<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดข้อหาร้ายแรง! ซักฟอก&#039;บิ๊กตู่&#039;พ่วง5รมต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 64 - ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันยื่นญัตติต่อนายชวน หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอเปิดภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยญัตติดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามรายนามดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 3.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 4.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 5.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีพฤติการณ์และเรื่องที่จะอภิปราย ดังนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรมและไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งในภาวะปกติและในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองต้องประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2563 จนถึงปัจจุบันกว่า 19 เดือนเศษ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รวมศูนย์อำนาจ&amp;nbsp; รวบอำนาจและมีอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้กำกับการปฏิบัติงานตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ผอ.ศบค. ประธานศูนย์บริหารสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ (ศบศ.) และ ผอ.ศบค.กทม. อีกทั้งยังได้รวบอำนาจตามกฎหมายต่างๆ ถึง 40 ฉบับ ที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลมาไว้กับตนเอง ต้องไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผยข้อมูลความจริง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และทุกภาคส่วนในการเตรียมมาตรการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการแพร่ระบาดของโรคอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด และบริการประชาชนโดยทั่วถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กลับปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่สุจริต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของตนในลักษณะ &amp;ldquo;กลืนน้ำลายตัวเอง&amp;rdquo; ปล่อยปละละเลยต่อมาตรการป้องกันควบคุม การระบาดของโรคในหลายเรื่องจนมีการแพร่ระบาดของโรคจากกลุ่มก้อนเล็กๆ กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็วจนยากที่จะควบคุม จากการกลายพันธุ์ของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสายพันธุ์ขึ้นจากเดิม กระทั่งปัจจุบันการแพร่ระบาดดังกล่าวเข้าไปสู่ชุมชนและครัวเรือน ส่งผลให้เพียงระยะเวลา 4 เดือนเศษ มีผู้ติดเชื้อเกือบเก้าแสนคน และเสียชีวิตกว่าเจ็ดพันคน ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดที่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอที่จะรับรักษาผู้ป่วย &amp;ldquo;ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลว&amp;rdquo; เกินขีดความสามารถในการบริการประชาชน ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน บางรายทนไม่ไหวต้องตายกลางถนน ตายในรถ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หรือตายคาบ้านตนเอง ตายยกครอบครัว สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นและพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ถึงกับมีคำกล่าวว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร&amp;rdquo; คนไทยตกอยู่ในสภาพสุขภาพกายเสื่อม สุขภาพจิตทรุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จันทร์โอชา รู้ดีว่าการฉีดวัคซีนให้ประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกันหมู่&amp;rdquo; ดังนั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหน้าที่และอำนาจในการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักจริยธรรมและหลักวิชาการเพื่อฉีดให้กับประชาชนโดยทั่วถึงและรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ &amp;ldquo;ประชาชนทุกคนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีนต้องได้ฉีด&amp;rdquo; รวมถึงวัคซีนทางเลือกอีกหลายประเภทที่ประชาชนต้องการ แต่ที่ปรากฏคือความล่าช้า เลื่อนลอย ไม่แน่นอนว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนทางเลือกหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การตรวจหาเชื้อก็ทำได้ในปริมาณน้อย มีมาตรการไม่แน่นอน เครื่องมือในการตรวจหาเชื้อไม่เพียงพอ ไม่ทันกับการแพร่ระบาดของโรคที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกวัน การจัดหาเครื่องมือเป็นไปโดยทุจริต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการควบคุมโรคก็ไร้ทิศทาง ผิดเป้าหมาย และแผนงาน และไร้ประสิทธิภาพ ประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และภาคธุรกิจได้รับผลกระทบและความเสียหายจากมาตรการของรัฐ อาทิ การล็อคดาวน์ การสั่งปิดสถานประกอบการ โดยขาดการศึกษาวิเคราะห์ที่ดีพอ อันนำมาสู่ความเสียหายจนทำให้ภาคธุรกิจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องเลิกกิจการจำนวนมาก การดำรงชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก เกิดภาวะตกงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้องกลับไปต่อสู้ดิ้นรนยังภูมิลำเนาบ้านเกิด มาตรการที่กำหนดขึ้นทั้งจากการปิดเมือง ปิดโรงงาน กำหนดข้อห้ามต่างๆ ออกข้อกำหนดครั้งแล้วครั้งเล่า กลับไม่สามารถหยุดยั้งหรือลดการแพร่ระบาด&amp;nbsp; &amp;nbsp; ของโรคได้จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่&amp;nbsp; &amp;nbsp; การกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมากแต่กลับนำมาใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง ไม่ลำดับความสำคัญของการ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช้เงินงบประมาณที่หมดไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ดีว่า &amp;ldquo;ประเทศตกอยู่ในสงครามของโรคระบาด ไม่ใช่สงครามของการสู้รบ&amp;rdquo; ใช้จ่ายงบประมาณและเงินกู้&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง สร้างภาระหนี้สาธารณะจนชนเพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมาย&amp;nbsp; &amp;nbsp; และหนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ ธุรกิจ SME ต้องล้มเลิกกิจการจำนวนมาก ร้านค้าหลายประเภทต้องปิดกิจการ คนตกงาน และมาตรการที่ออกมาไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; และภาคธุรกิจได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางวิกฤติการณ์ดังกล่าวกลับพบว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งแอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยเพื่อมาฉีดให้กับประชาชน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน มีผลทำให้ยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนผิดพลาด&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ของบรรดานักการเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp; พวกพ้อง และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคโควิด-๑๙ อย่างกว้างขวาง&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลายเรื่อง ทั้งการทุจริตเกี่ยวกับการจัดหาและจองวัคซีนล่วงหน้า การซื้อวัคซีนก็หลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดประตูให้มีการทุจริต และยังมีการทุจริตในการกระจายวัคซีนโดยเลือกปฏิบัติ รวมถึงการทุจริตในเรื่องอื่นๆ ไม่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมทั้งที่เอกชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และโรงพยาบาลเอกชนประสงค์จะช่วยจัดหาและจัดซื้อวัคซีนทางเลือกให้กับประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับดำเนินการโดยล่าช้า ขาดความจริงใจ พฤติการณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีลักษณะ &amp;ldquo;ค้าความตาย&amp;rdquo; โดยเห็นวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ เหิมเกริม&amp;nbsp; &amp;nbsp; คิดการใหญ่โตในการสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยหวังการกอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาของพี่น้องประชาชน เพิกเฉยละเลยทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสที่จะได้รับวัคซีนที่หลากหลายและทั่วถึง ภายใต้โครงการ Covax จนกระทั่งสถาบันวัคซีนแห่งชาติต้องออกมาขอโทษประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่เอาผิดกับประชาชนและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และประชาชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังลุแก่อำนาจสั่งการให้มีการใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุตลอดมา ตามนิสัยความถนัดของตนเอง จนกล่าวได้ว่าประเทศกำลังขับเคลื่อนไปด้วยความคับแค้นเกลียดชัง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยังปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีหลายคนกระทำการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจใช้อำนาจหน้าที่&amp;nbsp; ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยที่พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; &amp;nbsp; จันทร์โอชา