<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ช่วยรมว.ยุติธรรม ประสานจนท.เร่งเยียวยาครอบครัวสาววัย 16 ถูกแฟนหนุ่มกระทืบดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายณัฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) อายุ 18 ปี เสพกัญชาแล้วใช้เท้ากระทืบ&amp;nbsp;น.ส.อนันตญา หรือเมย์ อายุ 16 ปี แฟนสาวจนเสียชีวิต ส่วนนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหา ตำรวจสภ.พระประแดง ได้ควบคุมตัวและทำการตรวจสารเสพติดพบว่าได้เสพกัญชา จึงโดนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วนผู้ต้องหาให้สารภาพว่าทำไปเพราะเกิดความโมโหและหึงหวงแฟนที่ไปกดไลค์เฟซบุ๊กผู้อื่นที่ตนเองไม่ชอบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ประสานไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และยุติธรรมจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบปะครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว พร้อมทั้งแจ้งสิทธิ และรับคำขอตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนฯให้ทายาทของผู้เสียหาย โดยกระทรวงยุติธรรมจะเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ คดีดังกล่าวผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาเพิ่มคือความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนทำให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา &amp;nbsp;พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนถึงแก่ความตาย 50,000 บาท 2. ค่าจัดการศพ 20,000 บาท 3. ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู &amp;nbsp;40,000 บาท รวมทั้งหมด 110,000 &amp;nbsp;บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการดำเนินงานของสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ได้ประสานขอทราบข้อมูลพฤติการณ์แห่งคดีและข้อมูลทายาทผู้เสียหาย จาก ร.ต.อ.วีระพล สุดสายแก้ว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สภ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทราบว่าได้ดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาไปแล้ว เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2564 พร้อมกับนัดทายาทของผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะนำเข้าพิจารณาคณะอนุกรรมการฯ ประจำจังหวัดสมุทรปราการในวันที่ 13 ก.ย. นี้ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดสมุทรปราการ และสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, กระทรวงยุติธรรม, จังหวัดสมุทรปราการ, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612dd1f31cd42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุชา มอบ ทปษ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 และเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ ณ วัดพระธาตุเชิงชุม สกลนคร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

วันนี้ (14 ธันวาคม 2563) ณ วัดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร พระสิริพัฒนาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร รองเจ้าอาวาส วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และ พระรัตนากรวิสุทธิ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร เจ้าอาวาสวัดทุ่ง ประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ จำนวน 400 รูป &amp;nbsp;พร้อมด้วย นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และความเป็นสิริมงคลของประเทศ โดยมี นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวสกลนครเข้าร่วมพิธีกว่า 1,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.สกลนคร มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันพระเป็นปกติ แต่เนื่องด้วยที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ ตามมติของมหาเถรสมาคม จึงทำให้ประชาชนมีความสนใจเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ทั้งการจัดพิธีในวันเสาร์และวันพระ โดยพบว่ามีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ให้ความสนใจเข้าร่วมพิธี ประกอบกับวัตถุประสงค์ของการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยน้อมนำหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนามาใช้ และยังเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลแก่ประเทศชาติ จากกรณีที่เกิดโรคระบาดและความไม่สงบทั้งปวง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, นายอนุชา นาคาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd8239c24548.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบ่งเค้ก9พรรคเล็ก ยอมล่มหัวจมท้าย&#039;ลุงตู่&#039; พปชร.ตัดหางมงคลกิตติ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พุทธิพงษ์&amp;rdquo; อัดคนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้นจึงเดือดร้อนเรื่องเฟกนิวส์ &amp;ldquo;สหายอ้วน&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดดร่วมวงฉะ &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; อย่าผูกขาดความรักประเทศ-สถาบัน ชี้คนรุ่นใหม่ก็มีสำนึกและจิตใจเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; ตัดหางมงคลกิตติ์แน่ ตี๋เต้เตรียมยืนยันถอนยวงพร้อมโอ่สารพัดบิ๊กโทร.