<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2019 06:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2019 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืนยกฟ้อง คดีอุม้ อัลรูไวลี สมคิดขู่เช็กบิล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกายืนยกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด &amp;nbsp; บุญถนอม กับพวก คดีอุ้มฆ่าอัลรูไวลีนักธุรกิจชาวซาอุฯ ระบุพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่ปรากฏมีน้ำหนักน้อยจนรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิด ด้านเจ้าตัวขอบคุณศาลคืนความยุติธรรม &amp;nbsp;เผยได้เวลาคิดบัญชีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติมิชอบ รอ ป.ป.ช.พิจารณาคำร้องเอาผิด &amp;quot;ธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;quot; ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนแหวนของกลางแก่ทายาทของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 31 มี.ค.2557 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ได้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานโจทก์ปากสำคัญเข้าเบิกความต่อศาล มีเพียงบันทึกคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัยเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 3 พ.ค.2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนโจทก์ร่วมผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1 กับพวกจำเลยที่ 2-5 เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าทางนำสืบของโจทก์คงได้เพียงข้อเท็จจริงของคดีที่มีการฆาตกรรมนักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย 3 คน ต่อมานายอัลรูไวลี นักธุรกิจได้หายตัวไป โดยไม่ปรากฏหลักฐานการเสียชีวิต พบแต่รถยนต์ จากการสืบสวนสอบสวนมีแต่คำพูดกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้ง 5 นำตัวผู้เสียหายไปฆ่าและเผา ไม่มีประจักษ์พยาน คงมีแต่ พ.ต.ท.สุวิชชัยให้การเป็นพยานบอกเล่าลอยๆ ข้อเท็จจริงตามนำสืบของโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งห้า ที่จะมีน้ำหนักให้พิจารณาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีมีข้อพิจารณาเพียงนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญ จึงมีการรื้อฟื้นคดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ซึ่งคณะกรรมการที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับซาอุฯ หลังจากนักการทูตถูกฆาตกรรม และนักธุรกิจชาวซาอุฯ หายตัวไป มีความเห็นให้โอนคดีไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ และเมื่อพิจารณาสำนวนการสอบสวนเดิม เห็นว่ามีพยาน 1 ปาก คือ พ.ต.ท.สุวิชชัย ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่น อยู่ระหว่างการปล่อยชั่วคราว โดย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีดีเอสไอ (ตำแหน่งขณะนั้น) มีการสนทนาและบันทึกเสียง มีเนื้อหาสรุปว่า พล.ต.อ.สมบัติได้แจ้งว่ารัฐบาลไทยต้องการให้ประเทศซาอุฯ พอใจผลคดีที่นายอัลรูไวลีหายตัวไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยอ้างว่าได้รับทราบจากคำบอกเล่าของจำเลยที่ 5 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันเอาตัวนายอัลรูไวลีไปยังโรงแรมฉิมพลี ก่อนพาไปยังไร่ของจำเลยที่ 1 ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แล้วฆาตกรรมจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นได้เผากลบและนำไปลอยอังคาร พ.ต.ท.สุวิชชัยยังเล่าให้ พล.ต.อ.สมบัติฟังว่า ตนโดนดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่น ถูกศาลมีนบุรีพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต และได้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ จนเมื่อมีการถามว่าจะมีใครยืนยันว่านายอัลรูไวลีตายแล้ว พ.ต.ท.สุวิชชัยรับว่าตนสามารถยืนยันได้ แต่ต้องหลุดคดีก่อน นอกจากนี้ยังมีเจ้าของกิจการร้านเพชรพลอยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ถึงแหวนว่ามีลักษณะผ่านการใช้งานทั่วไป ไม่แตกต่างจากแหวนอื่น และเป็นแหวนที่ไม่เคยถูกไฟหรือความร้อนมาก่อน พยานยืนยันว่าสามารถดูออกและทราบทันทีถ้าแหวนถูกไฟมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์เกี่ยวกับแหวนที่อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญ ได้ความเพียงว่า เดิม พ.ต.ท.สุวิชชัยไม่เคยแจ้งแก่ผู้ใดหรือพนักงานสอบสวนว่ามีแหวนวงดังกล่าวเป็นพยาน &amp;nbsp;แต่เมื่อดีเอสไอได้รับโอนสำนวนคดีการหายตัวไปของนายอัลรูไวลี พ.ต.ท.สุวิชชัยจึงไปพบ พล.ต.อ.