ละเว้นไม่ติดตามผลข้อสั่งการว่าได้รับการปฏิบัติหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังเห็นชอบและปล่อยปละละเลยให้มีการเสนอและใช้จ่ายงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสู้รบใดๆ การบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ประชาชนทุกข์ยากเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เศรษฐกิจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; ของประเทศดิ่งเหว ทำให้ประเทศไทยถึงจุดที่เรียกว่าตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์และกลายเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัยในสายตาชาวโลก การพลิกฟื้นและการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถกระทำได้ การที่ประชาชนต้องติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก และต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษภัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของโรคโควิด-19 เช่นนี้ เป็นผลโดยตรงจากความไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ความไม่รอบคอบระมัดระวัง ไม่สนใจต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติ การแสวงหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน โดยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกพ้อง ไม่ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง &amp;ldquo;ใจดำ&amp;rdquo; ทรยศต่อความไว้วางใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของประชาชน ไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน และจากความโอหังและการเสพติด&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในสภาพของคน&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นโรค &amp;ldquo;โอหังคลั่งอำนาจ&amp;rdquo; (Hubris Syndrome) ไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากปล่อยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้ประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตมากยิ่งขึ้นจนไม่สามารถที่จะหาสถานที่ฌาปนกิจได้ทันและเพียงพอ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ ประชาชนจะต้องทนทุกข์ทรมาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งจากโรคและการดำรงชีวิต บ้านเมืองจะไร้ซึ่งความสงบสุขร่มเย็น อันจะนำมาซึ่งความหายนะของประเทศชาติอย่างแท้จริงตามที่มีการกล่าวกันว่า &amp;ldquo;ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด&amp;rdquo; เพราะคนโง่&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขาดซึ่งองค์ความรู้ ไร้ซึ่งภูมิปัญญาและความสามารถในการกำกับดูแลงานด้านสาธารณสุขของประเทศ มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน&amp;nbsp;ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฉ้อฉล หลอกลวงประชาชน ส่งผลให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ดังเช่นโรคโควิด-19 ที่เป็นวิกฤตของชาติอยู่ในปัจจุบัน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดสติปัญญา ประเมินความรุนแรงและผลกระทบของโรคนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดยเห็นว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาเป็นและหายได้เอง ประเมินว่าเป็นโรคกระจอก จึงปล่อยปละละเลยในการเตรียมความพร้อม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านสาธารณสุขและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโดยเฉพาะวัคซีน จนทำให้การแพร่ระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และรุนแรง ประชาชนขาดโอกาสที่จะได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และได้มาตรฐานในปริมาณที่เพียงพอ โดยการจัดหาวัคซีนเป็นไปอย่างล่าช้า และได้วัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันโรค มุ่งเน้นแต่จะจัดหาวัคซีนลึกลับแต่ด้อยคุณภาพวัคซีนสายสัมพันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การตรวจหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็เป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันต่อการระบาดของโรค และยังมีพฤติการณ์ในการแสวงหาประโยชน์ในการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีนและการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจโรค พูดเท็จโอ้อวดต่อประชาชนว่าเราจะมีวัคซีนเต็มสองแขนเหลือเฟือ การจัดหาวัคซีนโดยรวม&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีความผิดพลาดบกพร่องในทางยุทธศาสตร์อย่างร้ายแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากพฤติการณ์ในการบริหารจัดการของ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกุล ทำให้เพียงระยะเวลา 4 เดือนเศษ มีผู้ติดเชื้อเกือบเก้าแสนคน และเสียชีวิตกว่าเจ็ดพันคน และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น จนขณะนี้ไม่มีสถานพยาบาล&amp;nbsp; และบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอในการรักษาผู้ป่วย ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้านและทยอยเสียชีวิตลงไป จนสถานพยาบาลบางแห่งต้องออกหลักเกณฑ์ว่าจะเลือกให้ผู้ป่วยคนใดอยู่หรือตาย&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ป่วยบางรายทนไม่ไหวก็นอนเสียชีวิตอยู่กลางถนนหรือในบ้านตนเอง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขของประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นโศกนาฏกรรมของสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลยหากได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มีความรู้ความสามารถ มองปัญหารู้และแก้ปัญหาเป็น แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลทั้งกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กลับไร้ความรู้ความสามารถที่จะทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยุติลงได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์จากการจัดหาวัคซีนและการกระจายวัคซีนโดยมิได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนและโอกาสของประชาชนในการได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการกอบโกยผลประโยชน์บนคราบน้ำตาและความเป็นความตายของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากปล่อยให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อไปจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อใด ชีวิตของพี่น้องประชาชนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ขณะที่ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะมีเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสถานที่เพียงพอที่จะทำพิธีฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญาและไร้ความรู้ความสามารถที่จะบริหารราชการของกระทรวงแรงงาน ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่อว่าจงใจและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายปะปนอยู่ในระบบแรงงาน และเกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมายดังกล่าว จนเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบของผู้ใช้แรงงานและโรงงานจากมาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค จนผู้ใช้แรงงานต้องตกงานจำนวนมากและใช้ชีวิตตามยถากรรม นักศึกษาจบใหม่ก็ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งเป็นอัตราการว่างงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรงและยังบกพร่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อใหม่ในโรงงานรายวันโดยไม่มีมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ความล้มเหลวจากการบริหารงานของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก หากให้ดำรงตำแหน่งต่อไปยิ่งจะสร้างความเสียหายอีกเป็นทวีคูณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มุ่งแต่แสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแล รู้เห็นและปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในการประมูลโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติโดยการฉ้อฉล ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ประพฤติตัวเสเพลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโรค เข้าไปในแหล่งอบายมุขจนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โควิด-19 ไปทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน&amp;nbsp; พฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดังกล่าว นำมาซึ่งความเสียหายแก่ทางราชการ&amp;nbsp; &amp;nbsp; และภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทย หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จะยิ่งสร้างความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมจนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญาและไร้ความสามารถในการบริหารงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้การบริหารงานด้านการเกษตรล้มเหลวทั้งระบบ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เข้าไปมีส่วนได้เสียในการเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ปกป้องรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จงใจเบียดบังเอาทรัพยากรของชาติไปให้พวกพ้องตนเอง ปล่อยปละละเลยให้เกิด&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ ทั้งวัวและสุกร จนส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรจำนวนมาก ขณะที่มาตรการชดเชยเยียวยาแก่เกษตรกรไม่ทั่วถึงและเพียงพอ หากปล่อยให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะเกิดความเสียหายแก่รัฐและเกษตรกรไม่หยุดยั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายบรรทัดฐานอันดีของสังคม มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของประเทศชาติและประชาชน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หากปล่อยให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป ยิ่งจะทำให้สังคมเกิดความแตกแยกมากขึ้น จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดบรรจุญัตตินี้ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน ส่วนเหตุผลและรายละเอียดต่างๆ จะได้แถลงและชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113448</URL_LINK>
