<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&quot;หญิงแกร่ง นำทัพสยายปีกรุกนิคมฯเสริมทัพสิงห์เอสเตท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้มีการประกาศเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด โดย ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสานต่อภารกิจในการขับเคลื่อนสิงห์ เอสเตท เดินหน้าสู่เป้าหมายก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป้าหมายใหญ่ของสิงห์ เอสเตท คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างมั่นคง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การบูรณาการธุรกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และกลุ่มธุรกิจใหม่ของสิงห์ เอสเตท พร้อมมุ่งเดินหน้าสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หรือที่ 20,000 ล้านบาทภายในเวลา 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเป้าหมายดังลกล่าวนั้น ฐิติมา เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ สิงห์ เอสเตท เพิ่งเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง กำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์ และอีก 2 โรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 และ บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเข้าลงทุนซื้อนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ จะเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งที่สำคัญในการเดินหน้าสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของสิงห์ เอสเตท ที่ต้องการสร้างจุดแข็งที่ทรงพลังให้กับธุรกิจ จากการส่งเสริมซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่หลากหลายของสิงห์ เอสเตท เพื่อทำให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มีความเป็น Resilient Business&amp;quot; ฐิติมา กล่าวย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สิงห์ เอสเตท ได้ลงนามในข้อตกลงเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท ปาร์ค อินดัสตรี จำกัด จากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งปาร์ค อินดัสตรี นั้นเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีเนื้อที่ 1,790 ไร่ ตั้งอยู่ใน จ.อ่างทอง ฐิติมา เล่าว่า เป็นการผสานธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของบริษัททั้งในด้านการเงินและการดำเนินงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เน้นสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ทำให้มีความต้องการใช้ไอน้ำจากผู้ประกอบการแปรรูปอาหารต่างๆ ในนิคมฯ ซึ่งโรงไฟฟ้าของเรา ก็เป็นผู้ผลิตไอน้ำที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารด้วย นอกจากนั้นกิจการโรงไฟฟ้ายังช่วยให้เรามีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดจากการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ยังบอกอีกว่า นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่บอกแล้ว ยังมองเห็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย เพราะอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของทั้งประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% ณ ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ในขณะที่ภาคกลางของประเทศไทยมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89% อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีความสำคัญตามนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก โดยทำเลที่ตั้งของนิคมฯ แห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานอาหารและวัตถุดิบของประเทศ ทั้งแหล่งสำคัญในการผลิตข้าว ผลิตภัณฑ์จากนมและสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ย้ำอีกว่า &amp;ldquo;อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหรรมที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาในอัตราที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยภาคกลางของประเทศไทยมีสัดส่วนของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดในปี 2563 ดังนั้นคาดการณ์ว่า ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการความเข้มงวดในการเดินทางหลังการคลี่คลายของวิกฤติโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า ภายใต้การบริหารงานของ &amp;ldquo;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&amp;rdquo; นั้น ได้เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์สำคัญๆ ให้กับสิงห์เอสเตทมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าการลงทุนด้านพลังงานด้วยการเข้าไปถือหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ต่อด้วยการเข้าซื้อนิคมอุตสาหกรรม นับเป็นการการันตีถึงความก้าวหน้าและการขยายอาณาเขตของธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น มั่นคงยิ่งกว่า และมีผลตอบแทนที่ดี จากก่อนหน้านี้ที่มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โรงแรมและรีสอร์ต โครงการที่พักอาศัยที่เป็นฐานมั่นคงอยู่แล้ว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์, สิงห์เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097ba70e17a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิงห์ เอสเตท&#039;ขยายพอร์ตเสริมแกร่งเร่งโตก้าวกระโดดสามเท่าตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้สถานการณ์โควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักหลายภาคส่วน ทำให้ผู้ประกอบการต้องประสบปัญหาจากการดำเนินธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีหลายบริษัทที่มองเห็นโอกาสการลงทุน รวมถึงยังต้องการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตและแนวโน้มที่ดีในอนาคต โดยล่าสุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ก็มีความเคลื่อนไหวจาก บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังเดินหน้าแผนเชิงกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ เพื่อเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ โดยเตรียมรุกเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายเติบโตสามเท่าตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า สำหรับในปี 2564 นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่กำลังเข้าสู่เฟสต่อไปของการพัฒนาธุรกิจของสิงห์ เอสเตท โดยจะเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะมาต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อนำพาบริษัทก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทยที่ผนึกกำลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมองว่าธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง จะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น มีเป้าเพิ่มรายได้ขึ้น 3 เท่าตัว หรือให้กลายเป็นประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 3 ปี พร้อมกับสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 ไปเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 ขณะเดียวกัน ก็ตั้งเป้าเพิ่มอัตราผลกำไรในการทำธุรกิจด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลากหลายโครงการในประเทศไทย และการเดินหน้าบูรณาการธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยผนึกกำลังธุรกิจในเครือ ได้แก่ 1.