<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯ กยท. แจงขั้นตอน หลังออกประกาศใหม่ขออนุญาตโค่นต้นยางพารา ย้ำง่าย เพียงยื่นเอกสารฯ ก่อนโค่น ตรวจสอบเข้าเกณฑ์อนุมัติ รับ16,000 บาทเช่นเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า&amp;nbsp;กยท. แจงขั้นตอนหลังออกประกาศการอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการปลูกแทน ปี 64 มีผลตั้งแต่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ให้ยื่นแจ้ง&amp;nbsp;กยท.ในพื้นที่ก่อน
เพื่อตรวจสอบ&amp;nbsp;พร้อมเปิด 2 ทางเลือกสร้างเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ย้ำได้ประโยชน์เต็มเช่นเดิมไร่ละ 16,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;ตรรกวิรพัท&amp;nbsp;ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(กยท.)เปิดเผยว่า ขณะนี้&amp;nbsp;กยท.ออกประกาศ เรื่อง การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโค่นไม้ยางพาราซึ่งกำลังมีราคาดีในขณะนี้ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการไม้ยางพารา&amp;nbsp;ให้มีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอสำหรับแปรรูปไม้ในสถานการณ์ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งเป็นอีกนโยบายที่&amp;nbsp;กยท.ได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอต่อความต้องการ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการผลักดันให้อุตสาหกรรมไม้ยางของไทยมีความก้าวหน้าและเติบโต&amp;nbsp;เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง ขั้นปลายน้ำ ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งหมดเขตรับสมัครในเดือนธันวาคม 2564 นี้ เป็นต้น รวมถึงการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพารา ภายใต้นโยบายลดพื้นที่การปลูกยาง&amp;nbsp;จากเดิมที่จำนวน&amp;nbsp;200,000 ไร่ต่อปี&amp;nbsp;เป็น 400,000 ไร่ต่อปี&amp;nbsp;เพื่อให้ปริมาณไม้ยางมีเพียงพอต่อความต้องการใช้&amp;nbsp;ในส่วนของไม้ยางและไม้วู๊ดพาเลท&amp;nbsp;สำหรับในปี 2564 นี้มีเกษตรกรชาวสวนยางต้องการโค่นต้นยางพารา จำนวน&amp;nbsp;470,000ไร่ ซึ่งพื้นที่&amp;nbsp;70,000ไร่ที่เกินมา&amp;nbsp;กยท.&amp;nbsp;จะจัดสรรการสงเคราะห์ตามลำดับ&amp;nbsp;หากเกินเป้าของงบประมาณในปีนี้ เกษตรกรจะได้รับเงินสงเคราะห์ในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราในขณะนี้มีการปรับตัวที่ดีขึ้น หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศจีน ซึ่ง&amp;nbsp;กยท.ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2564 -2565&amp;nbsp;อุตสาหกรรมไม้ยางพาราจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นกว่า 10&amp;nbsp;เปอร์เซนต์&amp;nbsp;ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงส่งผลให้มีความต้องการไม้ยางเพิ่มมากขึ้นและนำมาซึ่งการปรับราคารับซื้อไม้ยางพาราสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนยางพาราจึงใช้โอกาสนี้โค่นต้นยางจำหน่าย ซึ่งทางกยท.มีความเข้าใจและเห็นด้วยที่จะใช้โอกาสนี้ในการสร้างประโยชน์ด้านรายได้ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลสำคัญในการออกประกาศดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ตามประกาศของ&amp;nbsp;กยท. จะมีขั้นตอนที่แตกต่างจากเดิม&amp;nbsp;และง่ายต่อการปฏิบัติคือ กำหนดให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางห้ามโค่นยางก่อนได้รับอนุมัติ โดยแนวทางปฏิบัตินั้นเกษตรกรที่มีความประสงค์จะโค่นต้นยางต้องยื่นคำร้องรับการปลูกแทนฯ ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขา ที่สวนยางของเกษตรกรตั้งอยู่ หลังจากที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขา ได้รับคำร้องแล้ว จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสำรวจรังวัด เพื่อตรวจสภาพพื้นที่แปลงปลูก หากสวนยางเข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 4 มาตรา 37พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และระเบียบการยางแห่ง ประเทศไทย ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2558 จึงจะอนุญาตให้โค่นต้นยางได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า โดยหลังจากได้รับการอนุมัติ และเกษตรกรได้ดำเนินการโค่นต้นยางแล้ว