<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัย สวทช.สังเคราะห์สารตั้งต้นยา ‘ฟาวิพิราเวียร์’ สำเร็จ เตรียมผลิตระดับอุตสาหกรรมป้อนประเทศเพื่อนบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.64- &amp;nbsp;ที่กระทรวงการอุมดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการแถลงข่าว ความร่วมมือเพื่อสร้างความสามารถในการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API: Active Pharmaceutical Ingredients) ของประเทศ: ยาต้านไวรัส &amp;ldquo;Favipiravir&amp;rdquo; โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) พร้อมด้วยผู้บริหารและและนักวิจัยจากทั้ง 2 หน่วยงานร่วมแถลงข่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;มีความยินดีมากที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือในการพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) สำหรับใช้เป็นสารตั้งต้นในการการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เพื่อใช้ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SAR-CoV-2) ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งภายใต้แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) พ.ศ. 2564-2569 ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศให้ BCG เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในวาระที่นำเสนอในการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศไทยก็เป็นที่ประจักษ์ของชาวโลกอย่างมากว่าเรามีการแพทย์และสาธารณสุขที่ก้าวหน้าประเทศหนึ่งในเอเชียและระดับโลก ที่สำคัญขณะนี้ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน 2 ชนิด จาก 7 ชนิด และวัคซีนอีก 5 ชนิด กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการพัฒนาวัคซีนเพื่อคนไทยไม่เท่าไหร่ แต่การผลิตวัคซีนโดยคนไทยต่างหากที่เป็นเป้าหมายของอว.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนการวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมวัคซีน ยา รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะช่วยรับมือต่อวิกฤติโรคระบาดในอนาคต ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการนำเข้า ช่วยให้พ้นประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เพราะเราไม่ได้มีแค่วิทยาการความรู้ แต่เรายังสามารถผลิตเพื่อการส่งขายได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีขณะนี้ สวทช. ได้เตรียมผลักดันเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยนำเรื่องการพัฒนาสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม สำหรับยา Favipiravir ต้านโรค COVID-19 &amp;nbsp;บรรจุในโครงการ BCG กลุ่มสาขายาและวัคซีน แล้ว และเป็นกรอบการทำงานของงบประมาณปี 2565 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. แถลงว่า สวทช. คือหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่ง สวทช. มีองค์ความรู้ บุคลากร ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางด้านเคมีสังเคราะห์ที่จะช่วยหนุนเสริมองค์การเภสัชกรรมในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ได้เองภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมยาแบบครบวงจร และส่งเสริมงานด้านสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมการผลิตยาของประเทศไทยยังคงอยู่ระดับปลายน้ำ ต้องนำเข้าสาร API ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยารักษาโรคต่างๆ จากต่างประเทศมากถึง 95% ดังนั้นหากเราสามารถสังเคราะห์ API ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตำรับยาได้สำเร็จ จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมของไทยให้ผลิตยาได้ครบวงจรด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการแพทย์ให้กับประชาชนได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 โรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มียารักษา ทำให้มีความพยายามนำยาหรือสารออกฤทธิ์ต่างๆ มาทดลองรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัส SARS-CoV-2 กระทั่งพบยาที่มีประสิทธิผลดีในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ฟาวิพิราเวียร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ด้วยโรค COVID-19 มีการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นที่ต้องการอย่างมาก ประเทศผู้ผลิตต้องเก็บไว้รักษาประชากรของตนเอง ทำให้ยาขาดตลาด การสั่งซื้อทำได้ยากและมีจำนวนจำกัด จึงอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาของผู้ป่วยในประเทศที่ไม่สามารถผลิตยาเองได้ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ สวทช. ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.)เดินหน้าวิจัยพัฒนากระบวนการผลิต API ด้วยตนเองในระดับห้องปฏิบัติการกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาสูตรตำรับยาที่ทางอภ.