<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเปิดฐานะการเงินของประเทศไทยล่าสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 18 มี.ค.64 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง รายงานฐานะการเงินประจำสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยทุนสำรองเงินตรา และกิจการธนบัตร ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่ออนุวัติตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศรายงานฐานะการเงินประจําสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทุนสํารองเงินตราและกิจการธนบัตร งวดประจําสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานะการคลัง, ฐานะการเงินประเทศไทย, ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605334cca7dae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำอ่วมกระทบฐานะรัฐบาลขาดดุลการคลัง 6.14 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2563 ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 &amp;ndash; มิถุนายน 2563) ภาครัฐบาล (รัฐบาล กองทุนนอกงบประมาณ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) มีรายได้ 2,342,103 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 269,155 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.3 โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และความจำเป็นของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการคลังผ่านมาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีต่าง ๆ ออกไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม &amp;ndash; กันยายน 2563 และการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

สำหรับด้านรายจ่ายมีจำนวนทั้งสิ้น 2,956,492 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 299,908 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.3 จากรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุล 614,389 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของ GDP และดุลการคลังเบื้องต้นของภาครัฐบาล (Primary Balance) ขาดดุล 471,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.0 ของ GDP

ทั้งนี้ ฐานะการคลังในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 เป็นข้อมูลสถิติที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลการดำเนินนโยบายรายได้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นปกติ จึงขอให้ระมัดระวังในการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติด้วย

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ขาดดุล, ฐานะการคลัง, รายได้รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c51b9b7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงฐานะแกร่งมีเงินเพียงพอจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ และเงินเดือนข้าราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงประเด็นการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ และเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างรวมทั้งประเด็นปัญหาหนี้เสีย (Non-Performing Loans: NPLs) ของสถาบันการเงินดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นการงดจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการเดือนกันยายน 2563 และกระทรวงการคลังจะสามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างได้อีกเพียง 3 เดือนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการไม่ได้มีการงดจ่าย แต่เป็นเพียงการเลื่อนจ่ายเนื่องจากมีการปรับปรุงยอดงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในเดือนกันยายนซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของการจ่ายเงินดังกล่าวในปีงบประมาณ2563โดยขณะนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อมาจ่ายเงินดังกล่าวแล้วและกรมบัญชีกลางจะได้ดำเนินการจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิ์ต่อไปโดยจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีเงินเดือนข้าราชการนั้นรัฐบาลได้จัดสรรค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐไว้อย่างเพียงพอแล้วตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละปี และขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2564 อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เงินคงคลังในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง เพียงพอเพื่อรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐซึ่งรวมถึงเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีอากรหรือรายได้อื่นๆ เพื่อนำมาใช้จ่ายในการบริหารประเทศได้ตามปกติ และโฆษกกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่า กระทรวงการคลังยังมีแหล่งเงินที่เพียงพอ เพื่อรองรับการใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐและดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงประเด็นปัญหา NPLsของสถาบันการเงินว่า รัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวและได้ดำเนินการโครงการเพื่อแก้ไขปัญหา NPLs ของผู้ประกอบการและประชาชนโดยเน้นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Preemptive Debt Restructuring) และรวมหนี้ (Debt