<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 01:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวเน็ตประชารัฐครอบคลุม 2.4 หมื่นหมู่บ้านทั่วไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย. 2562 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐที่ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 24,700 หมู่บ้านตามหลักเกณฑ์การให้บริการโครงข่ายเน็ตประชารัฐแบบเปิด (Open Access Network) ตามแนวทางที่คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คณะกรรมการฯ) เห็นชอบเพื่อให้มีการเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปให้บริการปลายทาง ไปยังทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นการใช้โครงข่ายเน็ตประชารัฐให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและลดต้นทุนในการคิดอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยราคาที่เหมาะสมอีกทั้งยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมพร้อมทั้งให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐเพื่อต่อยอดการพัฒนาบริการภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ e-Health e-Learning e-Agriculture e-Commerce และ e-Government เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ สามารถสร้างการรับรู้สู่ชุมชน โดยการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และรับทราบปัญหา อุปสรรค ความต้องการ ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้องตรงตามเป้าประสงค์ของนโยบายรัฐบาลได้อย่างทันเหตุการณ์ รวดเร็ว ในรูปแบบประชารัฐ&amp;rdquo;นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนข้อเสนอของดีอีในครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินการเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐตามหลักเกณฑ์โครงข่ายแบบเปิด(Open Access Network) ซึ่งเป็นการเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเข้าเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐ (ซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ) เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนวางโครงข่ายซึ่งเป็นการลดต้นทุนการคิดอัตราค่าบริการไปยังบ้านเรือนประชาชน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะอย่างในพื้นที่ห่างไกล (เนื่องจากเอกชนไม่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์) มีโอกาสเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39473</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, โครงข่ายเน็ตประชารัฐแบบเปิด (Open Access Network)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c2239d8b873f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้เงินเสริมสภาพคล่อง1.13 หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้เงินเพิ่ม 1.13 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง เผยยอดหนี้สะสม 1.15 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 62-นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตร(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินเสริมสภาพคล่องให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงิน 11,319 ล้านบาท เพื่อใช้หมุนเวียนทั้งค่าน้ำมัน ซ่อมแซมรถเมล์ เนื่องจากมีปัญหาขาดทุนกว่าแสนล้านบาทในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่าที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องวงเงิน 1.13 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน แบ่งเป็น ชำระค่าเชื้อเพลง 3.14 พันล้านบาท ชำระค่าซ่อมรถเมล์ 1.58 พันล้านบาท และเสริมสภาพคล่อง 6.59 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ขสมก.มีหนี้ค้างชำระอยู่ทั้งหมด 1.15 แสนล้านบาท โดยเหตุผลที่ขอกู้เงินครั้งนี้ เนื่องจากขสมก. มีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอในการดำเนินการประจำปี เนื่องจากมีผลประกอบการที่ขาดทุนจากการเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง จึงต้องกู้มาเพื่อใช้จ่ายเพื่อบริการประชาชน อย่างไรก็ตามในรายละเอียดของวงเงินขาดทุนสะสมของขสมก.จำนวนเท่าไรไม่มีการรายงานในครม. เพราะมีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ให้ทราบแล้วก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37623</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdad8252306b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งบรายจ่ายปี 63 ล่าช้า 3 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563&amp;nbsp;ใหม่ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ซึ่งเป็นการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากจะมีความล่าช้าออกไปประมาณ&amp;nbsp;3เดือน โดยให้ทุกหน่วยงานทบทวน เพิ่มเติม และยืนยันคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณในเดือน ก.ค.นี้ จากนั้นจึงรวบรวมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปลายเดือนก.ย.2562&amp;nbsp;และในวาระที่&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ต้นเดือนธ.ค.2562&amp;nbsp;ก่อนเสนอให้วุฒิสภากลางเดือนธ.ค.2562&amp;nbsp;จากนั้นจึงนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณฉบับใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ต่อไป

นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า งบประมาณปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;น่าจะเริ่มต้นใช้ในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ม.ค.2563&amp;nbsp;เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน โดยระหว่างนี้สำนักงบประมาณได้รายงาน ครม. รับทราบว่า หน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้งบประมาณปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ไปพลางก่อนได้ ซึ่งตั้งไว้ไม่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของวงเงินงบประมาณปี&amp;nbsp;2562โดยสามารถใช้ได้ในส่วนของบรายจ่ายประจำของแต่ละหน่วยงาน ส่วนโครงการลงทุนใหม่ยังไม่สามารถใช้ได้ เพราะต้องรองบประมาณปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ประกาศใช้เท่านั้น

นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่แล้ว สำนักงบประมาณจะเริ่มทำกรอบวงเงินงบประมาณปี&amp;nbsp;2563ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลใหม่ได้วางแผนการใช้จ่ายเงินตามนโยบายที่ได้หาเสียงกับประชาชนแต่จะต้องอยู่ภายในแผนยุทธศาสตร์&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปี ขณะที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;หน่วยงานซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนำงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะต้องมีการหารือเพื่อร่วมกันกำหนดกรอบรายได้อีกครั้ง หลังจากรัฐบาลปัจจุบันได้เห็นของกรอบวงเงินงบประมาณราย จ่ายปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;3.2&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ&amp;nbsp;4.5&amp;nbsp;แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;2แสนล้านบาท

&amp;ldquo;ปัจจุบันโครงการลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนและก่อสร้างไม่เกิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี เริ่มมีการทำสัญญาและก่อหนี้มากขึ้นซึ่งหากเริ่มก่อหนี้ และทำสัญญาในช่วงนี้ จะสามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณในช่วงเดือนต.ค.2562&amp;nbsp;เป็นต้นไป ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่น่ารุนแรงมากนัก โดยในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;รัฐบาลมีงบลงทุน&amp;nbsp;6.4&amp;nbsp;แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้สำนักงบประมาณตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายได้สูงสุดประมาณ&amp;nbsp;90%&amp;nbsp;เนื่องจากส่วนราชการได้เร่งรัดทำสัญญาและก่อหนี้ผูกพันได้จำนวนมากแล้ว ส่วนที่เหลืออีก&amp;nbsp;10%&amp;nbsp;คาดว่า จะก่อหนี้ผูกพันไม่ทัน สำนักงบประมาณก็จะพับไป หรือตัดทิ้ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายเดชาภิวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ โดยมีวงเงินปรับลดลงสุทธิ&amp;nbsp;1.7&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท จากเดิม&amp;nbsp;1.85&amp;nbsp;ล้านล้านบาท เป็น&amp;nbsp;1.83&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการก่อหนี้ใหม่ปรับลดสุทธิ&amp;nbsp;1.79หมื่นล้านบาท แยกเป็นการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล ลดลง&amp;nbsp;1.69&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท จาก โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทาสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คล้องสิบเก้า-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;,โครงการระบบรถไฟชานเมืองสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง&amp;nbsp;,รถไฟทางคู่ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ และรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เหลือเป็นการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ ปรับลดลง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พันล้านบาท

อย่างไรก็ดี ที่ประชุม ครม. ยังรับทราบการรายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2562 โดยอยู่ที่ระดับ 41.78%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 41.70%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี โดยส่วนสัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปี ณ สิ้นเดือน มี.ค.2562&amp;nbsp;อยู่&amp;nbsp;27.16%&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือน ก.ย.&amp;nbsp;2561 19.17%,&amp;nbsp;สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะโดยรวม อยู่ที่&amp;nbsp;3.59%&amp;nbsp;ลดลงจากเดือน ก.ย.2561&amp;nbsp;ซึ่งอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;3.86%&amp;nbsp;ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ อยู่ที่&amp;nbsp;0.21%&amp;nbsp;ลดลงมาจาก&amp;nbsp;0.22%
