<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนห่วงระเบียบสังคมกรุงเทพฯที่หายไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ระเบียบสังคมกรุงเทพ ที่หายไป กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพในกรุงเทพมหานครโดยดำเนินโครงการทจำนวน 1,059 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 - 12 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความพอใจต่อช่วงแรก ๆ ของความเข้มงวด กวดขันจัดระเบียบสังคมกรุงเทพมหานคร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 พอใจต่อการจัดระเบียบ พัฒนาโครงข่าย สะดวกสบาย เดินทาง สนามบิน รถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน เชื่อมโยงกรุงเทพ จังหวัดต่าง ๆ รองลงมาคือ ร้อยละ 88.4 พอใจการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ที่มีรูปถ่าย ป้ายชื่อคนขับ ร้อยละ 86.6 พอใจการจัดระเบียบทางเท้า คืนพื้นที่คนเดินทางเท้า ร้อยละ 86.5 พอใจการจัดระเบียบวินรถตู้สาธารณะ ร้อยละ 85.1 พอใจการจัดระเบียบ ร้านค้าแผงลอย ร้อยละ 83.1 พอใจการจัดระเบียบรถแท็กซี่ ร้อยละ 83.1 เช่นกัน พอใจการจัดระเบียบ ที่อยู่อาศัย บ้านมั่นคง ร้อยละ 81.5 พอใจการจัดระเบียบ บ้านริมคลอง และร้อยละ 74.5 พอใจการจัดระเบียบ คนเร่ร่อน ไร้ที่พักพิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดระเบียบสังคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.5 ระบุ ความสะดวกและสบายของประชาชน รองลงมาคือร้อยละ 92.9 ระบุ ความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ร้อยละ 92.0 ระบุ การไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ทำผู้อื่นเดือดร้อน ในขณะที่ ร้อยละ 91.0 ระบุความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และร้อยละ 90.7 ระบุลดความเหลื่อมล้ำ เสริมความเท่าเทียมของประชาชนเข้าถึง สิทธิพื้นฐานในสังคม เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.0 กังวลต่อความไร้ระเบียบ เละเทะของสังคมกลับมา ในขณะที่ร้อยละ 6.0 ไม่กังวล อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.0 ต้องการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม จัดระเบียบสังคม เคารพกฎหมาย ลดการสร้างปัญหาให้สังคมร่วมกัน และร้อยละ 93.7 ต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกวดขัน ขับเคลื่อนและทำงานให้สังคม กลับมามีระเบียบมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อถามถึง หน่วยงานรัฐที่ประชาชนต้องการให้เข้มงวดกวดขันจัดระเบียบสังคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 ระบุ กระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมควบคุมโรค กรมอนามัย ความสะอาดถูกสุขอนามัย อาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 96.6 ระบุ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น สำนักอนามัย เทศกิจ สุขอนามัย ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และอื่น ๆ ร้อยละ 96.5 ระบุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เช่น คนเร่ร่อน ที่พักอาศัยการเคหะ เป็นต้น ร้อยละ 96.0 ระบุ กระทรวงคมนาคม เช่น จัดระเบียบรถตู้ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และร้อยละ 93.7 ระบุ ตำรวจ บังคับใช้กฎหมาย จัดระเบียบสังคมเข้มงวด เคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่าโพลชิ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพอใจของประชาชนอยู่ในระดับกว่าร้อยละ 80 เกือบทุกตัวต่อนโยบายการจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลที่ผ่านมา ในความพยายามเจรจาพูดคุยและเข้มงวดกวดขันบังคับใช้กฎหมายทั้งในกรุงเทพฯ เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะ การจัดระเบียบโครงข่ายคมนาคม คลองสาธารณะ ทางเท้า ร้านค้าแผงลอย วินมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ ชายหาด รวมทั้งคนเร่ร่อนและที่พักอาศัยที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในสังคมที่ปรากฎชัดอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมที่เริ่มลดหายไป กลับกลายเป็นความกังวลต่อประชาชนค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 90 ที่กังวลในเรื่องการไร้ระเบียบและการหย่อนหยานไม่เข้มงวดกวดขันปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94 ต้องการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นต่อความรับผิดชอบสังคมโดยเฉพาะการเคารพกฎหมายและลดสร้างปัญหาที่กระทบต่อส่วนรวม &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง กลับมาเข้มงวดกวดขันบังคับใช้กฎหมาย และขับเคลื่อนให้สังคมกลับมามีระเบียบมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่สำคัญ เช่น กรุงเทพมหานคร กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และตำรวจ&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า