ล็อบบี้ให้อยู่ต่อ 9 พรรคเล็กจ่อแถลงล่มหัวจมท้ายกับ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; หลังได้โบนัสเทกระโถนชุดใหญ่ ก่อนหม่ำข้าวร่วมลุงตู่ 15 &amp;nbsp;ส.ค. &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ลงสนามการเมืองเต็มก้น นั่งประธานพรรค พปชร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ส.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการป้องกันข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ว่า เฟกนิวส์เป็นปัญหาที่มีมาหลายปีแล้วและมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลกระทบในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาทุกวงการ &amp;nbsp;สร้างความเสียหายให้ประเทศในภาพรวม ทั้งเรื่องความสามัคคี ความคิด โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกรู้ดีว่านี่คือภัยอันหนึ่ง และเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ยอมรับว่า ดีอีได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เร่งหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความสามารถ ในการช่วยเผยแพร่แก้ไขปัญหาและหยุดข่าวปลอมต่างๆ ประกอบกับเรามีพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 ที่สามารถใช้เป็นกฎหมายติดตามเอาผิดคนที่สร้างข่าวปลอมทำให้บ้านเมืองเสียหาย ซึ่งเราต้องแยกกับอีกส่วนคือการรับรู้ของประชาชน ถ้ารู้ได้เร็วว่าเป็นข่าวปลอมก็จะหยุดความเสียหายได้เร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ดีอีกล่าวอีกว่า ในส่วนของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่กำลังดำเนินการนั้น จะไม่ใช่เอาหน่วยงานรัฐเท่านั้นมาตัดสินว่าอันไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม แต่เรามีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมทำงานด้วย รวมทั้งจะเชิญไปยังสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์และสำนักข่าวต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือให้ข้อมูล เราต้องบอกได้ว่าการที่ข่าวนั้นเป็นข่าวปลอมบิดเบือนมาจากอะไรพร้อมเหตุผล ประชาชนก็จะยุติความเสียหายและเผยแพร่ไปได้รวดเร็ว ส่วนข้อกังวลว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น กระทรวงระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว และยังมี พ.ร.บ.ต่างๆ ป้องกันเป็นกรอบอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไปรังแกใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะเดือดร้อน คือคนที่เคยไม่หวังดีกับบ้านเมืองและชอบทำข่าวออกมาหลอกลวงประชาชน ไม่ว่าเรื่องการเมืองหรือเรื่องการค้าขาย หลอกลวงต้มตุ๋นต่างๆ คนกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะโดนพวกเราติดตามอย่างใกล้ชิดและมาดำเนินคดี ประชาชนที่ใช้ชีวิตติดตามข่าวสารปกติไม่ต้องกังวล เราจะไปช่วยป้องกันดูแลให้มันดีขึ้น ท่านจะไม่กระทบกับสิ่งนี้แน่นอน&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์กล่าว
สหายอ้วนฉะบิ๊กแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความคิดเห็นของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึงพรรคการเมืองบางพรรคและคนรุ่นใหม่ว่า ฟังความคิดเห็น ผบ.ทบ.แล้วกังวลใจ และอยากแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นในการมองปัญหา โดยหวังว่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยไม่ให้วิธีการมองปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการแก้ไขความขัดแย้งและความเห็นต่างในสังคมคือการคิดบวก หลีกเลี่ยงการพูดและการกระทำที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจหรือความแตกแยก ไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงมองมิติเรื่องความมั่นคงในมุมมองแบบเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรมระบุอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนหรือทุกฝ่ายต่างมีความรักและความปรารถนาดีต่อประเทศและสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน เราต่างปรารถนาอยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า &amp;nbsp;อยากเห็นชีวิตของประชาชนได้รับการดูแลทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และเราอยากเห็นสิทธิเสรีภาพของพวกเราทุกคนได้รับการคุ้มครองและดูแล เราอยากเห็นประเทศเรามีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่เคร่งครัดและได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมาและมีความเที่ยงธรรม เราล้วนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดียิ่งๆ ขึ้น และอยากเห็นการปฏิรูปในทุกๆ หลากหลายมิติ เราอยากเห็นการปฏิรูปกองทัพที่เป็นกองทัพที่ไม่ต้องใหญ่โตเทอะทะ แต่เป็นกองทัพที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและคล่องตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อมั่นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นบนฐานที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทางที่ดี ที่สำคัญการมีทัศนะและมองให้เห็นพลังของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่มีคุณค่า และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในสังคม ถ้าเรามองพลังของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างเข้าใจ จะยิ่งทำให้เราสามารถนำพลังด้านบวกของกลุ่มคนเหล่านี้มาเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมได้ดีขึ้น&amp;rdquo; นายภูมิธรรมระบุ
