<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฐปณีย์&#039;นำทีมสื่อออนไลน์ฟ้องศาลแพ่ง! เพิกถอนคำสั่ง&#039;บิ๊กตู่&#039;ฉบับที่29</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 64 - เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก&amp;nbsp; ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และตัวแทนสื่อออนไลน์ ประกอบด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, น.ส.ฐปณีย์&amp;nbsp; เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ The Reporters, สื่อ Voice, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, PLUS SEVEN&amp;nbsp; จำนวน 12 คน ได้รวมตัวยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;nbsp; เพื่อให้ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิกถอนข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตัดเน็ต&amp;rdquo; ผู้โพสต์ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อคุ้มครองชั่วคราวด้วย ซึ่งการยื่นคำฟ้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงเสร็จสิ้น จากนั้นจึงออกให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ตัวแทนสื่อ และภาคประชาชน 12 คน เป็นโจทก์ ยื่นให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนด ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ซึ่งออกโดยนายกรัฐมนตรี ในลักษณะที่ห้ามไม่ให้นำเข้า ข้อความที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งข้อกำหนดนี้ อาจทำให้ตีความได้ว่าแม้การนำเข้าความจริงหรือนำเสนอข่าวตามความจริง ก็อาจจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดฉบับนี้ได้ จึงเห็นว่าขัดต่อหลักความชัดเจน หลักไม่มีความผิด ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโทษตามกฎหมายอาญา และขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นต่อมาสื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร เป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34,35,26 การจำกัดในลักษณะนี้เท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพ ในการเสนอข่าว ด้วยความจริงอย่างตรงไปตรงมา และข้อกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจ กสทช. สั่งให้ผู้ให้บริการทำการตรวจสอบ ข้อมูลว่าผู้ใดกระทำผิด และให้มีอำนาจ ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การกำหนดลักษณะนี้มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ คือในพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ การออกข้อกำหนดนี้จึงเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การตัดอินเตอร์เน็ตเป็นการกระทำที่เกินไปกว่าแนวของศาลอาญาหรือเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพทางการแสดงออก หากจะปิดกั้นหรือลบข้อความ ก็ควรลบเป็นรายข้อความที่เป็นความผิดต่อกฎหมายเท่านั้น แต่การระงับให้บริการอินเทอร์เน็ต จะทำให้ผู้ที่ถูกระงับไม่สามารถใช้งานได้ในทุกแพลตฟอร์ม และยังถือว่าเป็นการปิดกั้นการสื่อสารในอนาคต ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 30&amp;rdquo; นายนรเศรษฐ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นที่สังคมอาจจะมีคำถามว่า ถ้าไม่มีข้อกำหนดฉบับนี้ รัฐจะจัดการต่อข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือนอย่างไรนั้น ขอเรียนว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกพระราชกำหนด เพราะว่ารัฐสามารถใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดว่าด้วยคอมพิวเตอร์ ในการดำเนินคดีกับคนที่เผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวบิดเบือนได้อยู่แล้ว ส่วนหากจำเป็นที่ต้องลบข้อความก็สามารถใช้อำนาจ ตามมาตรา 20 ในการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้ศาลสั่งลบข้อความได้ การออกข้อกำหนดลักษณะนี้จึงไม่มีความจำเป็น ที่สำคัญข้อกำหนดนี้ให้ กสทช.