<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยยูเนี่ยนควัก 3 พันล้านเข้าลงทุน อาร์บีเอฟ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 กันยายน 2564 &amp;ndash; บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท &amp;nbsp;ในบริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์บีเอฟ ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร ทั้งวัตถุแต่งรส &amp;nbsp;สี และสารปรุงแต่งอาหารหลากหลายชนิด &amp;nbsp;การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างสองบริษัทมาเป็นระยะยาวนาน โดยอาร์บีเอฟได้จัดหาส่วนผสมอาหารที่ได้คุณภาพให้กับไทยยูเนี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสและความเติบโตให้กับไทยยูเนี่ยนในธุรกิจส่วนผสมในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดผู้บริโภคในอาเซียนที่ต้องการสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น &amp;nbsp; อาร์บีเอฟมีความเชี่ยวชาญในนวัตกรรมผลิตส่วนผสมในอาหารต่างๆ เช่น วัตถุแต่งกลิ่นธรรมชาติ หรือสารสกัดจากกัญชง จะช่วยเสริมทั้งในส่วนของสินค้าหลักและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของไทยยูเนี่ยน รวมไปถึงสินค้าโปรตีนทางเลือกและอาหารสัตว์เลี้ยง &amp;nbsp;สำหรับอาร์บีเอฟ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเปิดโอกาสให้อาร์บีเอฟได้เข้ามาจัดหาส่วนผสมอาหารและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของไทยยูเนี่ยน ตลอดจนสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายธุรกิจของไทยยูเนี่ยนที่มีอยู่ทั่วโลก &amp;nbsp; นอกจากนี้ทั้งสองบริษัทยังมีวิสัยทัศน์ในด้านนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของไทยยูเนี่ยนคือการขยายธุรกิจไปสู่การเติบโตและการทำกำไรที่ดีขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ตอบโจทย์กลยุทธ์ดังกล่าวของบริษัท &amp;nbsp;โดยทางอาร์บีเอฟเองมีประสบการณ์มากกว่าสามทศวรรษในธุรกิจวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย &amp;nbsp;ไทยยูเนี่ยนมีความยินดีที่ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับอาร์บีเอฟ และหวังว่าจะได้ร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปทั่วโลก ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ทั้งด้านรสชาติและโภชนาการ ด้วยนวัตกรรมของทั้งสองบริษัท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างความได้เปรียบและความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท &amp;nbsp;ด้วยประสบการณ์มากกว่า 35 ปีของเราในธุรกิจ จะช่วยเสริมทัพให้กับผลิตภัณฑ์ของไทยยูเนี่ยน &amp;nbsp;และด้วยธุรกิจของไทยยูเนี่ยนที่มีอยู่ทั่วโลก จะช่วยเสริมศักยภาพของอาร์บีเอฟในการก้าวกระโดดจากธุรกิจส่วนผสมในอาหารระดับภูมิภาค ไปสู่ระดับโลกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117251</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์บีเอฟ, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_614806779bafc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กดีล &#039;GULF&#039; เตรียมเงิน 5.3 แสนล้านตั้งโต๊ะซื้อหุ้น INTUCH - ADVANC </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เมษายน 2564 รายงานข่าวจาก บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 18 เม.ย.64 มีมติอนุมัติให้บริษัทฯลงทุนหุ้นสามัญทั้งหมดของ&amp;nbsp;บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; หรือ INTUCH โดยการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไขก่อนการทำคำเสนอซื้อในราคาเสนอซื้อหุ้นละ 65.00 บาท หรือการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาที่มีการซื้อขายในตลาด และยังอนุมัติการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; ADVANC ในกรณีที่บริษัทฯมีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ADVANC ตามหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในนิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการอยู่ก่อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทมีความประสงค์ที่จะลงทุนในหุ้นสามัญทั้งหมดของ INTUCH โดยทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไขก่อนการทำคำเสนอซื้อ ราคาเสนอซื้อหุ้นละ 65.00 บาท โดยไม่รวมหุ้นสามัญ INTUCH ที่ปัจจุบันบริษัทฯ ถืออยู่เป็นจำานวน 606,878,314 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 18.93% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ INTUCH และหุ้นสามัญ INTUCH ที่บริษัทฯ อาจได้มาจากการลงทุนเพิ่มเติมก่อนการทำคำซื้อหลักทรัพย์ INTUCH หากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯมีมติอนุมัติให้บริษัทฯลงทุนในหุ้นสามัญ INTUCH &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนหุ้นสามัญ INTUCH ที่บริษัท จะลงทุนโดยการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ INTUCH หรือซื้อขายผ่านตลาดหลักจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ INTUCH และในกรณีที่มีการใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิคงเหลือทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญ บริษัทฯ จะทรัพย์ฯ หรือวิธีอื่นใด จะมีจำนวนทั้งหมดไม่เกิน 2,599,631,112 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 81.07% ของจำนวนหุ้นที่ออกและต้องซื้อหุ้นสามัญ INTUCH เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนไม่เกิน 1,268,956 หุ้น