ธุรกิจโรงแรม 2.ธุรกิจที่พักอาศัย 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม และ 4. นิคมอุตสาหกรรม การผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจให้บริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่อง บริษัทมองว่าจะสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจให้กับบริษัทได้อย่างมาก และเพิ่มความสามารถในการคว้าโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่กำลังจะมีเข้ามาทางหนึ่งด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเป้าหมายเบื้องต้นของการขยายธุรกิจใหม่นั้น คือการมาเติมเต็ม ต่อยอด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจทั้งหมดในภาพรวมของสิงห์ เอสเตท โดยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่เล็งนั้น จะต้องเป็นธุรกิจที่มาส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจของสิงห์เอสเตทได้ โดยเป้าหมายนอกเหนือจากการสร้างการเติบโตของธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ มีความมั่นคงจากการผสมผสานของธุรกิจที่มีวงจรทางธุรกิจ และมีความเสี่ยงแตกต่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จับตาโควิดพร้อมเพิ่มศักยภาพโรงแรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางฐิติมา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่กระทบเรื่องกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการที่ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วย แม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะค่อนข้างดูดีกว่าในอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่ต้องถือว่าภาพรวมทั้งหมด ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องรอบคอบและระมัดระวัง &amp;nbsp;ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของบริษัทฯ เพราะเล็งเห็นว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ โดยบริษัทฯ มีโรงแรมและรีสอร์ต 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง &amp;nbsp;สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งยืนยันการตัดสินใจที่ถูกต้องของบริษัทฯ ในการวางโครงสร้างธุรกิจเป็น 4 กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกันเพื่อจะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้อย่างสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากจะคาดเดาทั้งในประเทศและทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยายพอร์ตเสริมแกร่งก้าวกระโดด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563 และโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด ส่งผลให้ในปี 2563 ที่ผ่านมา 3 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 96% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราหวังว่าจากนี้กลุ่มธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ได้อย่างมากมาย บริษัทกำลังเดินหน้าจัดทัพธุรกิจใหม่ เพราะมองเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพของธุรกิจก้าวต่อไปด้วย 4 กลุ่มธุรกิจ จากเดิมที่มี 3 กลุ่มธุรกิจคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย ธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการเงินของบริษัทจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำอยู่ที่ 0.96 เท่า ประกอบกับการมีเครดิตดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท ทำให้เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะเดินหน้ากลุ่มธุรกิจที่ 4 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริษัทยังมีเป้าหมายที่จะแสวงหาความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสังหาฯปรับตัวสร้างการเติบโต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายโอภาส ถิรปัญญาเลิศ &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด กล่าวว่า ไม่แปลกใจข่าวที่สิงห์เอสเตทประกาศรุกธุรกิจอื่นๆ เพิ่ม ทั้งนิคมอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ผลิตกระแสไฟฟ้า ให้บริการทางวิศวกรรมและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพราะในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเร็วมาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจริงๆ ก็เป็นธุรกิจที่มีวงจรของมัน คือ สลับระหว่างแนวราบและแนวสูงเช่น ช่วงคอนโดมิเนียมขายดีหลายปีก็จะเป็นแนวราบที่ตลาดเงียบ พอตลาดแนวราบกลับมาบูม คอนโดมิเนียมก็จะซึม เป็นวงจรแบบนี้มาตลอด แต่ถ้ามีปัจจัยลบอย่างอื่นมากระทบเช่นโควิด-19 รอบนี้ ตลาดก็อาจจะซึมลงทั้งหมดได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น การแบ่งพอร์ตฟอลลิโอไปในธุรกิจอื่นจึงเป็นทางออกที่ถูกต้องของทุกบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยิ่งต้องทำ เพื่อรักษา Growth ของบริษัทและผลประกอบการไม่ให้พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง จึงเห็นหลายๆรายมีธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ &amp;nbsp;QH &amp;nbsp;PF และอื่นๆ หลายบริษัท ก็ขยายมาทำบริษัทเอเจนท์ดูแลทั้งการขาย การปล่อยเช่าอสังหาฯ เช่น ANAN &amp;nbsp;AP หรือหลายบริษัทขยายไปด้านดูแลจัดการนิติบุคคลจนโด่งดังเช่น LPN แสนสิริ รวมไปถึงงานแม่บ้าน งานบริหารงานด้านวิศวกรรมเลย เช่น ORIGIN &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่าการเข้ามาขยายธุรกิจของสิงห์ก็เป็นที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพียงแต่รอบนี้ อาจมีธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและผลิตกระแสไฟฟ้าที่น่าสนใจ เพราะในยุคต่อจากนี้ธุรกิจทั้งสองดังกล่าวน่าสนใจและกำลังโตอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตกระไฟฟ้าที่มีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดค่อนข้างมาก แต่ด้วยหน้าตักและคอนเน็คชั่นของทางสิงห์เอง เชื่อว่าจะมีความสามารถในการสร้างรายได้จากด้านนี้จนมาเป็นรายได้ที่มีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่าลืมว่าการที่สิงห์เอสเตทกล้าประกาศว่าจะเพิ่มรายได้ให้เป็น 3 เท่าตัว ภายใน 3 ปี ข้างหน้าแปลว่า &amp;nbsp;สิงห์เอสเตทเตรียมแผนการลงทุนที่น่าจะสามารถ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อให้เกิดรายได้โดยทันที&amp;rdquo; &amp;nbsp;ไว้แล้ว &amp;nbsp;ซึ่งนั่นแปลว่า ในเร็วๆนี้อาจจะได้เห็นการประกาศเข้าซื้อกิจการหรือเข้าร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจอื่นที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้อยู่แล้วและสามารถใช้พลังการ SYNERGY กับทางสิงห์เอสเตทได้เลยเพื่อให้รับรู้รายได้โดยเร็ว &amp;nbsp;และมั่นใจว่าในแผนธุรกิจของสิงห์ยังไม่จบเท่านี้ ยังมีจิ๊กซอว์ตัวอื่นที่จะมาต่อยอดต่อจากนี้ได้อีก &amp;nbsp;สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้ นอกจากติดตามข่าวว่าจะไปร่วมกับใคร ก้ต้องจับตามองราคาหุ้นบนกระดานให้ดีด้วยว่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไรต่อหรือไม่!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, สิงห์ เอสเตท (S), แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210306/image_big_6043066f5011f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