เขาระบุอีกว่า คนหนุ่มสาวคือพลังแห่งอนาคต พลังของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของทุกสังคม อย่าทำให้ความเข้าใจต่อกลุ่มคนเหล่านี้ที่ผิดแปลกไปจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะจะกลายเป็นการเดินนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้พลังที่ควรส่งเสริมสังคมกลายเป็นพลังที่ลดทอนศักยภาพของสังคม หันหน้ามาร่วมมือกัน คิดบวก คิดเพื่อประเทศ คิดเพื่อประชาชน มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าทำลายกัน แล้วความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาสู่สังคมไทย ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อีกไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกันยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีพรรคเล็กที่จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า จะประชุมเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. และให้ข้อได้ยุติเรื่องดังกล่าวก่อนที่พรรคเล็กบางพรรคจะแถลงข่าวในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลแพ้โหวตร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เรื่องการพ่ายแพ้ และมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการลงมติกฎหมายสำคัญและการทำงานของรัฐบาล
ตัดหางมงคลกิตติ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาที่พรรค พปชร.มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง และใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีรายงานว่ากรณีพรรคการเมืองขนาดเล็กขู่ถอนตัวนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นผู้ประสานงานพูดคุยหลังเสร็จการประชุม เพื่อหาข้อสรุปในเงื่อนไขพรรคเล็กต่อรองขอตำแหน่ง คาดว่าจะจบภายในเร็วๆ นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและเข้าใจพรรคเล็ก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงเรื่องที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เตรียมแถลงถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลว่า รู้มาสักพักแล้วว่านายมงคลกิตติ์จะขอลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเคารพการตัดสินใจและให้อิสระ เพราะนายมงคลกิตติ์ยืนยันแล้วว่าจะเลือกฝ่ายประชาชน ก็ต้องปล่อยเขาไป ส่วนเรื่องความชัดเจนในการลาออกนั้น คาดว่าจะชัดเจนหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคไทยศรีวิไลย์ในวันที่ 13 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;(ปชป.) กล่าวเรื่องนี้ว่า แต่ละพรรคย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจดำเนินการตามวิธีทางการเมืองที่เห็นว่าสมควร &amp;nbsp;แต่ถ้าเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้วคงเป็นภารกิจของพรรค พปชร.ต้องไปประสานงาน ซึ่งพรรค ปชป.เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดียวกัน ส่วนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องให้พรรคแกนนำเป็นผู้ดำเนินการ คิดว่าอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่จบทั้งหมด ต้องรอถามคนที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมงคลกิตติ์กล่าวยืนยันว่า ยังมีจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.ต่อไปอย่างแน่นอน แม้เมื่อวันที่ 11 ส.ค.จะมีคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร อย่าง พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ส.ว. โทรศัพท์มาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ โดยยังเคารพและศรัทธาใน พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปได้ แม้มีตำแหน่งทางการเมืองมาให้พรรคเล็กก็ตาม แต่ยืนยันว่าอะไรที่ดีควรสนับสนุนก็จะสนับสนุนรัฐบาล แต่อะไรที่ไม่ดีก็ไม่เห็นด้วย โดยจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ระบุว่า การที่ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องของตำแหน่งข้าราชการการเมืองเป็นเพียงแค่ 20% ในการตัดสินใจ แต่ยังมีเรื่องของการรับไม่ได้กับนโยบายของรัฐบาลที่จะเพิ่มภาษีน้ำมัน &amp;nbsp;ซึ่งขัดกับนโยบายของพรรคไทยศรีวิไลย์ รวมถึงนโยบายประชานิยมแจกเงินของพรรค พปชร. รวมถึงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองให้กับอดีตภรรยา ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค อันดับที่ 3 มีการเสนอมาจริง แต่อดีตภรรยาปฏิเสธไม่รับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ย้ำว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 13.00 น. กรรมการบริหารพรรคจะแถลงข่าวประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 14.30 น. ที่อาคารทีพีแอนด์ที วิภาวดีรังสิต 9 พรรคเล็กที่ประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคประชานิยม, พรรคประชาธรรมไทย, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคพลังธรรมใหม่ จะแถลงจุดยืนทางการเมืองเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ระบุว่า กลุ่มพรรคเล็กได้รับการประสานเป็นการภายในจาก ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนัดรับประทานอาหารและปรึกษาหารือทางการเมืองในวันอังคารที่ 13 ส.