นอกจากนี้ กรณีที่ผลของการทำคำเสนอเสนอซื้อหลักทรัพย์ INTUCH ดังกล่าวข้างต้น ทำให้บริษัทได้มาซึ่งหุ้น INTUCH เพิ่มขึ้นจนถึงสัดส่วนตั้งแต่ 50% ขึ้นไปของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ INTUCH จะถือว่าบริษัทเข้ามามีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญใน INTUCH ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นใน ADVANC และบริษัทไทยคม อยู่ก่อนแล้วในสัดส่วน 40.45% &amp;nbsp;ของ ADVANC และ THCOM 41.13% ทำให้บริษัทมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดใน ADVANC และ THCOM ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯไม่มีความประสงค์ที่จะทำคำเสนอซื้อเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดใน THCOM และอยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับ ก.ล.ต. ในการขอผ่อนผันหน้าที่ในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดใน THCOM ตามหลักเกณฑ์ Chain Principle และข้อผ่อนผันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าการลงทุนครั้งนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 534,549.72 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ INTUCH ที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นสามัญทั้งหมดของ INTUCH มีมูลค่ารวมไม่เกิน 169,058.50 ล้านบาท และมูลค่าของหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ADVANC ที่จะได้การทำดำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ADVANC ตามหลักเกณฑ์ Chain Principle มีมูลค่ารวมไม่เกิน 365,491.21 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99943</URL_LINK>
                <HASHTAG>5แสนล้าน, ซื้อหุ้น, ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์, บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d111ee7cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>KTC ควัก 594 ล้านถือหุ้นเคทีบีลีสซิ่ง 75% ลุยธุรกิจเช่าซื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.พ. 2564 นายระเฑียร&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศรีมงคล&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&amp;nbsp;บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้ KTC เข้าลงทุนในบริษัท กรุงไทยธุรกิจ ลีสซิ่ง จำกัด หรือ เคทีบี ลีสซิ่ง ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ในเครือธนาคารกรุงไทย ด้วยการซื้อหุ้นสามัญจำนวนทั้งสิ้น 75,050,000 หุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็น 75.05% มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ในราคาหุ้นละ 7.92 บาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 594.39 ล้านบาท ซึ่งมีเงื่อนไขการปรับปรุงราคาซื้อขายหุ้นในภายหลังให้เป็นไปตามมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย ยังคงถือหุ้นสัดส่วน 24.95% โดยจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเม.ย.64 เพื่อขออนุมัติเข้าทำรายการดังกล่าว โดยจะต้องได้รับมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับคะแนนเสียงในส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย และธนาคารกรุงไทยจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเข้าซื้อ เคทีบี ลีสซิ่ง ครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต มีสาขาบริการตั้งอยู่ในหัวเมืองหลักของทุกภูมิภาคในไทย และสามารถทำธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งทุกประเภท ซึ่งจะช่วยเติมเต็มและสร้างโอกาสให้เคทีซีสามารถแตกไลน์ธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกันได้กว้างขวาง ครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น ต่อยอดจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เคทีซี พี่เบิ้ม เพื่อให้ทำธุรกรรมได้ครบวงจร ซึ่งเคทีซีได้เริ่มเบนเข็มทำธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกันเมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมียุทธศาสตร์ปรับพอร์ต เคทีบี ลีสซิ่ง บูรณาการกระบวนการติดตามหนี้ และปรับแผนธุรกิจใหม่หมด พร้อมนำจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจ มาส่งเสริมกันและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเชื่อมั่นว่าความโดดเด่นและความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยของ KTC ทั้งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ KTC พี่เบิ้ม สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนธุรกิจลีสซิ่งของเคทีบี ลีสซิ่ง โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มตลาดรถยนต์ใหม่ รถมือ 2 และรถแลกเงิน&amp;nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดใหญ่ โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายสาขาของธนาคารกรุงไทยที่ครอบคลุมกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92697</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, ทำธุรกิจรถยนต์, ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์, บริษัท กรุงไทยธุรกิจ ลีสซิ่ง จำกัด หรือ เคทีบี ลีสซิ่ง, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC, ระเฑียร  ศรีมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_60249e0edc253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด GULF อนุมัติเพิ่มการลงทุนในหุ้น INTUCH อีก 5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค. 2563 นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่บริษัทได้รายงานความคืบหน้าการลงทุนในหุ้นสามัญบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (INTUCH) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 โดยได้เข้าถือหุ้นสามัญ INTUCH คิดเป็นสัดส่วน10% นั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนรวมไม่เกิน 5% ในวงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 8,920 ล้านบาท หรือเพิ่มจากจำนวน 10% เป็นไม่เกิน 15% โดยการซื้อขายผ่านตลท.