                <HASHTAG>6รมต., ญัตติซักฟอก, ฝ่ายค้าน, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119e2ed1e2a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;มั่นใจศึกซักฟอกคุมอยู่ ปราม&#039;สิระ&#039;ห้ามทำตามอำเภอใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ. 64 - ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงการควบคุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 16 ก.พ. หลังยังมีความกังวลเรื่องสถาบัน ว่า เมื่อญัตติเราพิจารณาว่าชอบแล้ว ก็ให้อภิปรายไปตามญัตติ จะออกนอกญัตติไม่ได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์พูดได้เท่าที่เขียนไว้ ส่วนตัวไม่ได้กังวล และเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่กรู้ อะไรควร อะไรไม่ควร ใครที่ออกนอกกติกา พฤติกรรมเหล่านั้นประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ จะมีผลต่อเขาโดยตรง ประธานสภาฯมีหน้าที่ควบคุมการประชุมในสภาฯ แต่ข้างนอกประชาชนเป็นคนคุม พฤติกรรมใดที่ไม่ถูกต้องประชาชนจะลงโทษเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน ยืนยันด้วยว่า ญัตติสามารถอ่านได้แต่ถึงไม่อ่านก็เป็นญัตติแล้ว ทุกอย่างมีกติกาข้อบังคับอยู่ ทั้งนี้ คนมองว่าการประท้วงมีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตก และคิดว่าคงไม่มีการประท้วงกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
ส่วนที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เตรียมขออนุญาต นำแหนบถอนผมเข้าไปประชุมสภาด้วย เพื่อนำไปถอนหงอกผู้นำฝ้ายค้านหากพูดถึงสถาบัน&amp;nbsp; นายชวน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่กฎกติกา ไม่ใช่ใครจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ และหากผู้อภิปรายพูดในกรอบก็ถือว่าไม่มีปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่าสามารถนำแหนบถอนผมเข้าสู่ที่ประชุมสภาได้หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า &amp;quot;หากนำไปเป็นอาวุธก็ถือว่าไม่ได้&amp;quot; ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าแหนบถอนผมถือเป็นอาวุธหรือไม่ นายชวน ตอบว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานสภาฯ กล่าวด้วยว่า ตราบใดที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ครบ 42 ชั่วโมง การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจขยายไปมากกว่า 4 วันได้ และหากอภิปรายเสร็จสิ้นในวันใด ก็จะมีการลงมติในวันถัดไป ตนถึงบอกว่าอย่าไปตั้งเป้าว่าจะมีการลงมติในวันเสาร์ที่ 20 ก.พ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่อาจม็อบหน้ารัฐสภาในวันลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะซ้ำรอยเหตุการณ์ปะทะที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหรือไม่นั้น นายชวน กล่าวว่า คงไม่ เพราะภายนอกมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ เราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวอะไรได้ แต่มาตรการภายในก็ไม่ได้มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษ และการอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เราเคยมีประสบการณ์การอภิปรายมาแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93071</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ญัตติซักฟอก, ประธานสภาฯ, ฝ่ายค้าน, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a02a851348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกเป้า‘3ป.-รมต.โควิด’ ณัฏฐพลหนุนเมียชิงผู้ว่าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เพื่อไทยขยับแจ้ง ส.ส.ลงชื่อญัตติซักฟอก กางโผล็อกเป้า &amp;quot;3 ป.&amp;quot; พ่วง &amp;quot;เสี่ยหนู-สุชาติ-อู๊ดด้า&amp;quot; ยกปมล้มเหลว ปล่อยโควิดระบาด โยงบ่อนพนัน แรงงานผิดกฎหมาย ทำเศรษฐกิจพัง &amp;quot;เต้&amp;quot; โผล่ร่วมลงชื่อด้วย &amp;quot;ณัฏฐพล&amp;quot; พบ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ดัน &amp;quot;ทยา&amp;quot; ชิงผู้ว่าฯ กทม. ไม่หลีกทาง &amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; หน.พปชร.รับไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค อ้างกลัวผิด กม. ลั่น &amp;quot;ผมยังอยู่พรรคไม่มีแตก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยถึงความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่า&amp;nbsp; ขณะนี้ ส.ส.ของพรรคได้ทยอยนำข้อมูลประเด็นที่จะอภิปรายเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรค ที่ประกอบไปด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค, นายชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการการเมือง และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรค &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรายชื่อรัฐมนตรีที่ ส.ส.ต้องการจะอภิปรายมีหลายคน หลักๆ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ขณะที่ชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งมี ส.ส.ขอจองกฐินซักฟอกจำนวนมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่จะอภิปรายพุ่งเป้าไปที่นายกฯ เป็นหลัก และโยงไปถึงรัฐมนตรีคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากความล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการจัดการแก้ไขปัญหาแพร่ระบาดโควิด-19 ล้มเหลว ที่ต้นเหตุของการแพร่ระบาดเชื่อมโยงกัน เช่น การปล่อยปละให้มีการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว การปล่อยปละให้มีการเปิดบ่อนการพนัน ความล้มเหลวในการแก้ไขเศรษฐกิจ แนวทางต่างๆ ที่ช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิดไม่ทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะมีการแบ่งประเด็นความเชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีรายใดที่เกี่ยวข้องบ้าง จะถูกอภิปรายทั้งหมด นอกจากกลุ่ม 3 ป. ที่จะโดนเป็นหลักแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน อยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด อยู่ในข่ายที่จะถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน รวมไปถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านบางพรรคเตรียมเสนอรายชื่อเข้ามาจากปัญหาถุงมือยางที่อื้อฉาวด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการกลั่นกรองการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคจะสรุปว่าเนื้อหาของใครมีน้ำหนัก มีข้อมูลเพียงพอที่จะอภิปรายบ้าง เป็นมติของพรรคเพื่อไทยในวันที่ 22 ม.ค. และจะมีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านวันที่ 24 ม.ค. เพื่อจะสรุปรายชื่อที่จะถูกอภิปรายทั้งหมด ก่อนยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 ม.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ในการจัดสรรเวลาการอภิปรายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งให้ ส.ส.ที่เดินทางมาประชุมสภาไปลงนามในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งแต่วันพุธที่ 20 ม.ค. เพื่อให้ได้รายชื่อครบ 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภา ให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 151 โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้แนบรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี เข้าไปในท้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้บังคับไว้ว่าต้องแนบรายชื่อไปด้วย ส.ส.ที่มาลงนามจะยังไม่ทราบรายละเอียด ข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีแต่ละคน เพราะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องหารือกันให้ตกผลึกอีกครั้ง ก่อนที่จะร่วมเขียนญัตติร่วมกัน แล้วนำไปยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ ในวันที่ 25 ม.