ค. นี้ เวลา 13.30 น. จากนั้นจะแถลงข่าวอีกครั้งที่พรรคประชานิยม โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว กลุ่มพรรคเล็กพอใจในการสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่อาจมีบางพรรคที่ยังมีท่าทีบางอย่างอยู่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพรรคดังกล่าวซึ่งก็มีอยู่ 1 พรรคเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย กล่าวว่า การหารือพรรคเล็กในวันนี้เบื้องต้นพวกเราทั้ง 9 คนยังจับกลุ่มอยู่อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม โดยไม่มีการแยกตัวไปเป็นฝ่ายค้านอิสระแต่อย่างใด แต่ในส่วนของนายมงคลกิตติ์ยังไม่ทราบท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อ คิดว่าเขาอาจน้อยใจที่นโยบายของเขาไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่เท่าที่ทราบเจ้าตัวจะแถลงข่าวในวันที่ 13 &amp;nbsp;ส.ค.นี้ ซึ่งต้องรอดูท่าทีที่ชัดเจนของเขาอีกครั้ง แต่ในส่วนของเรา 9 คนยืนยันว่าเรายังจับกลุ่มเหนียวแน่นเป็นอย่างดี
แจกเก้าอี้ 9 พรรคเล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าพวกเราทั้ง 9 คนไม่ได้มีปัญหาเรื่องตำแหน่งในรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นวิจารณญาณของนายกฯ นอกจากนี้เท่าที่ทราบในเบื้องต้น กลุ่มพรรคเล็กจะนัดทานอาหารร่วมกับ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ในวันที่ 15 ส.ค. ยังไม่ระบุเวลาและสถานที่ที่แน่นอน&amp;rdquo; พล.ต.ทรงกลดระบุ
รายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า พปชร.ได้ตกลงยอมแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง โดยเฉพาะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้กลุ่มพรรคเล็กแล้ว โดยเบื้องต้นที่ลงตัวมีประมาณ 4-5 พรรค และจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ในวันที่ 13 ส.ค. หากการตรวจสอบคุณสมบัติผ่านเรียบร้อย เบื้องต้นมีรายชื่อนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ซึ่งลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว จะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นโควตาของพรรคครูไทยเพื่อประชาชนของนายปรีดา บุญเพลิง, นพ.นิทัศน์ รายยวา เลขาธิการพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จัดสรรให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ของนายสุรทิน พิจารณ์, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสรรให้พรรคพลังไทยรักไทยของนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ขณะที่พรรคอื่นๆ อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ หากทุกอย่างเรียบร้อยจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ต่อไปจนครบทุกพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังจัดสรรตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้นายชื่นชอบ คงอุดม บุตรชายนายชัชวาลล์ &amp;nbsp;คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ส่วนจะไปอยู่ที่กระทรวงใดนั้นขึ้นอยู่กับนายกฯ เป็นผู้พิจารณา เนื่องจากตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีมีกำหนดวาระคราวละ 1 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ยังพิจารณารายชื่อบุคคลของพรรคที่จะดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในที่ประชุม ครม.วันที่ 13 ส.ค.อีกรอบ โดยมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตกและคนใกล้ชิด ส.ส.ได้รับการเสนอชื่อหลายคน เช่น นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. &amp;nbsp;ถูกเสนอให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายพุทธิพงษ์, น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครพนม และหลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม, นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และนายวิวัฒน์ &amp;nbsp;นิติกาญจนา สามีนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ป้อมลงการเมืองเต็มตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุอีกว่า ที่ประชุมยังมีวาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การเสนอขอเปิดประชุมพรรคเพื่อปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ยึดโยงกับ ส.ส.และประชาชน 2.การตั้งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งมีชื่อของ พล.อ.ประวิตรที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อให้เป็นศูนย์กลางควบคุม ส.ส. ประสานงานตลอดจนรับฟังปัญหา ส.ส.จากทุกภาค โดยรูปแบบจะมีการตั้งผู้อำนวยการภาคในแต่ละภาค เพื่อรับปัญหามาแล้วส่งเข้าสู่ส่วนกลาง คาดว่าจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรค พท.