<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลยกผลสำรวจ &#039;บิ๊กตู่-จุรินทร์ &#039;คู่ชิงนายกรัฐมนตรี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประเมินคู่ชิงนายกรัฐมนตรี กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,348 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 11 &amp;ndash; 16 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า
ผลประเมินความเหมาะสมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับแรกได้แก่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.2 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา เพราะจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ อดทน อดกลั้น มุ่งมั่นทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติและประชาชนต่อเนื่องมา ปรับปรุงตนเอง กำลังทำงานต่อเนื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศแก้ปัญหาปากท้องให้กลับมาเปิดประเทศได้ ยังไม่พบปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่รุนแรงเอื้อต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่เหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเอื้อผลประโยชน์ต่อครอบครัวและพวกพ้อง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสอง ที่ตามมา ได้แก่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 ระบุ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;เพราะมีอุดมการณ์ ขยันทุ่มเททำงานแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน มีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน เชื่อมประสานทุกฝ่ายฝ่าวิกฤตต่าง ๆ ได้ไม่มีประวัติด่างพร้อย จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ จุดยืนมั่นคงกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พบทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เอื้อผลประโยชน์แก่ครอบครัวและพวกพ้อง เป็นต้น
อันดับสาม ที่ตามมาติด ๆ ได้แก่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.6 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ &amp;nbsp;เกยุราพันธุ์ เพราะ เป็นผู้หญิงกล้า แกร่ง มุ่งมั่นทุ่มเท ทำงานใกล้ชิดประชาชน อยู่เบื้องหลังความสำเร็จพรรคไทยรักไทยในอดีต มีความละเอียดอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนตัวเล็กตัวน้อย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสี่ ได้แก่ ร้อยละ 58.5 ระบุ นายกรณ์ จาติกวณิช เพราะ เป็นนักการเมือง เป็นตัวของตัวเองสูง การศึกษาดี พูดจาดีมีประสบการณ์สูง เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ การเงิน เป็นต้น อันดับห้า ได้แก่ ร้อยละ 54.4 ระบุ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะ เป็นนักธุรกิจเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลังความสำเร็จผ่านวิกฤตโควิด อดทน อดกลั้นต่อการถูกโจมตี จิตใจดีช่วยเหลือประชาชน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เป็นต้น และรอง ๆ ลงไปได้แก่ ร้อยละ 53.9 ระบุ นายพิธา &amp;nbsp;ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า พูดจาดีมีเหตุผล มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาดี เป็นต้น และร้อยละ 46.7 ระบุ นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม เพราะเป็นนักการเมือง นักประชาธิปไตยที่มีความรู้ มีจุดยืนเข้มแข็งจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ผลงานเปิดโปงทุจริตจำนำข้าว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ จุดยืนทางการเมืองของประชาชนที่พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 40.7 สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 21.2 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ ร้อยละ 38.1 ระบุ พลังเงียบ ขออยู่ตรงกลาง
ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกแบ่งจุดยืนทางการเมืองของประชาชนออกตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ พบว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.7 สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุด ในขณะที่คนอีสานสนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือร้อยละ 23.9 โดยคนในภาคกลางสนับสนุนรัฐบาลเป็นอันดับสองได้ร้อยละ 38.5 และคนกรุงเทพมหานครสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 31.5 และคนภาคเหนือสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 29.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนพลังเงียบหรือขออยู่ตรงกลาง พบว่ากลุ่มคนในภาคอีสานเกือบครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มพลังเงียบสูงที่สุด คือร้อยละ 48.6 รองลงมาคือ คนกรุงเทพมหานครร้อยละ 43.2 ในขณะที่คนภาคเหนือเป็นพลังเงียบร้อยละ 40.7 และคนในภาคกลางเป็นพลังเงียบร้อยละ 40.2 โดยคนในภาคใต้เป็นพลังเงียบน้อยที่สุดคือร้อยละ 16.8 ตามลำดับ ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล พบว่า สูงสุดในภาคเหนือคือร้อยละ 29.4 ในขณะที่คนในภาคใต้ไม่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือร้อยละ 5.5 ในขณะที่คนในภาคอีสานร้อยละ 27.5 คนกรุงเทพมหานครร้อยละ 25.3 และคนในภาคกลางร้อยละ 21.3 ไม่สนับสนุนรัฐบาล ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังจากมีพรรคการเมืองต่าง ๆ ทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีออกมา ประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับผู้ถูกเสนอตัวเป็นคู่ชิงนายกรัฐมนตรีตามความเหมาะสมในคุณลักษณะของแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่ตอบรับกับการเสนอชื่อของพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าเหมาะสมเป็นคู่ชิงนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองในจุดแข็งของแต่ละคนที่แตกต่างกัน&amp;nbsp;
