<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CPF ทุ่ม 100 ล้านซื้อธุรกิจอาหารทะเลในโปแลนด์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) (CPF) แจ้งว่า บริษัท CPF Poland S.A. ซึ่งเป็นย่อยทางตรงของ CPF ได้ทำการเข้าซื้อ FishFood sp. z o.o. (Fish Food) และ MaxFish sp. z o.o. (MaxFish) ซึ่งดําเนินธุรกิจอาหารทะเลในประเทศโปแลนด์ มูลค่าประมาณ 101 ล้านบาท โดยภายหลังจากการเข้าทํารายการเสร็จสมบูรณ์แล้ว Fish Food และ MaxFish จะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ CPF ทั้งนี้ แหล่งที่มาของเงินทุนบริษัทจะใช้กระแสเงินสดภายในกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Fish Food เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศโปแลนด์ มีทุนจดทะเบียนและทุนชําระแล้วจํานวน 2.65 ล้านซวอตี้ ประกอบธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เช่น ปลาที่หมักในเครื่องปรุงต่างๆ อาหารทะเลชุบเกล็ดขนมปัง กุ้งต้ม และอาหารพร้อมทาน มีรายได้ปี 2563 ที่ 100.2 ล้านบาท ส่วน MaxFish เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศโปแลนด์เช่นกัน มีทุนจดทะเบียนและทุนชําระแล้วจํานวน 0.3 ล้านซวอตี้ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าและจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ซึ่งปี 2563 มีรายได้ 92.6 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115777</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อกิจการ, ธุรกิจอาหารทะเล, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) (CPF), โปแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135ac612b130.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์กรุงศรีรุกธุรกิจในเวียดนาม ซื้อกิจการ SHB Finance ลุยกิจการสินเชื่อรายย่อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าธนาคารได้บรรลุข้อตกลงกับ Saigon-Hanoi Commercial Joint Stock Bank (&amp;ldquo;SHB&amp;rdquo;) ธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในประเทศเวียดนาม ในการซื้อและรับโอนเงินทุนก่อตั้ง (Charter Capital) 100% ของบริษัท SHBank Finance Company Limited (&amp;ldquo;SHB Finance&amp;rdquo;) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อย 10 อันดับแรกของประเทศเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภายใต้ข้อตกลงนี้ กรุงศรีจะดำเนินการรับโอนเงินทุนก่อตั้งของ SHB Finance ในอัตรา 50% ก่อนและจะรับโอนเงินทุนก่อตั้งอีก 50% ที่คงเหลือ หลังจาก 3 ปี เมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขและตามข้อกำหนดจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเข้าซื้อกิจการ SHB Finance ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งในทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกรุงศรีในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Expansion) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น &amp;ldquo;สถาบันการเงินไทยที่เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่ากรุงศรีได้ลงนามในข้อตกลงกับ SHB เพื่อเข้าซื้อหุ้น 100% ของ SHB Finance ซี่งเป็นบริษัทให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อยในเครือธนาคาร SHB เมื่อได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่ครอบคลุมของ SHB ในประเทศเวียดนาม ผสานเข้ากับความแข็งแกร่งในธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยของกรุงศรีจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจให้กับ SHB Finance &amp;nbsp;โดยกรุงศรีและ SHB Finance จะร่วมกันพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อรายย่อยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคในเวียดนาม การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกรุงศรีในกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน ตามแผนธุรกิจระยะกลางฉบับปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมปี 2564-2566 ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบัน กรุงศรีดำเนินธุรกิจและมีเครือข่ายแข็งแกร่งครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย สาขาและธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยใน สปป.