<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังจัดทำ“คู่มือวัคซีนสู้โควิดฉบับประชาชน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส. สธ. IHPP สช. WHO UNICEF&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติหลอมรวมผลักดัน &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เป็นแนวปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.นี้ คนไทยควรอ่านเพื่อเข้าใจข้อมูลถูกต้อง แนะเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งก่อน-หลังฉีด ลดกังวล คลายทุกปม เข้าใจอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยเสี่ยง 7 กลุ่มโรค พึงระวังไขทุกปัญหามีคำตอบแนวปฏิบัติ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์&amp;nbsp; และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยคู่มือฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส.&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การอนามัยโลก&amp;nbsp; (WHO) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี&amp;nbsp; 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ 7.โรคอ้วน โดยเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 ส่วนการฉีดวัคซีนระยะที่ 3 เริ่มฉีดเดือน ส.ค. 2564 ให้กับประชาชนทั่วไปช่วงอายุตั้งแต่ 18-59 ปี การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ให้กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ทั้งในเชิงวิชาการ วัคซีนทำงานอย่างไร เชิงทางการแพทย์ วัคซีนกับการจัดการโรคระบาด รับวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อ หรือแพร่เชื้ออีกหรือไม่ ก่อน&amp;nbsp; ระหว่าง หลัง การรับวัคซีนโควิดควรทำตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์จัดการอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไรบ้างที่รับวัคซีนได้ หรือกลุ่มไหนที่รับวัคซีนไม่ได้ และลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบในคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ที่เข้าใจง่าย คลายข้อสงสัย และความวิตกกังวล ซึ่ง สสส.จัดทำในรูปแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้เข้าถึงมากที่สุด และสามารถดาวน์โหลดได้แล้วในรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนรับวัคซีนควรศึกษาข้อมูล เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องเว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องล้างมือให้บ่อย ฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิให้ร่างกาย ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อม ก่อน ระหว่าง&amp;nbsp; และหลังการฉีดวัคซีน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและขั้นตอนการรับบริการให้เข้าใจ 2.สำรวจตนเองหากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีนควรแจ้งขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน 3.เมื่อถึงวันนัดหมาย ควรไปถึงสถานที่ฉีดก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที 4.ตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวบุคคลลงทะเบียนผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อย 5.ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ 6.หลังได้รับวัคซีนควรเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างน้อย 30 นาที 7.เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรกควรเตรียมตัวสำหรับการนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และ&amp;nbsp; 8.ทุกคนต้องสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และล้างมือทั้งก่อน ระหว่าง หลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.นคร เปรมศรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นได้กับการฉีดวัคซีนทุกชนิด ถือเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เป็นสัญญาณแสดงว่า ร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 1.อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไป&amp;nbsp; ได้แก่ ปวด บวม มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่หายได้เองใน 24-28 ชั่วโมง บรรเทาได้ด้วยการกินยาลดไข้ แก้ปวด พักผ่อน ดื่มน้ำ และ 2.อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรพบแพทย์ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองวัคซีนมากเกินไป มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากอาจเกิดกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีน มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังการฉีด&amp;nbsp; อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูง กินยาก็ไม่ลด หน้ามืดเป็นลม&amp;nbsp; ความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอก หายใจขัด รักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว ถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ก่อผลข้างเคียงรุนแรง&amp;nbsp; หรือพบในอัตราที่ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดได้ที่&amp;nbsp; http://ssss.network/2uq08 และติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;คนไทยควรอ่านก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ผ่านมามีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทย &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; ได้รวบรวมข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้จักวัคซีนโควิด วัคซีนทำงานอย่างไร วัคซีนต่างชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่างกันหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อหรือไม่ การรับรองประสิทธิภาพคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีน&amp;nbsp; ใครควรได้รับวัคซีน ใครไม่สามารถรับวัคซีนได้ อาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน การให้บริการวัคซีน ข้อปฏิบัติก่อนการรับและหลังการรับวัคซีน คลายความสงสัยเรื่องวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ แพร่เชื้อได้ทั้งทางตรงทางอ้อม&amp;nbsp; จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น&amp;nbsp; น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย หรือผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ จากทางเดินหายใจที่เกิดจากการไอ จาม การพูดคุย โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อยไม่รุนแรง จนถึงอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอแห้งๆ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ผื่น&amp;nbsp; ท้องเสีย ตาแดง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เราอาจติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อ (สายพันธุ์)&amp;nbsp; ปริมาณเชื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เราอาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้อาจแบ่งความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้เป็น 2&amp;nbsp; กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือประชาชนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก เช่น บุคคลที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าในการควบคุมโรค บุคคลที่มีอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสคนจำนวนมากหรืออยู่ในพื้นที่แออัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพาสังคมไทยออกจากวิกฤติโควิด-19 โดยวัคซีนคือสารชีววัตถุที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยทำงานเสมือนเป็น &amp;ldquo;คู่ซ้อม&amp;rdquo; ให้ร่างกายได้ฝึกฝนกลไกการป้องกันโรคตามธรรมชาติ ให้ร่างกายได้รู้จักและมีความพร้อมในการต่อสู้กับเชื้อโรคจริง โดยที่วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถก่อโรคได้ ซึ่งวัคซีนอาจผลิตมาจาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บางส่วนของเชื้อโรคหรือโปรตีนสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การตัดต่อพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคเข้าไปในไวรัสชนิดอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสารชีววัตถุที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ในวัคซีนยังมีสารประกอบอื่นเพื่อเพิ่มความคงตัว หรือเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ต้องฉีด 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอและอยู่นาน โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแตกต่างกัน ซึ่งมักเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2&amp;nbsp; สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างที่เหมาะสม จึงจะมั่นใจได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าวัคซีนจะถูกฉีดเป็นรายคน แต่ก็มีประโยชน์ปกป้องคนใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย ในภาพรวม วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาโควิด-19 ทั้งช่วยลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมูลมากที่จะแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่กระจายโรคในสังคมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เอง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในอัตราที่สูงกว่าวัคซีนชนิดอื่นที่ใช้อยู่ทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามหลักการควบคุมโรค วัคซีนที่สามารถป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ จากการติดเชื้อตั้งแต่ลดโอกาสติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของผู้ได้รับวัคซีน และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ได้รับวัคซีนไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามผู้ได้รับวัคซีนยังมีโอกาสรับเชื้อ มีโอกาสป่วย และมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ จะยังต้องคงมาตรการป้องกันโรคโควิค-19 ต่อไป ทั้งการสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp; วัณโรค ฯลฯ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี 8 ขั้นตอนในการดูแลความปลอดภัยผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลงทะเบียนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.คัดกรอง ซักประวัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.รอฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจอีกครั้งก่อนรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;5.รับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งจะมีการจัดห้องปฐมพยาบาล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;7.ตรวจสอบอาการก่อนกลับบ้าน รับคำแนะนำและเอกสารให้ความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.ติดตามข้อมูลและทำการสื่อสารผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สานพลังคลายทุกข์&amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พม.-สสส.สานพลังวิถีชีวิตใหม่คลายทุกข์ พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาร &amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo; ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวแบบลับเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; เผยช่วงโควิด-19 ประชาชนแห่ปรึกษากฎหมายครอบครัว พบปมปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ชวนแอดไลน์และบอกต่อเพื่อเป็นตัวช่วยทุกครอบครัวฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จินตนา จันทร์บำรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวหลายรูปแบบ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการด้านครอบครัว พัฒนาแพลตฟอร์ม @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ เพื่อช่วยแก้ปัญหาครอบครัวที่เป็นความลับเฉพาะบุคคล โดย@linefamilyเพื่อนครอบครัว คือช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่จะแยกหมวดหมู่ในการสนทนาหรือรับคำปรึกษาแบบพิเศษได้แบบตัวต่อตัว ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาภายใน 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนากล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มนี้มีการแบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการให้คำปรึกษา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว การเลี้ยงลูกหรือการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในภาวะวิกฤติ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการครอบครัว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การคุกคามทางเพศ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและอื่นๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพมาให้คำปรึกษา ได้แก่ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยพร้อมให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 คอยให้ความรู้หรือคลายข้อสงสัยที่ต้องการค้นหาได้อย่างสะดวก โดยแพลตฟอร์มนี้เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตรงกับวันแห่งครอบครัว และสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีประชาชนร้อยละ 36 สอบถามเรื่องกฎหมายครอบครัว รองลงมาร้อยละ 27 ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว และสัมพันธภาพในครอบครัว ทั้งนี้ @linefamily&amp;nbsp; และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ จะช่วยสร้างความอบอุ่น ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคนที่มีสุขภาวะ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ โดยเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการสนับสนุนและทำงานเชิงรุก สสส.ทำงานร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยในปีนี้ สสส.ได้สนับสนุนการพัฒนาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัว นำไปสื่อสารให้เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บางครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียด กดดัน จากการว่างงาน การมีรายได้น้อยลง&amp;nbsp; รวมถึงการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเด่นของ Line เพื่อนครอบครัว คือ 1.ข้อมูลเชื่อถือได้ มีเมนูเข้าสู่เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ 2.มีระบบเก็บข้อมูลที่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เป็นความลับ เช่น การให้คำปรึกษาจะส่งรหัส OTP ยืนยันตัวตนมาที่มือถือเพื่อให้ใช้เข้าระบบแบบส่วนตัว และ 3.การเชื่อมบริการกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว&amp;nbsp; กรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก&amp;nbsp; 3 หน่วยงานตอบคำถามและให้ข้อแนะนำ และส่งต่อเข้ารับความช่วยเหลือ ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจได้ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือไลน์เพื่อนครอบครัว ยืนยันว่าทุกถ้อยคำจะถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ เป็นส่วนตัว และกล้าเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส.ส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ทำพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่สาธิต&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปัญหาในครอบครัวได้ด้วยพลังของชุมชนเอง รวมถึงชักชวนผู้ประกอบการ-สถานประกอบการมาเป็นเครือข่ายสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly&amp;nbsp; workplace) จากนั้นจะถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลสู่ทุกครอบครัวในสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งอยู่ที่การสื่อสาร เพราะการพูดคุยและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; จะทำให้คนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นจากการจัดการอารมณ์ของตนเอง ให้ใจเย็นลง เพิ่มการรับฟัง ให้อภัยกันเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน แต่เข้าใจว่าบางทีก็ต้องการตัวช่วย สสส.หวังว่าช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ร่วมพัฒนากับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะสามารถเป็นแหล่งช่วยเหลืออีกทางหนึ่งของครอบครัว อยากให้ลองใช้และช่วยกันบอกต่อ&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102946</URL_LINK>
                <HASHTAG>@linefamily, @linefamilyเพื่อนครอบครัว, herd immunity, IHPP, UNICEF, WHO, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน, จินตนา จันทร์บำรุง, ณัฐยา บุญภักดี, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.นคร เปรมศรี, พม., สช., สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สธ., สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e79d03baae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.เปิดเวทีออนไลน์&quot;อนุบาลสร้างสรรค์-ปลอดภัย&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.เปิดเวทีออนไลน์ระดมข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องเด็กปฐมวัยอย่างมีส่วนร่วม เน้นเฝ้าระวัง-ป้องกัน-เยียวยา ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในรั้วโรงเรียน ชงเสนอคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยบรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยดูแลคุณภาพชีวิต-พัฒนาการ ชู &amp;ldquo;อนุบาลสร้างสรรค์-ปลอดภัย&amp;rdquo; ตัดตอนปัญหาเด็กเล็กถูกทำร้ายทางร่างกาย-จิตใจ เด็กปฐมวัยช่วยตัวเองไม่ได้ ครูต้องสร้างมาตรฐาน หลายประเทศครูต้องได้รับใบอนุญาตสายวิชาชีพดูแลเด็กทดสอบทุกๆ 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันครูโลก หัวข้อ &amp;ldquo;ผ่าตัดนโยบายให้เด็กปฐมวัยมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย&amp;rdquo; ใช้รูปแบบ Online Policy Crowdsourcing สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เพื่อเสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ขับเคลื่อนสู่กลไกระดับชาติภายใต้ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ณัฐยา บุญภักดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สสส. ในฐานะเจ้าบ้านเป็นผู้ดำเนินรายการเวทีระดมข้อเสนอเชิงนโยบายแบบออนไลน์ 150 นาทีจากวิทยากร 13 ท่าน ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เว็บไซต์ สสส. ทั้งนี้ สสส.ขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นภารกิจที่หลายหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมกัน โดยประเทศไทยมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐาน และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ภายใต้พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(บรรยากาศการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ สสส. ไทยพีบีเอส ฯลฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่าตัดนโยบายให้เด็กปฐมวัยมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย เพราะช่วงชีวิตของเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี คือช่วงเวลาแห่งการหล่อหลอมกล่อมเกลา เพื่อก้าวสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาวะ กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความต่อเนื่อง ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สร้างการมีส่วนร่วมบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชนจนถึงครอบครัว ให้มีกระบวนการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีความหลากหลาย แต่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เป็นหลักประกันให้เด็กปฐมวัยได้รับการเลี้ยงดู พัฒนา ให้การศึกษาและได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ซึ่งในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดประชุมเพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย จึงคาดหวังว่าข้อเสนอเชิงนโยบายที่ภาคประชาชนระดมสมองร่วมกัน จะเป็นข้อมูลนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อเป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่มีความห่วงใยต่อปัญหาการดูแลเด็กปฐมวัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โจทย์ใหญ่ในสังคมไทยตอนนี้ คือการเป็นสังคมสูงวัย ทำให้ต้องเพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและช่วยดูแลสังคมเราต่อไป ซึ่งจะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ป้องกัน เยียวยาปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก เร่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างถ้วนหน้า รายงานสุขภาพคนไทยปี 2561 พบว่าเด็กวัยอนุบาลคือกลุ่มวัยที่ถูกอบรมด้วยการทำร้ายร่างกายมากกว่าเด็กวัยอื่นๆ เสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลทางใจ ซึ่งรายงาน ThaiHealth Watch 2563 ก็พบว่า สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเด็ก-เยาวชนโทร.มาขอคำปรึกษาจำนวนมาก เพราะมีความเครียด วิตกกังวลสูง และกลัวเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สมอง และพัฒนาการของพวกเขาในระยะยาว&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวทีระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่าตัดนโยบายให้เด็กปฐมวัยมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย เพราะช่วงชีวิตของเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี คือช่วงเวลาแห่งการหล่อหลอมกล่อมเกลาเพื่อก้าวสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาวะ เป็นการให้ความรู้ผู้ปกครอง พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครู ให้เป็นทีมเดียวกัน โดยมีเป้าหมายให้เด็กได้รับความรู้สมัยใหม่ เมื่อ 10-20 ปีก่อนมีองค์ความรู้ แต่ไม่ใส่ใจเต็มที่ วินัยเชิงบวกในการเรียนรู้ผ่านการเล่น พัฒนาเด็กให้มีทักษะพื้นฐาน สอนให้ทำงานบ้าน สนับสนุนทักษะสมอง ทักษะความคิด สร้างเสาเข็มของชีวิตให้เติบโต มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ กำกับตัวเอง ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ปฐมวัยเป็นโอกาสทองที่สมอง 80% จะได้รับการพัฒนา ถ้าเลยจากวัยนี้แล้วถูกแรงกดดันการใช้ความรุนแรงควบคุม มีการใช้อำนาจทำลายศักยภาพในการเรียนรู้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(การนำเสนอภาพบนจอ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดช่วง 2 สัปดาห์มีข่าวปรากฏปัญหาความรุนแรงในเด็กเกิดขึ้น เป็นประเด็นความสนใจของสังคม เพราะความสนใจมุ่งไปสู่การลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้อง ภาพในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ครูไม่กี่คน รร.