ในส่วนทางเลือกของเกษตรกรนั้น ผู้ว่าการ&amp;nbsp;กยท. กล่าวว่า เกษตรกรสามารถเลือกได้ 2 &amp;nbsp;แนวทางคือ หนึ่ง กรณีเกษตรกรเจ้าของสวนยางที่รอการปลูกยางหรือไม้ยืนต้นไปถึงปีที่ได้รับอนุมัติให้การปลูกแทน กรณีนี้เกษตรกรเจ้าของสวนยางจะได้รับการปลูกแทนตามปกติ คือที่อัตราไร่ละ 16,000 บาท และสอง กรณีเจ้าของสวนยางต้องการใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่อการอื่นไปก่อนในช่วงระหว่างรอเวลาการปลูกทดแทน&amp;nbsp;กยท. พร้อมให้การสนับสนุนทางด้านอาชีพเสริมและให้บริการทางด้านวิชาการ เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนยางพาราในการปลูกพืชล้มลุกพืชระยะสั้น หรือการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นรูปแบบการประกอบอาชีพที่&amp;nbsp;กยท.กำลังดำเนินการเร่งส่งเสริมและสนับสนุน และเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติการปลูกแทนในปีใดตามที่กยท.กำหนด เกษตรกรเจ้าของสวนยางก็จะได้รับการปลูกแทนตามปกติ ในอัตรา ไร่ละ 16,000 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้ยาง คือเป้าหมายสำคัญของ&amp;nbsp;กยท. ซึ่งการออกประกาศ การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 &amp;nbsp;ครั้งนี้ เป็นอีกการส่งเสริมและสนับสนุนเหมือนกับมาตรการและนโยบายอื่นๆ ที่&amp;nbsp;กยท.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;กยท.พยายามดูแลอย่างครบวงจรทั้งในส่วนของเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพราะไม้ยางพารานั้น ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เรียกว่า&amp;nbsp;กรีน&amp;nbsp;อินดัสเตรียล ที่รัฐบาล และ&amp;nbsp;กยท.กำลังดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในวันนี้และในอนาคต&amp;rdquo;นายณกรณ์&amp;nbsp;กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104503</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ณกรณ์  ตรรกวิรพัท, ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0c107ae1f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดึงน้ำยางสดออกจากระบบ2แสนตัน กยท.เข็น4มาตรการด่วนผลักดันราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;กยท.เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด ชู 4 มาตรการหลักดึงน้ำยางออกจากระบบกว่า 2 แสนตันดันราคาให้สูงขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางจากปัญหาราคาตกต่ำหลังผลผลิตน้ำยางออกสู่ตลาดมากช่วงต้นปี และประเทศผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีน สหรัฐฯชะลอการรับสินค้า เนื่องจากวันหยุดยาวช่วงเทศกาล และการระบาดของไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เริ่มนำร่องใน 3 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp; ตรรกวิรพัท&amp;nbsp; ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 &amp;ndash; เดือนมกราคม 2564 ทำให้ผลผลิตน้ำยางออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น ประกอบกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์เข้าสู่ฤดูกาลปิดกรีด เกษตรกรชาวสวนยางจะเร่งนำผลผลิตมาจำหน่ายในตลาดก่อนที่ผลผลิตจะลดลง&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศผู้ซื้อรายใหญ่หลายประเทศชะลอการรับสินค้าในระยะนี้ เช่น จีนจะหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน&amp;nbsp; หรือสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในยุโรปเผชิญปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก ตู้ขนส่งสินค้าตกค้างในประเทศ นำไปสู่ปัญหาขาดตู้ขนส่งสินค้า เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ผู้ประกอบการยางเดือดร้อนจากการส่งออก เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ผลิตและแปรรูปยางพาราระดับปฐมภูมิเดือดร้อน จากราคาผลผลิตตกต่ำ คุณภาพชีวิตลดลง &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายณกรณ์กล่าวว่า&amp;nbsp; การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตระหนักถึงปัญหา และความเดือดร้อนของชาวสวนยาง โดยเฉพาะจากปัญหาราคาน้ำยางตกต่ำ จึงจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำยางสดขึ้น&amp;nbsp; วัตถุประสงค์เพื่อช่วยดึงปริมาณน้ำยางออกจากระบบกว่า 200,000 ตัน ทำให้ราคาขยับสูงขึ้นและมีเสถียรภาพ&amp;nbsp; ในการดำเนินการ ประกอบด้วย 4 มาตรการหลักคือ 1. ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมน้ำยางสด โดยการยางแห่งประเทศไทยสนับสนุนแท้งค์เก็บน้ำยางสด พร้อมสารเคมีสำหรับยืดระยะเวลาเก็บรักษาน้ำยางสดให้คงคุณภาพไว้ได้นาน 1-2 เดือน จากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.สนับสนุนเงินทุนเพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการเก็บรักษายางพาราไว้ รอขายในช่วงราคาเหมาะสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;3. ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาดด้วยการแปรรูป โดยส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยาง ผลิตยางแผ่นรมควัน และยางแผ่นคุณภาพดี ตามแนวทาง &amp;ldquo;นวัตกรรมยางแผ่นดิบสั่งตัด&amp;rdquo; และ4. ขับเคลื่อนหน่วยธุรกิจ (BU) เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ หาช่องทางขายผลผลิตยางพาราของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำยางสดนั้น เริ่มดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัดคือ จ.นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง ซึ่งจ.นครศรีธรรมราช จะดำเนินการโดยชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางนครศรีธรรมราช จำกัด มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการฯ 8 สถาบัน ได้แก่&amp;nbsp; สหกรณ์นิคมทุ่งสง จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์การเกษตรเขาขาว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางห้างส้าน จำกัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางโสตประชา จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางเทพทองพัฒนา &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำกัด สหกรณ์กองทุนสวนยางเขาน้อย &amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเถียะ จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางเขาน้อยฉลองพัฒนา จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91420</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, ณกรณ์  ตรรกวิรพัท, ราคายาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210130/image_big_6014dc8e9e83e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครศรีฯจ่อตัดไฟ น้ำท่วมตาย8ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกฯ สั่งทุกฝ่ายช่วยเหลือชาวใต้เผชิญอุทกภัย นครศรีธรรมราชยังจมน้ำ ผู้ว่าฯ แจ้งเตือนชาวบ้านเตรียมอุปกรณ์ส่องสว่างรับถูกตัดไฟ &amp;quot;นิพนธ์&amp;quot; ลงพื้นที่ รับรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี เดือดร้อนกว่า 5 แสนคน เสียชีวิตแล้ว 8 ราย สงขลาทยอยประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 10 อำเภอ ขณะที่สุราษฎร์ธานีประกาศ 9 อำเภอ เยียวยาชาวสวนยางรายละ 3 พันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 5 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยสั่งการให้ส่วนราชการในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง กำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมทั้งแจ้งให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมพร้อมบรรเทาความเดือดร้อน อพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย และขอให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือน รวมถึงข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหาย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมนำความห่วงใยจากรัฐบาลไปมอบให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคไหน เชื่อว่าความรักความสามัคคีของคนไทยจะช่วยให้ทุกคนปลอดภัย และก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;นายกฯ มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมในการระดมพล อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร สาธารณภัยจากทุกหน่วยงาน และจากทั้งหน่วยงานทหาร ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ มูลนิธิ อาสาสมัคร ประชาชน จิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ และให้ความสำคัญกับการจัดลำดับในการดูแลประชาชนเกี่ยวกับสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ และจัดตั้งโรงครัวพระราชทานในการประกอบอาหารเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเองจะยังไม่เดินทางไปดูสถานการณ์ในช่วงนี้ เพราะจะต้องไปภาคเหนือก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;เตือนชาวนครฯ รับมือไฟดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านสถานการณ์ในพื้นที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำฝนและน้ำป่าได้ไหลบ่าเข้าท่วมเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รถขนาดใหญ่ของหน่วยงานต่างๆ เข้าพื้นที่อพยพผู้ประสบภัย ขณะที่นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ส่งข้อความเสียงเตือนประชาชนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้ยกของขึ้นที่สูงเพิ่มจากเดิมอีกประมาณ 20-30 เซนติเมตร พร้อมชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์ให้แสงสว่างให้พร้อม เพราะหากระดับน้ำเพิ่มสูงถึง 140 เซนติเมตร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครศรีธรรมราชจำเป็นต้องงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดนครศรีธรรมราชสรุปตัวเลขความเสียหายเบื้องต้น มีพื้นที่ประสบภัย 19 อำเภอ รวม 133 ตำบล 942 หมู่บ้าน 114 ชุมชน มียอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รวม 5 ราย ในพื้นที่อำเภอนบพิตำ 1 ราย, อำเภอพระพรหม 2 ราย, เฉลิมพระเกียรติ 1 ราย และอำเภอฉวาง 1 ราย, บ้านพักเสียหายบางส่วน จำนวน 8 หลัง สถานศึกษา/ศาสนสถาน/ส่วนราชการ ได้รับผลกระทบและอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ความเสียหายด้านการเกษตร มีพื้นที่การเกษตรประสบภัย 475,306 ไร่, ด้านประมงมีพื้นที่ประมงประสบภัย แบ่งเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 12,437 ไร่ กระชังปลา 7,851 ตารางเมตร (สัตว์น้ำที่เลี้ยงกระชัง/บ่อซีเมนต์) และด้านปศุสัตว์ มีรายงานสัตว์ตาย/สูญหาย 1 ตัว สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ 122,812 ตัว แปลงหญ้า 433 ไร่ และสถานีชลประทานเสียหาย 1 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งจากกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยขึ้นตรง/ตำรวจภูธร/ตำรวจตระเวนชายแดน/อาสาสมัคร/หน่วยกู้ชีพกู้ภัย ตลอดจนประชาชนจิตอาสาเข้าสนับสนุนขนย้ายผู้ประสบภัย พร้อมนำอาหารและน้ำเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยที่ยังคงมีระดับน้ำท่วมขังสูงในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และในพื้นที่อำเภอต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;อุทกภัยร้ายแรงรอบ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาช่วงสายวันเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย ผวจ.นครศรีธรรมราช และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมพร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ศูนย์อพยพวัดโทเอก อ.พรหมคีรี และศูนย์อพยพโรงเรียนวัดเสมาเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายนิพนธ์กล่าวว่า อุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 50 ปี ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าประจำยังจุดเสี่ยงและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบูรณาการจังหวัดเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาดูแลอยู่แล้ว ซึ่งจากข้อมูล ขณะนี้น้ำท่วมทั้ง 23 อำเภอของจังหวัด ที่หนักสุดได้แก่ อ.เมือง พระพรหม เชียรใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ ลานสกา นบพิตำ ท่าศาลา และทุ่งสง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 184,750 ครัวเรือน หรือประมาณ 5 แสนคน บ้านเรือนพังเสียหายหลายหลังคาเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรายงานว่า บริเวณทางเข้าท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชถูกกระแสน้ำป่าจากต้นน้ำตกพรหมโลก และน้ำตกอ้ายเขียว ใน อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช หลากเข้าท่วมรอบสนามบิน สูง 80 เซนติเมตร ถึง 1.5 เมตร โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักเข้าสู่สนามบิน ริมถนนบางปู-เบญจมะ ต.ปากพูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนตารางการบินยังเป็นไปตามปกติ เนื่องจากตัวรันเวย์ แท็กซี่เวย์ ลานจอด รวมทั้งอาคารผู้โดยสารยังไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกองพันทหารสื่อสาร 24 กองทัพภาคที่ 4 ได้จัดรถขนาดใหญ่รับส่งผู้โดยสารเข้าออกสนามบินไปส่งยังจุดปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;สงขลาประกาศเขตภัยพิบัติ 10 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงขลา ขณะนี้น้ำท่วมได้ขยายวงเป็น 12 อำเภอ โดยจังหวัดประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเพิ่มเป็น 10 อำเภอ ประกอบด้วย อ.รัตภูมิ ควนเนียง บางกล่ำ สทิงพระ สิงหนคร ระโนด กระแสสินธุ์ เมืองสงขลา หาดใหญ่ และจะนะ และพื้นที่ประสบภัยอีก 2 อำเภอ คือสะเดา และนาหม่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่น่าห่วงที่สุดคือ ในพื้นที่ปลายน้ำของ อ.ควนเนียง โดยเฉพาะที่บ้านปากบาง หมู่ 3 ต.รัตภูมิ อ.ควนเนียง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสุดท้ายที่ไหลมาจาก อ.รัตภูมิ บางกล่ำ และ อ.ควนเนียง ก่อนที่จะลงสู่ทะเลสาบสงขลา ขณะนี้มวลน้ำเริ่มไหลลงมารวมกัน และเกิดน้ำหนุนท่วมบ้านเรือนที่อยู่ปลายคลองภูมี และติดทะเลสาบสงขลา บางหลังมีเด็กเล็กต้องใช้เรือเข้าออก และน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งยังมีภาวะน้ำทะเลหนุน ที่สำคัญถูกน้ำท่วมซ้ำมาแล้ว 2 รอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวได้ล่องเรือตรวจสอบสภาพพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา พบว่ามีน้ำทะเลหนุนสูง และพบกับชาวบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในสภาพติดเกาะ ถูกน้ำทะเลสาบสงขลาหนุนท่วมสะพานเข้าบ้านจนออกจากบ้านไม่ได้มา 5 วัน เป็นสองผัวเมียชื่อ นายมนัส จำปา อายุ 63 ปี และนางธัญรัตน์ จำปา อายุ 58 ปี มีอาชีพเลี้ยงปลากะพงในกระชัง อาศัยอยู่ริมทะเลสาบสงขลาพื้นที่หมู่ 5 บ้านปากจ่า ต.ควนโส อ.ควนเนียง ทั้งสองคนบอกว่าต้องกินข้าวกับปลาเค็มเพราะออกไปไม่ได้ ซึ่งครั้งนี้ถูกน้ำหนุนสูงที่สุดในรอบ 3 ปีไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบี่ ฝนตกต่อเนื่อง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำจากคลองสินปุน อ.เขาพนม ซึ่งเป็นคลองเชื่อมต่อจาก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เริ่มเอ่อท่วมถนนและบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 6 และหมู่ 10 ต.สินปุน อ.เขาพนม ระดับน้ำสูง 20 เซนติเมตร ชาวบ้านเตรียมขนย้ายทรัพย์สินไว้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้น้ำที่เอ่มท่วมถนนยังไหลหลากพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันและยางพาราอีกหลายสิบไร่ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง รวมทั้งจัดเตรียมกำลังและอุปกรณ์ เตรียมรับมือตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยวและเรือสปีดโบต ที่จอดหน้าหาดอ่าวนางและหาดนพรัตน์ธารา ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ กว่า 400 ลำ งดออกให้บริการนักท่องเที่ยวชั่วคราว และนำเรือไปจอดหลบคลื่นในลำคลองอ่าวต้นสน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;สุราษฎร์ฯ ก็ประกาศ 9 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี ฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอดอนสัก กาญจนดิษฐ์ เมืองสุราษฎร์ธานี บ้านนาสาร บ้านนาเดิม เวียงสระ พระแสง คีรีรัฐนิคม วิภาวดี ไชยา ท่าฉาง และพุนพิน ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 50 ซม.จนถึงกว่า 2 เมตรในที่ลุ่ม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน เนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายพื้นที่เป็นวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 9 อำเภอ ส่วนที่เหลือจะได้ทยอยออกประกาศให้ครบทุกอำเภอที่ประสบภัย ขณะนี้ทางจังหวัดได้เร่งส่งถุงยังชีพให้แต่ละอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กับผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง ล่าสุดได้ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ดินถล่ม และวาตภัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัทลุง ฝนยังตกหนักเป็นช่วงๆ ทำให้หลายพื้นที่ระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ลุ่มริมทะเลสาบสงขลา ใน อ.