ลาว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา ธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ และสำนักงานตัวแทนในเมียนมา การเข้าซื้อกิจการ SHB Finance ในประเทศเวียดนามครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งผู้นำของกรุงศรีในการเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาย Do Quang Hien ประธานกรรมการของ SHB กล่าวว่า &amp;ldquo;ตลาดสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศเวียดนามมีศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโต SHB Finance เป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ เหมือน &amp;ldquo;ผู้หญิงสาวสวย&amp;rdquo; ที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี ซึ่งหลังจากการคัดเลือกและเจรจา เราก็ได้พบกับพันธมิตรที่เหมาะสมที่จะสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันในหลายๆ ด้าน อาทิ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เทคโนโลยี การยกระดับความสามารถทางการเงิน การขยายเครือข่าย และการพัฒนาการผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของ SHB ในระดับภูมิภาคและระดับโลก&amp;rdquo; &amp;nbsp;
กรุงศรี และ SHB จะทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศเวียดนาม และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพันธมิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114581</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHB Finance, กรุงศรี, ขยายธุรกิจสินเชื่อ, ซื้อกิจการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC ซื้อหุ้นวีนิไทยเตรียมถอนหุ้นออกจากตลาดหวังเสริมแกร่งเคมีภัณฑ์ปลายน้ำ  มุ่งขยายสู่ CLMV</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มีนาคม 2564 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล &amp;nbsp; เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ เรื่องการเข้าซื้อหุ้นของวีนิไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในส่วนของเคมีภัณฑ์ปลายน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมของไทย พร้อมรุกคืบขยายตลาดสู่ CLMV ซึ่งได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ นัดพิเศษ วันที่ 18 มีนาคม 2564 มีมติอนุมัติให้ GC เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิกถอนหุ้นของวีนิไทยออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Delisting Tender Offer: DTO) จากผู้ถือหุ้นทุกรายในราคาเสนอซื้อต่อหุ้นไม่เกิน 39 บาท ซึ่งอาจมีการปรับราคาตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554 &amp;nbsp;โดย AGC Inc. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ VNT ได้แสดงเจตนาที่จะไม่ขายหุ้นสามัญใน VNT ที่ AGC Inc. ถืออยู่โดยตรงทั้งหมด VNT จะยังคงเป็นธุรกิจหลักและบริษัทลูกของ AGC หลังจากการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ หาก VNT สามารถดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ GC และ AGC Inc. มีแผนที่จะสนับสนุนการควบบริษัทระหว่าง VNT และ บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด (&amp;ldquo;AGC-TH&amp;rdquo;) โดยก่อนที่การควบรวมจะแล้วเสร็จ AGC-TH จะปรับโครงสร้าง โดยจะรวมธุรกิจของ AGC Inc. ในประเทศเวียดนามมาอยู่ภายใต้ AGC-TH ก่อนควบรวมกับ VNT เป็นบริษัทแห่งใหม่ (&amp;ldquo;NewCo&amp;rdquo;) ทั้งนี้เป็นการร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่ง (Synergy) ให้กับ VNT และบริษัทย่อยอื่น ๆ ของ AGC เพื่อเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ PVC และ Chlor-Alkali แบบครบวงจรในประเทศไทยและเวียดนาม โดยภายหลังการควบรวมบริษัทแห่งใหม่ (&amp;ldquo;NewCo&amp;rdquo;) จะมีการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Effective) และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ในกำลังการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตพลาสติกพีวีซี (PVC) 450,000 ตันต่อปี ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali) 720,000 ตันต่อปี และผลิตภัณฑ์อีพิคลอโรไฮดรินฐานชีวภาพ (Epichlorohydrin: ECH) 120,000 ตันต่อปี โดยเมื่อการควบรวมบริษัทแล้วเสร็จ บริษัทฯ อาจพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทใหม่ ตามจำนวนและราคาของหุ้นเพิ่มทุนที่ บริษัทฯ จะได้พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงทุนในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการเติบโต พร้อมขยายฐาน สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำ ของ GC และพร้อมต่อยอดไปสู่ธุรกิจในส่วนของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali) &amp;nbsp;และธุรกิจ PVC ซึ่งมีอัตราการเติบโตในระดับที่สูง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจสายโอเลฟินส์ให้กับ GC
