล เฮนส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_61115202a585a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 22:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 22:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิหร่านประหารอดีตล่ามจารกรรมให้ซีไอเอ-มอสซาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อิหร่านประหารชีวิตอดีตล่ามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจารกรรมให้สหรัฐและอิสราเอล รวมถึงช่วยระบุตำแหน่งและความเคลื่อนไหวของอดีตนายพลกาเซ็ม สุไลมานี ที่ภายหลังโดนสหรัฐส่งโดรนลอบสังหารในอิรักเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์มีซานออนไลน์ของศาลยุติธรรมอิหร่านรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม กล่าวว่า มะห์มูด มูซาวี มาจิด โดนประหารชีวิตเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้จากความผิดฐานจารกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โกลัมฮุสเซน เอสไมลี โฆษกศาล เคยกล่าวไว้ว่า มาจิดโดนตัดสินประหารชีวิตโทษฐานล้วงข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายแห่ง โดยเฉพาะกองทัพบกและกองกำลังกุดส์ และจารกรรมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและความเคลื่อนไหวของนายพลกาเซ็ม สุไลมานี เขารับเงินจำนวนมากจากสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) และหน่วยมอสซาดของอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สุไลมานีเป็นผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ซึ่งปฏิบัติการนอกประเทศ การสังหารเขาที่ด้านนอกสนามบินแบกแดดเมื่อเดือนมกราคมทำให้สหรัฐและอิหร่านหมิ่นเหม่ที่จะเปิดศึกกัน อิหร่านตอบโต้สหรัฐด้วยการระดมยิงมิสไซล์โจมตีทหารอเมริกันที่ประจำการในฐานทัพอิรัก แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนใจไม่ตอบโต้ทางทหาร การโจมตีของอิหร่านไม่ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต แต่ทหารหลายสิบนายได้รับบาดเจ็บทางสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของศาลอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนกล่าวว่า มาจิดโดนจับกุมราว 2 ปีก่อนและไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสังหารนายพลสุไลมานี แม้เขาจะไม่ได้เป็นสมาชิกหน่วยรบพิเศษกุดส์ของสุไลมานี แต่การทำหน้าที่ล่ามทำให้เขาเข้าถึงบริเวณที่มีความอ่อนไหวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาถูกจับได้ว่ารับเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนของที่ปรึกษา, อาวุธยุทโธปกรณ์และระบบสื่อสาร, พวกผู้บัญชาการทหารและความเคลื่อนของพวกเขา, พื้นที่ที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์, รหัสลับและพาสเวิร์ด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72052</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีไอเอ, ประหารชีวิต, สปาย, อิหร่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f15b7d073400.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2019 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อปูด ซีไอเอถอนตัวหนอนบ่อนไส้ซุกวงใน &#039;เครมลิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สื่ออเมริกันแฉ ซีไอเอเรียกตัวหนอนบ่อนไส้ในรัฐบาลรัสเซียกลับสหรัฐ หวั่นถูกเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนให้ข้อมูลยืนยันว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย บงการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ก่อประชุมหารือกันที่กรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / Brendan Smialowski / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซีเอ็นเอ็นและนิวยอร์กไทมส์รายงานเกี่ยวกับการถอนตัวหนอนบ่อนไส้ชาวรัสเซียรายนี้ออกจากรัสเซีย โดยซีเอ็นเอ็นกล่าวว่า สายลับรายนี้เป็นสายให้ข่าวแก่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) มานานหลายทศวรรษ สามารถเข้าถึงตัวปูตินและเคยส่งภาพถ่ายเอกสารสำคัญมากจากโต๊ะทำงานของปูตินมาให้ซีไอเอด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทมส์กล่าวว่า ซีไอเอเคยเสนอให้ถอนตัวแหล่งข่าวสำคัญรายนี้ออกจากรัสเซียเมื่อปลายปี 2559 เนื่องจากหวั่นเกรงการเปิดโปงของสื่อ ภายหลังเจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยรายละเอียดการแทรกแซงเลือกตั้งอย่างรุนแรงโดยรัสเซีย แต่แหล่งข่าวรายนี้ปฏิเสธในตอนแรก โดยอ้างเหตุผลเรื่องครอบครัว ทำให้ซีไอเอกลัวว่าเขาจะเป็นสายลับสองหน้า ทว่าไม่กี่เดือนต่อมา เขาเริ่มโอนอ่อน เนื่องจากสื่อยังตามสืบเสาะเกี่ยวกับหนอนบ่อนไส้ไม่เลิกรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีเอ็นเอ็นอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามที่เกี่ยวข้องกับการหารือเรื่องสายข่าวรายนี้ว่า ซีไอเอถอนตัวเขาเมื่อปี 2560 เพราะความวิตกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ อาจเปิดโปงสายรายนี้ หลังจากมีการจัดการข่าวกรองลับอย่างผิดพลาดหลายครั้ง สถานการณ์หนึ่งที่ทำให้ซีไอเอวิตกคือการที่ทรัมป์ยึดบันทึกของล่ามไว้ ภายหลังการประชุมลับกับปูตินเมื่อปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยข่าวกรองสหรัฐปฏิเสธคำกล่าวหาของซีเอ็นเอ็น โดยบริตตานี บราเมลล์ ผู้อำนวยการกิจการสาธารณะของซีไอเอ กล่าวว่า เป็นเรื่องคาดเดาผิดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทมส์กล่าวว่า บุคคลนี้คือแหล่งข่าวสำคัญที่ให้ข้อมูลแก่ซีไอเออันนำไปสู่การสรุปว่า ปูตินบงการแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐเพื่อให้ทรัมป์ได้ประโยชน์ และสร้างความเสียหายต่อนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันอังคาร สื่อของรัสเซียเปิดเผยชื่อสายลับรายนี้ โดยบอกว่าเขาเคยทำงานที่สถานทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ก่อนที่จะย้ายกลับมารัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดมิตรี เปสคอฟ โฆษกของทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ชายคนนี้เคยทำงานในเครมลิน แต่โดนไล่ออกแล้ว และไม่เคยติดต่อโดยตรงกับปูติน รายงานของสื่อสหรัฐเป็นแค่นิยายราคาถูก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45463</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีไอเอ, ถอนตัวแหล่งข่าว, ทำเนียบเครมลิน, วลาดิมีร์ ปูติน, หนอนบ่อนไส้, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77b1bfadf46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2018 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2018 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเตรียมเผยบทสรุปคดีฆ่า &#039;คาช็อกกี&#039; หลังข่าวปูดซีไอเอชี้เจ้าชายซาอุฯ สั่งการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่ารัฐบาลสหรัฐจะเปิดเผยข้อสรุปคดีการสังหารจามัล คาช็อกกี ต้นสัปดาห์หน้า หลังจากมีรายงานข่าวว่าซีไอเอเชื่อว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นผู้สั่งการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 23 ตุลาคม 2561 เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียซึ่งมีถิ่นพำนักในสหรัฐรายนี้โดนฆ่าตายภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูลเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ทางการซาอุฯ ให้ข้อมูลที่สับสนปนเปกลับไปกลับมาตั้งแต่การยืนกรานปฏิเสธ จนกระทั่งยอมรับว่าคอลัมนิสต์ที่เขียนบทความวิจารณ์นโยบายของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียรายนี้โดนฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมแล้วกำจัดศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพฤหัสบดีที่แล้ว อัยการซาอุฯ แถลงเกี่ยวกับผลการสอบสวนล่าสุด ยอมรับว่ามีทีม 15 คนถูกส่งมาเพื่อเกลี้ยกล่อมคาช็อกกีกลับซาอุฯ แต่ภารกิจนี้กลับจบลงด้วยการที่นักข่าวรายนี้โดนฆ่าแล้วถูกหั่นศพ คำแถลงยังประกาศข่าวการฟ้องร้องผู้ต้องสงสัยหลายรายในความผิดที่มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต&amp;nbsp; แต่ยืนยันว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ดไม่ทรงเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561 ว่าเมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวถึงคดีการสังหารคาช็อกกีอีกครั้งระหว่างการตรวจเยี่ยมไฟป่าที่แคลิฟอร์เนีย ว่าสหรัฐจะมีรายงานฉบับสมบูรณ์มากๆ ภายใน 2 วันข้างหน้า อาจเป็นวันจันทร์หรือวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฮทเธอร์ นาเวิร์ด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า รายงานข่าวที่ว่าสหรัฐได้ข้อสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับคดีนี้นั้น &amp;quot;ไม่ถูกต้อง&amp;quot; ยังมีคำถามอีกมากที่ยังไม่ได้คำตอบ และกระทรวงการต่างประเทศจะพยายามค้นหาข้อเท็จจริงและทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อนำตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมาดำเนินคดี ขณะเดียวกันสหรัฐก็จะยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างสหรัฐและซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวในสื่อสหรัฐว่า สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ลงความเห็นว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดเป็นผู้สั่งการสังหารคาช็อกกี วอชิงตันโพสต์รายงานด้วยว่า ซีไอเอพบว่ามีสายลับซาอุฯ&amp;nbsp; 15 คนเดินทางด้วยเครื่องบินของรัฐบาลซาอุฯ มายังนครอิสตันบูลและสังหารคาช็อกกีในสถานกงสุล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22231</URL_LINK>