ควนขนุน เมือง เขาชัยสน บางแก้ว และปากพะยูน เนื่องจากน้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดหลากลงมาท่วมก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบ ขณะที่มีน้ำทะเลหนุนทำให้น้ำระบายลงสู่ทะเลไม่ได้ จึงเอ่อท่วมหนักในพื้นที่ 5 อำเภอดังกล่าว นอกจากนี้ในพื้นที่ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน น้ำป่าจาก อ.ศรีบรรพต และควนขนุน ไหลหลากลงมาสมทบ และมีถนนรถไฟขวางกั้น ทำให้บ้านเรือนประชาชนกว่า 1,000 ครอบครัว มีน้ำท่วมสูง 1.5-2 เมตร กรมเจ้าท่าได้นำเรือท้องแบนบริการรับส่ง ขนย้ายสิ่งของให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมพร ห้วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเกิดฝนตกเกือบทั้งวัน ทำให้มีน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยเฉพาะถนนประชาอุทิศ ถนนพิศิษฐ์พยาบาล ซึ่งเป็นย่านร้านค้า ตลาดสด และสถานศึกษาคือ โรงเรียนศรียาภาย โรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร และโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ มีระดับน้ำท่วมขัง 20-30 เซนติเมตร ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา ที่จอดเรียงแถวอยู่ริมถนนหน้าสถานศึกษาจมน้ำเสียหายหลายคัน นอกจากนี้ฝนที่ตกหนักในเขตเทศบาลเมืองชุมพร ทำให้ดินอิ่มตัวจนรั้วบ้านพังทลายทับบ้านและโรงจอดรถของเพื่อนบ้านพังเสียหายไปด้วย 1 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ช่วยชาวสวนยางรายละ 3 พัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้ปรับเปลี่ยนการเดินรถสถานีต้นทางปลายทาง และงดเดินขบวนรถบางขบวนในเส้นทางสายใต้ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.63 ต่อมาวันที่ 3 ธ.ค. สถานการณ์ระดับน้ำในพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย การรถไฟฯ จึงได้ประกาศปรับเปลี่ยนการเดินรถสถานีต้นทางปลายทาง และงดเดินขบวนรถบางขบวนในเส้นทางสายใต้ในวันนี้อีก 1 วัน โดยให้ขบวนรถที่มีปลายทางสถานีตรัง กันตัง และนครศรีธรรมราช เดินรถถึงสถานีชุมทางทุ่งสงและสถานีคลองจันดี และทำการขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์ไปยังสถานีปลายทางต่อไป สำหรับประชาชนที่ซื้อตั๋วโดยสารเดินทางกับขบวนรถดังกล่าวข้างต้น หากไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถติดต่อขอคืนเงินได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ทั้งหมดประมาณ 5,274,333 ไร่ เป็นเกษตรกร จำนวน 478,760 ราย ขณะนี้ได้สั่งการให้ กยท.เขต และ กยท.จังหวัดในภาคใต้เร่งสำรวจสวนยางที่เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่ง กยท.มีมาตรการช่วยเหลือกรณีสวนยางประสบอุทกภัยผ่านกองทุนพัฒนายางพารา โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ต้องเป็นสวนยางที่ถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหายจนเสียสภาพสวน หรือได้รับความเสียหายในคราวเดียวกันไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา &amp;quot;ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 18 ลงวันที่ 03 ธันวาคม 2563 ความว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ยังคงมีกำลังแรง สำหรับหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนปกคลุมช่องแคบมะละกา ทำให้บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่างๆ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.63.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นิพนธ์ บุญญามณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา นาคาศัย, ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201203/image_big_5fc8cb7a16797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.เปิด“ตลาดกลางยางภาคตะวันออก จ.ระยอง” รับขยายตัว EEC</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กยท.เดินเครื่องเปิด &amp;ldquo;ตลาดกลางยางพาราระยอง&amp;rdquo; มุ่งสร้างเสถียรภาพราคา-สร้างฐานรองรับการพัฒนายางภาคตะวันออกและขยายตัว EEC ย้ำกลไกซื้อ-ขายมีความเป็นธรรม ไม่โกงน้ำหนัก กำหนดมาตรฐานชัดเจน คัดคุณภาพยางก่อนส่งมอบ ผู้ซื้อ-ผู้ขายมั่นใจได้ราคาที่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กยท. ได้ดำเนินการจัดตั้งตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยองขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายยางพาราในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านยางพาราที่สำคัญเนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และปลูกกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด โดยปัจจุบันมีสวนยางเปิดกรีดได้ประมาณ 2.5 ล้านไร่ ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6.5 แสนตันต่อปี เกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตยางพาราในรูปแบบยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;จ.