มีอำนาจเด็ดขาด โดยไม่ต้องผ่านศาลตรวจสอบ และไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายคัดค้าน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันในวันนี้ก็ได้ขอให้ศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย ดังนั้นถ้าศาลแพ่งรับฟ้อง พร้อมมีคำสั่งให้ไต่สวนฉุกเฉิน และหากศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว นั่นก็หมายความว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถใช้บังคับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ฐปณีย์&amp;nbsp; ตัวแทนสื่อออนไลน์ กล่าวว่า ในนามองค์กรสื่อ และประชาชน เราร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ซึ่งในทางกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ในแง่ของสื่อมวลชนหรือประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ก็ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดนี้ ทำให้สร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชน และประชาชน เป็นข้อกำหนดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ฐปณีย์ กล่าวด้วยว่า การนำเสนอข่าวเรื่องผู้ป่วยเสียชีวิตในบ้าน หรือข้างถนน ข่าวเหล่านี้ สลดหดหู่ เศร้า และเป็นข่าวที่น่ากลัว แต่น่ากลัวโดยสถานการณ์และข้อเท็จจริง ในฐานะสื่อมวลชน เรามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานข่าว และมีหน้าที่นำเสนอข่าวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้เขาได้เข้าถึงสิทธิการรักษา มองว่ารัฐไม่ควรใช้กฎหมายเหล่านี้เข้ามาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และปิดกั้นการรายงานของสื่อมวลชนเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ส่วนมองว่าจะมีการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ตนมองว่า ข้อกฎหมายนี้ไม่ชัดเจนกำกวม ซ้ำเติมสถานการณ์ เราตระหนักเรื่องจรรยาบรรณในวิชาชีพอยู่แล้ว&amp;nbsp; ซึ่งแตกต่างจากประเด็นที่รัฐจะจัดการกับเฟกนิวส์ โดยเฟกนิวส์หรือข่าวปลอมนั้น มีกฎหมายที่จะดำเนินการอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสถานการณ์นี้รัฐควรเอื้อให้ประชาชนได้มีพื้นที่ร้องขอความช่วยเหลือและรักษาตัวเอง อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หวาดกลัวข้อกำหนดนี้ เราออกมาเพื่อปกป้องสิทธิของทุกคนมากกว่า ความจริงแล้วการที่ประชาชนนำเสนอข่าวในการเรียกร้องว่ามีคนตาย ต้องการความช่วยเหลือ เราควรรีบเข้าไปตรวจสอบข้อมูล และช่วยเหลือเขามากกว่า แทนที่จะไปปิดกั้น&amp;rdquo; น.ส.ฐปณีย์ ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากวันนี้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้เพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว แล้วมีคำสั่งฉบับใหม่ออกมาชัดเจนขึ้น เช่น ยกเว้นสื่อมวลชน จะพอใจหรือไม่ น.ส.ฐปณีย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น ตนคิดว่าประชาชนเองในบางครั้งก็มีการนำเสนอข่าวได้ค่อนข้างดี ก็ควรมีพื้นที่ดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการยื่นฟ้อง ศาลได้รับคำฟ้องไว้ในสารบบเป็นคดีหมายเลขดำ พ.3618/2564 เพื่อนัดชี้สองสถานต่อไป ส่วนคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวขณะนี้ยังไม่มีการเเจ้งคำสั่งลงมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111934</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉบับที่29, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย, นรเศรษฐ์  นาหนองตูม, ศบค., ศาลแพ่ง, สื่อออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107880a28d9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีอุ้มหาย...แล้วไง &#039;ฐปณีย์&#039; ชมรัฐตอบสนองกรณี &#039;วันเฉลิม&#039; ได้เร็ว &#039;วรรณสิงห์&#039; ห่วงก้อนอยุติธรรมระเบิด-ไม่เห็นด้วยบังคับคนดังแสดงจุดยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.63 - ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดงานเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;อุ้มหาย .. แล้วไง&amp;rdquo; สืบเนื่องจากกรณีที่นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมือง ถูกอุ้มหายในประเทศกัมพูชา โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว, นายพชร ธรรมมล หรือฟลุ๊ก เดอะสตาร์ ศิลปิน, นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกรสารคดี และ น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และมี น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมการเมือง เป็นพิธีกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ฐปณีย์ กล่าวถึงการอุ้มหายและการลี้ภัย ไม่ควรเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง การอุ้มหายคืออาชญากรรมอย่างหนึ่ง เมื่อนายวันเฉลิมถูกอุ้มหายก็เกิดความห่วงใยถึงความปลอดภัย เขาออกไปจากประเทศเพราะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ใครออกไปก็เป็นผู้ลี้ภัยอยู่แล้ว