กล่าวถึงกรณีดารานักแสดงที่หันมาสนใจงานการเมืองว่า บางท่านไปอยู่ผิดที่ผิดเวลาผิดพรรค ทำให้วิถีชีวิตทางการเมืองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย &amp;nbsp;อย่างกรณีฟิล์ม นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ประกาศลาออกจากพรรคพลังท้องถิ่นไท จึงขอเชิญชวนคุณฟิล์มมาร่วมงานเพื่อจะได้สานต่อหรือทำงานทางด้านการเมือง เพราะนโยบายพรรคหัวใจคือประชาชน &amp;nbsp;และเพื่อความถูกต้องที่จะร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายจุรินทร์ยังกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจัดแคมเปญแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าจุดยืนของพรรค ปชป.ยังไม่เปลี่ยนแปลง และได้เสนอเป็นนโยบายรัฐบาลใน 12 ข้อ ซึ่งเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย ทั้งเรื่องการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นปราการด่านสำคัญที่จะส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปได้ยาก หรือเกือบจะเรียกว่าแก้ไขไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาหรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และยังมีเงื่อนไขพ่วงมาอีกหลายข้อ เช่น ในจำนวนเสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเป็นฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% &amp;nbsp;หรือเป็นเสียงจาก ส.ว.ที่ต้องประกอบอยู่ในนั้นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และบางกรณีต้องทำประชามติ ถือเป็นเงื่อนไขประกอบ ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก ซึ่งมีหลายฝ่ายกังวล เพราะเมื่อการเมืองถึงทางตันเราไม่อยากเห็นวิถีทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;จนเป็นที่มาของพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขหลักเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญในอนาคตแก้ไขได้ง่ายเสียก่อน โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา คาดว่าจะเพียงพอ และจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญจะได้เสียงสนับสนุนมากกว่าการแก้ไขใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่อยากไปก้าวล่วงความคิดคนอื่น เพราะทุกคนมีสิทธิ์ในการเสนอความคิดเห็นตามแนวทางที่คิดว่าควรจะเป็น ซึ่งเคารพความคิดเห็นของฝ่ายค้าน แต่ในส่วนของรัฐบาลก็มีแนวความคิดเช่นนี้เหมือนกัน และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพียงแต่ต้องหารือในช่วงเวลาที่เหมาะสม &amp;nbsp;โดยยังมองว่าปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาความยากจน และปัญหาเกษตรก่อน แต่ทั้ง 2 เรื่องสามารถทำควบคู่กันไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43306</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ภูมิธรรม เวชยชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d51811dab715.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหลุยส์&#039;เดินตลาดนครพนม ฝากเลือกหลานสาวจากพปชร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานสนามเลือกตั้ง ส.ส.นครพนม ในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนถึงวันเลือกตั้ง วันที่ 24 มี.ค.นี้ โดยเฉพาะพื้นที่เขต 2 ประกอบด้วย อ.ท่าอุเทน ,โพนสวรรค์ และ อ.เมือง (เฉพาะเทศบาลเมืองนครพนม , ต.ท่าค้อ , ต.นาราชควาย , ต.หนองญาติ และ ต.อาจสามารถ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ (ผึ้ง) พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เบอร์ 10 &amp;nbsp;ซึ่งหลานสาวของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ &amp;nbsp;ยังคงเดินหน้าหาเสียงในอีก 3 วันที่เหลือ คราวนี้ควงคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ เดินทักทายกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเดินรอบตลาดแล้ว น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ กล่าวว่าวันนี้โชคดีที่ได้รับความเมตตาจากคุณป้า มาช่วยขอคะแนนเสียงพ่อแม่พี่น้องในเขตเทศบาลเมืองฯ จึงขอฝากชาวจังหวัดนครพนมเขต 2 ให้โอกาสผึ้งได้พัฒนาจังหวัดฯ &amp;nbsp;โดยเฉพาะได้ทำงานร่วมกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านคุณหญิงพันธุ์เครือ&amp;nbsp;กล่าวว่าอยู่นครพนมมาเป็น 10 ปี คนในตลาดส่วนมากรู้จัก เพราะชอบเดินตลาดซื้อกับข้าว อีกทั้งได้พบกับประชาชน ดูความเป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร วันนี้ได้มาตลาดดูสะอาดสะอ้านมาก ครั้งก่อนที่มาไม่ไหวเฉอะแฉะน้ำ แต่ผู้ว่าฯ(นายสยาม ศิริมงคล) ได้พัฒนาให้ดีขึ้น ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าฯที่ได้มาช่วยดูแลตลาด และขอฝากผึ้ง น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ให้คนรุ่นใหม่ทำงานการเมือง ได้มีโอกาสช่วยพัฒนาในสิ่งที่ขาดหายไป เช่นช่วยเหลือคนยากคนจน ซึ่งพลเอกชวลิตเคยพูดว่า อยากจะช่วยในเรื่องทำไร่ ทำนา โรงเรียน และวัด แต่ท่านทำยังไม่ถึงยอด คิดว่าถ้า น.ส.ณัฐธ์ภัสส์อยู่ตรงนี้แล้ว ก็ควรจะสานต่อเพื่อจะได้สำเร็จ จึงฝากชาวจังหวัดนครพนมเลือกเบอร์ 10 จะเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครพนม รวมทั้งตนและพลเอกชวลิตด้วย ที่ได้ทายาทขึ้นมาสานต่อ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31888</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c93169f57144.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยแชมป์เก่าส่อร่วง!&#039;พปชร.