ดำเนินการอยู่ เพื่อใช้ในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับต้านโรค COVID-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ดี ในกระบวนการสังเคราะห์ API นั้น แม้ทีมวิจัยจะเลือกแนวทางการผลิตที่ดีที่สุดจากหลายแนวทางการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเป็นวิธีที่ต้องใช้สารตั้งต้นที่มีราคาแพง ทำให้ทีมวิจัยเร่งศึกษาวิจัยต่อยอด พัฒนากระบวนการสังเคราะห์จากเดิม 6 ขั้นตอน เป็น 9 ขั้นตอน ถึงแม้จะมีขั้นตอนที่มากขึ้นแต่เป็นวิธีที่สามารถใช้วัตถุดิบราคาถูก หาได้ง่าย และพึ่งพาตนเองได้ โดย API ที่นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. สังเคราะห์ได้มีคุณภาพดี มีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นทดแทน API ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในขั้นต่อไป อภ.จะขยายการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) ร่วมกับทีมนักวิจัย ไบโอเทค สวทช. และจะมีการต่อยอดขยายผลไปสู่อุตสาหกรรม API โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขยายผลสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมยา สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ตั้งเป้าสร้างศักยภาพการผลิตยาในประเทศ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ด้าน นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผอ. อภ.กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทางอภ.ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านยาของประเทศ &amp;nbsp;ได้มีการวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนสำหรับใช้ในโรค COVID-19 ในส่วนของวัตถุดิบยาฟาวิฟิราเวียร์ องค์การฯ ได้ร่วมมือกับ สวทช. ดำเนินการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบ Favipiravir &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ สวทช. ได้ดำเนินการในระดับห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ได้กระบวนการสังเคราะห์จากสารตั้งต้นตัวใหม่ที่มีราคาถูกกว่าสารตั้งต้นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้องค์การฯ อยู่ในระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน สวทช. พร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับองค์การฯ เพื่อองค์การฯ จะได้พัฒนาต่อยอดกระบวนการสังเคราะห์ไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อไป ทั้งนี้องค์การฯ สวทช. &amp;nbsp;และ ปตท. จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยา Favipiravir และวัตถุดิบยาจำเป็นอื่นๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวัตถุดิบยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุข และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศไทย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่โครงการ BCG ได้บรรจุแผนการสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบลงในแผนสาขาด้านยาและวัคซีน เพื่อสามารถให้การสนับสนุนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94900</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อยาฟาวิราเวียร์, ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สวทช., อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f52a13fb4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อนุทิน&#039;ฮึ่ม!ฟ้องพวกวิจารณ์เสียหายซื้อยาจากจีนแทนรับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อยาฟาวิราเวียร์จากจีน แทนที่จะรับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาเอวีแกน ที่สนับสนุนฟรี กว่า 30 ประเทศเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งๆที่ยา 2 ตัวนี้เป็นยาตัวเดียวกัน แค่ชื่อทางการค้าต่างกันเท่านั้นว่า ยา 2 ตัวนี้คือยาตัวเดียวกันที่มีชื่อสามัญว่าฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งประเทศจีนได้ สิทธิบัตรจากญี่ปุ่นไปผลิตต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทินกล่าวว่า การนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยล็อตแรกไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากจีนแบบให้เปล่าเช่นกัน อย่างไรตาม เพื่อสำรองให้อุ่นใจว่าเราจะมียาเพียงพอต่อการใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศ กรมควบคุมโรคสั่งซื้อ 40,000 เม็ด องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้ออีก 40,000 เม็ดจากประเทศญี่ปุ่น อีก 100,000 เม็ดจากจีน และที่กำลังจะมาถึงไทยเร็วๆนี้ คือล็อตที่องค์การเภสัชฯ สั่งซื้อจากจีน 100,000 เม็ด และญี่ปุ่น 100,000 เม็ด ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีเครื่องมือรักษาชีวิตประชาชน และยาที่ได้มาได้ใช้รักษาผู้ป่วยไปแล้วจำนวนมาก กทม.กว่า 200 ราย ตจว กว่า 100 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ปัจจุบันทั่วโลกมีความต้องการใช้จำนวนมาก ดังนั้นการซื้อหรือได้รับบริจาคต้องออกแรงเจรจากว่าจะได้มา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเจรจากับทั้งทูตจีนและญี่ปุ่นตลอด ส่วนข่าวที่ญี่ปุ่นจะให้ฟรีเพิ่งมีมาทีหลังและยังไม่มีความชัดเจนไม่มีความแน่นอนว่าจะได้เท่าไร เมื่อไร เพียงพอ และทันเวลาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลเท็จเช่นนี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีตามกฎหมายทุกช่องทาง ไม่ว่าอาญา แพ่ง ปอท และพรก. ฉุกเฉินฯ&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อยาฟาวิราเวียร์, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e8996e58e528.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