ผู้ลี้ภัยในความหมายขององค์กรสิทธิมนุษยชน คือหนีจากความไม่ปลอดภัย หวาดกลัวการประหัตประหาร ไม่ควรมีใครต้องเป็นผู้ลี้ภัย บางครั้งเขาลี้ภัยทางการเมืองแต่ยังไม่ได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัย ในฐานะที่ทำข่าวช่วยเหลือคนเหล่านี้ ทำให้คนเข้าใจผู้ลี้ภัยมากขึ้น ใครคิดต่างควรได้รับการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่ถูกอุ้มหายไป และคนที่เผชิญชะตากรรมเลวร้ายไม่ต่างกันคือคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ฐปณีย์ ยังมองถึงบทบาทของภาครัฐต่อกรณีนายวันเฉลิมว่า การมีสภาผู้แทนราษฎรแตกต่างกับช่วงหลังการรัฐประหาร ทำให้ปัญหาของประชาชนได้หยิบยกมาพูดมากขึ้น กลายเป็นสิ่งสำคัญ อยู่ในความสนใจ เมื่อเข้ากรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจเรียกสอบถามได้ จากที่เห็นท่าทีของรัฐมนตรีตอบรับเรื่องนี้ รัฐมีการตอบสนองต่อกรณีของนายวันเฉลิมได้เร็ว โดยเพื่อนนักข่าวที่กัมพูชาแจ้งว่าสถานทูตไทยส่งหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ส่วนคำตอบที่จะได้กลับมาจะต้องช่วยกันติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายวรรณสิงห์ เปิดเผยถึงตอนทราบข่าวนายวันเฉลิมว่าใจหาย เพราะรู้จักกับนายวันเฉลิมเป็นการส่วนตัว แต่ไม่สนิท เราเห็นหลายครั้งที่คนหาย รู้สึกโกรธ ไม่ว่าจะเกิดกับใครก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และเขายังเปรียบความอยุติธรรมเป็นก้อนที่หมักหมม เมื่อมาถึงจุดหนึ่งจะระเบิดออก ต้องมีกระบวนการบางเรื่องที่ทำให้มีจุดจบที่สังคมพอใจ แต่ทางตันมันกลับมากขึ้น เป็นห่วงในอนาคตก้อนแห่งความดำมืดจะขยายขึ้น จึงเป็นห่วงก้อนที่สะสมเยอะไปแล้วในสังคมไทย ทั้งนี้ ถ้าเราสนใจว่านายวันเฉลิมคือใคร ปลูกกัญชาหรือไม่ ฝ่ายไหน ก็เป็นเรื่องการเมืองไป แต่ถ้าเราสนใจว่านายวันเฉลิมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่สมควรที่จะถูกอุ้มก็จะเป็นประเด็นเชิงมนุษยชน ความโกรธนี้ถ้าเราไปคุยกับกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตกัมพูชา เรียกร้องให้เกิดการสืบสวน ตนเห็นด้วย แต่ไม่ควรกระจายไปหลายที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรรณสิงห์ ยังให้ความเห็นถึงกรณีที่มีการกดดันผู้มีชื่อเสียงให้ร่วมแสดงจุดยืนเรื่องนี้ว่า ไม่เห็นด้วยที่บังคับพูดทุกเรื่อง อยู่ที่ถ้าคุณรู้สึกร่วมกับเรื่องอะไรก็แสดงออกมา เพราะการบังคับนั้น บางทีเขาอาจไม่รู้ข้อมูล ไม่จำเป็นต้องบังคับคนที่ไม่มีบทบาทในด้านนี้ ตนหวังว่าสังคมจะไปถึงจุดที่คนพูดได้รับการยอมรับ คนไม่พูดไม่เป็นไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพชร ระบุถึงการตอบสนองในสังคมต่อการอุ้มหายนายวันเฉลิมว่า ได้เห็นคนตื่นตัวเยอะขึ้น ต่างกับ 8 คนที่ผ่านมา ซึ่งถูกพูดถึงในวงแคบๆ เพราะเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองชัดเจน แต่นายวันเฉลิมไม่ได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วยการโจมตี ใส่ร้าย หยาบคาย ใช้ข้อเท็จจริงนำเสนอ ดีใจที่เห็นคนตื่นตัว เพราะถ้าเราพูดกันดังขึ้น ความโหดร้ายชั่วร้ายก็จะเกิดได้ยากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน น.ส.จุฑาทิพย์ เปิดเผย สนท. เป็นกลุ่มแรกที่ทราบข่าวการอุ้มนายวันเฉลิม การอุ้มหายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เคยมีความยุติธรรมต่อคนที่ถูกอุ้มหาย เมื่อเราจัดกิจกรรมเรียกร้อง ก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐขู่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แทนที่จะสนใจคนหาย แต่เรายืนยันดำเนินกิจกรรมต่อไป เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องฝ่าย แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เท่าที่สัมผัสจากเพื่อนนักศึกษาหลายคนรู้สึกโกรธ เห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนท่าทีรัฐบาลที่พยายามบอกไม่ใช่ผู้ลี้ภัยนั้น มองไม่เป็นคนเท่ากัน และใช้กฎหมายเอาผิดคนเรียกร้องให้นายวันเฉลิม โดนขู่ทุกครั้งที่ทำกิจกรรม บางครั้งก็โดนคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68597</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, การเมือง, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, วันเฉลิม, สิทธิมนุษยชน, อุ้มหาย, เสวนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200613/image_big_5ee4b13712397.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