&#039;หลานบิ๊กจิ๋วโกยเสียงสนามเลือกตั้งเขต2นครพนม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานในช่วงโค้งสุดท้าย ของการหาเสียง ส.ส.นครพนม เข้มข้นทุกขณะ ต่างงัดทีเด็ดมาประชันกันจนเต็มหน้าตัก โดยเฉพาะเขต 2 ประกอบด้วย อ.ท่าอุเทน,โพนสวรรค์ และ อ.เมืองฯ (เฉพาะเทศบาลเมืองนครพนม,ต.ท่าค้อ,ต.นาราชควาย,ต.หนองญาติ และ ต.อาจสามารถ) ถือว่าเป็นสนามที่ดุเดือดที่สุด เป็นการชิงตั๋วเข้าสภาฯ ระหว่างแชมป์เก่า นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย(พท.) กับ น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ(ผึ้ง) พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ.ที่ผ่านมา คะแนนเสียงของ น.ส.ณัฐธ์ภัสส์(ผึ้ง) เป็นรองอยู่มาก แต่ด้วยความขยันลงพื้นที่มิได้ขาด ทำให้คะแนนตีตื้นขึ้นมา และจากผลโพลในช่วงโค้งสุดท้าย ปรากฏว่าคะแนนของ น.ส.ณัฐธ์ภัสส์(ผึ้ง) แซงนำคู่แข่ง จนฝ่ายตรงข้ามพลิกตำราแทบไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ &amp;nbsp;กล่าวว่าไม่ได้ประมาท ต้องขยันลงพื้นที่หาเสียงในช่วง 5 วันสุดท้าย โดยพบปะกับประชาชนที่บ้านม่วง หมู่ 7 ต.เวินพระบาท อ.ท่าอุเทน มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 200 หลังคา ปรากฏว่าชาวบ้านทราบข่าว การมาหาเสียงก็ออกมาช่วยถือป้ายหาเสียงจนแน่นถนนในหมู่บ้าน พร้อมกับกล่าวยืนยันว่า หากได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง ขอให้พ่อแม่พี่น้องจำคำนี้ของตนไว้ เรียกเสียงปรบมือจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31625</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, มนพร เจริญศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8f41723fdd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 20:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หลานสาวบิ๊กจิ๋ว&#039;สวมเสื้อ&#039;พปชร.&#039;จับได้เบอร์ 10 ขอโอกาสชาวนครพนมเขต 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.62 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครพนม รายงานว่าเวลา 16.30 น. น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หรือ&amp;ldquo;น้ำผึ้ง&amp;quot; ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp; จังหวัดนครพนม เขต 2 จังหวัดนครพนม ซึ่งจับได้หมายเลข 10 &amp;nbsp;ได้ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกหลังได้เบอร์ประจำตัวผู้สมัครเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเช้า โดยประเดิมหาเสียงครั้งแรกที่ตลาดสุนทรี ริมแม่น้ำโขง ติดกับโรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว ถนนชยางกูร(นครพนม-ธาตุพนม) เขตเทศบาลเมืองนครพนม มีประชาชนจาก 25 ชุมชนของเทศบาลเมืองนครพนม มาฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ กล่าวว่าเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง แต่มีความมุ่งมั่นในการทำงานด้านการเมือง ย้อนไปเมื่อปี 2554 หรือ 7 ปีที่แล้ว เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม แข่งกับ ดร.สมชอบ นิติพจน์ มีประชาชนให้ความไว้วางใจลงคะแนนให้ถึง 155,000 คะแนน แพ้คู่แข่งไปอย่างฉิวเฉียดเพียง 4,000 คะแนน แต่หลังจากพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งในครั้งนั้นแล้ว &amp;nbsp;ก็ไม่เคยย่อท้อยังคงทำงานช่วยเหลือประชาชนสม่ำเสมอ จากการที่ตนมีความตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลาย มีผลงานเป็นที่พอใจของผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ จึงทาบทามให้ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากจะขอกำลังใจจากพี่น้องทั้ง 25 ชุมชนของเขตเทศบาลเมือง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานในสภาผู้แทนราษฎรสักครั้ง หากไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องเลือกตนกลับเข้าสภาอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ &amp;nbsp;ได้เสนอนโยบายพรรคฯต่อผู้มาฟังการปราศรัยว่า หากมีโอกาสเข้าไปทำงานก็จะผลักดันโครงการพักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี เปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็น ส.ป.ก.4.0 สามารถโอนสิทธิ์และเพิ่มมูลค่าได้ พร้อมจะชดเชยค่าเกี่ยวข้าว 20 ไร่ๆละ 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปราศรัยหาเสียงของ &amp;quot;น้ำผึ้ง&amp;quot; น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ซึ่งเป็นหลานสาวพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;มีความกระชับเข้าใจง่ายไม่ยืดเยื้อ และไม่หาเสียงโจมตีใคร โดยใช้เวลาเพียง 10 นาที ก็จบการปราศรัย หลังจากที่ประชาชนทยอยเดินทางกลับ น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ก็เดินเก็บเก้าอี้ด้วยตนเอง ก่อนที่จะเดินทางกลับที่พัก เพื่อเตรียมโปรแกรมเดินสายหาเสียงในพื้นที่อื่นต่อไป.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28323</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, น้ำผึ้ง, ผู้สมัครส.ส.เขต2จังหวัดนครพนม, พรรคพลังประชารัฐ, หลานสาวบิ๊กจิ๋ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c583f2c02cd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอภาคย์พร้อม ช่วยพี่น้อง&#039;ลาว&#039; หากเรียกร้องมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มทภ.2 สั่งทุกหน่วยภาคอีสานช่วยผู้ประสบภัยลาว &amp;quot;หมอภาคย์&amp;quot; สแตนด์บาย โซเชียลลาวแฉจนท.