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมแนบภาพการลงลายมือชื่อลำดับที่ 93 ร่วมกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านจะแสดงให้เห็นถึงการใช้จ่ายงบประมาณหลายแสนล้านบาทที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน มีการทุจริตในทุกขั้นตอน ไม่รวมถึงการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนใกล้ชิดรัฐบาลได้ประโยชน์จากงบประมาณ นอกจากนี้ นโยบายการแจกเงินให้ประชาชน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ภูมิใจว่ารัฐบาลนี้แจกเงินประชาชนมากที่สุด เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดมาก เป็นการประจานตัวเองของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ ดังนั้นนโยบายแจกแหลกจึงเป็นนโยบายที่ไม่ช่วยให้ภาพของรัฐบาลดีขึ้นในสายตาประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อวางแนวทางส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่ายังไม่ได้คิดอะไร และยังไม่ได้คุยกับกรรมการบริหารพรรค ต้องนัดประชุมกันก่อนและเวลานี้ยังไม่ได้กำหนดวันประชุม เนื่องจากมีสถานการณ์โควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อนางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ภรรยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรค จะลงสมัครชนกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.นั้น พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่า ไม่มีๆ ตอนนี้ยังไม่มีชื่อใครเลย และตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.การการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดห้ามไม่ให้ข้าราชการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ฉะนั้นพรรคจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ดังนั้นแนวทางของพรรคควรจะเหมือนเมื่อครั้งเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) คือไม่ส่งผู้สมัครในนามของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พลังประชารัฐจะไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ รอคุยกับกรรมการบริหารพรรคก่อน เมื่อถามย้ำว่าคนที่มีชื่อตามกระแสข่าวจะลงในนามอิสระแทนได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่รู้ ยังไม่รู้ แต่เดี๋ยวก็จะมาบอกว่าผมไม่รู้ๆ อีก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีชื่อนางทยาและ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่มี พรรคเป็นเอกภาพดี รับรองในพรรคไม่มีอะไรแตก อย่าไปคิดว่าแตก ผมยังอยู่ไม่มีแตก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากกรณีที่เกิดกระแสข่าวนายณัฏฐพลนัด ส.ส.กทม.บางส่วน ส.ก.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ประชุมเพื่อให้สนับสนุนนางทยาลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ที่คาดว่าจะจัดเลือกตั้งภายในปลายปีนี้ สวนทางกับ พล.อ.ประวิตร ที่สนับสนุน พล.ต.อ.จักรทิพย์ลงสมัคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายณัฏฐพลได้มารอพบกับ พล.อ.ประวิตรที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพูดคุยในเรื่องดังกล่าวนานประมาณ 20 นาที โดยนายณัฏฐพลยืนยันว่าข่าวที่ออกมาเป็นความจริง นางทยาตัดสินใจขอเสนอตัวลงเล่นการเมือง โดยจะลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะชนะ จึงเสนอตัวทำงาน ซึ่ง พล.อ.ประวิตรไม่ได้ว่าอะไร รับทราบตามที่นายณัฏฐพลมาบอกกล่าว&amp;nbsp; ส่วนความชัดเจนของพรรคในการส่งผู้สมัคร คงจะใช้สูตรเดียวกับ เลือกตั้งนายก อบจ. เพราะเสี่ยงต่อข้อกฎหมายหากพรรคจะส่งผู้สมัครในนามพรรค โดยจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90608</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติซักฟอก, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, บ่อนพนัน, ปล่อยโควิดระบาด, พรรคเพื่อไทย, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, แรงงานผิดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600981eb773a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะซักฟอก5วัน พท.กั๊กเชือดป้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอก&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ม.ค. วิปรัฐบาลล็อกวันทำศึกให้สี่วัน&amp;nbsp;16-19&amp;nbsp;ก.พ. ลงมติเสาร์ที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.พ. พปชร.เก็งข้อสอบ รมต.พรรคโดนจองกฐิน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;คน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หยันฝ่ายแค้นคนเบื่อเต็มทีแล้ว เพื่อไทยยังกั๊ก &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;&amp;nbsp; หลุดโผหรือไม่ &amp;quot;สิระ&amp;quot; ยื่น กกต.ยุบ พท. อ้างคนในพรรคหนุนเพราะอยากย้ายออกเต็มทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังวิปรัฐบาลเคาะปฏิทินการเมืองดังกล่าวออกมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;มกราคม นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายเมื่อใด ถ้ายื่นในวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ม.ค. คาดว่า ครม.จะจัดการอภิปรายได้ในช่วงกลางเดือน ก.พ. โดยวิปรัฐบาลได้เสนอช่วงเวลาอภิปราย&amp;nbsp;4 วันไปให้ ครม.พิจารณา&amp;nbsp; ได้แก่ ช่วงวันที่&amp;nbsp;16-19&amp;nbsp;ก.พ. เป็นเวลา&amp;nbsp;4&amp;nbsp;วัน รวมกับวันลงมติ วันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.พ.อีก&amp;nbsp;1 วัน รวมทั้งหมด 5 วัน หากฝ่ายค้านอยากได้เวลา&amp;nbsp;7 วันคงต้องคุยกัน แต่คงเป็นไปได้ยาก เวลา&amp;nbsp;5 วันถือว่ามากแล้ว ถ้ามีไฮไลต์อะไรก็ให้อภิปรายตั้งแต่วันแรกๆ&amp;nbsp; ไม่ใช่เอาแต่น้ำก่อนส่วนเนื้อไว้ทีหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัชกล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คาดว่าร่างญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; รัฐสภาจะนำเข้าพิจารณาวาระ&amp;nbsp;2 ได้ช่วงวันที่&amp;nbsp;24-25&amp;nbsp;ก.พ.&amp;nbsp; จากนั้นจะปิดสมัยประชุมสภาในวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;ก.พ. จึงคาดว่ากลางเดือน มี.ค.จะเปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาลงมติร่างแก้ไข รธน.ในวาระ 3&amp;nbsp;รวมถึงพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติด้วย&amp;nbsp; แต่คงใช้เวลาเปิดประชมสมัยวิสามัญไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ท่าทีจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล&amp;nbsp; พบว่าวันเดียวกันนี้ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอนุชา&amp;nbsp; นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม&amp;nbsp; และรองหัวหน้าพรรค, นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค และนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลังจากงดประชุมไปนานกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สัปดาห์ ในวันที่&amp;nbsp;20-22&amp;nbsp;ม.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัชกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจคาดว่าจะมีรัฐมนตรีในสังกัดพรรค พปชร.ถูกอภิปรายมากที่สุดไม่น้อยกว่า 5 คน รวม พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมด้วย ที่เบื้องต้นได้วางกรอบเวลาไว้&amp;nbsp;4&amp;nbsp;วัน คือ 16-19&amp;nbsp;ก.พ.นี้ และลงมติในวันเสาร์ที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.พ.นี้ จึงขอให้ ส.ส.ทุกคนเตรียมความพร้อมสู้ศึกอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นดังกล่าวมีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ม.ค.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ว่านายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รายงานเรื่องผลการสำรวจความเห็นของประชาชน ที่พบว่าประชาชนพึงพอใจมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ประสานกับวิปรัฐบาล รายงานเรื่องที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า จะมีการอภิปรายระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ.และลงมติในวันที่ 20 ก.พ. ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ปรารภถึงฝ่ายค้านตอนหนึ่งว่า &amp;quot;อยากให้ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ พัฒนาหน่อย คนเบื่อเต็มทีแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกวุฒิสภา และเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ของ พล.อ.ประวิตร เตรียมไปตั้งพรรคการเมืองว่า &amp;quot;ไม่รู้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตรในการอภิปรายไม่วางใจ ว่าได้ไปพูดคุยกับฝ่ายค้านไว้ก่อนหรือไม่&amp;nbsp; โดย พล.อ.ประวิตรตอบว่า &amp;quot;ไม่รู้&amp;nbsp;ไม่ได้คุย&amp;quot;