                <HASHTAG>จามัล คาช็อกกี, ซาอุดีอาระเบีย, ซีไอเอ, มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐ, เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf179b368a7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 21:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้คุมคุกลับ CIA ในไทยชักถอดใจ เสนอถอนตัวจากเก้าอี้ ผอ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เผย &amp;quot;จีนา แฮสเปล&amp;quot; อดีตผู้คุมคุกลับของซีไอเอในไทยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการซีไอเอคนใหม่ แสดงเจตนารมณ์อยากถอนตัวจากเก้าอี้นี้ เนื่องจากกังวลการไต่สวนของวุฒิสภาวันพุธจะสร้างความเสียหายต่อซีไอเอ แต่ทำเนียบขาวกล่อมจนเปลี่ยนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จีนา แฮสเปล ผู้ได้รับการเสนอชื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการซีไอเอ ร่วมพิธีสาบานตนของไมค์ ปอมเปโอ เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวบีบีซีและรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 กล่าวว่า รักษาการผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) วัย 61 ปีรายนี้ถูกเรียกเข้าทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการให้การต่อคณะกรรมาธิการการข่าวกรอง วุฒิสภา วันพุธที่จะถึงนี้ และหารือเรื่องประวัติการทำงานของเธอในโครงการรีดเค้นข้อมูลของซีไอเอที่ใช้เทคนิคทารุณทรมาน ซึ่งรวมถึงวอเตอร์บอร์ดดิง (การทำให้สำลักน้ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ ที่เปิดเผยข่าวนี้เป็นที่แรก โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไม่ให้เปิดเผยชื่อ 4 คน แฮสเปลได้เสนอที่จะถอนตัวจากตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการไต่สวนที่อาจจะสร้างความเสียหายต่อตัวเธอและซีไอเอ จากนั้นเธอได้ขอตัวกลับไปยังสำนักงานใหญ่ซีไอเอที่เมืองแลงลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพสต์กล่าวว่า คณะทำงานของทำเนียบขาวหลายคนซึ่งรวมถึงมาร์ก ชอร์ต ผู้ประสานงานด้านนิติบัญญัติ และซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ได้รุดไปยังแลงลีย์เพื่อหารือกับเธอในวันเดียวกัน โดยใช้เวลาเกลี้ยกล่อมนานหลายชั่วโมง แต่แฮสเปลไม่รับปาก จนกระทั่งบ่ายวันเสาร์ เธอจึงแจ้งต่อทำเนียบขาวว่าตกลงใจจะรับตำแหน่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนา แฮสเปล ภาพจากสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) / Central Intelligence Agency / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮสเปลทำงานกับซีไอเอมานาน 33 ปี โดยเวลาส่วนใหญ่ทำหน้าที่สายลับปกปิดตัวตน ทรัมป์เลือกเธอมารับตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้หลังจากเขาแต่งตั้งไมค์ ปอมเปโอ นายของเธอ ขึ้นรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว หากวุฒิสภารับรอง แฮสเปลจะเป็นผู้อำนวยการหญิงคนแรกของซีไอเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนในการลงคะแนน เนื่องจากรีพับลิกันมี ส.ว.แค่ 51 คน เกินครึ่้งอย่างฉิวเฉียด และยังมีปัญหา ส.ว.จอห์น แม็คเคน ลาป่วยยาวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานบีบีซีกล่าวว่า แฮสเปลมีปัญหาที่ต้องกังวลในการไต่สวนของวุฒิสภาจากประวัติการทำงานของเธอ ที่เคยเป็นผู้บริหาร &amp;quot;คุกลับ&amp;quot; ของซีไอเอภายในฐานทัพอากาศที่จังหวัดอุดรธานีของไทย ซึ่งใช้วิธีการทารุณทรมานเพื่อรีดเค้นข้อมูลจากผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย โดยผู้ต้องสัยอัลกออิดะห์คนสำคัญอย่างน้อย 2 คนถูกทรมานที่นี่เมื่อปี 2545 คือ อะบู ซูเบดาห์ และอับดัล ราฮิม อัลนาชิรี ที่ถูกจับกุมในต่างแดนแล้วถูกส่งมาที่นี่ ส.ว.เดโมแครตหลายคนชี้ว่าบทบาทของเธอในการคุมคุกลับที่นี่ทำให้เธอขาดคุณสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮสเปลยังมีชนักติดหลังกรณีการร่างคำสั่งเมื่อปี 2548 ให้ทำลายวิดีโอเทปการทารุณผู้ต้องสงสัยอัลกออิดะห์ แต่ผู้สนับสนุนเธออ้างว่า โฮเซ โรดริเกซ หัวหน้าของเธอในหน่วยปฏิบัติการลับซีไอเอ ส่งร่างเอกสารนี้โดยที่แฮสเปลยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบจากพอร์เตอร์ กอส ผู้อำนวยการซีไอเอขณะนั้น รวมถึงไม่แจ้งให้เธอรู้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติโครงการส่งตัวข้ามแดน, กักขังและรีดเค้นข้อมูลจากผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย ภายหลังการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา สั่งให้ยุติโครงการนี้และสั่งปิดคุกลับในต่างแดนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราช ชาห์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวปกป้องแฮสเปลว่า รักษาการผู้อำนวยการซีไอเอรายนี้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างสูง เธออุทิศตัวรับใช้ประเทศนี้มานานกว่า 3 ทศวรรษ การเสนอชื่อเธอจะไม่ล่มไปเพราะพวกนักวิจารณ์ที่เข้าข้างองค์กรสิทธิ แทนที่จะเห็นด้วยกับซีไอเอว่าจะทำให้คนอเมริกันมีความปลอดภัยได้อย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8712</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกลับซีไอเอ, คุกลับในไทย, จีนา แฮสเปล, ซีไอเอ, ถอนตัว, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af058a28669c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
