<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทักษะชีวิต เทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับกำลังคนพัฒนาชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับลดการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยโดยธนาคารโลกในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คาดว่า ปี 2564 จะขยายตัว 3.4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ขยายตัว 4% โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะกลับมาฟื้นฟูไปถึงระดับก่อนช่วงโควิด-19 ระบาดได้ในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งการคาดการณ์นี้มีขึ้นก่อนที่จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมและยังต่อเนื่องมาในเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องไป จนถึงวันนี้ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ในแต่ละวันยังอยู่ที่ระดับมากกว่า 1,000 ราย ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยสะสมสูงถึงระดับมากกว่า 40,000 ราย และแนวโน้มสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย โดยยังไม่มีความแน่นอนว่า การควบคุมการระบาดระลอกใหม่นี้จะใช้ระยะเวลานานเท่าใด กอปรกับความท้าทายสำคัญของไทยประการหนึ่งที่ยังไม่มีความชัดเจนนัก คือ การจัดหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง เพื่อให้เกิด &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกันหมู่&amp;rdquo; (Herd Immunity) และยับยั้งการแพร่ระบาดได้ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายและกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับกลุ่มคนต่าง ๆ ไม่เท่ากัน โดยกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมาก คือ คนยากจน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระและธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) เนื่องจากเข้าถึงบริการทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานในภาคบริการซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้หญิงจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะอุตสาหกรรมบริการได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ แม้ว่าจะมีการใช้มาตรการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือ การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อประคองสถานะทางการเงินและเสริมสภาพคล่อง &amp;nbsp;แต่ผลการดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานการณ์ที่อุปสงค์ลดลงอย่างมาก ทำให้ธุรกิจชาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ต้องหยุดกิจการ แม้ว่าจะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นมาตรการรองรับก็จะไม่สามารถช่วยประคองและนำเงินทุนไปต่อยอดการดำเนินกิจการได้ ตราบใดที่อุปสงค์จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังไม่กลับมาที่ระดับเดิมที่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยถึงกว่า 40 ล้านคนในปี 2562 และสร้างรายได้เป็นสัดส่วนกว่า 13-15% ของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในวงกว้างเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นมาตรการที่รัฐบาลยังพิจารณาดำเนินการต่อ และต้องคำนึงถึงประสิทธิผลของมาตรการอย่างรอบคอบ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการพิจารณามาตรการช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มคนหรืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความสามารถในการฟื้นตัวไม่เท่ากัน เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือให้แก่กลุ่มประชาชนที่มีความจำเป็น อาทิ แรงงานตกงาน กลุ่มผู้สูงวัย และผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว ก็ต้องมีมาตรการที่เร่งดำเนินการเพื่อรองรับการฟื้นตัวและขยายตัวในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ คือ ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยหลักในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และประเทศไทยยังไม่สามารถพัฒนากำลังคนในการขับเคลื่อนประเทศไทยได้ดีนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาหนึ่งของการพัฒนากำลังคนของไทยในช่วงที่ผ่านมา คือ ความไม่สอดคล้องของทักษะที่แรงงานมีและที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ชัดเจนมาตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ในขณะที่การปรับเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดยิ่งเร่งให้การเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งขึ้น จนทำให้ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว มีแรงงานที่ได้รับผลกระทบต้องตกงานหรือถูกลดชั่วโมงทำงาน อาจส่งผลให้ทักษะการทำงานบางอย่างหายไป หรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การพัฒนากำลังคนของประเทศจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และต้องยกระดับทักษะแรงงานให้สูงขึ้น