พท.ไม่ชัดล็อกเป้าบิ๊กป้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านฝ่ายค้าน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แกนนำหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยมีปัญหาแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย เป็นสาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง&amp;nbsp;สายนายสมพงษ์&amp;nbsp; อมรวิวัฒน์ สายคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รวมทั้งตนเองไปกีดกันไม่เชิญ ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนละสายมาร่วมประชุมเมื่อ&amp;nbsp;15 ม.ค.เพื่อเตรียมตัวทำศึกอภิปรายว่า มีการเชิญฝ่ายต่างๆ มาประชุมจริง แต่พรรคได้เลื่อนการประชุมออกไป เนื่องจากติดงานศพ ไม่ได้มีสาเหตุอะไรเลยที่จะขัดแย้งกัน&amp;nbsp; พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันทำงาน เตรียมความพร้อมอภิปรายตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่วนจะมีรายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หรือไม่นั้น&amp;nbsp; ต้องบอกว่าการอภิปรายครั้งนี้อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์เป็นหลัก เพราะเกี่ยวทั้งด้านโควิด-19, ความมั่นคง และหากไปเกี่ยวถึงรัฐมนตรีคนไหนก็อภิปรายหมดไม่มียกเว้น อยู่ที่ข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอบอกว่าอภิปรายครั้งนี้มีเซอร์ไพรส์ รัฐมนตรีที่คิดว่าไม่น่าจะโดนก็จะโดนด้วย โดยมีข้อมูลที่หนักแน่น วันอาทิตย์ที่ 24 ม.ค. เวลา 10.00 น.จะมีการแถลงข่าวความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกครั้ง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่&amp;nbsp;25 ม.ค. ซึ่งตอนนี้คืบหน้า&amp;nbsp;80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การอภิปรายต้องทำเป็นความลับ&amp;nbsp; คงไม่มีใครบอกข้อสอบล่วงหน้า&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสายคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.เพื่อไทยในกลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์อาจไม่ร่วมอภิปรายด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนว่าจะให้ใครเป็นผู้อภิปราย ประเด็นอะไร ที่ผ่านมาเป็นการหารือกันกว้างๆ ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การอภิปรายครั้งนี้จะมีชื่อของนายสุทินและ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านร่วมอภิปรายหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า อยู่ที่ประเด็นและข้อหาที่จะหยิบยกขึ้นมา ซึ่งพรรคมีคณะกรรมการกลั่นกรองอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอภิปรายได้เหมือนกัน&amp;nbsp; ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาว่าเป็นใครหรือกลุ่มไหน ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีใครที่ไม่ได้อภิปราย ทุกคนมีโอกาสเท่าๆ กัน โดยเฉพาะคนที่เคยได้อภิปรายมาแล้ว เชื่อว่าพรรคยังเห็นความสำคัญและยังอยากให้อภิปรายอยู่ เว้นแต่ว่าข้อมูลไม่พร้อมหรือเจ้าตัวไม่พร้อมจริงๆ&amp;nbsp;ทีมงานการอภิปรายในวันนี้ยังเป็นทีมงานเดิมชุดเดิม&amp;nbsp;ซึ่งตนเองก็มีประเด็นที่จะอภิปรายเยอะ แต่จะถูกจำกัดให้ตนเป็นคนสรุปหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่ได้แสดงเจตนาไปแล้วว่าใครสรุปก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวด้วยว่า เรื่องการจัดการเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับว่าการประสานงานในการอภิปรายครั้งที่ผ่านมาไม่เข้าขากันเท่าที่ควร และการบริหารเวลาผิดพลาดในบางจุดบางคนเท่านั้น&amp;nbsp;จึงทำให้การจัดการยาก ซึ่งทุกคนก็เข้าใจในข้อจำกัด และการอภิปรายครั้งนี้เราระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น จึงคิดว่าการบริหารเวลาไม่มีปัญหาแบบเดิม ส่วนกระทบกับตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้านก็อาจจะเป็นไปได้หลายสาเหตุ แต่เชื่อว่าวันนี้ไม่มีอะไรเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวประธาน เว้นแต่ครั้งหน้าอาจจะเป็นไปได้ เพราะเราทำงานมาก็อาจจะผิดพลาดได้ ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ ยืนยันเท่าที่อยู่มาทุกวันนี้ยังทำงานได้และสบายใจอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกระแสข่าวชื่อของ พล.อ.ประวิตรไม่มีในลิสต์ที่จะถูกพรรคเพื่อไทยอภิปราย แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นจะอภิปรายแทน นายสุทินกล่าวว่า ถ้าพรรคอื่นอยากอภิปรายก็อภิปรายได้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ข้อมูล เราไม่มีการจำกัดกัน โดยในวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ม.ค. พรรคเพื่อไทยจะประชุมกลั่นกรองอีกรอบหนึ่ง จากนั้นวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ม.ค.ช่วงเย็นพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาประชุมร่วมกันเพื่อสรุปประเด็น ดังนั้นชื่อใครก็แล้วแต่มีโอกาสถูกอภิปรายทั้งนั้น ยังไม่ได้ตัดชื่อออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์&amp;nbsp; กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.กลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์จะไม่ได้ร่วมอภิปรายในศึกซักฟอกครั้งนี้ว่า ทุกคนก็เป็นคนของพรรคเพื่อไทย อย่าคิดว่าเป็นคนของคนนั้นคนนี้ พรรคเพื่อไทยก็เปลี่ยนหัวหน้าพรรค เปลี่ยนเลขาฯ พรรคมาไม่รู้กี่คน หากคิดเช่นนั้นก็จะทำให้เสียกำลังใจฝ่ายค้านด้วยกัน ในฐานะที่ได้อภิปรายทุกครั้งยังมั่นใจว่า ข้อมูลที่จะนำเสนอหากจัดลำดับเป็นพีระมิดตนจะอยู่กลางๆ ถึงหัวที่จะได้รับโอกาสอภิปราย แต่ก็ขึ้นอยู่กับพรรค เบื้องต้นคาดว่าสำหรับพรรคจะมี ส.ส.ที่อภิปรายประมาณ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน ซึ่งปัญหาที่เห็นอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินและการทุจริต ช่วยเหลือพวกพ้อง เชื่อว่าสังคมเคยเห็นและรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และต้องพึ่ง ส.ส.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
สิระเอาคืนยื่นยุบเพื่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิระ&amp;nbsp; เจนจาคะ&amp;nbsp;ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp;ยื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้พิจารณาสั่งยุบพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;เนื่องจากกระทำการเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา&amp;nbsp;92&amp;nbsp;&amp;nbsp;(2)&amp;nbsp;ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง&amp;nbsp;จากกรณีเมื่อวันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;พรรคเพื่อไทยมีแถลงการณ์ว่าพรรคมีมติให้ ส.ส.ของพรรคร่วมลงชื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตนเองขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง ส.ส.&amp;nbsp;และขู่ว่าหาก ส.ส.ไม่ดำเนินการพรรคจะมีมาตรการลงโทษ ซึ่งต่อมามี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยร่วมลงชื่อกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จำนวน&amp;nbsp;104&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;จึงเห็นว่าการร่วมลงชื่อดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp;114&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่กำหนดว่า ส.ส.ต้องไม่อยู่ในอาณัติ&amp;nbsp;มอบหมาย&amp;nbsp;หรือควบคุมบังคับใดๆ แถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการบังคับ ส.ส.ให้ลงชื่อและควบคุมการทำงานของ ส.ส.ไม่ให้ใช้สิทธิ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องมายื่นคือ มีเพื่อน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยขอให้ตนมาร้องต่อ กกต.เพื่อให้ยุบพรรคเพื่อไทย เพื่อจะได้มีอิสรภาพ เพราะอยากออกจากพรรคเพื่อไทย หากมีการยุบพรรคก็จะได้ไปหาพรรคอื่นสังกัดได้&amp;nbsp;จึงต้องการให้ กกต.ตรวจสอบว่ามติดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ หากเป็นมติพรรคจริงก็ขอให้ยื่นเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรค เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ญัตติซักฟอก, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ฝ่ายค้าน, วิปรัฐบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006ee7586289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นญัตติซักฟอก27ม.ค. อึ้งพท.ขออภิปราย7วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เพื่อไทยเล่นใหญ่ ขอซักฟอกรัฐบาล 7 วัน ประเด็นคุ้นๆปล่อยปละละเลยให้ประเทศเสียหาย ทุจริตหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานการณ์โควิดด้วย ด้าน &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ไม่ชัวร์ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยประชุมนี้แล้วไปอภิปรายสมัยวิสามัญได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า จะยื่นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายเดือนมกราคม ประมาณวันที่ 27 มกราคม ต้องการให้การอภิปรายครั้งนี้มีการใช้เวลาอภิปรายเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปีที่แล้วฝ่ายค้านได้เวลา 3 วันก็ปิดสมัยประชุม ปีนี้จึงเตรียมตัวให้มีเวลาอภิปรายเพิ่มขึ้น อยากได้เวลา 7 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ต้องปรึกษานายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เพื่อกำหนดกรอบเวลา ก่อนการยื่นญัตติ ส่วนผู้ถูกอภิปราย เช่น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกหลาย จะสรุปชัดเจนในกลางเดือน ม.ค.ว่ามีใครบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐเผยว่า ประเด็นที่อภิปรายจะมีเรื่องการอภิปรายงานผิดพลาด ปล่อยปละละเลยให้ประเทศเสียหาย โดยเฉพาะการทุจริตหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานการณ์โควิดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดอภิปรายได้ทันภายในสมัยประชุมวันที่ 28 ก.