<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพสามิตปัดข้อเสนอสมาคมคราฟเบียร์ขอผ่อนปรนเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้านำกลับบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ. 2564 นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษา ด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงกรณีที่สมาคมคราฟท์เบียร์แห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมรวมตัวที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายห้ามเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ ให้ร้านค้าสามารถจำหน่ายเบียร์สดในบรรุจภัณฑ์ขนาดเล็ก เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำกลับไปบริโภคที่บ้านได้ว่า การอนุญาตให้ร้านค้าสามารถเปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุเบียร์สดได้อย่างอิสระ อาจจะส่งผลต่อผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 157 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงภาชนะสุราเพื่อการค้า เว้นแต่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตสุรา หรือเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 เฉพาะกรณีผู้ซื้อได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุสุราเพื่อดื่มในขณะนั้น วัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถบริโภคสินค้าที่ได้มาตรฐานปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งถ้าหากให้ร้านค้าสามารถเปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุได้อย่างอิสระนอกโรงอุตสาหกรรมซึ่งอาจมิได้มีการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพระหว่างการเปลี่ยนแปลงภาชนะเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคอาจทำให้เบียร์สดดังกล่าวเกิดปัญหาการปนเปื้อน รวมถึงคุณภาพของเบียร์สดอาจจะเปลี่ยนแปลงไประหว่างการเปลี่ยนแปลงภาชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้ผู้นำเข้าสามารถแบ่งชำระภาษีสรรพสามิตเป็นงวด ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการคราฟท์เบียร์ เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องทางการเงินนั้น กรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า การอนุญาตให้ผู้นำเข้าสามารถแบ่งชำระภาษีเป็นงวด ๆ จะเกิดความเสี่ยงในการติดตามเรียกเก็บภาษีในภายหลัง เนื่องจากมีการนำสินค้านำเข้าที่ยังไม่ได้ชำระภาษีออกไปจำหน่าย ส่งผลให้การควบคุม ติดตามสินค้าดังกล่าวให้มาชำระภาษีจะดำเนินการได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าบริโภคต่าง ๆ รวมถึงคราฟท์เบียร์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตได้ให้อำนาจกรมศุลกากรในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้านำ เข้าแทนกรมสรรพสามิต และตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 54 (2) บัญญัติว่า ในกรณีสินค้าที่นำเข้าให้ผู้นำเข้ายื่นแบบรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งเป็นการชำระภาษีในคราวเดียวกับอากรศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91781</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐกร อุเทนสุต, ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี, สมาคมคราฟท์เบียร์แห่งประเทศไทย, โฆษกกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สรรพสามิต&quot;ลุยรีดภาษีมอ&#039;ไซด์ตามการปล่อยก๊าซพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.2563 นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี ในฐานะรองโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ ได้เริ่มจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ตามโครงสร้างภาษีใหม่แล้ว ตั้งแต่ 1ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งในโครงสร้างภาษีใหม่ได้จัดเก็บตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของรถจักรยานยนต์ แทนการจัดเก็บภาษีตามขนาดเครื่องยนต์แบบที่ผ่านมา เพื่อต้องการสนับสนุนการลดปัญหามลพิษทางอากาศ และสนับสนุนให้ผู้ผลิตค่ายรถจักรยานยนต์พัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมฯ คาดว่าโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ปรับตัวทยอยปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ลดขนาดความจุกระบอกสูบของมอเตอร์ไซค์ลง เพื่อไม่ให้ถูกเก็บภาษีเพิ่ม และเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อชาวบ้านประชาชนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะรถจักรยายนต์ส่วนใหญ่ที่คนไทยใช้กว่า 90% เป็นรถขนาดเล็กไม่เกิน 150 ซีซี ซึ่งปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 50 กรัมต่อกิโลเมตรอยู่แล้ว ทำให้เสียภาษีเพิ่มคันละ 100-200บาท เพราะจากเดิมเสียภาษี 2.5% ของราคาหน้าโรงงาน มาเสียภาษี 3% ของราคาขายปลีกหรือราคานำเข้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องยนต์เกิน 1,000 ซีซี เช่น รถบิ๊กไบค์ หากไม่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดการปล่อยอากาศเสีย