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96574</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อกิจการ, บริษัท พีทีที โกลบอล   เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC, บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6054384044523.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีซี ลุยซื้อกิจการต่อยอดธุรกิจวางเป้าเข้าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.2564 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บรัษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ จีซี เปิดเผยว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าซื้อกิจการ(เอ็มแอนด์เอ) ในธุรกิจปลายน้ำหลายโครงการ เช่น โรงงานเม็ดพลาสติกไฮ เพอฟอร์แมน โปรดักส์ ที่บริษัทยังไม่มีฐานการผลิต คาดว่า ได้เห็นการซื้อกิจการภายในปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงจังหวะการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เป็นโอกาสเหมาะในการเข้าซื้อกิจการ เพราะราคาไม่สูง ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรมที่บริษัทฯตั้งเป้าหมายได้เร็วขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งบการลงทุนในปี 64 อยู่ที่ 30,000 -50,000 ล้านบาทเป็นงบลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งไม่รวมการลงทุนเข้าซื้อกิจการ โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้การลงทุนก็ต้องระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพคล่อง และศึกษาทบทวนแผนการลงทุนให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน&amp;rdquo;นายคงกระพัน กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการในปี 64 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ารายได้จะเติบโตระดับ 8-10% เป็นการเติบโตตามปริมาณการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% เนื่องจากช่วงปลายปี 63 และต้นปี 64 มีการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ &amp;nbsp;เช่น โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโอเลฟินส์ เป็นการขยายกำลังการผลิตผ่านการลงทุนในแนฟทา แครกเกอร์ เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบของบริษัทฯ และต่อยอดธุรกิจปลายน้ำในอนาคตด้วยกำลังการผลิตเอทิลีน 500,000 ตัน และโพรพิลีน 250,000 ตัน มูลค่าโครงการประมาณ 36,000 ล้านบาท , โครงการโพรพิลีนออกไซด์ และโครงการโพลีออลส์ เพื่อผลิตโพรพิลีนออกไซด์ 200,000 ตันต่อปี และผลิตภัณฑ์โพลีออลส์ 130,000 ตันต่อปี มีมูลค่าโครงการประมาณ 34,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกานั้น อยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่ หลังจากที่ผ่านมาบริษัทแดลิม อินดัสเทรียล จากประเทศเกาหลีใต้ &amp;nbsp;ตัดสินใจถอนการลงทุนออกไป ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้เจรจาบริษัทที่สนใจลงทุนประมาณ 2-3 ราย มั่นใจว่า กลางปี 64 จะได้ข้อสรุป รวมทั้งการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย &amp;nbsp;โดยบริษัทได้เจรจากับผู้รับเหมาควบคู่กันไปด้วยกับการหาพันธมิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89790</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงกระพัน อินทรแจ้ง, ซื้อกิจการ, พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ จีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffd177d65e47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดดีล&#039;ช่องวัน&#039;ประกาศซื้อ&#039;จีเอ็มเอ็ม แชนแนล&#039;ขยายธุรกิจคอนเทนต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 2563 นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตคอนเทนท์ทั้งสาระและบันเทิง (ช่องวัน31, เอ็กแซ็กท์ ซีเนริโอ, แอ๊กซ์ สตูดิโอ, มีมิติ) เปิดเผยถึงการเข้าซื้อกิจการกลุ่ม บจก. จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง (จีเอ็มเอ็มทีวี, จีเอ็มเอ็ม มีเดีย, เช้นจ์2561, จีเอ็มเอ็มสตูดิโอ อินเตอร์เนชั่นแนล)ว่า &amp;nbsp;การเข้าไปซื้อกิจการครั้งนี้ เพราะเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจคอนเท้นท์ ซึ่งทุกบริษัทใน กลุ่ม บจก. จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง ล้วนมีผลงานเป็นที่สุดในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะมาผนวกกับความแข็งแรงของกลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจที่ตั้งเป้าเติบโตทุกช่องทางในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ช่องจีเอ็มเอ็ม25 ยังดำเนินการออกอากาศต่อไป โดยกลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ รับหน้าที่เป็นตัวแทนทำการตลาด และร่วมผลิตรายการ โดยจะใช้ประสบการณ์ในการบริหารช่องวัน31 ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจทีวิดิจิทัล เข้าไปเป็นตัวแทนทำการตลาดให้ช่อง &amp;nbsp;จีเอ็มเอ็ม25 มีความชัดเจนและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นการเจรจาระหว่างพันธมิตรผู้ถือหุ้น ในกลุ่มของบมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ , กลุ่มสิริดำรงธรรม และ กลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เพื่อหาแนวทางในการบริหารงาน และเสริมความแข็งแกร่งของทุกฝ่าย จนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องและสมประโยชน์ อีกทั้งเป็นการต่อยอดให้แต่ละธุรกิจสำเร็จร่วมกัน ซึ่งบจก.