Consolidation) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาNPLsโดยกลไกดังกล่าวจะเป็นการลดภาระหนี้ของลูกหนี้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายตลอดระยะเวลาสัญญาจะไม่เพิ่มขึ้นแต่จะทำให้ลูกหนี้มีภาระที่ต้องจ่ายต่องวดลดลงซึ่งแตกต่างจากการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ที่ลูกหนี้ยังคงต้องชำระหนี้ในช่วงที่มีการพักชำระหนี้ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายตลอดสัญญาสูงขึ้นทั้งนี้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และรวมหนี้มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการDR BIZ กำหนดให้มีกลไกบรรเทาและจัดการหนี้ธุรกิจของลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย (Multi-Creditors) ซึ่งเป็นการลดภาระหนี้ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้อันจะเป็นการรักษาการจ้างงานและส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมด้วยวิธีการรวมหนี้ (Debt Consolidation) กำหนดแนวทางให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถรวมหนี้ประเภทต่างๆที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเช่นบัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อเป็นต้นมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อให้ลูกหนี้มีภาระหนี้ลดลงโดยการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเช่นสินเชื่อบัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับทำให้ลูกหนี้มีภาระในการผ่อนชำระหนี้ลดลงนอกจากนี้การขยายระยะเวลาการชำระหนี้หรือการปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นการลดภาระหนี้ของลูกหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยโดยไม่ทำให้ลูกหนี้เสียประวัติข้อมูลเครดิตรวมทั้งยังสามารถใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่เหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังคาดว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างดีเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และโครงการดังกล่าวจะช่วยรักษาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และป้องกันปัญหาNPLs ในระบบสถาบันการเงินนอกจากนี้ภาครัฐยังได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเช่นโครงการเราเที่ยวด้วยกันเป็นต้นและมีแผนที่จะดำเนินนโยบายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นการกันสำรองของสถาบันการเงินกรณีที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีสถานะเป็นNPLs นั้นในทางปฏิบัติเมื่อสถาบันการเงินมีการกันสำรองเมื่อลูกหนี้เป็นNPLs สถาบันการเงินจะเป็นผู้เก็บเงินไว้เองโดยไม่ต้องส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใดโดยการกันสำรองของสถาบันการเงินเป็นการดำเนินการเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากไม่สามารถติดตามหนี้ได้ซึ่งเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฐานะทางการเงินและกระทบต่อเงินฝากของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77264</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายเงินเดือนข้าราชการ, จ่ายเบี้ยยังชีพผุ้สูงอายุ, ฐานะการคลัง, มีเงินเพียงพอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf9216a5fd85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้รบ.ไม่ได้ถังแตกแค่ขาดสภาพคล่องหนุนกู้เพิ่มกระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ฐานะทางการคลังรัฐบาลยังพอไปได้แม้นมีความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลังเพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มอีก 2.14 แสนล้านเพื่อเสริมสภาพคล่อง ต้องถือว่า รัฐบาลไม่ได้อยู่ในภาวะถังแตก แต่ขาดสภาพคล่องอันเป็นผลจากการประมาณสถานการณ์เศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เก็บภาษีพลาดเป้าค่อนข้างมากและค่าใชจ่ายภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนของประชาชนมากเกินคาด ความเสียหายทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสอง ซึ่งมีมาตรการปิดเมืองและการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท การกู้เงินเพิ่มเพียง 2.14 แสนล้านนั้นจะไม่เพียงพอต่อการบริหารประเทศและการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า การแก้ไขวิกฤตการณ์และฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงาน ขอเสนอให้กู้เพิ่มไว้เลยอีกอย่างน้อย 3-5 แสนล้านบาทในช่วงปลายปี รัฐบาลสามารถกู้เงินในประเทศเพิ่มเติมได้ การก่อหนี้สาธารณะเพื่อดูแลเศรษฐกิจและการจ้างงานมีความจำเป็น แต่ต้องชะลอการจัดซื้ออาวุธจากต่างประเทศทั้งหมด 100% นำงบมาพัฒนากำลังพลและจัดสรรงบให้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศแทนเพื่อทดแทนการนำเข้าและมุ่งให้เกิดการจ้างงานในประเทศ การก่อหนี้เพิ่มต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า รัฐบาลต้องยกเลิกหรือชะลอหรือปรับลด โครงการและการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนทั้งหมดก่อน รวมทั้งไม่ควรเลื่อนการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปอีกแล้ว เนื่องจากประเทศไทยมีรายได้จากฐานภาษีทรัพย์สินต่ำมากๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรพิจารณาจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน เช่น การจัดเก็บภาษีเพิ่มค่าของทรัพย์สินอันเป็นผลจากการลงทุนของรัฐ (Betterment Tax) การจัดเก็บภาษีการเพิ่มค่า (Betterment Tax) เช่น ตอนซื้อทรัพย์สินมาในราคา 1 ล้านบาท ตอนขายไปราคาขึ้นไป 10 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น ถนน