บางคันที่เป็นรถหรูอาจได้รับผลกระทบมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นหลักหมื่นบาทได้ เนื่องจากรถใหญ่กินน้ำมันเยอะและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูง แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ผลิตรายใด สามารถพัฒนาใช้เทคโนโลยีปล่อยควันพิษน้อย ก็มีโอกาสเสียภาษีถูกลงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ใหม่ จัดเก็บเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ผลิตใหม่ หรือที่นำเข้าใหม่จากต่างประเทศเท่านั้น ไม่ได้คิดภาษีกับรถจักรยานยนต์เก่าแต่อย่างใด โดยวิธีการคิดภาษี จะคิดจากราคาขายปลีกจริงเท่านั้น&amp;quot; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงสร้างภาษีรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ หากเป็นรถจักรยานยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) เก็บที่ 1% รถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 50 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 3% รถที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งแต่ 51-90 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 5% รถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งแต่ 91-130 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 9% รถที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 130 กรัมต่อกิโลเมตรขึ้นไป เสียที่อัตรา 18% ส่วนรถจักรยานยนต์ต้นแบบเพื่อการวิจัยพัฒนาเก็บที่ 0% รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์อื่น ๆ เสียภาษีที่ 20% ขณะที่โครงสร้างภาษีรถจักรยานยนต์เดิม จะเก็บภาษีตามขนาดเครื่องยนต์ หากไม่เกิน 150 ซีซีเสียภาษีที่ 2.5% ขณะที่ 150-500 ซีซี เสีย4% ส่วน 500-1,000 ซีซี เสีย 8% และ 1,000 ซีซีขึ้นไป เสีย 17% แต่โครงสร้างภาษีรถจักรยานยนต์ใหม่ ได้เก็บตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53894</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐกร อุเทนสุต, ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์, ภาษีรถมอเตอร์ไซค์, ภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์, โฆษกกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปิดตำนานซุ้มยาดอง!“คลัง”สั่งล้างบาง เจอขายจับปรับ 5หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค. 2562 นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี ในฐานะรองโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งปราบปรามการทำเหล้ายาดองเพื่อจำหน่าย หลังจากในช่วงที่ผ่านมาพบว่าเกิดหลายกรณีที่ชาวบ้าน มีการลักลอบทำเหล้ายาดองจำหน่ายซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยมีส่วนผสม เช่น สมุนไพรรากสามสิบ ผสมคางคกและเหล้าขาว ส่งผลให้ผู้ที่ซื้อมาบริโภคต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่าง การหาข้อเท็จจริงเพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตและแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้กระทำผิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การทำเหล้ายาดองเพื่อจำหน่าย กรณีที่เป็นซุ้มยาดอง ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่มีกฎหมายรับรอง และไม่ได้รับการอนุญาต ซึ่งกรมฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปเร่งตรวจสอบ &amp;nbsp;ถ้าพบก็จะถูกสั่งปิดและเสียค่าปรับตามกฎหมาย แต่ถ้าเป็นการดองอยู่บ้าน แต่ไม่ได้มีการจำหน่ายสามารถทำได้ ส่วนกรณีที่อ้างว่าเป็นการดองยาโดยอ้างว่าสูตรตำรับไทย ก็ไม่สามารถทำได้ ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อย.) เท่านั้นจึงจะสามารถจำหน่ายได้ แต่ก็ต้องเป็นการผลิตที่มีมาตรฐาน มีภาชนะมิดชิด และขายในร้านขายยาเท่านั้น เช่น ยาแก้ไอ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านยาดองทุกแห่งในประเทศ ไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมาก็มีการจับกุมบ้าง แต่ก็ได้ให้คำสั่งไปว่าให้เร่งติดตามเป็นพิเศษหลังกรณีมีผู้ซื้อมาดื่มและเสียชีวิต ถ้าพบว่ามีการขาย และอ้างว่าเป็นสูตรโบราณ เป็นยาบำรุงร่างกาย ก็ไม่ได้&amp;rdquo;นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร กล่าวอีกว่า ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตามกฎหมายสามารถแบ่งลักษณะความผิดได้ 2 กรณี กรณีที่ 1 การขายเหล้ายาดองที่ทำจากสุราที่เสียภาษีแล้ว จะผิดกฎหมายของ กรมสรรพสามิต ตามมาตรา 155,157,158 มีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 5,000 บาท และกรณีที่ 2 การขายเหล้ายาดองที่ทำจากสุราที่ไม่ได้เสียภาษี จะผิดกฎหมายกรมสรรพสามิต ตามมาตรา 191 ,192 ซึ่งมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 50,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถิติจำนวนของกลางของกรมสรรพสามิต พบว่าในปีงบประมาณ 2562 กรมฯ ยึดเหล้ายาดองเป็นของกลางจำนวน 3,145.97 ลิตร คิดเป็นสัดส่วน 0.005% ของปริมาณสุราที่เสียภาษีทั้งหมด