เช้นจ์2561 ยังคงผลิตคอนเท้นต์ให้กับช่องอัมรินทร์ทีวีและช่องทีวีดิจิทัลอื่น ๆ &amp;nbsp;จึงเป็นที่มาของการปรับโครงสร้างการถือหุ้นอย่างเป็นพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลกระทบกับบุคลากรบางส่วน ที่ต้องมีการโยกย้ายกระจายไปอยู่ในส่วนต่างๆของบริษัทในเครือตามความเหมาะสม และในส่วนที่มีการปรับลด ได้มีการสื่อสารเจรจาพูดคุยกับพนักงาน พร้อมดูแลตามกฏหมายอย่างเป็นธรรมทุกขั้นตอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85187</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์, คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ, จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง, ซื้อกิจการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc058e614037.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CRCเข้าซื้อหุ้น&#039;แฟมิลี่มาร์ท&#039;เต็ม100%ประกาศลุยโมเดลใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 63 - นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท Japan FamilyMart Co., Ltd. (JFM) มาตั้งแต่ปี 2555 โดยถือหุ้นในนามบริษัท เอสเอฟเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (SFMH) ในสัดส่วน 50.65% และบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) (RBS) ในสัดส่วน 0.35% และในวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มในนามของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (CFR) ในสัดส่วน 49% จำนวน 5,757,500 หุ้น ทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นเต็ม 100% ในบริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด (CFM)

สำหรับในช่วงเวลากว่า 8 ปีของการบริหารธุรกิจร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท บริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาโมเดล และขยายกิจการแฟมิลี่มาร์ทให้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความสะดวกสบายในรูปแบบของสินค้าและบริการที่ครบครันและมีเอกลักษณ์ พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกพื้นที่ และตอกย้ำการเป็น Lifestyle &amp;amp; Food Destination โดยเพิ่มเมนูอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และกาแฟสด Arigato รวมถึงพื้นที่ Open Space สำหรับพบปะสังสรรค์หรือทำงานร่วมกัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ขณะเดียวกันต้นปีที่ผ่านมายังได้เปิดตัวบริการสะดวกซัก 24 ชั่วโมงด้วยเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ และล่าสุดกับการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่ ได้แก่ แฟมิลี่มาร์ทคอนเทนเนอร์ (Food Drink Container Mart) ที่มีดีไซน์ทันสมัย สีสันสะดุดตา และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ กดสะดวกทุกเวลา (Vending Machine) เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และตอบโจทย์เรื่องความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้า ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรแกร็บ ประเทศไทย โดยลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าที่แฟมิลี่มาร์ทให้ส่งตรงถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชั่นแกร์บมาร์ท พร้อมรับสิทธิประโยชน์อีกมากมายจากบัตร The 1 ได้อีกด้วย

&amp;ldquo;การเข้าถือหุ้นแฟมิลี่มาร์ทเต็ม 100% ในครั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเซ็นทรัลรีและเซอร์วิสแพลตฟอร์ม เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก โดยปัจจุบันแฟมิลี่มาร์ทมีสาขาทั้งสิ้นประมาณ 1,000 สาขา และยังคงมีแผนที่จะขยายสาขาของร้านสะดวกซื้ออย่างต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์ 5 พร้อมของเซ็นทรัล รีเทล ที่มุ่งมั่นขยายการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคตของธุรกิจ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายญนน์ กล่าวปิดท้าย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67113</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเซ็นทรัล, ซื้อกิจการ, บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC), แฟมิลี่มาร์ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece5d310166c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทสโก้ โลตัส ยอมรับมีผู้สนใจซื้อกิจการติดต่อไปยังบริษัทแม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2563 นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า จากกรณีขายกิจการเทสโก้โลตัสในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ขอชี้แจงว่ามีผู้สนใจแจ้งความจำนงไปยังบริษัทแม่ ทำให้บริษัทแม่ได้มีการทบทวนกลยุทธ์ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าทิศทางจะเป็นเช่นไร โดยปัจจุบันพนักงานยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ รวมถึงยังมีการเดินหน้าตามแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขายสาขาในรูปแบบเอ็กซ์เพรสที่จะมีมากขึ้นนับจากนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค้าปลีกในปี 2563 นี้ หลังจากผ่านเดือนแรกของปี พบว่ามีปัจจัยที่ไม่เหมือนเดิมหลายอย่าง ที่ทำให้คาดการณ์ได้ยากว่าค้าปลีกในปีนี้จะเป็นอย่างไร โดยหน้าที่ของบริษัทยังคงดูแลลูกค้าด้วยราคาที่ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคุณภาพของสินค้าและแคมเปญการตลาด ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งและตลาดแล้วบริษัทมีราคาที่ดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทได้ทำการซื้อผลิตผลทางการเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร มาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเพิ่มปริมาณที่รับซื้อขึ้นทุกปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้ที่เป็นธรรมและมั่นคง ทั้งยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด โดยร่วมกันคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักใบที่มีศักยภาพ ลงพื้นที่เพื่อเป็นพี่เลี้ยงดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส สามารถขยายโครงการซื้อตรงไปสู่เกษตรกรครบทั้ง 4 ภูมิภาค สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ และส่งมอบผักสดคุณภาพสูง ปลอดภัย ในราคาที่เอื้อมถึงให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส รับซื้อผักใบจากเกษตรแปลงใหญ่ 4 แหล่งหลักครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ 1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ปริมาณรับซื้อ 70 ตันต่อเดือน เพื่อจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส 120 สาขาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. ภาคใต้ กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม อำเภอพูนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปริมาณรับซื้อ 97 ตันต่อเดือน เพื่อจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส 55 สาขาทั่วภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน 3. ภาคกลาง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปริมาณรับซื้อ 72 ตันต่อเดือน เพื่อจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส 54 สาขาทั่วภาคกลาง และ 4. ภาคเหนือ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ปริมาณรับซื้อ 35 ตันต่อเดือน เพื่อจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส 120 สาขาทั่วภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การรับซื้อผักตรงจากทั้ง 4 แหล่งดังกล่าวในปริมาณกว่า 270 ตันต่อเดือน ช่วยสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและมั่นคงให้เกษตรกร 600 ครัวเรือน โดยเทสโก้ โลตัส ตั้งเป้าหมายที่จะขยายโครงการสู่เกษตรแปลงใหญ่กลุ่มอื่น ๆ ในอนาคต โดยภายในปลายปี 2563 จะครอบคลุมเกษตรกร 1,000 ครัวเรือน&amp;quot; &amp;nbsp;นางสาวสลิลลา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โครงการรับซื้อผลผลิตตรงจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย ตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน ครอบคลุมการรับซื้อฟักทองพันธุ์ทองอำไพ จากชมรมส่งเสริมพัฒนาอาชีพอิสระคนพิการ พื้นที่ปลูกฟักทองรวมกว่า 90 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยผลผลิตทั้งหมดรวบรวมเข้าโรงคัดบรรจุ ตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน เพื่อส่งจำหน่ายในร้านค้าของเทสโก้ โลตัส ในภาคเหนือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55974</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อกิจการ, สลิลลา สีหพันธุ์, เทสโก้ โลตัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180203/image_big_5a7499260c550.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