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลายและการตัดสินใจเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ส่งผลทำให้การสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลสูงกว่ากลุ่มคนที่ไม่สนับสนุน โดยกลุ่มประชาชนในภาคใต้มีมากที่สุดในกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มพลังเงียบหรือขออยู่ตรงกลางมีมากที่สุดในภาคอีสานรองลงมาคือคนกรุงเทพมหานคร โดยพบว่ามีถึงเกือบครึ่งหนึ่งของประชาชนในภาคอีสาน ที่ขอเป็นพลังเงียบหรือขออยู่ตรงกลาง เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119955</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ชิงนายกรัฐมนตรี, คู่ชิงเก้าอี้นายกฯ, ซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616b9a9b203c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าครองชีพ หลังจากทั้งโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ตามดูปัญหาปากท้องประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,100 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 9 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.0 กังวลมากถึงมากที่สุดเรื่องปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หลังจากเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ร้อยละ 20.9 กังวลปานกลาง ร้อยละ 6.1 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุด พบว่า ร้อยละ 49.5 ระบุด้านค่าครองชีพ ของกินของใช้ และสาธารณูปโภค ต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ในขณะที่ร้อยละ 48.2 ระบุ ด้าน แหล่งเงินทุน และช่วยภาคธุรกิจ ในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และการส่งออก เป็นต้น และร้อยละ 2.3 ระบุอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ จากปัญหาน้ำท่วมประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยด้านต่าง ๆ มากที่สุด ได้แก่ ร้อยละ 45.6 ระบุ ช่วยเรื่องรายได้ ที่กระทบจากปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 25.5 ระบุ เรื่องที่อยู่อาศัยและพืชผลการเกษตรเสียหาย ร้อยละ 25.2 ระบุ เรื่อง อาหาร และถุงยังชีพ และร้อยละ 3.7 ระบุ อื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความพอใจต่อนโยบายของรัฐบาล เรื่อง แก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพใน 3 อันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.2 พอใจโครงการ คนละครึ่ง ร้อยละ 83.6 พอใจโครงการ ช่วยเหลือเยียวยา ทุกกลุ่ม ผ่าน อบต. และการปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ และร้อยละ 65.4 พอใจ โครงการ เราเที่ยวไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลช่วยหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.6 ระบุ การพักชำระหนี้กับสถาบันการเงิน และธนาคาร ร้อยละ 91.3 ระบุ ช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอื่น ๆ ไปถึงสิ้นปี ร้อยละ 88.5 ระบุ ลดหย่อนภาษี เว้นภาษีนิติบุคคล ตามเกณฑ์เหมาะสม และร้อยละ 79.2 ระบุ ช่วยธุรกิจขนาดกลางและย่อม ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นว่า หลังวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย ต่อด้วยปัญหาถาโถมจากอุทกภัยและน้ำมันขึ้นราคา ส่งผลกระทบความกังวลประชาชนตรงต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพมากขึ้น ที่ต้องการให้รัฐบาลตอบสนองช่วยเหลือ เช่น การลดภาษี การพักชำระหนี้จากสถาบันการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน การลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันและค่าบริการอื่นๆไปถึงสิ้นปี &amp;nbsp;และขณะเดียวกันพอใจระดับสูงและต้องการให้รัฐบาลสานต่อกับโครงการคนละครึ่ง การเที่ยวไปด้วยกันและโครงการริเริ่มอื่นๆมากขึ้น ส่งเสริมเยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผ่านท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งเข้าช่วยเหลือการเข้าถึงแหล่งทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น เพื่อการฟื้นตัวปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไปพร้อมๆกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพ, ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ปัญหาปากท้องประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_61625e760f969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.ห่วงขบวนการเสี้ยมในรัฐบาลทำลายความเชื่อมั่นฟื้นฟูศก. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64-ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล(SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจเรื่องเศรษฐกิจกับตัวเสี้ยมแตกแยก ระหว่างวันที่ 22&amp;ndash;25ก.ย.พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.6 ระบุ รัฐบาลควรปลดล็อคระเบียบกฎเกณฑ์และอุปสรรคสกัดกั้นผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนด้านธุรกิจ และร้อยละ 95.5 ระบุ ต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินไปที่เศรษฐกิจฐานรากกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.9 ระบุ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยถ้าฟื้นตัวจะช่วยประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ได้ดีกว่า ร้อยละ 91.1 ระบุ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มมาช่วยเศรษฐกิจ ฐานราก เช่น ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย และร้อยละ 90.5 ระบุเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากมาตรการเปิดประเทศของรัฐบาล เริ่มดีขึ้น ร้อยละ 86.8 ระบุ หลังปลดล็อค เริ่มมีรายได้เข้ากระเป๋าเงินเพิ่มขึ้น และร้อยละ 86.0 ระบุ เศรษฐกิจของประเทศด้านการส่งออกยังคงเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.6 เชื่อมั่น ในขณะที่ร้อยละ 32.4 ไม่เชื่อมั่น นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความหวังต่อความสำเร็จของรัฐบาลและภาคประชาชนช่วยกันผ่านพ้นวิกฤตชาติทั้งโควิดและเศรษฐกิจของประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.8 มีความหวัง ในขณะที่ร้อยละ 33.2 ไม่มี อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.1 ระบุ มีขบวนการเสี้ยมให้แตกแยกในรัฐบาลทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 21.9 ระบุ ไม่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังจากรัฐบาลผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ ทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนเริ่มประกอบกิจการและการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้นและมาตรการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังและเชื่อมั่นต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลปลดล็อคระเบียบ กฎเกณฑ์และอุปสรรคสกัดกั้นผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนด้านธุรกิจและต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินไปที่เศรษฐกิจฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ จะช่วยประชาชนระดับฐานรากได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ประชาชนกังวลถึงความแตกแยกที่อาจเกิดขึ้นได้จากขบวนการเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกในรัฐบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117890</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, เศรษฐกิจกับตัวเสี้ยมแตกแยก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_6150183029846.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนส่วนใหญ่ หมดความอดทนกับม็อบรุนแรง-ล้ำเส้นสิทธิ เสรีภาพผู้อื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 24 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่ร้อยละ 30.7 ไม่มีความหวัง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 รับรู้ เข้าใจและพอใจผลงานรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตให้เริ่มดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ยังไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.7 ระบุ การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องควรขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ร้อยละ 74.4 ระบุ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐ และความร่วมมือจากภาคประชาชน เริ่มสามารถทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ร้อยละ 74.3 ระบุ การจัดหาวัคซีน เพียงพอ และกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น ร้อยละ 74.2 ระบุ การเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิดได้ง่ายและเร็วขึ้น ร้อยละ 73.9 ระบุจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จำนวนผู้รักษาหายได้มากขึ้น ร้อยละ 73.8 ระบุ เยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุ ม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่ ร้อยละ 94.4 รับรู้ข่าว ม็อบรุนแรงรายวันที่ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ ร้อยละ 94.2 ระบุ ต้องการให้ตำรวจเอาจริง เด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ กลุ่มผู้สนับสนุน ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ร้อยละ 93.7 ระบุ ผู้ปกครองและสังคมต้องไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้า ขยายสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมเหมือนในอดีต ร้อยละ 93.3 ระบุ ม็อบที่ใช้ความรุนแรงเป็นการก่ออาชญากรรม เกินเลยการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ร้อยละ 93.2 ระบุ มีแกนนำและกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อน หยาบคายทำลายทรัพย์สินสาธารณะจากเงินภาษีของประชาชน และร้อยละ 92.9 ระบุ ไม่เห็นประโยชน์ของม็อบ ที่ใช้ความรุนแรง ขาดอุดมการณ์ ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทำลายภาษีของประชาชน สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดดีขึ้นตามลำดับ &amp;nbsp;โดยรับรู้และพอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น จากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงและรักษาหายมากขึ้น การจัดหาวัคซีนเพียงพอและกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;การเข้าถึงการตรวจเชื้อเร็วและง่ายขึ้น &amp;nbsp;การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องเป็นต้นแบบขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ &amp;nbsp;เด็กและเยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน รวมทั้งมาตรการรัฐต่างๆที่ประชาชนเริ่มสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่กังวล หมดความอดทน และไม่เห็นประโยชน์กับม็อบรุนแรงรายวันที่ขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและล้ำเส้นสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ขัดขวางการทำมาหากินสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรไปมาและผู้พักอาศัย มีแกนนำรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อนหยาบคายเผาทำลายสมบัติสาธารณะ ที่น่าสนใจประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็น&amp;rdquo;อาชญกรรม&amp;rdquo;เกินเลยการชุมนุม ต้องการให้ตำรวจเอาจริงเด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด &amp;nbsp;ไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปลุกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้าขยายสู่ความขัดแย้งทางสังคมดังเช่นอดีต.