การจัดระเบียบสังคมเป็นความต้องการของประชาชนร่วมกันอย่างมาก ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่ความเป็นสากลมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับการเปิดประเทศภายใต้วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยต้องไม่ให้เสียของ อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการและภาคประชาชน ที่รัฐบาลต้องยืนยันความต่อเนื่องและแสดงความเข้มแข็งทางนโยบาย ลงดาบหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายกับผู้ละเมิดอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยต้องกวดขันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน้าที่อันนำไปสู่การปล่อยปละละเลยไม่บังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้และต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ต้องเคารพกฎหมายและสิทธิของผู้อื่น มีความรับผิดชอบตนเองและสังคมไม่สร้างปัญหากับส่วนรวม โดยถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องยกระดับสังคมไทย สู่ความเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจมากกว่าวัตถุนิยมเพียงอย่างเดียว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, ระเบียบสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5a3cc49475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 13:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 13:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.ต้องการให้รัฐบาลบริหารวัคซีนเชิงรุกเอกชนมีส่วนร่วมกระจายฉีดทุกกลุ่มเป้าหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.64- ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จัดการวัคซีน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,408 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 24 เม.ย.2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุวัคซีนโควิด-19 เป็นความหวัง สู่การเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องการกลับไปใช้ชีวิตปกติ ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.2 ต้องการให้รัฐบาลจัดการวัคซีนเชิงรุกเร่งกระจายฉีดให้ประชาชนทั่วถึงโดยเร็วค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 11.5 ระบุ ปานกลาง และร้อยละ 3.3 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.5 เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเร่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนผู้ประกอบการนำเข้าวัคซีนโควิดได้เองภายใต้การควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด มีเพียงร้อยละ 1.5 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุ ระหว่างรอวัคซีน ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่น ยกการ์ดสูง ป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย ร้อยละ 98.3 เช่นกัน ระบุ ระหว่างรอวัคซีน รัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดเรื่องเศรษฐกิจปากท้องและควบคุมโรค ร้อยละ 98.0 ระบุ เจ้าหน้าที่รัฐและทุกภาคส่วนต้องเข้มงวดเด็ดขาดป้องกันการระบาด และร้อยละ 96.2 ระบุ เจ้าหน้าที่รัฐต้องเอาผิด ภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่ปล่อยปละละเลย ไม่เข้มงวดควบคุมโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการวิเคราะห์ผลโพลครั้งนี้พบว่า เราจำเป็นต้องทบทวนและถอดบทเรียนร่วมกันที่ผ่านมาคู่ไปกับ ศึกษาบทเรียนความอ่อนแอและความเข้มแข็งของหลายประเทศ เพื่อนำสู่การปรับใช้ร่วมฝ่าวิกฤตโควิดอย่างเข้มแข็งและจริงจังไปด้วยกัน นอกจากนี้ ประชาชนมองอย่างมีความหวังร่วมกันว่า &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; คือเรื่องเร่งด่วน เพื่อหยุดหรือชะลอการลุกลามของโควิด เพื่อคนไทยจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้เร็วที่สุด โดยต้องการให้รัฐบาลบริหารวัคซีนเชิงรุก เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งเอกชนมีส่วนร่วมให้ได้มาซึ่งวัคซีนทางเลือกร่วมกับที่รัฐจัดหาอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่จำเป็นที่สุดตอนนี้คือ การบริหารจัดการวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เร่งกระจายและฉีดไปยังทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเร็ว เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้จัดลำดับความเร่งด่วนไว้แล้ว&amp;nbsp; เช่น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และอสม. เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานเป็นด่านหน้า กลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อและมีผลกระทบรุนแรง&amp;nbsp; กลุ่มประกอบการในเมืองท่องเที่ยว เป็นต้น