จำนวน 670 ล้านลิตร รวมเป็นจำนวนคดีกว่า 4,000 ราย จะเห็นได้ว่า แม้เหล้ายาดองจะเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณสุราที่เสียภาษีและได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างถูกต้อง ก็ยังพบว่า ยังคงมีผู้ต้องการผลิตและบริโภคเหล้ายาดองอยู่ โดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยจากการดื่มสุราที่ไม่ได้รับการตรวจสอบคุณภาพ จนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายเหล้ายาดอง หรือสุราอื่นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึง สินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตสามารถแจ้งโดยตรงได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ Call center 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ www.excise.go.th ซึ่งกรมสรรพสามิตจะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับและจะมอบสินบนนำจับให้ ภายหลังจากคดีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48855</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐกร อุเทนสุต, ทำเหล้ายาดอง, ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี, สั่งห้ามขายยาดอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ต.ค. ดีเดย์ขยับภาษีน้ำหวานเพิ่ม หนุนรายได้รัฐ 4 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 62 - นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 16 ก.ย.2560 ที่เริ่มมีการจัดเก็บภาษีภาษีสรรพสามิตความหวาน พบว่ามีผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มเพียงยี่ห้อเดียว ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อให้เสียภาษีความหวานถูกลง ขณะที่รายอื่น ๆ ใช้วิธีออกสินค้าใหม่ และระบุว่ามีปริมาณน้ำตาลต่ำแทน เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบกับสินค้าเดิมที่ขายอยู่ในตลาด โดยขอย้ำเตือนว่าในวันที่ 1 ต.ค.2562 จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นทุก 2 ปี หากยังไม่สามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ จะต้องเสียภาษีอีกเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการบังคับใช้ภาษีความหวานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสำรวจความรับรู้มาตรการภาษีความหวานกับประชาชน พบว่ามาตรการภาษีจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยลดประมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และมีการติดฉลาก เพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบเพิ่มขึ้นกว่า 200% จากเดิม 60-70 รายการเป็น 200-300 รายการ แต่ในการรับรู้ประชาชนยังไม่มาก กลุ่มที่ตื่นตัวคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนวัยทำงานยังสนใจน้อย และยังมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความหวานสูงอยู่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอกชนเริ่มปรับตัวกับภาษความหวานแล้ว จากการหารือก็เข้าใจความต้องการของกรมในการช่วยดูแลสุขภาพให้กับประชาชน และยืนยันว่าที่ผ่านมาราคาเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นเพราะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้มาจากต้นทุนด้านภาษี&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมเตรียมหารือกับคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอาหารและยา (อย.) เข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ ให้เพิ่มขนาดเครื่องหมายแจ้งเตือนปริมาณน้ำตาล ให้สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น อ่านได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการแจ้งเตือนโทษด้านสุขภาพ บนหน้าฉลากบุหรี่ ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้รับประโยชน์ในภาษีด้วย ซึ่งจะต้องหารือในขั้นตอน หลักการและวิธีการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร กล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้ภาษีความหวานกรมจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 2-3 พันล้านบาทต่อปี โดยอัตราภาษีใหม่ที่จะปรับแบบขั้นบันได มีผลในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จะทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.5 พันล้าน หรือคิดเป็นรายได้จากภาษีน้ำหวานที่ 3.5-4.5 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีภาพรวมของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2562 ที่ 5.84 แสนล้านบาท และปี 2563 ที่ 6.4 แสนล้านบาท มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ต.ค.2562 ถึง 30 ก.ย.2564 เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เก็บภาษีเท่าเดิมที่ 0.30 บาทต่อลิตร &amp;nbsp;, เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตรจากเดิม เสียภาษี 0.50 บาทต่อลิตร , เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี 3 บาทต่อลิตร จากเดิม 1 บาท และ ที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร และ จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันไดแบบเท่าตัวอีกครั้งในช่วง 1 ต.