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2563 บริษัทถือหุ้นสามัญใน INTUCH คิดเป็นสัดส่วน 14.39% ซึ่งการลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนในรูปเงินปันผลให้แก่บริษัทได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจาก INTUCH ประกอบธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัท เนื่องจากเป็นการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานประเภทโทรคมนาคมของประเทศไทย และธุรกิจดังกล่าวยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่สูง ทั้งนี้ แหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ มาจากเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ และวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88404</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd63189d4b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวแล้ว &#039;สาธิต&#039; ผู้ซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เฉียดหมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 63 นายสาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) เปิดเผยถึง กรณีข่าวพริ้นซิเพิล แคปิตอล เข้าลงทุนซื้อหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 103 บาท รวมมูลค่า 9,321.50 &amp;nbsp;ลบ. จาก บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) &amp;nbsp;และยังสนใจส่วนที่เหลืออีก 11.34 % ของทาง BDMS ที่ถืออยู่ใน BH ด้วยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในข้อเท็จจริง ตนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ พริ้นซิเพิล แคปิตอล ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จากกลุ่มหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นการซื้อในนามส่วนตัว ในรูปแบบ &amp;ldquo;Friendly deal&amp;rdquo; &amp;nbsp;เป็นการซื้อเพื่อลงทุน และเชื่อมั่นในศักยภาพของ BH&amp;rdquo; นายสาธิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับสถาบันการเงินและกลุ่มปราสาททองโอสถ และกลุ่มโสภณพนิชในเรื่องขั้นตอนการจัดหาแหล่งเงินทุนมาซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว โดยจะมีการชำระเงินค่าซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 9,300 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนความร่วมมือทางธุรกิจของ PRINC กับทาง Bumrungrad ยังคงเป็นไปตามแผนก่อนหน้านี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นในนามส่วนตัว ที่ผ่านมาร่วมมือกับ Bumrungrad Health Network ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศรักษาโรคเฉพาะทางในด้านต่างๆ เช่น โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่สมุทรปราการ (บางนา) และกรุงเทพฝั่งตะวันออก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วน PRINC ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง และเปิดคลินิกทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า (ปี 2565) เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมระหว่างภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงพยาบาลในเครือข่ายที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ &amp;nbsp;จังหวัดสมุทรปราการ &amp;nbsp;โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร โรงพยาบาล ศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน &amp;nbsp;โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร &amp;nbsp;โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85040</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, พริ้นซิเพิล แคปิตอล, สาธิต วิทยากร, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe45ceb9fe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แจงเหตุผลที่ขอให้แบงก์งดจ่าย “เงินปันผลระหว่างกาล” และ “งดซื้อหุ้นคืน” ย้ำไม่ต้องการให้การ์ดตกในการต่อสู้วิกฤตระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และจะจบอย่างไร การรักษาภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่าการรักษาภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพของคนไทยแต่ละคน

ภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากอันหนึ่งของธนาคารพาณิชย์คือระดับเงินกองทุน ที่เป็นกันชนรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เงินกองทุนจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูอย่างเต็มที่
การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยเข้มแข็ง (ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ BIS ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 18.7) ธนาคารพาณิชย์จึงสามารถออกมาตรการช่วยดูแลและเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้หลากหลายมาตรการ ในระยะข้างหน้าที่เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เราไม่ควร &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ควรจะรักษาระดับเงินกองทุน หรือ &amp;ldquo;กันชน&amp;rdquo; ของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย
&amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; เป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ให้รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งต่อเนื่องจนกว่าจะจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

การประเมินระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์ก็เหมือนการตรวจสุขภาพที่ต้องทำเป็นประจำ ในรอบที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ประเมินและจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งสถานการณ์วันนี้ได้เปลี่ยนไปมาก นอกจากนี้ ทั้งการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และของลูกค้าก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม และมาตรการล๊อคดาวน์ด้วย ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ในช่วงที่ต้องได้รับการเยียวยา ปรับตัว หรือวางแผนธุรกิจใหม่ ธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งลูกค้าและแผนธุรกิจของตนเองได้อย่างชัดเจน ธปท. จึงขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าโดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการหลากหลายด้านเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ และผ่อนผันกฎเกณฑ์การกำกับดูแลหลายเรื่องเพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ด้วย ธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเยียวยาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งต้องคำนวณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผลประกอบการและระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างละเอียดในสถานการณ์ต่างๆ (scenarios) ในอนาคตด้วย

ในภาวะปกติ ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง (ไม่ใช่ทุกแห่ง) จะจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเดือนสิงหาคม &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; หรือ interim dividend เป็นการจ่ายเงินปันผลนอกรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่ต้องรอคำนวณผลการดำเนินงานเมื่อครบปี หรือครบรอบระยะเวลาบัญชี โดยอาจจะคำนวณจากผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรกและผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนำมาจ่ายเป็น &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม

ส่วนการ&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นั้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่คิดว่ามีเงินกองทุนในระดับสูงเกินความจำเป็น หรือเห็นว่าราคาหุ้นในตลาดลงไปอยู่ในระดับต่ำเกินควร ได้มีแผน&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;จากผู้ถือหุ้นทั่วไป ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นของตัวเองจำนวนหนึ่งออกจากตลาดหลักทรัพย์มาเก็บไว้ หรือเพื่อนำไปลดทุนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง (การงดการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์นั้น &amp;rdquo;ไม่กระทบ&amp;rdquo;ต่อการซื้อขายหุ้นธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์ของประชาชนตามปกติแต่อย่างใด)
การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบรุนแรง และยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ธนาคารพาณิชย์จึงควรใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ วางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง และทำงานกับลูกค้ากลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แผนบริหารจัดการเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จัดทำใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์ข้างหน้า และสอดคล้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลงด้วย

การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นี้ แม้ว่าจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ แต่จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง มีกันชนที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะถ้าเกิดการแพร่ระบาดโควิด 19 ระยะใหม่ๆ

การประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายกลางของ ธปท. นอกจากจะช่วยให้เกิดความชัดเจนแก่ผู้ร่วมตลาดแล้ว ยังช่วยลดความกังวลให้แก่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการบริหารจัดการแบบระมัดระวังเป็นพิเศษ ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้แจ้งความกังวลให้ธปท. ทราบว่าผู้ถือหุ้น และผู้ฝากเงินอาจจะเข้าใจผิดได้ ถ้าธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่เคยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประกาศงดจ่ายในปีนี้ หรือยกเลิกแผนการซื้อหุ้นคืนด้วยตนเอง อาจจะถูกเข้าใจผิดไปว่าธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษหรืออยาก &amp;ldquo;ตั้งการ์ดสูง&amp;rdquo; เป็นธนาคารพาณิชย์ที่กำลังมีปัญหาเรื่องฐานะการเงินหรือได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 รุนแรงกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ถ้า ธปท. ไม่ออกแนวนโยบายกลางให้ชัดเจน ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่เคยจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ก็คงจะต้องจ่ายไปตามปกติ ทั้งที่อยากจะสร้างกันชน และใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบระมัดระวัง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