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614e8ecaa61cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ซูเปอร์โพล ชี้ประชาชนหนุนนายกฯ ปรับครม.เอาคนไม่มีผลงานออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 2564 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง การตัดสินใจของนายกฯ กับ การคัดคนดีเสริมทีม กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,224 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 &amp;ndash; 11 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.4 สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรี เอาคนไม่มีผลงานออกและนำคนดีมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคมมาเสริมทีม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.3 ยังคงจดจำคำพ่อสอน ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 98.2 สนับสนุนการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 ต้องการเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จัดการผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวล และส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 90.1 สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีปรับย้ายข้าราชการครั้งใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคม นี้เอาข้าราชการที่ดี เก่ง กล้าช่วยเหลือประชาชนมาเสริมทีมรัฐบาลและเอาข้าราชการที่ไม่มีผลงานไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 เช่นกัน ต้องการเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิสูจน์ผลงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไกรัฐ แก้วิกฤตชาติและประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังระลึกจดจำคำพ่อสอน ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง คุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจและสนับสนุนความกล้าตัดสินใจเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรีที่สังคมไม่ยอมรับออกจากการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสนับสนุนให้ปรับคณะรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีไม่มีผลงานออกและนำคนดีมากความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับมาเสริมการทำงาน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ จัดการ สะสางเอาผิดกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสปรับย้ายข้าราชการครั้งใหญ่ วาระตุลาคมเฟ้นคัดสรรเอาคนดี คนทำงานมากความสามารถ เข้ามารับตำแหน่งสำคัญในระดับต่างๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนฟื้นฟูประเทศยามวิกฤต &amp;nbsp;โดยส่วนใหญ่อยากเห็นการปฏิรูปกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆทางราชการ โดยต้องการให้รัฐบาลเร่งพิสูจน์ผลงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไกของรัฐ ตอบสนองแก้วิกฤตชาติให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116413</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ปรับครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d5ff0b4b5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ปิดจ๊อบม็อบดินแดง ‘นครบาล’ยันต.ค.นี้สงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซูเปอร์โพลเผยประชาชนอยากเห็นตำรวจจัดการม็อบก่อความรุนแรงอย่างเด็ดขาด เพราะเริ่มเบื่อกับการสร้างความแตกแยก รอง ผบช.น.ยืนยันปิดจ๊อบม็อบดินแดงภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่แกนนำม็อบ 3 นิ้วยังคงนอนคุกต่อ ศาลธัญบุรีไม่ให้ประกันตัว &amp;quot;เพนกวิน-ไมค์&amp;quot; และพวก เพราะไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2564 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เสียงประชาชนต่อม็อบที่รุนแรง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,002 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.0 ระบุการชุมนุมเริ่มไม่มีความชัดเจนและไม่เห็นมีประโยชน์อะไรต่อส่วนรวม, ร้อยละ 96.1 ระบุมีกลุ่มการเมืองเชื่อมโยงแกนนำ แตกกลุ่มย่อยสาขาชักชวนคนมาเคลื่อนไหว สร้างเงื่อนไขความรุนแรงและขยายผลปั่นกระแสผ่านเครือข่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ต้องการให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาด หยุดม็อบรุนแรง ละเมิดคุกคามเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเดือดร้อน ส่งผลผู้ไม่เกี่ยวข้องบาดเจ็บ ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม, ร้อยละ 97.0 ต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงเห็นความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองและความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวมมากกว่า โดยให้เด็ดขาดจับกุมต้นตอผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุน อาวุธ และปลุกปั่นม็อบ, ร้อยละ 96.5 รู้สึกเบื่อหน่ายม็อบปิดพื้นที่และปิดถนนใช้ความรุนแรง สร้างความเดือดร้อนประชาชนรายวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 ระบุควรเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยกับกลุ่มม็อบที่ชุมนุมอย่างสงบ ร่วมแก้วิกฤตชาติในทางสร้างสรรค์, ร้อยละ 97.9 ระบุมีความพยายามใช้ความรุนแรงของม็อบและขยายผลบิดเบือนปั่นกระแสทำลายความรู้สึก ความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน, ร้อยละ 97.6 ขอให้กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังม็อบ หยุดทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน, ร้อยละ 96.7 สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้า เปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ภาพรวมโพลสะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและเบื่อหน่ายกับการเคลื่อนไหวรวมกลุ่มชุมนุมที่เริ่มไม่มีความชัดเจน มีการแตกกลุ่มสาขาย่อยใช้อาวุธนำสู่ความรุนแรง สร้างเงื่อนไขปั่นกระแสทำลายภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศ สร้างความเดือดร้อนรายวันกระทบประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรไปมา โดยส่วนใหญ่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยร่วมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจปากท้อง ไม่ต้องการให้ใครมาทำลายความหวังความเชื่อมั่น โดยสนับสนุนและต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาวิกฤตโควิดอย่างจริงจังและตรงจุด นำสู่การเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและปากท้องเต็มรูปแบบ
&amp;quot;ดร.แรมโบ้&amp;quot;เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับผลสำรวจสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่ระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 97.0 มองการชุมนุมเริ่มไม่มีความชัดเจน และไม่เห็นมีประโยชน์ต่อส่วนรวม, ร้อยละ 96.1 มีกลุ่มการเมืองเชื่อมโยงแกนนำ รวมถึงร้อย 97.1 ต้องการให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยว่าไม่สนับสนุน หรือเอาด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ตนยังเห็นด้วยที่จะต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าการชุมนุมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใดก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย มีการใช้ความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินราชการ ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอกลุ่มม็อบนึกถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากการเคลื่อนไหวด้วย อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะม็อบของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังจะเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ตนมองว่าหากไม่มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมแล้วก็ไม่ควรที่จะนัดเคลื่อนไหวอีก และจะต้องยอมรับว่าประชาชนเขารู้แล้วว่าม็อบของนายณัฐวุฒิและนายสมบัติเป็นของปลอม ไม่ได้ทำเพื่อชาติบ้านเมือง แต่หลอกประชาชนเข้าร่วมชุมนุมเพื่อหวังโบนัสกับคนแดนไกลมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ฟังเสียงประชาชน ขอให้เข้าใจความเดือดร้อนผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากการชุมนุม การฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง การก่อความวุ่นวายป่วนเมือง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และนี่คือเสียงเรียกร้องจากประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการอยากให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับคนที่สนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมือง รวมถึงแกนนำม็อบป่วนเมืองทั้งหลาย เอาคนพวกนี้มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ร่วมกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group &amp;ndash; DRG, รังสิตพะยอมเก๋า และ Supporter Thailand จัดกิจกรรมคาร์ม็อบ โดยนัดหมายในเวลา 09.30 น. หน้าห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จ.ปทุมธานี เพื่อมุ่งหน้าไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ประชาชนจำนวนหนึ่งทยอยรวมตัวพร้อมขับขี่รถยนต์มาจอดปักหลักรอร่วมกิจกรรมบริเวณริมทางเดินเท้า มีการนำสติกเกอร์ข้อความต่างๆ ติดบนตัวรถ อาทิ #ไล่ประยุทธ์ รวมถึงภาพนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังในเรือนจำ อาทิ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, นายณัฐชนน ไพโรจน์ สมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, นายธัชพงศ์ แกดำ หรือบอย ภาคีเซฟบางกลอย, นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า แกนนำราษฎรมูเตลู, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รถยนต์หลายคันประดับธงสีแดง มีข้อความและสัญลักษณ์สนับสนุนประชาธิปไตย ในขณะที่บางคันนำกระดาษปิดบังแผ่นป้ายทะเบียน โดยมีข้อความยกเลิก 112
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบสังเกตการณ์จากบนสะพานลอย ดูแลความเรียบร้อย