พ.2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด จะดำเนินการอย่างไร เขาตอบว่า เราจะยื่นญัตติไว้ก่อนปิดสมัยประชุม และจะหารือประธานสภาผู้แทนราษฎร และพิจารณาข้อบังคับการประชุมว่า สามารถนำการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปพูดในสมัยวิสามัญได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ยังเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ยื่นให้ทันภายในสมัยประชุมสภาฯ? นี้ หรือวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาฯ? วิสามัญได้ แต่ว่าถ้ายื่นในสมัยประชุมสามัญ แล้วอภิปรายไม่ทันภายในสมัยประชุมสภาฯ การจะไปเปิดอภิปรายในช่วงสภาสมัยวิสามัญได้หรือไม่นั้น ยังเป็นข้อกฎหมายอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 154 บัญญัติว่า ปีหนึ่งให้ยื่นญัตติอภิปรายได้ 1 ครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นข้อกฎหมายว่าเขาได้มีการยื่นไว้แล้ว แต่ปัญหาคือการยื่นกับการอภิปรายมันคนละส่วนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอให้ยื่นให้เสร็จภายในวันที่ 28 ก.พ.กัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุม เหมือนกับครั้งที่แล้วที่มีการอภิปรายจนปิดสมัยประชุมสภาฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างเพิ่งไปเดาหรือสงสัยอะไรเลย เพราะตามข้อบังคับสภาฯ กำหนดไว้ว่า ประธานสภาฯ จะต้องตรวจสอบรายชื่อและวินิจฉัยเป็นการด่วน และรีบบรรจุ ดังนั้นโอกาสบรรจุในสมัยประชุมมันทัน&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในฐานะฝ่ายค้านอิสระ ขออภิปรายนายกฯ ประเด็น ไม่สามารถกำกับทหาร-ตำรวจ เป็นเหตุทำให้โควิดระบาด รอบ 2 แม้มิได้ทุจริต แต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ กระทบประชาชน สร้างหนี้สาธารณะส่วนรวมเพิ่มขึ้น ผิดหรือไม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89035</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติซักฟอก, พรรคเพื่อไทย, ยื่นญัตติซักฟอก, สถานการณ์โควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายสมัยวิสามัญ, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff5cb3a2e36c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สามมิตรเขย่าซักฟอก 40ส.ส.โชว์พลังห้ามแตะโควตารมต./เคาะอภิปราย24-26ก.พ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ชี้ชัดไม่แก้ไขญัตติซักฟอก อ้างไม่ทราบข้อความใดเป็นเท็จ ให้ไปว่ากันตอนอภิปราย คอนเฟิร์มวันซักฟอก 24-26 ก.พ. เริ่ม 13.30 น. หากไม่จบขยายถึง 27 ก.พ. &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ยอมรับข้อกล่าวหารุนแรง โวรัฐบาลไม่สนิมสร้อย &amp;ldquo;สมคิด-อุตตม&amp;rdquo;นำทีมถก &amp;quot;กลุ่มสามมิตร&amp;quot; แสดงพลัง 40 ส.ส.ส่งสัญญาณถึงนายกฯ ห้ามขยับโควตา รมต. หลังลือสะพัด &amp;quot;สุวิทย์&amp;quot; เต็งหนึ่งถูกเขี่ยทิ้งหลังซักฟอก ขณะที่ &amp;quot;สนธิรัตน&amp;quot; ไม่ได้มาร่วมวงด้วย จับตาระดม ส.ส.ฮึดสู้ ด้าน ส.ส.พท.ลั่นมีหลักฐานมัดแน่น &amp;quot;ประวิตร-ประยุทธ์&amp;quot; เอื้อประโยชน์เจ้าสัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีฝ่ายรัฐบาลขอให้แก้ไขญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า คงไม่มีการแก้ไขแล้ว จากการตรวจสอบมีปัญหาเฉพาะลายเซ็นของผู้เสนอญัตติท่านหนึ่งที่เซ็นไม่เหมือนกับลายเซ็นที่ให้ไว้ ซึ่งสอบถามแล้ว และได้รับการยืนยันว่าเป็นของตัวเอง ส่วนที่มีการระบุว่ามีบางข้อความในญัตติเป็นเท็จนั้น ขอให้ไปว่ากันตอนอภิปราย เพราะไม่ทราบเช่นกันว่าข้อความใดเป็นเท็จหรือไม่เป็นเท็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อถึงเวลาประชุมก็ต้องดูแลให้การอภิปรายเป็นไปโดยเรียบร้อย การอภิปรายมีปัญหาเป็นเรื่องปกติ เป็นการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย และถือเป็นการตรวจสอบที่เข้มข้นที่สุด เพราะฉะนั้นต้องให้โอกาสทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่าผู้เสนอเป็นผู้พูดฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิ์โต้ตอบเช่นกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่รัฐบาลเสนอให้อภิปรายวันที่ 25-27 ก.พ. ลงมติในวันที่ 28 ก.พ. นายชวนกล่าวว่า ตั้งใจจะกันวันที่ 28 ก.พ.ไว้สำหรับใช้ในการประชุมนัดพิเศษประจำเดือน เพื่อให้ญัตติที่ค้างอยู่นั้นได้พิจารณาให้ได้มากที่สุด เดิมตั้งใจไว้ว่าจะให้เป็นวันสะสางงานนอกจากนี้ก็ยังมีการประชุมร่วมรัฐสภาอีก จะมีวาระขอขยายเวลาและการพิจารณาแก้ไขประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ถ้าเสร็จทันก็จะเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมนี้เลย ส่วนที่ฝ่ายค้านเสนอว่าหากอภิปรายไม่เสร็จเสนอให้เปิดประชุมวิสามัญเพื่ออภิปรายต่อ คิดว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชวนได้เป็นประธานการประชุมร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดวันประชุมสภาฯ พิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ, &amp;nbsp;นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายวิรัชให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี ส่วนปัญหาญัตติมีถ้อยคำไม่เหมาะสมนั้น นายสมพงษ์บอกจะปรับให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการประท้วง ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องวันเวลา แต่จากเดิม 25-27 ก.พ. อาจจะให้เริ่มอภิปรายเป็นวันที่ 24 ก.พ. โดยให้เวลา 3 วัน ถ้าเสร็จได้ก็ดี ส่วนจะย้ายมาเริ่มวันที่ 19 ก.พ. ตามที่ฝ่ายค้านเสนอหรือไม่ เป็นข้อมูลที่มีการเสนอ แต่ช่วงวันที่ 19-21 ก.พ. รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีกำหนดการทำงาน เช่น นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ จะเดินทางไปต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากมีผู้ขออภิปรายเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นข้อเสนอของรัฐบาลที่ให้เวลาในการอภิปรายระหว่างวันที่ 25-27 ก.พ. ฝ่ายค้านไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการบีบกันเกินไป ส่วนกรณีฝ่ายรัฐบาลขอให้แก้ไขเนื้อหาญัตตินั้น ฝ่ายค้านได้รับความชัดเจนจากประธานสภาฯ แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขอีก แต่ถ้าจะให้เอาใจรัฐบาลแล้ว ฝ่ายค้านก็พร้อมจะไม่อ่านเนื้อหาในญัตติในส่วนนั้น และคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพราะเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยาก
เคาะซักฟอก 24-26 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 5 ก.พ. ได้รับการประสานจากตัวแทนฝ่ายครม.ว่า ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในวันที่ 24 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 13.30 น. จนถึงวันที่ 26 ก.พ. และลงมติกันในวันที่ 27 ก.พ. หากการอภิปรายไม่จบภายใน 3 วัน จะขยายเวลาให้อภิปรายถึงวันที่ 27 ก.พ. และไปลงมติในวันที่ 28 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การกล่าวหาในครั้งนี้ถือว่ารุนแรง ถ้าถือว่ากล่าวหาคือกล่าวหามันก็ไม่มีอะไรหรอก ในที่สุดมันจะเบากว่านี้ หรือรุนแรงกว่านี้ ก็เอาไปตอบกัน และเอาเข้าจริงเขียนเบาก็สามารถที่จะบริภาษรุนแรงได้ในเวลาที่อภิปราย ประธานก็ค่อยคุมเกม เพราะข้อบังคับก็มีอยู่แล้ว ก็เอาไว้วินิจฉัยกันตอนที่พูด แต่ช่วงยื่นญัตติไม่มีข้อบังคับเขียนเอาไว้ เพราะก็ไม่คาดคิดว่าจะมีอย่างนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวมีองครักษ์พิทักษ์เหมือนกับคนอื่นหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี ไม่เคยได้ยินและไม่คิดว่าจะต้องมีด้วย แต่ถ้ามี เข้าใจว่าเขาคงปกป้องระบบหรือระเบียบข้อบังคับ หรือส่วนที่จะกระทบต่อรัฐบาลมากกว่า แต่ถ้าเป็นการกระทบต่อส่วนตัวคงไม่มีองครักษ์คนไหนมาทำอะไรอย่างนั้น และบังเอิญรัฐบาลก็ไม่ได้สนิมสร้อยอะไรด้วย สำหรับรัฐมนตรีทุกคนก็ต้องเตรียมข้อมูล เพราะรู้ดีว่าตัวเองทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นข้อมูลเชิงลึก ก็อาจต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปอยู่เตรียมข้อมูลที่สภาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ความอยู่รอดหรือไม่รอดของหัวหน้ารัฐบาลก็คือความอยู่รอดหรือไม่รอดของ ครม.ทั้งคณะ ถ้านายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ครม.