โดยเน้นทักษะทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น และมีความยึดหยุ่นและปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่ หรือรูปแบบการทำงานในยุคใหม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความท้าทายในการพัฒนากำลังคนของประเทศประการหนึ่ง คือ ระบบการศึกษาที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ใช้เวลาในการเรียนรู้นานและไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานหรือผู้ใช้งานจริง ซึ่งความรู้อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อจบการศึกษามาแล้วจึงอาจล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่ต้องเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นควบคู่ไปด้วยเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนของภาคอุตสาหกรรมในโลกยุคปกติใหม่ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้รู้จักการขวนขวายหาความรู้ใหม่และพร้อมเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และสามารถปรับตัวได้ทันเมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง 2) การตั้งมั่นในเป้าหมาย เป็นทักษะที่เน้นให้การทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ ควบคู่ไปกับการบริหารเวลาและทรัพยากรเพื่อการบรรลุเป้าหมาย &amp;nbsp;3) ทักษะทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพร้อมเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะด้านนี้ &amp;nbsp;4) ความคิดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือออกแบบทางเลือกใหม่ &amp;nbsp;5) ความคิดเชิงวิพากษ์ การคิดในเชิงวิเคราะห์หลากหลายแง่มุม ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และพร้อมรับการวิพากษ์จากผู้อื่นเมื่อต้องทำงานร่วมกัน &amp;nbsp; 6) การบริหารการเปลี่ยนแปลง มีความยึดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และ 7) ความคิดเชิงบวก การทำความเข้าใจผู้อื่นก่อนจะคาดหวังให้ผู้อื่นเข้าใจเรา เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก หรือต้องพบปะผู้คนที่มีความแตกต่างกัน จะทำให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้ดีมากขึ้น &amp;nbsp;นอกจากทักษะเพื่อการพัฒนากำลังแรงงานดังกล่าวแล้ว ยังมีทักษะพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่จำเป็นที่ควรจะต้องเร่งส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น อาทิ ความรู้ทางการเงิน การรู้ทันภัยไซเบอร์ รู้ทันสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนากำลังคนให้ทันต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่ต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าและความผันผวนที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น 1) ภาครัฐที่ต้องมีทิศทางของการพัฒนาที่ชัดเจนเพื่อการกำหนดเป้าหมายการพัฒนากำลังคนได้อย่างตรงกับความต้องการ &amp;nbsp;ร่วมกับการมีนโยบายที่ชัดเจนในการที่จะขับเคลื่อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการดำเนินแผนงาน/โครงการที่สอดรับกับนโยบายการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;2) การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านแรงงานและสถานศึกษาเพื่อจับคู่ตำแหน่งงานและทักษะระหว่างแรงงานกับความต้องการของตลาด และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแพลตฟอร์มเพื่อขยายผลในวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่บ้าง แต่ยังต้องพัฒนาให้มีความครบถ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลักสูตรที่พัฒนาในลักษณะตามความต้องการ (demand-driven) ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างมากจากภาคเอกชน &amp;nbsp;3) สถาบันการศึกษาทุกระดับต้องพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน พัฒนาครูผู้สอน จัดหาเครื่องมือ/เครื่องจักรที่ตรงตามความต้องการในการใช้งานจริงของภาคอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถผลิตบุคลากรได้ตอบสนองกับความต้องการได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการมีบทบาทในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เพื่อปริญญา แต่ต้องเน้นให้คนทุกกลุ่มได้มีโอกาสในการพัฒนาผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่สอดรับความต้องการเพิ่มมากขึ้น และ 4) กลุ่มคนในวัยทำงานและบุคคลที่จะเข้าสู่วัยทำงาน รวมถึงผู้สูงวัยที่ยังมีความต้องการทำงาน ต้องเล็งเห็นความสำคัญและยอมรับการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยน และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความท้าทายในการพัฒนากำลังคนเพื่อช่วยในการพัฒนาประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เป็นเรื่องที่ใช้เวลา และต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยทุกภาคส่วนทั้งนายจ้าง แรงงาน ผู้ให้บริการพัฒนาทักษะ และหน่วยงานดำเนินนโยบาย ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์&amp;nbsp;