สมบัติ หลังเวลาที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต อันมีลักษณะเป็นการต่อรองคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาจากสภาพแหวนและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง มีแต่พิรุธและขัดแย้งต่อเหตุผล ทำให้ความเป็นพยานวัตถุมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย ส่วนที่โจทก์ขอนำสืบ พ.ต.ท.สุวิชชัย ประกอบแหวน จึงต้องวินิจฉัยว่าสมควรรับฟังคำเบิกความหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ขอสืบพยาน พ.ต.ท.สุวิชชัย แต่อ้างว่าไม่พบตัวในไทย ขอส่งประเด็นไปสืบที่ประเทศกัมพูชาและซาอุฯ ต่อมาโจทก์อ้างพบตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขอให้ดำเนินการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้มีการประสานงานเกี่ยวกับสืบพยานดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ขอส่งคำเบิกความของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ซึ่งอ้างว่ามีถิ่นที่อยู่ต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาล ข้อเท็จจริงได้ตามทางพิจารณาว่า เดิมก่อนที่ศาลจังหวัดมีนบุรีจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยืนจำคุก พ.ต.ท.สุวิชชัย ได้ติดต่อกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอมาตลอด ต่อมา พ.ต.ท.สุวิชชัยได้ติดต่อดีเอสไอขอให้นำตัวไปอยู่ต่างประเทศ ปรากฏตามการไต่สวนคำร้องของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น ลงวันที่ 25 มี.ค.2556 ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และ 4 โดยอ้างหนังสือ พ.ต.ท.สุวิชชัย ว่าตนเองได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายเกียรติกรณ์ แก้วเพชรศรี แล้ว แจ้งว่าจำเลยที่ 1 กับพวกข่มขู่ทำอันตรายแก่ชีวิต จึงขอความร่วมมือให้ดีเอสไอคุ้มครอง โดยย้ายไปอยู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และขอให้ทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่โดยใช้ชื่อใหม่นี้ ขอให้คุ้มครองไปเบิกความด้วยการส่งประเด็นให้สืบพยานที่ประเทศดังกล่าว &amp;nbsp;พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า การที่พยานดังกล่าวเดินทางออกนอกประเทศได้เกิดจากการช่วยเหลือและดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ พ.ต.ท.สุวิชชัยเดินทางไปเบิกความที่ประเทศดังกล่าวตามข้อต่อรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งประเด็นไปสืบพยาน พ.ต.ท.สุวิชชัย ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถนำมาเบิกความที่ศาลชั้นต้นได้ เชื่อว่าเกิดจากการต่อรองของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่เกรงว่าจะถูกควบคุมตัวตามคำพิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตของศาลจังหวัดมีนบุรี มิใช่เกิดจากเกรงกลัวว่าจะถูกฝ่ายจำเลยทำอันตรายถึงแก่ชีวิต คำเบิกความของ พ.ต.ท.สุวิชชัยที่สหรัฐอาหรับฯ จึงไม่ต้องด้วยกรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจนำพยานมาเบิกความได้ และไม่ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่ปรากฏจึงมีน้ำหนักน้อยจนรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วม (มารดานายอัลรูไวลี) เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลัง พล.ต.ท.สมคิดกล่าวว่า ขอขอบคุณศาลฎีกาที่พิพากษายกฟ้องตนเองกับผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 5 ราย ในข้อกล่าวหาอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้พิสูจน์ความยุติธรรมแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ ตนได้ยื่นฟ้องพนักงานสอบสวนดีเอสไอและพนักงานอัยการไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งศาลจำหน่ายคดีไว้เพื่อรอคำพิพากษาคดีนี้ถึงที่สุด และจะนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง สำหรับนายธาริต อธิบดีดีเอสไอ ในขณะนั้น และพนักงานสอบสวน ทราบอยู่แล้วว่า พ.ต.ท.สุวิชชัยหลบหนีหมายจับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ได้มีการคุ้มครองพยานและแจ้งต่อศาลว่าพยานปากนี้อยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย หรือกัมพูชา เพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้โต้แย้ง ตนได้ร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ขั้นตอนอยู่ระหว่างพิจารณา.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31993</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าอัลรูไวลี, ฎีกายืนยกฟ้อง, นักธุรกิจชาวซาอุฯ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190322/image_big_5c94fa0d77250.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