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37092</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdad8252306b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวเว้นภาษีเอกชนที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค. 2562 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งเป็นมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษบกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้รายได้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาลลดลง 280 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นข่าวดี เพราะยิ่งมียอดสูงมากขึ้นเท่าไหร่แสดงว่ามีบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีภาคเอกชนสามารถนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปขายในตลาดคาร์บอนเครดิตได้ โดยกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิในการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ เฉพาะส่วนที่เกิดจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตไม่ว่าจะกระทำในประเทศหรือนอกประเทศเป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.63&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35896</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.), มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ยกเว้นรัษฎากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c2239d8b873f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. ไฟเขียวยกเครื่องภาษีมอ&#039;ไซด์ใหม่ เก็บตามการปล่อยคาร์บอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 2562 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 โดยปรับรูปแบบจากการจัดเก็บภาษีตามความจุของกระบอกสูบ เป็นการจัดเก็บตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในประเทศโดยอัตราภาษีใหม่ ประกอบด้วย 1.รถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า จะคิดอัตราภาษีอยู่ที่ 1% &amp;nbsp;2.รถจักรยานยนต์ทั้งแบบที่ใช้น้ำมัน และแบบไฮบริด ที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและใช้ไฟฟ้า แยกเป็น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 10 กรัมต่อกิโลเมตร (ก.ม.) คิดภาษี 1% ,ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 10 กรัมต่อก.ม. แต่ไม่เกิน 50 กรัมต่อก.ม. คิดภาษี 3% ,ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 50 กรัมต่อก.ม. แต่ไม่เกิน 90 กรัมต่อก.ม. คิดภาษี 5% ,ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 90 กรัมต่อก.ม. แต่ไม่เกิน 130 กรัมต่อก.ม. คิดภาษี 9% และ,ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 130 กรัมต่อก.ม. คิดภาษี 18%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.รถจักรยานยนต์ต้นแบบที่ผลิต หรือนำเข้ามาเพื่อนำไปวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะ ที่ไม่เคยขายในท้องตลาดเป็นการทั่วไปในประเทศ &amp;nbsp;และไม่เคยได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตมาก่อน หรือเคยได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตมาแล้วแต่ได้เลิกการวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะ จะไม่เสียภาษี 4.รถจักรยานยนต์อื่นๆ นอกเหนือจากนี้ คิดอัตราภาษีที่ 20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ จะทำให้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก หรือรถครอบครัว มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณคันละ 200 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง หรือรถครอบครัวกึ่งสปอร์ต และรถจักรยานยนต์ประเภทอ๊อฟโรด มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นคันละ 1,500 บาท และรถจักรยานยนต์ประเภทอื่นๆ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นตามปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ซึ่งทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 709 ล้านบาท&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ห้ามรถยนต์ใช้แล้ว หรือรถยนต์มือสองเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตนำเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถแทรกเตอร์เพลาเดี่ยว ที่ใช้เฉพาะตัว ยกเว้นรถยนต์ประเภทอื่นที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รถยนต์ที่ใช้เพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ รถยนต์ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรสาธารณกุศล รถยนต์ที่นำเข้าโดยผู้มีเอกสิทธิทางการทูต &amp;nbsp;รถยนต์ที่นำเข้าตามแผนการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ รถยนต์เพื่อการศึกษาและวิจัย และรถยนต์ที่นำเข้าเพื่อปรับสภาพการส่องออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35277</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.), ปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ใหม่, โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c2239d8b873f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม1.3หมื่นล้าน ปลุกเที่ยว-ช็อป พยุงศก.กลางปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นระยะ &amp;quot;ธปท.&amp;quot; โอดพิษส่งออกดิ่งฉุดจีดีพีทั้งปีเสี่ยงโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.เทงบ 1.32 หมื่นล้านเคาะมาตรการพยุงเศรษฐกิจกลางปี เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 500 บาท พร้อมลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว ซื้อสินค้าเพื่อการศึกษา กีฬา ค่าหนังสือ และที่อยู่อาศัย เริ่มตั้งแต่ 30 เม.