<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธุรกิจร้องอสส. เป็นแพะคดียาไอซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บริหารบริษัทอสังหาฯ ร้อง อสส. ขอความเป็นธรรม ถูกตำรวจแจ้งข้อหาค้ายาไอซ์ เจ้าตัวแจงหลักฐานใหม่ 7 ข้อ เผยพยานยืนยันจับผิดคน แต่พนักงานสอบสวนได้แต่ขอโทษ อ้างเสนอความเห็นสั่งฟ้องต่ออัยการไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก นายณัฏฐนันท์ รัตนาพรรณ อายุ 46 ปี ผู้บริหารบริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองยาเสพติด (ยาไอซ์) พร้อมนายเกรียงไกร นาควะรี ทนายความ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด (อสส.) โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐนันท์เปิดเผยว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2562 เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุของคดี จึงทราบว่าคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2560 สายลับได้ทำการล่อซื้อยาไอซ์กับนายโอ จำนวน 174.008 กรัม โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารมูลค่า 7 หมื่นบาท และนัดหมายรับยาไอซ์ที่ห้างสรรพสินค้าย่านเพชรเกษม โดยสายลับแจ้งว่านายโอจะใช้รถยี่ห้อมาสด้า 3 สีน้ำเงิน ทะเบียน 4 กช 9951 กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะในการส่งมอบยาเสพติด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุก็ไม่พบนายโอ ต่อมาได้มีการนัดหมายอีกครั้งที่ซอยเพชรเกษม 69 แต่ไม่พบนายโออีก กระทั่งลูกน้องนายโอแจ้งกับสายลับว่าได้นำยาไอซ์ไปวางไว้ที่บริเวณซอยศุภวรรณ 2 เขตหนองแขม กทม. เจ้าหน้าที่จึงไปตรวจสอบ พบถุงขนมกรุบกรอบยี่ห้อปูไทย สีแดง ข้างในมีถุงซิปล็อกบรรจุยาไอซ์ 2 ถุง น้ำหนัก 189.77 กรัม วางอยู่ข้างที่ทิ้งขยะ แต่ไม่พบตัวบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐนันท์กล่าวอีกว่า ตนได้นำเจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านพักและคอนโดฯ ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และในวันชี้ตัว สายลับของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเคยพบกับนายโอก็ยืนยันว่าตนไม่ใช่นายโอ ขอให้ปล่อยตนไป เพราะนายโอมีลักษณะตัวใหญ่เหมือนคนเล่นกล้าม ซึ่งแทนที่พนักงานสอบสวนจะทำความเห็นเพิ่มเติมเข้าไปในสำนวนให้อัยการทราบข้อเท็จจริงที่สายลับยืนยันว่าตนไม่ใช่นายโอ แต่พนักงานสอบสวนคดีนี้และผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนได้เข้ามาขอโทษตน และแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินคดีตน เพราะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องไปที่อัยการก่อนที่จะเข้าจับกุมตน เป็นการปัดภาระให้ตนต่อสู้ด้วยตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน 2 ครั้ง และยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้า และอัยการได้นัดให้ตนรายงานตัววันที่ 28 พ.ย.นี้ ตนมีความกังวล จึงมาร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอีกครั้ง โดยได้ชี้แจงหลักฐานในประเด็นใหม่เพิ่มเติมอีก 7 ข้อด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ใช่ผู้กระทำผิด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด วันที่ตำรวจอ้างว่าพบยาเสพติด ผมทำงานและประชุมอยู่ที่บริษัท แต่ยอมรับว่าเคยไปคอนโดฯ เพื่อนสนิท ซึ่งอยู่อาคารเดียวกับห้องพักของนายโอ รวมถึงจากการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และบัญชีธุรกรรมการเงินที่ใช้ซื้อขายยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่พบมีความเชื่อมโยงกับผม ส่วนรถยนต์ที่สายลับอ้างนั้น ผมไม่เคยครอบครองหรือใช้รถยนต์รุ่นดังกล่าว แต่ผมเคยมีรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น CX 5 ทะเบียน 4 กช 9951 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนรถเดียวกัน และได้ขายรถคันนี้ให้พี่สาวตัวเองแบบโอนลอย โดยมีการส่งมอบรถยนต์เมื่อเดือน ก.ย.2560 และพี่สาวได้นำรถไปประกาศขายในอินเทอร์เน็ต และขายได้เมื่อเดือน ก.พ.2561&amp;rdquo; นายณัฏฐนันท์กล่าวยืนยัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประยุทธกล่าวว่า หลังจากรับเรื่องตามขั้นตอนแล้วก็จะนำเรียนให้อัยการสูงสุดทราบ เพื่อพิจารณาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย แต่เท่าที่รับฟังเบื้องต้นเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอความเป็นธรรมตกเป็นผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของสำนวนคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป ตนไม่อาจก้าวล่วงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดียาเสพติดมีความยุ่งยากซับซ้อนหรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะการร้องขอความเป็นธรรมในคดียาเสพติด หรือคดีอาญาอื่นใด ก็เป็นไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไม่ว่าคู่ความจะเป็นผู้ต้องหา หรือผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง หากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นเข้ามาได้ การยื่นมาทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีก็จะดูว่ามีประเด็นที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมให้สำนวนคดีครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หรือร้องเพื่อประวิงคดี หรือเป็นการร้องเพียงเพราะเป็นเหตุที่เคยได้ให้การไว้แล้วในสำนวนการสอบสวน ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะต้องไปพิจารณาต่อสู้ในชั้นศาล หรือจะเป็นประเด็นไหน ทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีก็จะเป็นผู้พิจารณาตามประเด็นที่ยื่นมา จากนั้นก็จะนำไปพิจารณาประกอบในสำนวนว่ามีประเด็นใหม่ที่จะต้องสอบสวนให้ความเป็นธรรมตามที่ร้องขอหรือไม่ ซึ่งเป็นดุลพินิจของอัยการเจ้าของสำนวนคดี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84291</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐนันท์ รัตนาพรรณ, ประยุทธ เพชรคุณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb513be717ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