และการสนับสนุนจัดทำวัคซีนในประเทศโดยคนไทย ยังต้องให้ความสำคัญสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อการพึ่งพาตนเอง และการพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า การที่ประชาชนทุกภาคส่วนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศตื่นตัวร่วมมือสู้โควิดไปด้วยกันครั้งนี้&amp;nbsp; รัฐบาลจำเป็นต้องเด็ดขาดและสื่อสารชัดเจน มีนโยบายเชิงรุกเพื่อหยุดและควบคุมการแพร่ระบาดให้เป็นผล&amp;nbsp; ลงดาบขับเคลื่อนส่วนราชการในทุกระดับมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการทำงานของฝ่ายปกครอง ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดถือธงนำ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญและต้องบริหารงานในภาวะไม่ปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชน ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบตัวเองและสังคมอย่างเข้มข้นขึ้นในลักษณะไม่ประมาท การ์ดไม่ตก ร่วมกันสร้างสรรค์ให้กำลังใจ ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เราสามารถผ่านวิกฤตการระบาดของโรคที่รุนแรงนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100654</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, วัคซีน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60851016cca54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้หนุนแก้รัฐธรรมนูญเปิดช่องทุจริต-สั่นคลอนสถาบันหลักชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.64- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,942 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 30 มีนาคม &amp;ndash; 3 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.8 มองว่า คนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะต้องการเปิดช่องทุจริต โกง ในบางมาตรา และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 ห่วงนักการเมืองแก้ไขมาตราให้ดัดแปลงงบประมาณได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 ระบุ ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเปิดช่องให้ไปสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 93.2 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่แตะหมวดพระมหากษัตริย์เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.1 เห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้เสรีภาพที่จำเป็นแก่ประชาชนแล้ว ในขณะที่ ร้อยละ 16.9 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 ระบุ นักการเมืองเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและประชาชนมากกว่า รัฐธรรมนูญ ในขณะที่ ร้อยละ 19.8 ระบุ รัฐธรรมนูญ เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและประชาชนมากกว่า และร้อยละ 4.3 ไม่มีความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองและประโยชน์ของแต่ละกลุ่มตระกูลและเครือญาติที่พยายามผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ส่งต่อสืบเนื่องกันมา มากกว่าประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ &amp;nbsp;เช่น แก้เพื่อได้เปรียบทางการเมือง แก้เพื่อเปิดช่องตักตวงประโยชน์ แก้เพื่อลดความเสี่ยงผิดกฎหมาย หรือแก้แม้กระทั่งเปลี่ยนสมดุลสู่การสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูลข่าวสารยังไม่ปรากฏเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญมีประโยชน์อย่างไรต่อประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้เสรีภาพที่จำเป็น มุ่งคุ้มครองและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และมิได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตปกติของประชาชน &amp;nbsp;แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและความเจริญของประชาชนกลับกลายเป็นนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางคน ที่ปลายทางมักไม่พ้นอำนาจและผลประโยชน์ โดยพยายามลากปัญหาทุกเรื่องให้ผูกไว้กับการแก้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;หากลงลึกจริง &amp;ldquo;ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น&amp;rdquo; คือ ปัญหาใหญ่และเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของคนในชาติ ที่จำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606958744cb7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้พลังบวกโซเชียล เปลี่ยนความขัดแย้งให้สูญเสียน้อยที่สุดได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.63- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง พลังบวก โซเชียลมีเดีย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 2,483 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.2 ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิง รองลงมาคือร้อยละ 81.2 ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดตามข่าวสาร ร้อยละ 79.6 ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร ทำมาหากิน ธุรกิจ การค้า และร้อยละ &amp;nbsp;76.2 ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร ด้านการศึกษา ทำวิจัย ทำการบ้าน เรียนรู้เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึง โซเชียลมีเดียต่างชาติที่ต้องการให้มาช่วยทำโครงการ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility, CSR) ในประเทศไทยเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความสงบสุขของคนในชาติ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 44.4 ระบุต้องการให้ เฟซบุ๊ก ช่วย รองลงมาคือ ร้อยละ 39.7 ต้องการให้ ยูทูป ช่วย ร้อยละ 36.2 ต้องการให้ ทวิตเตอร์ ช่วย ร้อยละ 36.1 ต้องการให้ ไลน์ ช่วย ร้อยละ 36.1 เช่นกัน ต้องการให้ Tik Tok ช่วย และร้อยละ 35.4 ต้องการให้ ไอจี ช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ต้องการเห็น พลังบวกของ โซเชียลมีเดียต่างชาติ ทำให้คนไทยรักกัน มากกว่า ตกเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกของคนในชาติ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ม็อบ มีกลุ่มย่อยกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการหลากหลาย ต่างกัน เช่น ม็อบที่จ้องทำลายสถาบันหลักของชาติ ม็อบที่ต้องการให้ รัฐแก้ปัญหาหลากหลาย เช่น ปฏิรูปการศึกษา ความเสมอภาค ความทุกข์ของชุมชนหนาแน่น ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ความต้องการสิทธิเท่าเทียมในกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ฯลฯ ในขณะที่ร้อยละ 9.4 ระบุ ม็อบมีความต้องการเหมือนกันหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ใช้เป็น พลังบวก โซเชียลมีเดีย เป็นหนึ่งในสิ่งดี ๆ ที่กลุ่มโซเชียลมีเดียต่างชาติทำได้ถ้าจะทำให้คนในสังคมประเทศเล็ก ๆ แต่งดงามสักหนึ่งประเทศในโลกเกิดความรักความสามัคคีกัน เปลี่ยนจากความขัดแย้งที่กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤตกลายเป็นสงบสุขด้วยสันติวิธี ภายใต้ยุทธการสูญเสียเป็นศูนย์ &amp;nbsp;หรือทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ด้วยพลังบวกโซเชียลมีเดีย โดยฝ่ายอำนาจรัฐ (State Power) และฝ่ายที่ไม่มีอำนาจรัฐ (Non-State Power) สามารถร่วมกันเลือกใช้ทางที่เป็นไปได้ทำให้ ม็อบสามารถแยกย้ายกลับบ้านได้ด้วยความสงบไม่สูญเสียได้แก่ 1) ตอบสนองความต้องการของม็อบทุกประการ (Mob Appeal) ที่แบ่งปันความสนใจผลประโยชน์ส่วนรวมหาจุดพอดีและตอบสนองทุกความต้องการของม็อบ 2) เลือกตอบสนองบางข้อของม็อบ (Mob Selective Appeal) ที่ม็อบจะแยกย้ายกลับบ้านได้เพราะความต้องการของแต่ละกลุ่มย่อยได้รับการตอบสนอง และทางเลือกที่ 3) คือ เงียบ ไม่ตอบสนอง (Silence) .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85399</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc35df949977.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สนธิรัตน์&#039;ปลื้มโพลยกสุดยอดรมต.แก้ปัญหารากหญ้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62-นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีผลสำรวจซุปเปอร์โพลติดอันดับ 1 สุดยอดรัฐมนตรีแก้ปัญหารากหญ้าว่า ถือเป็นกำลังใจในการทำงานว่า สิ่งที่ตั้งใจทำงานมาตลอด 4 เดือน มีพี่น้องเป็นแรงใจทำให้มีกำลังใจทำงานต่อไป และบัญเอิญนโยบายกระทรวงพลังงานหลาย ด้านเป็นการไปสร้างความแข็งแรงให้กับรากหญ้าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล หมุนเร็ว B 10 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ทำราคา ปาล์มขึ้นเป็นประวัติการณ์ หล่านี้เริ่มเกิดผล หรือการสนับสนุนทำโรงงานไฟฟ้าชุมชนสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผลงานโดยรวม ทำเศรษฐกิจฐานรากเติบโตเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้สร้างความเข้มแข็งแรงให้กับเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ และหัวใจสำคัญที่รัฐบาลตระหนักดี ที่ รัฐบาลต้องทุ่มเทและทุกกระทรวงต้องช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว และเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังปีใหม่กระทรวงการคลัง &amp;nbsp;จะเริ่มพิจารณาผู้ที่ตกสำรวจ ทั้งนี้นโยบายที่ออกไปทั้งหมดถือเป็นการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกิจ อย่างน้ำมันจากปาล์มยังมีทยอยออกมาอีก สร้างความยั่งยืนให้กับปาล์มน้ำมัน และปี หน้าจะเริ่มมีเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อผลักดันเรื่องของพืชเกษตรพลังงาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สร้างชุมชนเข้มแข็งในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นโยบายพปชร.