ย.-31 ธ.ค.62 &amp;quot;คลัง&amp;quot; ชี้ทำรัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท &amp;quot;ผอ.สศค.&amp;quot; เชื่อคุ้มช่วย ศก.ขยายตัวต่อไปได้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แย้มมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นระยะ &amp;quot;ธปท.&amp;quot; โอดพิษส่งออกดิ่งฉุดจีดีพีทั้งปีเสี่ยงโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 เม.ย. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจว่า ครม.เห็นชอบมาตรการพยุงเศรษฐกิจกลางปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากผลกระทบการชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกและการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่แน่นอน ส่งผลให้การใช้จ่ายเงินในไตรมาส 1 ทรงตัว โดยมาตรการดังกล่าวประกอบไปด้วย กลุ่มมาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการของรัฐ รวม 4 มาตรการ วงเงินรวม 13,200 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพรกล่าวว่า มาตรการแรกเพิ่มเงินช่วยคนพิการ โดยการซื้อสินค้าผ่านบัตรฯ รวมถึงการถอนเงิน จำนวนเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลารวม 5 เดือน ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ย.2562 วงเงินรวม 1,160 ล้านบาท 2.ช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของเกษตรกร ทั้งการซื้อปุ๋ย อุปกรณ์การเกษตร ยาฆ่าแมลง จำนวนเงิน 1,000 บาทต่อคน กลุ่มเป้าหมาย 4.1 ล้านคน รวมวงเงิน 4,100 ล้านบาท 3.ช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมให้กับผู้มีรายได้น้อย จำนวนเงิน 500 บาทต่อคน ให้กับบุตรผู้มีรายได้น้อย 2.7 ล้านคน รวมวงเงิน 1,350 ล้านบาท และ 4.ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยทั้งหมดที่ถือบัตรสวัสดิการฯ โดยเพิ่มเงินสำหรับซื้อสินค้าในบัตร เป็น 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือตั้งแต่ พ.ค.-มิ.ย.62 วงเงินรวม 6,600 ล้านบาท รวมจำนวนทั้งหมด 14.5 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำรองนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีมาตรการในส่วนของภาษีเพื่อพยุงเศษฐกิจอีก 6 มาตรการ คือ 1.ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย โดยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จ่ายในส่วนของค่าที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ ค่านำเที่ยว ฯลฯ ตามจำนวนเงินจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 20,000 บาทในเมืองรอง ขณะที่ในเมืองหลักจะลดหย่อนไม่เกิน 15,000 บาท โดยมาตรการดังกล่าวจะมีเวลาสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย.2562 นี้ โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา แต่ไม่รวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่ 1 พ.ค.-30 มิ.ย. 62 นี้ โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 1,500 ล้านบาท 3.มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทย หรือสินค้าโอท็อป ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับโครงการพัฒนาชุมชนแล้ว โดยจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-30 มิ.ย.นี้ โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 150 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่าน ทั้งค่าซื้อหนังสือและบริการหนังสือที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บุ๊ก) โดยขยายเวลาให้รองรับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.62 แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อรวมกับมาตรการช็อปช่วยชาติแล้ว จะต้องไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 2,250 ล้านบาท 5.มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท มาลดหย่อนภาษีได้ โดยจะให้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-31 ธ.ค. แต่มีข้อแม้ว่าผู้ยื่นรับการส่งเสริมจะต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย หรือมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ โดยเงินลดหย่อนดังกล่าวจะไม่รวมกับการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและดารทำสัญญาปลูกสร้างอาคารด้วย โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 1,350 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถนำรายจ่ายเป็นจำนวน 2 เท่าของการลงทุนเพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่จ่ายไป อาทิ เครื่องบันทึกการรับเงินและระบบที่เชื่อมโยงกับการรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการพัฒนาระบบหรือค่าบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่จำกัดจำนวนวงเงิน มาลดหย่อนภาษีได้ ถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ โดยมีการกำหนดวงเงินสนับสนุนรวม 2,370 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คาดว่าการสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะช่วยให้เกิดการจับจ่ายขึ้น และดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ หรือจีดีพีเติบโตได้ 3.9% ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้แต่เดิม&amp;rdquo; โฆษกประจำรองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการพยุงเศรษฐกิจช่วงกลางปี 2562 รวม 4 มาตรการ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะใช้งบประมาณที่ 1.32 หมื่นล้านบาท และ 6 มาตรการภาษี ประมาณการสูญเสียรายได้ที่กว่า 7,000 ล้านบาท รวมแล้วคาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอย้ำว่าไม่ใช่มาตรการยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไปได้ จากที่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจแผ่วตัวลงในช่วงไตรมาส 1/2562&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สศค.