รัฐกักสิ่งของ ไปไม่ถึงชาวบ้าน &amp;quot;13 หมูป่า&amp;quot; ร่วมลอยอังคาร &amp;quot;จ่าแซม&amp;quot; กลางแม่น้ำโขง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก โดยตั้งแต่เกิดเหตุเป็นต้นมา ได้สั่งการทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และภาคประชาชน ให้การช่วยเหลือดังนี้ 1.จัดตั้งศูนย์รับบริจาคให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน แล้วนำส่งไปรวบรวมที่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เพื่อส่งให้ผู้แทน สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก นำไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวลาวต่อไป 2.จัดตั้งศูนย์ให้การช่วยเหลือฯ ณ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ประชุมสรุปผลการปฏิบัติประจำวัน และชี้แจงแผนในวันต่อไปทุกวันเวลา 15.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 ศูนย์สุขภาพจิต กลุ่มงานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ศูนย์ความร่วมมือทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขระหว่างประเทศ ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ (MCATT) และทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ (MERT) จังหวัดอุบลราชธานี รวม 25 คน ได้เดินทางเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขแก่ประชาชนชาวลาว ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนเซเปียนแตก โดยได้มีการจัดเตรียมชุดเวชภัณฑ์สำหรับผู้ประสบภัย และสิ่งของที่จำเป็น เพื่อให้การบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้น และได้มีการเตรียมทีม MERT จำนวน 3 ทีม ที่พร้อมออกปฏิบัติการทันทีเมื่อมีคำสั่ง ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.61 และในปัจจุบันได้มีอาสากู้ภัยจากหลายจังหวัดเข้าไปให้การช่วยเหลือตามอนุมัติของทางการลาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จัดกำลังพลและยานพาหนะสนับสนุนการขนย้ายสิ่งของบริจาคจากจังหวัดต่างๆ ไปยังจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อ.สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเตรียมส่งมอบไปยัง สปป.ลาว และเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์จาก มทบ.22, พล.พัฒนาที่ 2, พล.ร.6 เตรียมให้การสนับสนุนเมื่อได้รับการประสานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีทีมงานที่เคยส่งไปช่วยเหลือ &amp;quot;ทีมหมูป่า&amp;quot; ที่จังหวัดเชียงรายเข้าไปให้การช่วยเหลือแล้ว ยกเว้น พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน ผบ.พันเสนารักษ์ที่ 3 ที่ยังคงเตรียมพร้อมจะเข้าไปเมื่อทางการลาวร้องขอต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณถนนสุนทรวิจิตร ริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าบ้านเลขที่ 2 เขตเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นบ้านพักของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี, น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หรือน้องน้ำผึ้ง หลานสาว พล.อ.ชวลิต ได้เปิดศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก สปป.ลาว โดยมี พล.ต.สมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 (ผบ.มทบ.210), พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม, นางดุษฎี ครรภาฉาย ประธานแม่บ้าน มทบ.210 และนายแพทย์อลงกต มณีกาศ ร่วมดำเนินการรับบริจาค โดยหลังจากนี้จะนำสิ่งของทั้งหมดไปยังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม เพื่อถวายแด่พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัด นำไปแจกจ่ายแก่พี่น้องชาวลาวในพื้นที่แขวงจำปาสักต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจ Sky Thai News ได้แชร์โพสต์ของเฟซบุ๊กลาว ซึ่งลงรูปจำนวน 10 รูป พร้อมข้อความระบุว่า มีรายงานจากประเทศลาวระบุว่า สิ่งของบริจาคที่มาจากทั่วสารทิศทั้งใน สปป.ลาว และประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ยังไม่ถึงมือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เขื่อนแตกที่อัตตะปือ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ สปป.ลาวได้แอบกักเก็บของบริจาคไว้เป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มไลน์อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมาได้โพสต์ภาพและคลิปการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว รวมทั้งแจ้งความเคลื่อนไหวว่า เมื่อช่วงเช้า เจ้าหน้าที่รัฐบาล สปป.ลาวได้เรียกผู้แทนหน่วยกู้ภัยของประทศไทย รวม 24 องค์กร ประชุมร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปการเข้าไปพื้นที่ประสบภัยพิบัติ สปป.ลาว โดยมีระเบียบการปฏิบัติงานร่วมกัน ดังนี้ 1.ต้องลงทะเบียนที่หน้าด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี 2.หากเข้ามาถึงแขวงอัตตะปือ ต้องมาลงทะเบียนที่กองอำนวยการ ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท.อัตตะปือ และต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การเข้ามาทำงานกู้ภัยไทยต้องทำงานอย่างเต็มที่จนกว่าภารกิจการค้นหาจะเสร็จสิ้น จึงจะสามารถถอนกำลังออกได้ คาดการณ์ 10-30 วัน 4.กรณีนำสิ่งของเข้ามาบริจาคให้ส่งมอบได้เพียง 2 จุด คือหน้าด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี และกองอำนวยการ ปตท.อัตตะปือ ทั้งนี้ศูนย์อำนวยการจะปิดทำการในวันที่ 30 ก.ค.นี้ สิ่งที่ควรระวังและอาจผิดกฎหมาย รัฐบาลลาวไม่มีนโยบายให้กู้ภัยหรือชาวต่างชาติเข้ามาแจกจ่ายสิ่งของให้กับผู้ประสบภัยโดยตรง ต้องผ่านทางรัฐบาลเท่านั้น และห้ามถ่ายรูปในพื้นที่เกิดเหตุและในศูนย์อพยพ รวมทั้งเผยแพร่ข่าวสารให้สื่อมวลชนอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ รวมถึงหลังจบภารกิจด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โซเชียลมีเดียของชาวลาวได้เผยแพร่ภาพขณะที่รถบรรทุกหกล้อสีขาว ทะเบียน สปป.ลาว ประสบอุบัติเหตุตกจากเชิงสะพานลงไปในลำน้ำเซน้ำน้อย บนเส้นทางสายจำปาสัก-อัตตะปือ เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว ระหว่างนำสิ่งของบริจาคมุ่งหน้าไปยังเมืองสะหนามไซ แขวงอัตตะปือ เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยจากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือ นายอินปัน จันทะวงสา ชาวบ้านคำแสนไช เมืองไชพูทอง แขวงสะหวันนะเขต และบาดเจ็บ 1 ราย ขณะที่มูลนิธิร่วมกตัญญู หน่วยกู้ภัยของไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน บริเวณตลาดอินโดจีน ถนนสุนทรวิจิตร ริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เวลา 09.00 น. นางวลีพร กุนัน หรือม่าเหมี่ยว ภรรยาของนาวาตรีสมาน กุนัน หรือจ่าแซม อายุ 38 ปี อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจม กองทัพเรือ วีรบุรุษแห่งถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่ได้พลีชีพขณะดำน้ำออกจากถํ้าหลวงระหว่างเข้าช่วยเหลือนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 ชีวิต &amp;nbsp;ได้นำเถ้ากระดูกของสามีห่อด้วยผ้าขาวเดินทางมายังจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนายวิชัย กุนัน พ่อของจ่าแซม และญาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ทีมหมูป่าอะคาเดมีที่บวชอุทิศส่วนกุศลให้กับจ่าแซมทั้ง 12 รูป และน้องอดุลย์ สามออน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ โดยการนำของพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดดอยตุง รักษาการเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย, พระครูประยุทธ เจติญาการ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเลา อ.แม่สาย จ.เชียงราย และนายบดินทร์ เทียมภักดี ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สาย พร้อมคณะกว่า 50 คน ได้เดินทางมาร่วมพิธีลอยอังคารด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากถวายภัตตาหารเช้าแด่พระและสามเณร ทั้งหมดเดินทางยังท่าเรือริมแม่น้ำโขงเพื่อประกอบพิธีลอยอังคาร โดยนำเถ้ากระดูกจ่าแซมลงเรือลาดตระเวน (ล.167) ของ นรข. ส่วนผู้ร่วมพิธีได้ลงเรือท่องเที่ยวบริษัท พาราไดซ์ครูซฯ ออกไปกลางแม่น้ำโขง ท่ามกลางสายฝนที่ตกปรอยๆ ตลอดเวลา มีประชาชนที่ทราบข่าวได้มายืนดูอยู่ริมแม่น้ำกันแน่นขนัด โดยประกอบพิธีทางพรามหณ์ในเรือเสร็จ นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมคณะ ขอขมาต่อแม่พระคงคาแล้วนำไหที่บรรจุเถ้ากระดูกจ่าแซมหย่อนลงกลางแม่น้ำโขง เป็นอันเสร็จพิธีการลอยอังคารของวีรบุรุษถ้ำหลวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางวลีพรเปิดเผยว่า กระดูกของสามีแบ่งเอาไว้สองส่วน บรรจุในเจดีย์ธาตุจังหวัดร้อยเอ็ดหนึ่งส่วน และตนเก็บรักษาไว้อีกหนึ่งส่วน ซึ่งจะปรึกษาญาติๆ ว่าจะนำไปบรรจุไว้ที่ไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เชียงราย ได้สรุปยอดผู้ที่จะไปร่วมงานเลี้ยงขอบคุณผู้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือนำเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 คน ออกจากวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน รวม 1,800 คน แต่ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้สั่งเลื่อนการจัดงานเลี้ยงวันที่ 1 ส.ค.นี้ออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากหน่วยกู้ภัยอยู่ระหว่างไปปฏิบัติภารกิจให้ความช่วยเหลือเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกที่ประเทศลาวนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงนับร้อยคนที่ได้ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ นายวิชัย ศรีพธูราษฎร์ กรรมการมูลนิธิกวงเม้งแม่สาย และกรรมการอีกหลายสมาคมของ อ.แม่สาย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเจรจากับสายการบินต่างๆ ให้สามารถเลื่อนการเดินทางไปตามกำหนดวันจัดงานของรัฐบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14330</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sky Thai News, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน, พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, สปป.ลาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dcc6467776.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