ทั้ง 36 คนพ้นด้วย ดังนั้น การกล่าวหานายกฯ แม้นายกฯ คือนายกฯ แต่ความเป็นจริงคือความอยู่รอดของรัฐบาลทั้งชุด&amp;quot; นายวิษณุกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข &amp;nbsp;ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า โดยมารยาทของการร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นและเชื่อว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ทุกคนทำงานหนัก และทุ่มเท เสียสละ เราต้องให้การสนับสนุน พร้อมยกมือให้ แต่ทุกคนต้องรอฟังการชี้แจงในการอภิปรายญัตติดังกล่าว เพราะนี่เป็นกติกา ไม่ใช่ทะเล่อทะล่ายกมือให้โดยที่ไม่ฟังอะไรก่อนเลย เพราะเราต้องตอบสังคมให้ได้ ไม่ใช่พวกมากลากไป ถ้าฝ่ายค้านสามารถพิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเหล่านั้นกระทำการมิชอบต่อบ้านเมืองแล้ว ตัวรัฐมนตรีเองไม่สามารถอธิบายได้ เราก็ไม่สนับสนุนรัฐมนตรีเหล่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ต้องกังวลว่าถ้ารัฐมนตรีคนนั้นชี้แจงได้ แล้วภูมิใจไทยจะไปต่อรองหรืองอแง ให้ครึ่งหนึ่งยกให้ อีกครึ่งหนึ่งไม่ยกให้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้รัฐมนตรีแต่ละคนชี้แจงให้ได้ทุกอย่างก็จบ ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. ที่โรงแรมสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา พรรคแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดยนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และหัวหน้าพรรค, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และกรรมการบริหารพรรค, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และกรรมการบริหารพรรค, นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และรองหัวหน้าพรรค นัดรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ ส.ส.ในกลุ่มประมาณ 40 คน โดยการนัดหมายครั้งนี้มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย โดย ส.ส.ที่มาปรากฏตัว มีทั้งภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ อาทิ นายภิญโญ นิโรธ ส.ส.นครสวรรค์, นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร, นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี, นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี, นายพยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ามี &amp;nbsp;ส.ส.กทม. 5 คน ได้แก่ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา, น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์, น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์, น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ , นายศิริพงษ์ รัสมี มาปรากฏตัวครั้งนี้ด้วย
กลุ่มสามมิตรแสดงพลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง โดยนายอุตตมได้เดินทักทายบรรดา ส.ส. พร้อมขอให้ร่วมมือกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารครั้งนี้ไม่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและเลขาธิการพรรค เดินทางมาร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุริยะ ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า ในวันนี้ได้นัด ส.ส.กลุ่มสามมิตรประมาณ 40 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกกลุ่มไปแล้ว แต่เนื่องจากว่าทางพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และอีก 5 รัฐมนตรี จึงเป็นเหตุผลที่ตนคิดว่ากลุ่มสามมิตรต้องมาช่วยระดมความคิด เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองในการเก็งข้อสอบ และเตรียมข้อมูลให้ เพราะหลายคนก็ผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจมาแล้ว ซึ่งพวกเราเตรียมหาข้อมูล เพื่อมาช่วยเหลือนายกฯ จากการดูข้อมูลเบื้องต้นที่ฝ่ายค้านระบุในญัตติว่า ทั้ง &amp;ldquo;กร่าง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เถื่อน&amp;rdquo; ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่เป็นประเด็นสำคัญที่มุ่งให้เกิดปัญหาทางการเมืองได้ ซึ่ง ส.ส.กลุ่มสามมิตรจะช่วยท่านตรงนี้ได้ &amp;nbsp;และยังมีประเด็นที่ระบุว่านายกฯ &amp;ldquo;สืบทอดอำนาจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เป็นเผด็จการ &amp;ldquo; ซึ่งไม่เป็นความจริง และถ้าฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ไม่มีน้ำหนัก เพราะนายกฯ เข้ามาตามกระบวนการ นอกจากนี้ตนจะให้การบ้าน ส.ส.เพื่อไปเตรียมข้อมูลต่างๆ ส่งให้กับทางพรรคด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลของพรรคร่วมรัฐบาลในการโหวตสนับสนุนนายกฯ และรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า ตนต้องชมเชยพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศออกมาแล้วว่าจะช่วยถ้าหากฝ่ายค้านอภิปรายนอกประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การรวมตัวของกลุ่มสามมิตรอีกครั้ง สะท้อนถึงความแตกแยกในพรรคหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า ไม่มี การมารวมตัวครั้งนี้นายอุตตมเข้าใจ ยืนยัน ส.ส.ทุกคนในพรรคโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคน ยืนยันว่าการรวมตัวของส.ส.กลุ่มสามมิตรในวันนี้ไม่เกี่ยวกับการแสดงพลังในการปรับครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพื่อช่วยเหลือรัฐมนตรี เมื่อการอภิปรายจบลงกลุ่มสามมิตรก็จะสลายตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าการแสดงพลังในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าห้ามแตะต้องรัฐมนตรีในกลุ่มสามมิตร หากต้องมีการปรับ ครม.หลังอภิปรายฯ หรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า ไม่เลย เพราะรัฐมนตรีกลุ่มสามมิตรไม่มีใครถูกอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือว่า เตรียมความพร้อมเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะคุยกันว่ารัฐมนตรีและ ส.ส.แต่ละคนจะต้องมีความตื่นตัว เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการอภิปรายตัวนายกฯ ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะหากนายกฯ พลาดพลั้ง ก็จะล้มเหลวไปทั้งหมด เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะพวกเราพรรค พปชร. แต่เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะต้องทำการบ้านมาพร้อมกัน ถ้าหากว่าเราเริ่มนำให้แต่ละพรรคได้เห็นพรรคอื่นจะได้ทำตามกัน ส่วนการรวมตัวของกลุ่มสามมิตรไม่ได้มีการต่อรองอะไรทั้งนั้น และคงไม่ต้องเอาเข้าที่ประชุมพรรค เราทำกันตรงนี้ก่อน เชื่อว่าต่อไปจะไปเพิ่มในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต้องทำงานร่วมกันเรามีความห่วงใยผู้นำรัฐบาลที่จะต้องอยู่ให้ครบ 4 ปี&amp;nbsp;
ขวางไม่ให้เขี่ย&amp;quot;สุวิทย์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสมคิดกล่าวว่า ไม่มีนัยอะไร เป็นเพียงทางกลุ่ม ส.ส. มาประชุมหารือกันว่าจะดูแลการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร เพื่อให้เป็นการอภิปรายที่สมบูรณ์ เป็นเรื่องของการให้ข้อมูล การวางตัว วางแผนในการอภิปรายให้ดีที่สุด เพราะเรื่องการอภิปรายเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการตรวจสอบ รัฐบาลก็ต้องมีการชี้แจงให้เข้าใจกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง ทางกลุ่มจึงได้มีการมาหารือกัน ได้แจ้งมายังนายอุตตมและตน เพื่อให้กำลังใจเท่านั้นเอง คนทำงานจะได้มีกำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เป็นห่วงเรื่องการอภิปรายประเด็นเศรษฐกิจหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า นายกฯ ตอบได้ทุกคำถามอยู่แล้ว หน่วยงานใดกระทรวงใดที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยนายกฯ ชี้แจงได้อยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ ข้อมูลอยู่ในหัวท่านอยู่แล้ว เพียงแต่หยิบมาใช้ในเรื่องที่เป็นประเด็น ทั้งนี้ นายกฯ ไม่ได้มอบหมายใครชี้แจง ท่านก็ดูของท่าน ส่วนคนที่เกี่ยวข้องก็ช่วยชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า ในส่วนของพรรค พปชร. เราเตรียมตัวเต็มที่ ส.ส.ของพรรคก็มาทานข้าวกัน มาให้กำลังใจกัน ยืนยันว่าไม่ได้มีเพียงแค่ ส.ส.ในกลุ่มสามมิตร เพราะทุกกลุ่ม ทุกคน ก็มีการให้กำลังใจกัน รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลในการทำงานด้วยกัน ถือเป็นกระบวนการปกติ ตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะเราอยู่ร่วมกัน เราอยู่ด้วยกันหมด เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว พรรคพลังประชารัฐคือหนึ่งเดียว และต่อไปหากมีกลุ่มไหนในพรรคพปชร.จัดงาน ตนก็พร้อมจะไปร่วม และสุดท้ายก็ต้องมีคุยร่วมกันหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีการเจอกันของพรรคร่วมรัฐบาลก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า คิดว่าคงมีเวทีเช่นนั้น แต่ตอนนี้เราก็เร่งดำเนินการอยู่ การรวมตัวในวันนี้ไม่ได้เป็นการแสดงพลังเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี หากมีการปรับ ครม.หลังอภิปราย แต่เป็นการเตรียมการในสภาปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการหารือ นายอนุชา นาคาศัย เปิดเผยว่า งานวันนี้มีนายอุตตมและนายสมคิดเป็นเจ้าภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสะท้อนไปทั้งในพรรค พปชร.และพรรคร่วมรัฐบาล โดยระหว่างรับประทานอาหารร่วมกันไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการอภิปราย เพราะเป็นเรื่องเก่า ยังไม่มีประเด็นที่ชัดเจน โดยนายสมคิดได้กล่าวให้ ส.ส.ทราบว่า หากนายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ต้องการข้อมูลในการอภิปราย สามารถประสานที่นายอุตตมและตนได้ทันที ส่วนที่มีข้อกังวลว่า ส.ส.จะช่วยเฉพาะนายกฯ และ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น คิดว่าคงช่วยทุกคน ส่วนที่นายสนธิรัตน์ไม่เดินทางมาร่วมด้วย ตนไม่ทราบ เพราะนายอุตตมและนายสมคิดเป็นโต้โผจัดงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค พปชร.