<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยก&#039;หมูป่าถ้ำหลวง&#039; ชี้ทางรอดโควิด คนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ส.ค.64 -ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ทางรอด ทางร่วง ช่วงโควิด กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,118 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 - 14 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง &amp;ldquo;ทางรอด&amp;rdquo; ช่วงโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 ระบุ ทางรอดคือ คนไทยและทุกภาคส่วนต้องรู้หน้าที่ มีน้ำใจช่วยเหลือกันให้กำลังใจกันแก้ปัญหา เหมือนช่วงวิกฤตชีวิตหมูป่าที่ถ้ำหลวง รองลงมาคือร้อยละ 92.9 ระบุ คนในสังคมต้องสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชังกันในหมู่ประชาชน ร้อยละ 90.0 ระบุ ต้องปฏิรูประบบราชการ ช่วยเหลือประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.5 ระบุ มีพระมหากษัตริย์ทรงช่วยเหลือประชาชนเสมอในทุกยามวิกฤต ร้อยละ 87.1 ระบุ ภาคการเมืองและภาคราชการ ต้องถูกตรวจสอบและโปร่งใสมากขึ้น ไม่ฉกฉวยผลประโยชน์จากประชาชนและวิกฤตชาติ ร้อยละ 72.0 ระบุ ทำให้คนไทยรู้ว่า รับวัคซีนไปช่วยป้องกันการเสียชีวิต แต่ยังคงติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ร้อยละ 64.9 ระบุ คนไทยควรติดตามสถานการณ์วิกฤตโควิด ประเทศต่าง ๆ ด้วย เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อเสียชีวิตและผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น และร้อยละ 64.1 ระบุ เรียนรู้ปรับตัวแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เพิ่มรายได้ครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วง เมื่อถามถึง &amp;ldquo;ทางร่วง&amp;rdquo; ช่วงโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ระบุ การชุมนุมที่ไม่สามารถควบคุมและใช้ความรุนแรงฝ่าฝืนกฎหมาย ทำลายทรัพย์สิน เผาบ้านเผาเมือง ร้อยละ 98.2 ระบุ การซ้ำเติมวิกฤตชาติและประชาชนในโลกโซเชียลมีเดีย ร้อยละ 98.0 ระบุ ปลุกระดมให้โกรธเกลียดและทำร้ายกันเองผ่านสื่อและการชุมนุม
ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.8 ระบุ แก่งแย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ทางการเมือง ร้อยละ 97.7 ระบุ การทุจริต คอร์รัปชันที่ยังมีอยู่ในระบบราชการและการเมือง ร้อยละ 97.4 ระบุ ปั่นกระแส ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ทำลายชาติ ทำลายผู้อื่น ร้อยละ 97.0 ระบุ ดูถูกดูแคลนผู้อื่น บั่นทอนกำลังใจผู้อื่น คุกคามและเบียดเบียนผู้อื่น และร้อยละ 96.0 ระบุ สร้างความเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเกิดการเผชิญหน้ากลายเป็นจลาจลยากควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึง จุดจบที่จะเห็นแต่ไม่ต้องการ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.8 ระบุ สังคมอยู่ไม่ได้ เพราะคนฝ่าฝืนกฎหมาย บ้านเมืองไร้ขื่อแปรเกิดความรุนแรงบานปลาย ร้อยละ 97.2 ระบุ ต่างชาติ เข้าครอบงำ แทรกแซง กอบโกยผลประโยชน์ชาติและของประชาชนไป และ 97.1 ระบุ วิกฤตโควิดติดเชื้อและตายมากขึ้น จากความไม่สำนึก ซ้ำเติมเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็น &amp;ldquo;ทางรอด&amp;rdquo; ที่จะผ่านไปด้วยกันในวิกฤตโควิด จากพลังความรักความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ที่มีแบบอย่างที่ดีมาจาก &amp;ldquo;หมูป่าถ้ำหลวง&amp;rdquo; ที่มีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันหลัก ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเอกชนและต่างประเทศ &amp;nbsp;มุ่งเป้าหมายเดียวกันคือ &amp;ldquo;ช่วยชีวิตเด็กทั้งหมด&amp;rdquo; ซึ่งแสดงถึงจุดแข็งของวัฒนธรรมไทยต่อชาวโลกที่มีน้ำใจช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน และยังสะท้อนให้เห็นถึงทางรอด ผ่านการเรียนรู้ติดตามสถานการณ์โลก ปรับตัวครั้งใหญ่ในการใช้ชีวิต ช่วยเหลือกันและกันบนโลกแห่งความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยพุ่งเป้าหมายเดียวกัน คือ &amp;ldquo;พาชาติรอดและช่วยชีวิตเราคนไทยทุกคน&amp;rdquo; จึงจำเป็นต้องทำให้ประชาชนมีความหวัง ประเทศชาติจึงมีทางออกที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาครั้งนี้ก็ได้สะท้อน &amp;ldquo;ทางร่วง&amp;rdquo; ที่เป็นหายนะและจุดจบร่วมกัน จากปัญหาการมองเป้าหมายที่ยังแตกต่างกันในวิกฤตชีวิตและทางรอดของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดอ่อนของประเทศที่สำคัญ &amp;nbsp;โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและเห็นถึงปัญหาความอ่อนแอของ โครงสร้างอำนาจและระบบของประเทศจากวิกฤติโควิดที่เป็นอยู่ จากหลายปัจจัย ทั้งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาล จนเกิดปัญหาการบริการทางสาธารณสุขที่ไม่ทั่วถึงไม่ทันเวลา &amp;nbsp;การแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง การทุจริตในระบบราชการ การสร้างความโกรธเกลียด ปลุกปั่นให้ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมที่นำมาซึ่งความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายจนเกิดการจลาจลไม่สามารถควบคุม และนำไปสู่จุดจบของการครอบงำจากต่างชาติ ที่กำหนดให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็น &amp;ldquo;ตัวเล่น&amp;rdquo; ตัวต่อไปของพวกเขา แล้วเราทุกคนจะยอมรับจุดจบชะตากรรมของชาติและของประชาชนเช่นนี้หรือ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุเปอร์โพล, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118b2e095527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจประชาชน แบนรัฐบาลแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง Ban รัฐบาลแห่งชาติ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 1,712 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,187 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 5 กันยายน ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงประเทศที่มีรัฐบาลแห่งชาติ นึกถึงประเทศอะไร พบว่า จำนวนมากที่สุดหรือร้อยละ 35.5 นึกถึงประเทศจีน รองลงมาคือร้อยละ 24.0 นึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 17.2 นึกถึงรัสเซีย และร้อยละ 23.3 นึกถึงประเทศอื่นๆ โดยผลสำรวจพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 67.6 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่จะมีความมั่งคั่งมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 66.0 ระบุรัฐบาลแห่งชาติจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืนมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าจะเอารัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.7 ระบุไม่เอา ในขณะที่ ร้อยละ 31.9 เอา และร้อยละ 3.4 ระบุอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll ในการศึกษาแนวโน้มความเคลื่อนไหว &amp;ldquo;สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส&amp;rdquo; เปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส&amp;rdquo; พบข้อมูลกระแสในโลกโซเชียลที่น่าพิจารณาคือ กระแสตอบรับ ข้อความการเมือง ระหว่าง วาทกรรม ทั้งสอง มีความแตกต่างกันในหลายประเด็นที่ค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ จำนวนกลุ่มผู้ใช้งานที่ค้นพบในความเคลื่อนไหวต่อข้อความการเมืองว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส ที่เคยปั่นยอดสูงสุดในวันที่ 8 สิงหาคม มีมากถึง 12.4 ล้านผู้ใช้งาน แต่ข้อความการเมือง &amp;ldquo;สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส&amp;rdquo; ที่เพิ่งรณรงค์ออกมาล่าสุดมีเพียง 1,684,542 ผู้ใช้งานในโลกโซเชียล แต่พบว่า มาจากประเทศไทยเพียงร้อยละ 11.6 หรือประมาณแสนกว่าคนเท่านั้นที่เหลือมาจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกันในช่วงที่ปั่นกระแสยอดสูงสุดของข้อความการเมืองที่ว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส อยู่ในประเทศไทยเพียงร้อยละ 11.3 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ช่องทางการใช้โซเชียลมีเดียสามอันดับแรกสำหรับข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส เปลี่ยนไปจากข้อความการเมืองที่ว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส โดยพบว่า ข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส ใช้ Facebook มาเป็นอันดับแรกคือร้อยละ 39.4 รองลงมาคือ Twitter ร้อยละ 37.0 สำนักข่าวออนไลน์ ร้อยละ 10.9 ในขณะที่ ข้อความการเมือง ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส ใช้ Twitter มากถึงร้อยละ 77.3 รองลงมาคือ วิดีโอ ร้อยละ 11.3 และสำนักข่าวออนไลน์ร้อยละ 5.7 ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส พบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 เป็นตัวบุคคลผู้ใช้งาน เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ข้อความการเมือง ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส พบผู้ใช้งานส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 เป็นองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้ง (Paradox) ของประชาชนที่ไม่เอา (Ban) รัฐบาลแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน แต่ประชาชนไม่เอาและทั้ง ๆ ที่เข้าใจไปว่าประเทศมหาอำนาจก็มีรัฐบาลแห่งชาติ แต่ประชาชนก็ไม่เอา เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า ข้อมูลในโลกโซเชียลก็พบเช่นกันว่า ประชาชนคนไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสข้อความการเมือง เช่น ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส และ ข้อความการเมืองที่ว่า สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ มีในประเทศไทยเพียงร้อยละ 10 ต้น ๆ เท่านั้นของประชากรทั้งหมดที่พบความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซุเปอร์โพล กล่าวว่า ทำให้พบข้อสรุปประการหนึ่งคือ ไม่รู้ว่าประชาชนจะเอาอย่างไรแน่ เพราะฝ่ายปลุกปั่นกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ใช้ทรัพยากรไปมากมาย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้เด็กนักเรียนนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ไปก็ไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่พบคือ ภาพไม่ชัดว่า ประชาชนจะไปทางไหนสักทางหนึ่ง ที่เดาใจประชาชนยากเพราะต่างคนต่างกำลังเดือดร้อนและทุกข์ยากจะก้าวไปข้างหน้ากับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่กำลังขายฝัน ขายความหวังและมันจะดีหรือไม่ หรือจะอยู่กับรัฐบาลที่กำลังมีอาการแกว่งตัวสูง หรือว่าเลือกอยู่ตรงกลางรักษาตัวให้รอดไปวัน ๆ รออัศวินขี่ม้าขาวหรือซูเปอร์แมนที่มีทางแก้วิกฤติแต่ถ้าไม่มีพระเอกตนใดมาได้ก็น่าจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจน่าจะได้ผลดีเกินคาด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76638</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุเปอร์โพล, รัฐบาลแห่งชาติ, แบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f548352df8e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