เริ่มเดินหน้าแล้วอย่างนโยบายข้าวแม้พรรคไม่ได้ดูโดยตรง แต่ได้ผลักดันค่าเก็บเกี่ยวควบคู่กับนโยบายประกัน ราคาข้าวของพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;หรือพักหนี้กองทุนหมูบ้าน ได้เริ่มแล้วตามที่หาเสียงไว้ ราคาพืชเกษตรไม่ได้ทิ้ง ตามที่ได้หาเสียงไว้ นโยบายด้านสังคม นโยบายมารดา ประชารัฐกำลังจะนำฉบับที่หาเสียงไว้มาใช้ ส่วนเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แม้พลังประชารัฐไม่ได้ดูแลโดยตรง โดยในส่วนขิงพลังประชารัฐไม่ได้ควายความว่า ต้องขึ้นค่า แรงทันที แต่ต้องการให้มีการพัฒนาฝีมือ ให้มีฝีมือทั้งระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับค่าแรงในอนาคต นโยบายส่วนนี้ของพรรคถือว่าดูแลทางอ้อม อาจไม่มีผลโดยตรงกับ ค่าแรงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราต้องการคือยกระดับฝีมือแรงงาน ทันเทคโนโลยี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มองนโยบายในภาพรวมเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอานโยบายพรรคเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เราพยายามผสมผสานนโยบาย พรรคร่วมรัฐบาลและนโยบายพรรคพลังประชารัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว เพราะพรรคแกนนำต้องเสีย สละประคับประคองรัฐบาลไปข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53441</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์, พรรคพลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd3a708d1f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงอายุอยากเห็นนโยบายความปลอดภัยทางถนนพรรคการเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความปลอดภัยทางถนน, ซุปเปอร์โพล, ผลสำรวจ, ผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190101/image_big_5c2b323ae8604.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วัยทำงานอดข้าวเช้า-ไม่ออกกำลังกายเสี่ยงโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค.61- สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง การใช้ชีวิตกับสุขภาวะคนวัยทำงาน กรณีศึกษาตัวอย่างคนวัยทำงานทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 5,160 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 29 ต.ค. 2561 พบส่วนใหญ่ร้อยละ 58.7 ระบุไม่ได้กินข้าวเช้าทุกวัน ร้อยละ 41.3 ระบุกินข้าวเช้าทุกวัน และเมื่อสอบถามถึงการกินผลไม้ได้ตามเกณฑ์สุขภาพดีต่อวันหรือไม่ พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 49.9 กินผลไม้น้อยถึงไม่กินเลย ในขณะที่ร้อยละ 37.3 กินผลไม้ได้ตามเกณฑ์ปานกลาง และร้อยละ 12.8 กินผลไม้ได้มากถึง มากที่สุดต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงการกินผักตามเกณฑ์สุขภาพดีต่อวัน พบเกินครึ่งหรือร้อยละ 53.5 กินผักได้ตามเกณฑ์ปานกลาง ร้อยละ 38.6 กินผักน้อยถึงไม่กินเลย และร้อยละ 7.9 เท่านั้นที่กินผักได้มากถึงมากที่สุด นอกจากนี้ที่น่าพิจารณาคือ จำนวนมากหรือร้อยละ 45.1 ไม่ได้ออกกำลังกายเลยต่อวัน ในขณะที่ร้อยละ 32.7 ออกกำลังกาย 1 &amp;ndash; 2 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น มีเพียงร้อยละ 5.2 ที่ออกกำลังกายทุกวัน ที่น่าเป็นห่วงคือ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25.6 สูบบุหรี่ และร้อยละ 14.1 เคยสูบแต่เลิกแล้ว แต่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.3 ไม่เคยสูบบุหรี่ ในขณะที่ เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.0 ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ และที่น่าพิจารณาคือ ร้อยละ 52.1 พอใจต่อสุขภาวะตนเองระดับ ปานกลาง ในขณะที่ร้อยละ 37.9 พอใจมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.0 พอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลวิเคราะห์โมเดลที่ศึกษาตามกรอบวัดความสุขคนวัยทำงานของ นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ครั้งนี้ พบคนวัยทำงานที่ไม่ออกกำลังกาย ไม่กินข้าวเช้า แต่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ไม่ทานผัก ไม่ทานผลไม้ จะทำให้ความสุขต่อสุขภาวะลดน้อยลง จึงเสนอให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเข้าให้ถึงคนวัยทำงานทั้งในองค์กรและนอกระบบ เน้นให้คนหันมากินข้าวเช้า ออกกำลังกาย ลดการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเบียร์ไวน์ที่เหมาะสมไม่อันตรายต่อสุขภาพและควรเพิ่มการทานผักผลไม้ให้มากขึ้นเพื่อทำให้ความสุขต่อสุขภาวะของคนวัยทำงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21020</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุปเปอร์โพล, วัยทำงาน, สุขภาวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd826511d62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