ไม่กี่ รร. จึงเป็นโอกาสของสังคมที่จะระดมสมองช่วยกันแก้ไขปัญหา จึงเป็นที่มาของการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วนในส่วนที่จะให้กับสังคมด้วยการตอกย้ำมาตรฐานที่ควรจะเป็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ในการสร้างมาตรฐานและปฏิบัติให้เป็นจริงจัง ทุกวันนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่าครูก็มีความเครียดสูง จำเป็นที่จะต้องมีนักจิตวิทยาช่วยกันดูแลด้วย ครูมีภาระที่จะต้องประเมินผลทางเอกสาร ไม่ใช่การดูแลและสอนเด็กแต่เพียงอย่างเดียว เด็กก็ต้องได้รับการดูแลทางจิตใจควบคู่กันไปด้วย ในหลายประเทศครูก็ต้องได้รับใบอนุญาตสายวิชาชีพในการดูแลเด็กผ่านการทดสอบทุกๆ 3 ปี working with children &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเว็บไซต์ happinet.club ทำความเข้าใจและรับมือกับ &amp;ldquo;ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก&amp;rdquo; ความรู้สำหรับการดูแลเด็กปฐมวัย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ประเด็นสีเทาที่เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญ ทำความเข้าใจและรับมือกับ &amp;ldquo;ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก&amp;rdquo; ความเครียดที่เป็นพิษลดลงได้ด้วยการยื่นมือช่วยเหลือกันในชุมชน สอนให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น 11 วิธีสอนเด็กให้รู้จักสิทธิ เนื้อตัว ร่างกาย หลักการฝึกระเบียบวินัยให้แก่เด็กวัย 3-6 ปี 9 วิธีดูแลเด็กโดยใช้พลังบวก ครู ศพด.สร้างเครื่องมือกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ห้องเรียนพ่อแม่ &amp;ldquo;สร้างเด็กสมองดีด้วยการเลี้ยงดูและการเล่น&amp;rdquo; สอนเด็กผ่านการเล่น กรณีศึกษา:โรงเรียนอนุบาลในญี่ปุ่น ชวนทำของเล่นจากของใช้ในบ้าน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็ก ความเชื่อและความจริงเกี่ยวกับการทารุณกรรมและทอดทิ้งเด็ก &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(บรรยากาศการถ่ายทอดสดในห้องประชุม 201 สสส.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Mappa คือแพลตฟอร์มใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อว่า &amp;ldquo;การเรียนรู้เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ สร้างได้จากทุกสิ่ง ง่ายบ้าง ยากบ้าง แต่ทำได้จริง และสุดท้ายเราคือเจ้าของความรู้นั่นเอง&amp;rdquo; ดังนั้น Mappa เป็นแผนที่พาทุกคนไปบุกเบิกและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ใหม่ๆ ตามจังหวะและความสนใจของตัวเองโดยไม่เกี่ยงวัย ไม่จำกัดอายุ ทั้งการเล่นสนุก ทดลองโปรเจ็กต์ใหม่ๆ กิจกรรมกระตุ้นไอเดียหลากหลาย ไม่ยัดเยียดและหยิบยื่น ชวนลูกอ่านโลกผ่านหนังสือ 5 เล่ม นิทานไม่ต้องสอน เล่าเถอะอยากฟัง..&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก แช้ตบอต หรือเว็บแอปพลิเคชันที่ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย แจ้งไปยังหน่วยงานหรือเครือข่ายที่สามารถ Take Action ได้ คัดกรองพยากรณ์ความเสี่ยงของการเป็นเหยื่อ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้สูตรคำนวณมาตรฐาน Adverse Childhood Experience (ACE) เรียนรู้รูปแบบความน่าจะเป็นทางสถิติจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วโดยใช้ Machine Learning สามารถฝังเครื่องมือพยากรณ์ไว้ในเครื่องมืออื่น เว็บไซต์ แช้ตบอต เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(วิทยากรร่วมเสวนาออนไลน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;เพิ่มทักษะสร้างวินัยเชิงบวกให้เด็กแทนที่รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิทยากร 13 ท่านคลายปมปัญหา ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นเพียง 1-2 เดือน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กทั่วโลกล้วนมาจากวิธีการอบรมสั่งสอนที่ร้ายแรง ส่งผลเด็กอยู่กับความรุนแรง เลือกใช้ความรุนแรงโต้ตอบ เด็กไทยถูกกลั่นแกล้ง ถูก Bully เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ครูบางส่วนเห็นปัญหา แต่อยู่ภายใต้โครงสร้าง รร. สุภาษิต &amp;ldquo;รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี&amp;rdquo; บาง รร.ตีเด็กหน้าเสาธงเป็นการลงโทษ อีกฝ่ายเห็นว่าถ้าไม่ตีเด็ก โอกาสที่เด็กฉลาดสร้างสรรค์ มีอนาคตไกลกว่านี้ ควรเพิ่มทักษะสร้างวินัยเชิงบวกให้เด็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิทยากรทั้งหมด 13 ท่าน รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, อภิสิริ จรัลชวนะเพท (ครูอุ้ย) ผู้ก่อตั้ง รร.อนุบาลบ้านรักและผู้เชี่ยวชาญการศึกษาวอดอร์ฟ, กรองทอง บุญประคอง (ครูก้า) ผู้ก่อตั้งผู้บริหารผู้รับใบอนุญาต รร.จิตต์เมตต์ (ปฐมวัย), ชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion นวัตกรรมเทคโนโลยีแก้ไขปัญหาสังคม, ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ นักจิตวิทยา จิตเภท และผู้ก่อตั้ง Life Education Thailand, เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เจ้าของเพจตามใจนักจิตวิทยา, ธัญทิพย์ ชาติสวัสดิ์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย, ภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ หรือครูเกมแห่งโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก, ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร (ครูหม่อม) อาจารย์สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัยและนักการศึกษา, ดร.