ปิดจ๊อบม็อบดินแดงตุลานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 10.30 น. ขบวนคาร์ม็อบเคลื่อนไปบนถนนรังสิต-นครนายก มุ่งหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี กระทั่งเวลา 11.30 น. ขบวนคาร์ม็อบถึงที่หมาย มีการตั้งโต๊ะร่วมลงชื่อขอประกันตัว โดยมีนางสุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ลงชื่อเป็นคนแรก และกล่าวให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นางศรีไพร นนทรี เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนปราศรัยบนรถเครื่องเสียง โดยมีเนื้อหาเรียกร้องสิทธิการประกันตัวว่า สิทธิการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่น้องๆ ของเราเข้าไม่ถึง คดียังไม่ถูกตัดสิน อย่าอ้างกลัวกระทำผิดซ้ำซาก ปล่อยน้องพวกเราออกมา เสร็จแล้วนางสุรีย์รัตน์เข้ายื่นขอประกันตัวลูกชาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 14.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 5 แกนนำ ได้แก่ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า, นายธัชพงศ์ แกดำ หรือบอย, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ปลดนายณัฐชนน ไพโรจน์ หรือณัฐ โดยระบุเหตุผลว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ลงวันที่ 3 กันยายน 2564 ข้ออ้างตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ชี้แจงกรณีรถเกิดอุบัติเหตุบริเวณหน้ากรมดุริยางค์ทหารบก ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้า ขณะที่กลุ๊มทะลุแก๊สปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน หลังเกิดเหตุมีการกล่าวอ้างว่าเกิดจากรถจีโน่ฉีดน้ำเป็นเหตุให้พลิกคว่ำ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วิภาวดีได้เข้าตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์ยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์ ทะเบียน ฎว 966 กทม. พลิกคว่ำ มีชายติดอยู่ในรถ จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวผู้ขับขี่ออกจากรถยนต์ ทราบชื่อภายหลังนายสันติ วงศ์พิทักษ์ อายุ 52 ปี แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบถามนายสันติ ให้การว่า ได้ขับขี่รถมาทางถนนวิภาวดีฯ ขาออก ในช่องทางที่สองจากซ้าย กำลังจะเข้าช่องทางด่วน โดยขณะนั้นมีผู้ชุมนุมจำนวนสองคนกระโดดข้ามแบริเออร์เข้ามาในช่องทาง ทำให้รถคันที่อยู่ข้างหน้าหยุดกะทันหัน จึงหักหลบไปทางซ้ายทำให้เกิดการพลิกคว่ำในช่องทางซ้ายสุด ทำให้รถพลิกคว่ำได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ได้เกิดจากรถจีโน่ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ.ทำให้รถของตนเองพลิกคว่ำแต่อย่างใด พนักงานสอบสวน สน.วิภาวดีจะได้ทำการสอบปากคำและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงยืนยันว่า ตำรวจจะพยายามควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบริเวณแยกดินแดงให้จบลงโดยเร็วที่สุด แต่บางครั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงอาจจะทำให้สถานการณ์บานปลาย ซึ่งตำรวจจะพยายามใช้วิธีการที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงผู้ที่ขับขี่รถยนต์ผ่านบริเวณแยกดินแดงได้รับอันตราย ซึ่งทั้งหมดนี้จะพยายามให้เกิดความสงบได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ตร.ปิดจ๊อบม็อบดินแดง ‘นครบาล’ยันต.ค.นี้สงบ, ประชาชนอยากเห็นตำรวจจัดการม็อบ, ปิดจ๊อบม็อบ, ผบช.น., สิ้นเดือนตุลาคม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็ดขาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea93c4e022e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039; ยกผลโพล เตือน &#039;เต้น-ลายด่าง&#039; ปลุกม็อบ 19 กันยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเห็นด้วยกับผลสำรวจสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่ระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 97.0 มองการชุมนุมเริ่มไม่มีความชัดเจน และไม่เห็นมีประโยชน์ต่อส่วนรวม &amp;nbsp;ร้อยละ 96.1 มีกลุ่มการเมืองเชื่อมโยงแกนนำ รวมถึงร้อย 97.1 ต้องการให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยว่าไม่สนับสนุน หรือเอาด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่จะต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าการชุมนุมที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใดก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย มีการใช้ความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินราชการ ผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ โรคติดต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอกลุ่มม็อบนึกถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากการเคลื่อนไหวด้วย อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะม็อบของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อและนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังจะเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ผมมองว่าหากไม่มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมแล้วก็ไม่ควรที่จะนัดเคลื่อนไหวอีก และจะต้องยอมรับว่าประชาชนเขารู้แล้วว่าม็อบของนายณัฐวุฒิและนายสมบัติเป็นของปลอม ไม่ได้ทำเพื่อชาติบ้านเมือง แต่หลอกประชาชนเข้าร่วมชุมนุมเพื่อหวังโบนัสกับคนแดนไกลมากกว่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล กล่าวต่อว่าขอให้ฟังเสียงประชาชน ขอให้เข้าใจความเดือดร้อนผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากการชุมนุม การฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง การก่อความวุ่นวายป่วนเมือง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และนี่คือเสียงเรียกร้องจากประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการอยากให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับคนที่สนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมือง รวมถึงแกนนำม็อบป่วนเมืองทั้งหลาย เอาคนพวกนี้มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116359</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ซูเปอร์โพล, ม็อบ, เสกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c477700581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