ถึงการนัดกินข้าวของกลุ่มสามมิตรว่า เกิดขึ้นหลังจากการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่นายสมคิดได้เรียกนายอุตตมพร้อมด้วยนายสุริยะ เพื่อต้องการจัดกิจกรรมกินข้าวโชว์พลัง ส.ส.ของกลุ่ม ซึ่งมี ส.ส.ถึง 40 คน โดยการกินอาหารนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยถึงแผนการปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์แต่อย่างใด หลายฝ่ายยังยืนยันในข้อสังเกตว่า การกินข้าวในมื้อนี้จะเป็นการโชว์พลังและจำนวน ส.ส. เพราะภายหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น จะมีการปรับ ครม.และมีรายชื่อของนายอุตตม นายสนธิรัตน์ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาฯ ที่เป็นศิษย์รักของนายสมคิด ที่อาจถูกปรับออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะนายสุวิทย์ เป็นเบอร์ 1 ที่จะถูกเสนอให้ปรับออก เพราะตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จจนเป็นรัฐมนตรี ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ กับทางพรรค และไม่มีการสนับสนุน ส.ส. จึงเป็นเบอร์ 1 ที่ถูกจับตาว่าจะถูกเขี่ยทิ้งเป็นคนแรก เพื่อแบ่งให้กับกลุ่มการเมืองในพรรค พปชร. ดังนั้นการนัดกินข้าวในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณให้นายกฯ รับทราบว่าทางกลุ่มสามมิตรมี ส.ส.อยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นการปรับ ครม.หลังการอภิปรายจะต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน การไม่มาร่วมการประชุมของนายสนธิรัตน์ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะนายสนธิรัตน์ถือเป็นคนสนิทของนายสมคิด ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายสนธิรัตน์เวลานี้คุมกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีกลุ่มทุนใหญ่อยู่ในสังกัด และมีข่าวว่านายสนธิรัตน์ได้เรียกอดีตผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงอดีตนักการเมืองหลายคนไปทำงานที่กระทรวงพลังงานหลายคน และช่วงหลังปีใหม่เป็นต้นมา นายสนธิรัตน์มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น โดยทุกวันอาทิตย์จะมีการแถลงข่าว มี ส.ส.มาร่วมกิจกรรมด้วยจำนวนหนึ่ง
พท.ถล่ม&amp;quot;ป้อม-ตู่&amp;quot;เอื้อเจ้าสัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ยังเดินหน้าตั้งทีมวอร์รูมตอบโต้ฝ่ายค้านนอกสภา สัปดาห์หน้า โดยจะเชิญอดีต ส.ส. อดีตนักการเมืองนอกสภาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน อาทิ นายอำนวย คลังผา, &amp;nbsp;นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล, นายฉลอง เรี่ยวแรง, นายทวี สุระบาล, นายธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา, นายธีรยุทธ์ วานิชชัง, นายสมเกียรติ ศรลัมพ์, นายสิทธิชัย จรูญเนตร, &amp;nbsp;นายทศพล เพ็งส้ม, นายเอกภาพ พลซื่อ เป็นต้น ซึ่งมีข้อมูลข้อเท็จจริงของฝ่ายค้านได้แจ้งความจำนงมาร่วมเป็นทีมวอร์รูมจำนวนมาก เพื่อพูดคุยเตรียมพร้อมในการทำงานของคณะเราอย่างเข้มข้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าพยายามสร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีนายกฯ และคณะ รมต.ทั้ง 5 ท่าน อย่าขุดคุ้ยเรื่องอดีตที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ถ้ายังใช้วาทกรรมใส่ความอันเป็นเท็จ และอภิปรายนอกญัตติ เราจะเปิดโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้นอกสภาทันที เราจะชี้แจงข้อมูลที่เลวร้ายที่ประชาชนคนไทยยังไม่ทราบจะได้รับรู้รับทราบความเสียหายอันร้ายแรงในอดีตของคนที่อยู่เบื้องหลังพรรคฝ่ายค้าน&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจทำใจลำบากที่จะต้องถูกขึงพืด ตรวจสอบ แต่ขอให้ทำความเข้าใจว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะยังอยู่สืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง ตัวช่วยมากมายที่เคยมี อาจเหลือไม่เท่าเดิม จะหวังให้เป็นการยอวาที เหมือนอยู่กับแม่น้ำ 5 สายคงเป็นไปไม่ได้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะทวงบุญคุณ อย่ามาทวงกับประชาชน ให้ไปทวงกับแม่น้ำ 5 สาย ที่สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหมือนปล้นเช็คเปล่าจากประชาชน ไปกรอกจำนวนเงินตามอำเภอใจ ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส พล.อ.ประยุทธ์จะตอบได้หรือไม่ ผ่านหรือไม่ผ่าน ประชาชนดูอยู่ ตัดสินและประเมินผลได้ ทุกฝ่ายควรทำหน้าที่สร้างสรรค์ สิ่งที่ประชาชนไม่สบายใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เพราะมั่นใจในข้อมูลเด็ดที่มีอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานที่มัดแน่น ส่อไปทางทุจริตของทั้งสอง และยังโยงไปถึงเจ้าสัวใหญ่ของเมืองไทย ซึ่งข้อมูลที่มีนั้นผู้กระทำผิด ไม่ใช่แค่ผู้มีอำนาจ แต่โยงไปถึงเจ้าสัวที่มีส่วนร่วมด้วย ตนจะทำให้ประชาชนเห็นการกระทำผิดที่ชัดเจน แล้วนำไปสู่การลงโทษคนที่ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดอย่างสาสม เพราะหลักฐานที่นำมาแสดงเป็นที่ประจักษ์มัดแน่น เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเห็นต้องนำไปดำเนินการต่อเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ หากเห็นหลักฐานแล้วไม่ทำอะไร เจ้าหน้าที่เองที่จะกลายเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 แล้วมีความผิดเสียเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุภดิช อากาศฤกษ์ รักษาการหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) พร้อมด้วย ส.ส.อีก 4 คนของพรรค ร่วมแถลงถึงจุดยืนของพรรค โดยนายสุภดิชกล่าวว่า ที่พรรคตัดสินใจออกจากฝ่ายค้านนั้น เพราะส่วนใหญ่มติพรรคมักจะไม่ตรงกับมติวิปฝ่ายค้าน ซึ่งที่ผ่านมาจะถือมติพรรคเป็นหลัก ยึดถือประชาธิปไตย ยอมรับในความเห็นต่าง และรัฐธรรมนูญก็ได้ให้เอกสิทธิ์ ส.ส.แต่ละคนไว้ เราจึงให้เกียรติ ส.ส.ทุกคน แต่เมื่อมีมติพรรค เราก็ทำตามมติพรรค ส่วน ส.ส.คนใดที่ไม่เห็นด้วยกับมติพรรค เราก็รับฟังความเห็นต่างโดยเสมอมา เมื่อมติของพรรคกับวิปฝ่ายค้านไม่ตรงกัน เราจึงขอถอนตัว ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นความขัดแย้ง แต่เป็นการพัฒนาทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แนวทางของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตหัวหน้าพรรค ศม. คืออยู่กับฝ่ายค้าน แล้วหากนายมิ่งขวัญโหวตสวนมติพรรคบ่อยๆ จะขับออกจากพรรคหรือไม่ นายสุภดิชกล่าวว่า ไม่ว่า ส.ส.คนใดจะโหวตไม่เป็นไปตามมติพรรค ก็ถือเป็นเอกสิทธิ์ ซึ่งนายมิ่งขวัญก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เราก็ไม่ขับออกจากพรรคอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า หลังจากออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะโหวตให้ทางรัฐบาลหรือไม่ นายสุภดิช กล่าวว่า การจะโหวตอะไรก็ตาม ต้องโหวตตามมติพรรค วันนี้จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะโหวตให้ฝ่ายใด เราต้องขอรอดูข้อมูลของแต่ละท่านก่อนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะมาหารือกับที่ประชุมเพื่อหามติ เราไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน แต่เราทำตามมติพรรคมาโดยตลอด ยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ประสาน และไม่มีเรื่องผลประโยชน์ใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะไม่อภิปรายกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการลอยแพนายมิ่งขวัญ แต่ถือเป็นการให้เอกสิทธิ์ วันนี้ท่านยังเป็นสมาชิกพรรค และเรายังคงรับฟังความคิดเห็นท่านอยู่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56412</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มสามมิตร, ข้อกล่าวหารุนแรง, ชวน หลีกภัย, ญัตติซักฟอก, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, วิปรัฐบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3ad61f15e38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039; ปัดตอบปมญัตติซักฟอกเป็นเท็จหรือไม่ โยน &#039;ชวน&#039; ตัดสิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ระบุว่าจะยื่นเรื่องให้นายชวน &amp;nbsp;ตรวจสอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่าเป็นญัตติเท็จ เนื่องจากวิปรัฐบาลเห็นว่ามีข้อความอันเป็นเท็จขัดต่อข้อบังคับการประชุมสภา หรือเป็นญัตติที่ต้องแก้ไขปรับปรุง โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีพฤติการณ์ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสุงสุดในการปกครองประเทศ และกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยมีพฤติการณ์ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นข้อความอันเป็นเท็จชัดเจน เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้จะรุนแรงถึงขนาดที่ฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ทุกอย่างอยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ยอมรับว่าถ้อยคำในญัตติของฝ่ายค้านถือเป็นถ้อยคำที่รุนแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56179</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติซักฟอก, วิษณุ เครืองาม, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200109/image_big_5e16b18461fdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