ปิยะวดี ธนเศรษฐกร (ครูใหม่) Thailand EF Partnership&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชิดพงษ์ กิตตินราดร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion นวัตกรรมเทคโนโลยีแก้ไขปัญหาสังคม กล่าวว่า การกระทำความรุนแรงต่อเด็ก เทคโนโลยีช่วยให้การแจ้งเหตุต่อคนรอบข้างได้เพื่อขอความช่วยเหลือ เด็กมีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายเมื่อเกิดเรื่องแล้วจะแจ้งกับใคร การคัดกรอง ประเมินเด็กเป็นเรื่องของครูจริงหรือไม่ เมื่อเกิดความรุนแรงที่กระทำต่อเด็ก ถูกทำร้ายถูกล่วงละเมิดทางเพศ เหยื่อไม่กล้าเดินเข้าไปใน สน.ตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่เรามีกลไก มี กม. เมื่อพบเหตุสงสัยที่จะขอความช่วยเหลือ มีกลไกหน่วยงานรับแจ้งเหตุได้ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีการปกปิดตัวตนแล้วการแจ้งเหตุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จำเป็นที่เรานำเครื่องมือเข้ามาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้เด็กไทยถูกกลั่นแกล้ง ถูก Bully เป็นจำนวนเยอะมาก ติดอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น เด็กส่วนมากแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเอาคืน ขอความช่วยเหลือ ขณะนี้มี 50 รร.เผยแพร่ด้วยการเตือนกว่าพันคน มีการฝังเครื่องมือรับแจ้งเหตุ ใน รร.มีครูทำร้ายเด็ก มีครูจำนวนหนึ่งต่อต้านการทำร้ายเด็ก ครูเห็นปัญหา แต่ไม่รู้จะแจ้งใคร เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างของ รร. ควรจัดทำเครื่องมือเป็นเว็บไซต์ผ่านออนไลน์ปกปิดตัวตน มีหน่วยงานรับแจ้งอยู่ในท้องถิ่น มีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การศึกษา EF ของเด็กปฐมวัย จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กมีพัฒนาการ EF นำมาทดสอบประเมินต้องใช้เวลานาน จากการเรียนรู้ข้อมูลจากเด็ก 2,000 คน การเล่นนิทานให้เด็กฟัง โภชนาการต่างๆ ของเด็ก การดื่มนม เด็กขับถ่ายได้ทุกวัน เด็กช่วยงานบ้านเป็นเครื่องวัด EF ได้เป็นอย่างดี การสร้างการเรียนรู้ผ่านการเล่น การสร้างความตระหนักรู้ผ่านการเล่น การสร้าง public hearing จากผู้ปกครอง พ่อแม่หลายคนหารือว่าเราจะส่งลูกไปเรียน รร.อนุบาลดีไหม ครูสอนเด็กอ่านออกเขียนได้ไม่จำเป็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้เด็กเข้าเรียน ป.1 โดยไม่เรียนอนุบาล ถ้าไม่ให้เรียนอนุบาลก็ต้องสอนที่บ้านให้เป็น home school พ่อแม่จัดสื่อการเรียนการสอนที่บ้าน ทุกวันนี้การเรียนที่ รร.เด็กเรียนหนังสือเป็นหน้ากระดาน เด็กไม่มีจินตนาการ ไม่สะดวกในการขยับร่างกาย ครูต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองจากการออกคำสั่งเป็นคอยสังเกต ขณะนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าฯ กำลังทำอยู่ เจมส์ เจแฮกแมน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ ให้เด็กออกแบบหลักสูตรเอง เด็กอยากเล่นก็ออกไปเล่นได้ ครูไม่ต้องออกคำสั่ง เพียงแต่ดูว่าเด็กเล่นแล้วปลอดภัยไหม บาง รร.ทำหลักสูตรแบบวอดอล์ฟ ให้การเรียนการสอนประเมินผลได้ ครูควรมีจิตวิทยาในการสอน ขณะเดียวกันก็ต้องมีส่วนร่วมทั้งผู้ปกครองและ รร. ส่วนใหญ่แล้ว รร.จัดให้มีการพบผู้ปกครอง แต่ไม่มีเครื่องมือกลไกความรู้ในการประเมินผล &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มีหน้าที่ดูแลเด็กถูกทำร้าย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นเสียงข้างน้อย แต่เป็นสมาชิกตลอดชีพที่จะใช้เสียงอย่างหนักและพูดอย่างถึงที่สุด ครูส่วนใหญ่มีความเอื้ออาทร มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความปรารถนาดีต่อศิษย์ มีความเชื่อที่จะอบรมสั่งสอนลูกศิษย์สอดแทรกกับวัฒนธรรมไทย &amp;ldquo;รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี&amp;rdquo; พ่อแม่บางคนพูดกับครูว่าตีลูกได้เลย โดยเฉพาะบาง รร.ตีเด็กหน้าเสาธงเป็นการลงโทษหลังเคารพธงชาติแล้ว แต่หมอกลับมองว่าไม่ควรตีลูก ควรจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างพ่อแม่เด็กและผู้ปกครอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่เด็กไม่ส่งการบ้าน ก็ต้องเพิ่มทักษะสร้างวินัยเชิงบวกให้กับเด็ก บางคนบอกว่าอยู่มาได้เพราะไม้เรียว แต่หมอขอบอกว่าถ้าไม่มีไม้เรียวจะดียิ่งกว่านี้อีก เราจะอบรมอย่างไร ไม่ใช้การลงโทษทำให้เขาเจ็บทั้งกายและใจโดยไม่เห็นคุณค่าของเด็ก บางคนมีชื่อเสียงตลอดชีวิต ทำให้เขายอมตามผู้มีอำนาจ ฟังใครไม่เป็น เด็กๆ ถูกควบคุมโดยตลอด เด็กต้องยืนได้ดีกว่า การเลี้ยงลูกเป็นเด็กดีได้หรือไม่ดีก็ได้ แต่ให้เป็นเด็กดีจากภายในที่มั่นคงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างคนดี คนเก่ง คนกล้า 1.