กล่าวว่า ตอนนี้ที่ สศค.เห็นตัวเลขเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีทิศทางชะลอตัวลง แต่ก็ไม่มาก เศรษฐกิจไทยไม่ได้ป่วยหนัก จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง โดยยืนยันว่ามาตรการพยุงเศรษฐกิจครั้งนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเพิ่มได้ 0.1% จากคาดการณ์ 3.8% แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะมีความเสี่ยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังประชุม ครม. ถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผ่านมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศว่า จะมีมาตรการเพิ่มเติมชั่วคราวให้เป็นระยะๆ นอกจากนั้น ยังมีมาตรการทางภาษี มาตรการนี้ที่ใส่ไปในบัตรประชารัฐ ไม่ได้ซื้อสินค้าธงฟ้าอย่างเดียว สามารถซื้อสินค้าได้จากร้านค้าที่มีคิวอาร์โค้ด หรือร้านค้าที่ติดเครื่องอ่านบัตร นอกจากนั้นยังจะมีมาตรการช่วยเหลือค่าเครื่องมือการศึกษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เราต้องช่วยกันตอนนี้คือ ต้องช่วยกันในระบบเศรษฐกิจเราให้ได้ เพราะมีผลกระทบกับหลายประเทศ ผมไปประชุมมา ทุกคนก็มีปัญหาหมดเรื่องเศรษฐกิจโลก เรื่องความขัดแย้งอะไรต่างๆ มาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศมีผลกระทบโดยรวมกับทุกประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าข้างนอกมีปัญหาอย่างนี้แล้วข้างในมีปัญหาเข้าไปอีก ก็ไม่มีใครแก้ได้ พวกเราต้องแก้กันเอง ทำให้การใช้จ่ายในประเทศสามารถเดินหน้าไปได้ ภาคการผลิตสามารถผลิตสินค้าออกมาได้ หลายอย่างมีเพิ่มขึ้น หลายอย่างก็มีลดลง แต่ท้ายที่สุดก็เป็นไปด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเราว่ากันไปว่ากันมา ความเชื่อถือก็ลดน้อยลง&amp;quot; นายกฯ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2562 คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 3.4% และชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการส่งออกหดตัวในหลายหมวดสินค้า จากอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้ภาพรวมการส่งออกในไตรมาสแรกขยายตัวติดลบที่ 3.6% และมีแนวโน้มที่การส่งออกในไตรมาส 2/2562 จะขยายตัวติดลบต่อเนื่อง แต่จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีมีโอกาสสูงที่จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 3.8% ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาตัวเลขอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34836</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190430/image_big_5cc8604f9edab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวต่ออายุเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าอีก 6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เมษายน 2562 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival : VOA) สำหรับคนต่างด้าวที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน ซึ่งปกติจะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมประเภทนักท่องเที่ยวชนิดใช้ได้ครั้งเดียว จำนวน 2,000 บาทต่อคน &amp;nbsp;ออกไปอีก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ค.-31 ต.ค.62 จากเดิมมาตรการจะหมดอายุในวันที่ 30 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการประเมินเปรียบเทียบในช่วงที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมกับช่วงที่เก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งตามด่านทั้ง 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ในช่วง 15 พ.ย.-31 มี.ค. ของปี 2561 เทียบกับปี 2562 พบว่า ปี 2561 มีผู้โดยสารเข้ามา 1,959,000 คน แต่ปี 2562 มี 3,586,000 คน เพิ่มขึ้น 83%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ช่วงที่ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมระหว่างช่วง 15 พ.ย.61-13 ม.ค.62 กับช่วง 14 ม.ค.62-14 มี.ค.62 เป็นเวลาเท่ากัน มีผู้โดยสารเพิ่มอีกเช่นกัน จาก 1,440,000 กว่าคน มาเป็น 1,600,000 กว่าคน เพิ่มขึ้น 12% ดังนั้น ครม.จึงเห็นชอบต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าออกไปอีก 6 เดือน ขณะที่ได้มีการประเมินว่าการต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,955 ล้านบาท แต่จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นประมาณ 104,616 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34412</URL_LINK>
                <HASHTAG>Visa on Arrival : VOA, ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