ระยอง ถือเป็นจุดภูมิศาสตร์ที่มีความเข้มแข็ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกรและโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่กระจายตัวอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วพื้นที่ ดังนั้นการตั้งตลาดการยางพาราจังหวัดระยอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนายางพาราในภาคตะวันออก ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ยางพาราชาติเรื่องการยกระดับและสร้างเสถียรภาพให้กับราคายาง รวมถึงสามารถรองรับการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมและการส่งออก ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง จะเปิดให้บริการใน 2 รูปแบบ คือ 1.ให้บริการ ณ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง อำเภอวังจันทร์ และ 2.ตลาดเครือข่ายตลาดกลาง โดยกรณีที่เกษตรกรอยู่ไกลตลาดกลาง สถาบันเกษตรกรหรือเกษตรกรที่รวมเป็นกลุ่มพัฒนาชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ สามารถสมัครเป็นตลาดเครือข่ายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับชนิดยางที่ซื้อขายผ่านตลาดกลางจังหวัดระยอง ในปี 2563 ได้แก่ ยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน และปี 2564 ตลาดจะเริ่มเปิดให้บริการตลาดกลางน้ำยางสดและยางก้อนถ้วยเพื่อให้ครอบคลุมการผลิตของเกษตรกร และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ยาง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณยางผ่านตลาดแห่งนี้ประมาณ 12,000 ตันต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของตลาดกลางยางพารา คือ จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย มีการชั่งน้ำหนักที่เที่ยงตรงเที่ยงธรรม มีการกำหนดมาตรฐานยางที่ชัดเจน มีการคัดคุณภาพยางก่อนส่งมอบ&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และให้ซื้อขายยางได้ในราคาที่เป็นธรรมต่อไป&amp;rdquo; รองผู้ว่าการ กยท. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67164</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), ณกรณ์ ตรรกวิรพัท, ระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200528/image_big_5ecf481c8cc5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายยางฯ หวังรักษาการ กยท.แก้ปัญหาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.2561 - &amp;nbsp;เครือข่ายยางพาราภาคกลางและตะวันออกได้มีประชุมก่อนออกแถลงการณ์ระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับนายเยี่ยม ถาวโรฤิทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่เข้ามารับตำแหน่ง โดยหวังว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เพราะมาจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะนำพาวิธีแก้ปัญหามิติใหม่ๆ มาช่วยประเทศชาติและเกษตรกร เช่น ผลักดันโครงการประชารัฐต่างๆ ส่งเสริมการแปรรูป สร้างความร่วมมือภาคเอกชน รวมทั้งควรประสานกับนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าฯ กยท. ที่ทำงานใกล้ชิดเกษตรกร เข้าใจปัญหาและแนวคิดเรื่องประชารัฐอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้ท่านเยี่ยมช่วยจับตาการประมูลปุ๋ยรอบที่ผ่านมาว่ามีความผิดปกติในทีโอโออาร์ส่วนไหนหรือไม่ รวมทั้งปัญหาหมอนปลอมที่ระบาดจากจีนเข้ามาตีตราในไทยแล้วส่งกลับไปขายต่อ&amp;rdquo;แถลงการณ์ระบุและว่า ช่วยหามาตรการส่งเสริมให้กับผู้ประกอบการไทยเช่นมาตรการส่งเสริมการลงทุน อัตราภาษีพิเศษต่างๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7507</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ณกรณ์ ตรรกวิรพัท, ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย, เครือข่ายยางพาราภาคกลางตะวันออก, เยี่ยม ถาวโรฤิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9e05b73cb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