nada@nida.ac.th&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100190</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ, ณดา จันทร์สม, ทักษะชีวิต เทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับกำลังคนพัฒนาชาติ, ทักษะดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fb862582dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2020 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2020 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูมิคุ้มกัน สร้างได้ ไม่ต้องรอวัคซีน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้วันสิ้นปีที่จะต้องลาปีชวดและต้อนรับปีชลูในสถานการณ์ที่โควิด-19 กลับมาระบาดอีกระลอก หลายคนเริ่มกังวลว่า การระบาดในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร การคาดการณ์ผลกระทบ ณ เวลานี้ อาจเร็วเกินไป เนื่องจากสถานการณ์การระบาดยังไม่ทรงตัว &amp;nbsp;ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือในการลดโอกาสของการระบาดระลอกใหญ่ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ หลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่แออัด และหากเริ่มมีอาการป่วยควรพบแพทย์และพักรักษาตัวอยู่ในสถานที่ เลี่ยงการพบปะผู้อื่นเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการระบาดในรอบนี้จะยังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน แต่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดในช่วงต้นปี 2563 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย แม้ว่าในไตรมาสสามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบกับไตรมาสสอง แต่รวม 9 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 6.7 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะลดลงมากกว่าร้อยละ 6.0 (NESDC Economic Report, 16 พฤศจิกายน 2563) &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การหดตัวทางเศรษฐกิจ และการว่างงาน สถานการณ์ระดับครัวเรือนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก คือ การก่อ &amp;ldquo;หนี้ครัวเรือน&amp;rdquo; ข้อมูลในไตรมาส 2/2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยยังขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี และแนวโน้มหนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2563 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 จะขยับขึ้นมาอยู่ที่กรอบ 88-90% ต่อจีดีพี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัว (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 5 ตุลาคม 2563) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า &amp;ldquo;การสร้างภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; มีความสำคัญอย่างมาก ตามคำนิยาม &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; หมายถึง สภาพที่ร่างกายมีแรงต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งไม่เพียงการมีร่างกายที่แข็งแรงต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ยังรวมถึงการป้องกันตนเองจากการรับเชื้อโรค พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เลี่ยงความเสี่ยงจากการรับเชื้อถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โควิด-19 เป็นเพียงเชื้อโรคหนึ่งที่เกิดระบาดในช่วงนี้ ซึ่งเราคงต้องรอเวลาของการพัฒนาและการเข้าถึงวัคซีนกันต่อไป และในอนาคตอาจจะมีเชื้อโรคอุบัติใหม่อื่นที่จะเกิดขึ้น และการพัฒนาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจะเกิดตามมาภายหลัง แต่พื้นฐานสำคัญ คือ การมีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ตระหนักถึงโอกาสในการเกิดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ป้องกันตนเองอย่างรอบคอบระมัดระวัง &amp;nbsp;เปรียบเสมือนเกราะป้องกันเชื้อโรคในด่านแรก แม้ว่าจะต้องเผชิญกับเชื้อโรคร้ายในบางครั้ง ก็จะสามารถต่อสู้และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงส่วนหนึ่งมาจากการขาดภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีในการป้องการการก่อหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ จากข้อมูลโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทย (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2562)การก่อหนี้จำนวนมากเป็นหนี้ระยะสั้นเพื่อใช้อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล สัดส่วนประมาณร้อยละ 32 ของหนี้รวม โดยมีธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (specialized financial institutions: SFIs) และธุรกิจที่มิใช่ธนาคาร (non-banks) เป็นผู้ให้กู้หลัก และในระยะหลังธุรกิจ non-banks บริษัทลีสซิ่ง และสหกรณ์ออมทรัพย์มีบทบาทในการให้สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่การก่อหนี้ระยะยาวเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 34 ของหนี้รวม แตกต่างกับประเทศอื่นที่สัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้รวม ขณะที่การก่อหนี้เพื่อการประกอบธุรกิจของครัวเรือนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 18 ของหนี้รวม ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ดังกล่าวเป็นการให้สินเชื่อโดย SFIs เพื่อประกอบธุรกิจการเกษตรเป็นหลัก&amp;nbsp;