ใครที่ติดตามเรื่องของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินรอบโลกก็คงไม่แปลกใจกับนโยบายเรื่องนี้ของ ธปท. ในขณะที่ ธปท. เพิ่งขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย&amp;rdquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;ในระหว่างทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศทั่วโลกได้ออกนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปก่อนหน้านี้หลายเดือน บางประเทศ(เช่น อังกฤษ)ขอให้งดซื้อหุ้นคืน และไปไกลถึงขนาดขอให้งดการจ่ายเงินปันผลประจำปีจากผลประกอบการของปีที่แล้วด้วย บางประเทศ(เช่น สหภาพยุโรป และนิวซีแลนด์)ขอให้งดซื้อหุ้นคืนและงดการจ่ายเงินปันผลไประยะเวลาหนึ่งเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์โควิด 19 ก่อน บางประเทศ(เช่น ออสเตรเลีย)ขอให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำ stress test ใหม่ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ก่อนที่จะพิจารณาจ่ายเงินปันผล หลายประเทศที่เป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็มีแนวนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลเช่นกัน รวมทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ​ (IMF) ได้ออกมาสนับสนุนให้ธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินทั่วโลกมีนโยบายระงับการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์ด้วย

แนวนโยบายเรื่องการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่นี้ จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อระบบสถาบันการเงิน จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง เป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และมีเงินกองทุนที่จะสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., เงินปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2020 06:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมชี้แจงกรณีซื้อหุ้น LH แพง กลายเป็นได้กำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จากที่สื่อมวลชนนำเสนอกรณีสำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อหุ้น LH ในราคาพรีเมียม ที่ 10.16 บาท แพงกว่าราคาในกระดาน ณ วันที่ 2 เมษายน ซึ่งปิดตลาดที่ระดับ 6.65 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ในฐานะ โฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่าสำนักงานฯ ได้มีการซื้อหุ้น LH ในวันที่ 2 เมษายน 2563 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ จำนวน 8 ล้านหุ้น ราคา 6.6051 บาทต่อหุ้น ในราคาปิด 6.65 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ ถือหุ้นรวมเป็น 5.0335% สำนักงานฯ จึงได้มีการรายงานแบบ 246-2 ตามข้อกำหนดของ กลต. ของการได้มาหุ้นสามัญ LH เกิน 5% อย่างไรก็ตามแบบรายงานซึ่งต้องระบุราคาสูงสุดที่ได้มาย้อนหลัง 90 วัน ซึ่งใน 90 วันดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมมีการซื้อสูงสุดที่ราคา 10.16 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 7 มกราคม 2563 โดยในวันดังกล่าวหุ้น LH มีราคาปิดที่ 10.20 บาทต่อหุ้น ดังนั้น สำนักงานฯ มิได้ซื้อหุ้น LH แพงกว่าราคาซื้อขายในตลาดตามที่สื่อได้กล่าวถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราคาหุ้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563 ราคาปิดอยู่ที่ 7.65 บาท ส่งผลให้สำนักงานประกันสังคมได้กำไรกว่า 8,000,000 บาท จากการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิศมัย กล่าวต่อว่า สำนักงานฯ มีการลงทุนหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาอย่างสม่ำเสมอตามเงินสมทบส่วนเกินจากการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน มีการกระจายการลงทุน ในหลากหลายอุตสาหกรรม และรายหุ้น โดยเลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีโอกาสเติบโตได้ ทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงทางเงินต่ำสามารถรองรับ ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจได้ดี และการลงทุนในระยะยาว สำนักงานฯ มีการลงทุนหุ้น LH เป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งเป็นหุ้นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มีประสบการณ์ยาวนาน เน้นขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้าที่มีรายได้สูง มีเงินปันผลรับจาการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการจ่ายปันผลในอัตราสูงและสม่ำเสมอ มีหนี้สินในระดับต่ำ ซึ่งเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ฐานะทางการเงินดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกหดตัว ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยมีการปรับลดลงอย่างรุนแรง หุ้นที่สำนักงานประกันสังคมถือครองจึงมีราคาปรับลดลงตามภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม สำนักงานคาดว่าราคาจะมีการปรับตัวขึ้นมาได้ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า การลงทุนในหุ้นสำนักงานประกันสังคมจะถือลงทุนในระยะยาว ซึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานได้รับผลตอบแทน เฉลี่ยปีละ 12.73%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ นางพิศมัยฯ ขอให้ผู้ประกันตน และนายจ้าง มั่นใจว่าสำนักงานประกันสังคมจะนำเงินสมทบที่ได้จัดเก็บไปลงทุนอย่างระมัดระวัง บริหารจัดการเม็ดเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดดอกผลนำมาคืน ในรูปของสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, พิศมัย นิธิไพบูลย์, สำนักงานประกันสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e99b7fd1ac76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