การขนส่งมวลชนระบบราง หรือ มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ (เช่น สนามบิน ศูนย์ราชการ) ก็ต้องเก็บภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าเพื่อนำเงินภาษีมาใช้พัฒนาประเทศต่อไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนหรือธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนก่อนที่โครงการที่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง มลพิษทางกลิ่นจะมาจัดตั้ง นอกจากมี Betterment Tax แล้วก็ควรมี Worsening Subsidy ซึ่งอาจใช้เป็น ภาษี Betterment Tax ในอัตราติดลบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในลักษณะเป็นแบบภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax ตามรายละเอียดที่กระทรวงการคลังศึกษาอยู่นั้นจะซ้ำซ้อนกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและเป็นการเก็บภาษีแบบหยุมหยิม รวมทั้ง รัฐบาลจะเก็บภาษีไม่ค่อยได้ มีต้นทุนและยุ่งยากในการดำเนินการ หากรัฐบาลเดินหน้าเก็บภาษีลาภลอยจะมีสภาพเดียวกับการจัดเก็บภาษีมรดก คือ จัดเก็บแทบจะไม่ได้เลย เป็นเพียงการแสดงว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้วนะ แต่ไม่มีประสิทธิผล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า การลดการรั่วไหลและลดการใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เน้นการกระจายอำนาจทางการคลังเพื่อแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ดีขึ้น ประสบการณ์ของประเทศจีนยืนยันชัดเจนว่า การกระจายอำนาจทางการคลังทำให้การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ประเทศจีนมีการกระจายอำนาจทางการคลังสูงกว่าสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD บางประเทศ องค์กรปกครองท้องถิ่นของจีนมีรายรับและรายจ่ายทางการคลังสูงถึง 40% และ 73% ตามลำดับ ตรงกันข้ามกับไทยโดยเฉพาะในสมัย คสช รวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและล่วงเลยมา 5-6 ปีก็ยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นแต่อย่างใด การเป็นรัฐรวมศูนย์ทำให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมีความล่าช้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทางการต้องปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นภาคส่งออกและสินค้าเกษตร สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมากในขณะนี้ในการช่วยพลิกฟื้นและก่อให้เกิดการขยายตัวของตลาดแรงงาน กระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวถึงปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบธนาคารว่า ระบบธนาคารไทยยังแข็งแกร่งด้วยเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 19.2% ส่วนปัญหาหนี้เสียในที่พุ่งขึ้นเป็นผลจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจจริงที่ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดการลุกลามสู่ภาคการเงิน&amp;quot;
&amp;nbsp;
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงความกังวลที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจแตะระดับ 60% ในปีหน้าว่า ยังไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวลเฉพาะหน้า ณ. เวลานี้แต่ต้องระมัดระวังไม่ประมาทเรื่องความเสี่ยงของวิกฤติฐานะการคลังในอนาคต สิ่งที่ต้องเอาใจใส่เวลานี้ คือ การลงทุนภาครัฐต้องนำมาสู่การขยายตัวของการจ้างงานในตลาดแรงงาน และ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยเงินกู้มากกว่าที่รัฐบาลกู้อยู่เวลานี้ ตอนนี้ต้องทบทวนแนวคิดบริหารเศรษฐกิจแบบ Supply-side Economics ไปก่อน เพราะในระยะสั้น เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเดินโซซัดโซเซจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สู่ วิกฤตการณ์ภาคการเงิน วิกฤตการณ์การคลัง และ วิกฤติทางสังคมและการเมืองได้ ความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างอุปสงค์ให้เพียงพอเพื่อจะใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่เกินจำนวนมากกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ เมื่อใช้สารพัดมาตรการแล้ว SME และ ภาคธุรกิจเอกชนก็ยังไม่ฟื้นและยังคงล้มละลายต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมภายใต้การสนับสนุนของรัฐ และ การจัดตั้งบรรษัททำหน้าที่ในการเพิ่มทุนกับภาคธนาคารและภาคธุรกิจการผลิตอาจมีความจำเป็น เงินทุนที่นำมาจัดตั้งบรรษัทเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้อาจต้องออกพันธบัตรรัฐบาล 20-50 ปีมาใช้จ่าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75300</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, ฐานะการคลัง, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”เปิดยอดรายได้5เดือนเฉียดล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแรกของปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563 (ต.ค.2562 &amp;ndash;&amp;nbsp;ก.พ.2563)&amp;nbsp;ว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน&amp;nbsp;985,343&amp;nbsp;ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ&amp;nbsp;6,772&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;0.7%

ทั้งนี้&amp;nbsp;การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;สูงกว่าประมาณการ&amp;nbsp;6,655&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;7.4%,&amp;nbsp;การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ&amp;nbsp;5,178&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร สูงกว่าประมาณการ2,453&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;0.4%

สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแรกของปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563 (ต.ค.2562 &amp;ndash;&amp;nbsp;ก.พ.2563)&amp;nbsp;รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;1,015,148&amp;nbsp;ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;1,213,483&amp;nbsp;ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน&amp;nbsp;82,895&amp;nbsp;ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน&amp;nbsp;ก.พ.2563&amp;nbsp;มีจำนวนทั้งสิ้น&amp;nbsp;342,436&amp;nbsp;ล้านบาท
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานะการคลัง, รายได้รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e68be6579092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังฟุ้งฐานะ 5 เดือนแกร่งรายได้เข้าหีบเฉียด 9 แสนล.          </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังฟุ้งฐานะ 5 เดือนแกร่ง รัฐบาลส่งรายได้เข้าหีบเฉียด 9 แสนล้านบาท เงินคงคลังแกร่ง 1.89 แสนล้านบาท &amp;ldquo;สรรพากร-ศุลกากร&amp;rdquo; ผลงานยังแผ่ว รีดรายได้หลุดเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60 &amp;ndash; ก.พ. 61) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 8.94 แสนล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล ทั้งสิ้น 2.14 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2561 อยู่ที่ 1.89 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฐานะการคลังของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 ยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งเพียงพอต่อการเบิกจ่าย โดยรัฐบาลยังสามารถจัดเก็บรายได้สูงขึ้นและสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า ในส่วนของการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 9.08 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 3.94 หมื่นล้านบาท หรือ 4.5% เนื่องจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณการ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือ 30% และการนำส่งรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือ 18.8% ขณะที่การจัดเก็บรายได้จากภาษีที่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สูงกว่าประมาณการ 5.94 พันล้าบาท หรือ 283%, ภาษีรถยนต์ สูงกว่าประมาณการ 3.75 พันล้านบาท หรือ 8.9% และรายได้อื่นของกรมสรรพสามิต จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 1.9 พันล้านบาท หรือ 394.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60-ก.พ. 61) อยู่ที่ 3.65 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.59 พันล้านบาท หรือ 0.4% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 6.65 พันล้านบาท หรือ 2% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 1.99 พันล้านบาท หรือ 1.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวมอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 274 ล้านบาท หรือ 0.1% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีรถยนต์ และรายได้อื่นของกรมสรรพสามิต เนื่องจากการนำส่งเงินค่าใช้จ่ายจัดเก็บภาษีท้องถิ่นคืนเป็นรายแผ่นดิน รวมถึงภาษียาสูบ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 1.87 พันล้านบาท หรือ 7.3% ส่วนภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่ 4.65 พันล้านบาท หรือ 5.4% และภาษีเบียร์ ต่ำกว่าประมาณการ 2.2 พันล้านบาท หรือ 7.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวมที่ 4.6 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 922 ล้านบาท หรือ 2% เนื่องจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการ 1.3 พันล้านบาท หรือ 2.8% จากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่คาดการณ์ โดยมูลค่าการนำเข้าในรูปดอลล่าร์ ช่วง 4 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60-ม.ค. 61) ขยายตัว 16.9% และรูปเงินบาท ขยายตัว 9.1% โดยสินค้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าในช่วง 3 เดือนแรกได้สูงสุด ได้แก่ ยานบกและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องใช้กล ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม และของที่ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้รวม 6.45 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือ 30% โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงสุด ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กองทุนรวมวายุภักษ์ บมจ.ท่าอากาศยานไทย และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ส่วนหน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวมที่ 9.4 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือ 18.8% &amp;nbsp;ขณะที่กรมธนารักษ์ จัดเก็บรายได้รวม 4.25 พันล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 366 ล้านบาท หรือ 9.4%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5463</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กระทรวงการคลัง, กุลยา ตันติเตมิท, คลัง, ฐานะการคลัง, ภาษี, รัฐวิสาหกิจ, สรรพากร, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ee6b5a9e6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