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของครัวเรือนไทยที่มีระดับการออมน้อย มีสภาวะการก่อหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น กล่าวคือ คนไทยเริ่มเข้าสู่วงจรการเป็นหนี้ในช่วงอายุที่น้อยลง ระดับการก่อหนี้สูงมากขึ้น และมีระยะเวลาของการเป็นหนี้นานขึ้น ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงของการมีหนี้ในวัยเกษียณ ซึ่งอาจส่งต่อความสามารถในการชำระคืน แม้ว่าหนี้สินบางส่วนจะเป็นหนี้ที่มีหลักประกัน แต่หลักประกันไม่ช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนโดยรวมขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งกระทบโดยตรงต่อรายได้ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของรายได้อย่างเฉียบพลัน &amp;nbsp;ครัวเรือนจะเผชิญความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ และอาจถูกยึดหลักประกัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือนได้ และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเสถียรภาพของระบบการเงิน ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินช่วยให้ครัวเรือนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการก่อหนี้ ระมัดระวังมิให้ก่อหนี้เกินตัวจนเกินภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูมิคุ้มกันทางการเงิน คือ หลักคิดในการดำเนินชีวิตที่อยู่บนฐานของความพอประมาณ การบริโภค การลงทุน และการก่อหนี้อยู่บนฐานของความพอดีไม่เกินตัว มีเหตุมีผลในการตัดสินใจ คำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ และตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและเตรียมการรับมือกับความเสี่ยงนั้น การสร้างพฤติกรรมที่สะท้อนภูมิคุ้มกันในลักษณะนี้ จะต้องเกิดขึ้นจากการมีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำมาประกอบใช้ในการตัดสินใจได้ รวมถึงหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยย่อมทำให้ประสิทธิผลการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินต้องเริ่มจากการมีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน มีวินัยในการใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับการออม และตระหนักถึงความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นการมีความรู้เพียงพอสำหรับการประกอบใช้งานและตระหนักคิดจากภายในบุคคลเพื่อการดำเนินพฤติกรรมดังกล่าว โดยมีวัคซีนจากนโยบายและมาตรการจากภาครัฐช่วยเสริมประสิทธิภาพของการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ 1) นโยบายส่งเสริมความรู้และทักษะการวางแผนและบริหารการเงิน ปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของการออม และการมีภูมิคุ้มกันทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงการให้ความรู้ทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติทางการเงินที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องกับคนทุกระดับ &amp;nbsp; 2) การสร้างมาตรการในการกำกับดูแล และร่วมมือของภาคสถาบันการเงินให้เกิดการให้กู้ยืมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) มิใช่มุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อขยายสินเชื่อจนให้แรงจูงใจผิดกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้มากเกินไป รวมถึงการมีบทบาทให้ความรู้ทางการเงินกับภาคประชาชนด้วย 3) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยผู้ที่ติดอยู่ในวงจรหนี้สามารถหลุดพ้นได้อย่างยั่งยืน การมีโครงการคลินิกแก้หนี้ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน รวมถึงการสร้างจิตสำนึกและการมีวินัยทางการเงินให้ครัวเรือนกลุ่มนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปอย่างต่อเนื่อง และการเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยติดตามไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับไปอยู่ในวงจรหนี้ได้อีก และ 4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครัวเรือนมีแหล่งรายได้หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้แหล่งเดียว มีรายได้ที่เพียงพอเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ครัวเรือนได้
ถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเริ่มสร้างจากตัวเองก่อน ไม่ต้องรอวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์&amp;nbsp;
Email: nada@nida.ac.th
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88450</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณดา จันทร์สม, หนี้ครัวเรือน, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c539d0d9fbfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