ค.2564-30 ก.ย.2566 และ 1 ต.ค.2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ณัฐกร อุเทนสุต, ภาษีความหวาน, สำนักแผนภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2019 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2019 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันเฮ! ครม. สั่งขยายเวลาขึ้นภาษีบุหรี่ออกไปอีกปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค. 62 - นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบจาก 20% เป็น 40% จากเดิมมีผลวันที่ 1 ต.ค. 2562 เป็น 1 ต.ค. 2563 หรือ ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยา และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งหมด หลังจากได้รัฐบาลใหม่จะพิจารณาอีกครั้งว่ามีความจำเป็นต้องขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ครม. ยังได้เห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตยาเส้นจาก 0.005 บาทต่อกรัม เป็น 0.1 บาทต่อกรัม หรือเพิ่มขึ้น 20 เท่า ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบทำให้ยาเส้นแพงขึ้น และกรมสรรพสามิตก็ไม่ได้เก็บภาษีจากส่วนนี้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตระบุว่า จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นภาษียาเส้น เนื่องจากที่ผ่านมามีปริมาณการบริโภคยาเส้นเพิ่มขึ้น เพราะราคาบุหรี่ปรับขึ้นสูง จึงจำเป็นต้องมีการปรับอัตราภาษียาเส้น เพื่อให้มีส่วนต่างระหว่างภาษีซิกกะแรต หรือภาษีบุหรี่มวน กับภาษียาเส้นลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การขยายเวลาการขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้ ยสท. ไม่ต้องปรับขึ้นราคาบุหรี่จากซองละไม่เกิน 60 บาท เป็น 90-100 บาท ขณะเดียวกันก็จะพิจารณารับซื้อใบยาเพิ่มจากเกษตรกร จากแผนเดิมที่จะไม่รับซื้อเลย แต่ต้องตรวจปริมาณใบยาในสต็อกทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35236</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ, ณัฐกร อุเทนสุต, น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b0d245ea18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” แจงหั่นภาษีรถยนต์-รถยนต์ไฟฟ้าสูญปีละพันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2562 นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ปรับลดอัตราภาษีรถยนต์ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5-PM 10 ประกอบด้วยลดอัตราภาษีรถยนต์กระบะและรถยนต์กระบะ 4 ประตู สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงบี20 ลง 0.5-1% จากปัจจุบันที่จัดเก็บที่ 2.5-10% และปรับลดอัตราภาษีรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV) จาก 2% เหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563-31 ธ.ค. 2565 เป็นเวลา 3 ปี&amp;nbsp;การดำเนินการดังกล่าวทำให้กรมสรรพสามิตสูญเงินภาษีปีละ 1 พันล้านบาท จากภาษีรถยนต์ที่เก็บได้ปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การผลิตรถยนต์ EV จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มาลงทะเบียนผลิตรถยนต์ EV กับบีโอไอภายใน 31 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 13 ราย เชื่อว่าผู้ประกอบการจะเร่งขออนุมัติจากบีโอไอผลิตจรถยนต์ EV เร็ว เพราะทำให้ต้นทุนรถยนต์ลดลงคันละ 2-4 หมื่นบาท เทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ราคาอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการส่งเสริมให้รถยนต์กระบะใช้น้ำมันบี 20 คาดว่าผู้ประกอบการรถยนต์ในไทย 4 ค่ายใหญ่ สนใจที่จะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้รถกระบะใช้น้ำมันบี 20 ได้ภายในปีนี้ เพราะทำให้ราคารถยนต์ลดภาษีลดยนต์สรรพสามิตได้คันละประมาณ 1 หมื่นบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการนี้กรมฯเชื่อว่า จะส่งผลให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์พัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลให้มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่น PM ตามมาตรฐานยูโร 5 ได้เร็วขึ้น และจะส่งผลให้ลดฝุ่น PM ของรถยนต์กระบะและรถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่ชำระภาษีสรรพสามิตในแต่ละปีลดลง 76 ล้านกรัมต่อปี และลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนและค่าใช้จ่ายภาครัฐเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลด้วย&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30702</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ณัฐกร อุเทนสุต, ปรับลดอัตราภาษีรถยนต์, อัตราภาษีรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV), เครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงบี20</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c807a70924a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