ประกาศเป็น รร.ไม่ใช้พฤติกรรมรุนแรงต่อเด็กด้วยกาย วาจา อารมณ์ 2.แจ้งกับครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าเรื่องนี้ห้ามเกิดขึ้นใน รร. โดยทุกคนที่เข้ามาทำงานต้องรับทราบเรื่องนี้ รวมทั้งให้เซ็นรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร 3.ถ้าพิสูจน์ว่ากระทำจริงจะไม่มีโอกาสได้ทำงานใน รร.ได้อีก โดยจะไม่ใช้คำขอโทษ ยอมรับผิดและให้ทำงานต่อ 4.เจ้าหน้าที่และครูที่เห็นเหตุการณ์และไม่เข้าช่วยเหลือ รวมถึงไม่แจ้งเหตุแก่ผู้บริหาร รร.จะถือเป็นความผิดแบบเดียวกัน 5.อบรมเด็กทุกคนให้เป็นผู้แจ้งเหตุทันที รวมถึงแต่งตั้งนักเรียนที่เป็นหัวหน้า รองหัวหน้าห้องให้ทำหน้าที่แจ้งเหตุ 6.เมื่อรับแจ้งเหตุแล้วต้องให้คนที่มีพฤติกรรมรุนแรงต่อนักเรียนหยุดปฏิบัติการใน รร.หรือที่มีการกระทำรุนแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธัญทิพย์ ชาติสวัสดิ์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นเพียง 1-2 เดือน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและทั่วโลกเกิดจากการใช้วินัยอบรมสั่งสอนที่ร้ายแรง พ่อแม่ทำกับลูกด้วยการตี หยิก เป็นการสั่งสอนให้มองว่าการปล่อยปละละเลยทำให้ลูกได้รับผลกระทบจิตใจร่างกาย ส่งผลให้เด็กใช้ความรุนแรงในอนาคต ครู พ่อแม่ทำความรุนแรงต่อเด็ก มีรากปัญหาที่สาเหตุ การลงโทษด้วยการทำร้ายเด็กด้วยรูปแบบต่างๆ ใน รร.อนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก เรียนรู้เสริมสร้าง ต้องดูทักษะจริยธรรมก่อนที่จะเป็นครู มีการเตรียมความพร้อม ผ่านการพัฒนาอบรมอย่างต่อเนื่อง มีจิตใจรักเด็ก เราจะไม่โทษว่าใครทำผิด แต่ขอให้มองด้วยว่าภูเขาน้ำแข็ง การแก้ไขปัญหาต้องดูรากฐานของครอบครัวด้วย สถาบันการศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศุภนิมิตฯ มีหลักสูตรแนะแนวการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย เป็นหลักสูตรที่ร่วมมือกับภาครัฐในท้องถิ่น อสม. รพ.สต. ดูแลแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ เตรียมความพร้อมการเป็นแม่ของครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง 10 ข้อที่เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย 1.ความรุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เกิดอันตรายต่อเด็ก ได้รับบาดเจ็บ ทารุณกรรม ละเลย การแสวงหาประโยชน์จากเด็ก หรือใช้อุปสรรคขัดขวางไม่ให้เด็กมีพัฒนาการอย่างเหมาะสม 2.ความรุนแรงทางอารมณ์และทางร่างกายพบได้มากที่สุด เด็ก 62% หรือ 3 ใน 5 ของเด็กอายุ 1-14 ปีในประเทศไทยเคยประสบความก้าวร้าวทางอารมณ์ เด็ก 56% หรือกว่าครึ่งของประชากร เด็กอายุ 1-14 ปีเคยถูกทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย เด็กอายุ 1-14 ปี จำนวน 4% ในเมืองไทยเคยถูกครอบครัวอบรมสั่งสอนลูกหลานด้วยการทำโทษด้วยวิธีร้ายแรงที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.การลงโทษเด็กด้วยการทำร้ายร่างกายจัดเป็นความรุนแรงต่อเด็ก ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 7 จาก 75 ประเทศที่เชื่อว่าการลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นในการอบรมสั่งสอน เด็กอายุ 3-4 ปีเป็นช่วงอายุที่ถูกทำโทษด้วยวิธีรุนแรงมากที่สุด การตีก้นเด็ก การตบหน้าเด็ก การตบศีรษะ การตบบ้องหู 4.การทำร้ายเด็กส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจ การทำความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบก่อให้เกิดความสูญเสียทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก สูญเสียคิดเป็นเงิน 209 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (7 ล้านล้านบาท) การทารุณในวันเด็กส่งผลกระทบตลอดชั่วชีวิตของเด็ก ทำให้เด็กคนนั้นไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.เด็กกลุ่มเปราะบางมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะประสบความรุนแรง เด็กที่ป่วยเรื้อรัง หรือทุพพลภาพ เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน และพ่อแม่หย่าร้าง เพิ่มความเสี่ยงต่อการที่เด็กจะได้รับความรุนแรงมากขึ้น หากเด็กมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการก็ย่อมได้รับโอกาสเสี่ยงที่จะประสบความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก 6.สิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น สถิติความรุนแรงต่อเด็ก จำนวน สาเหตุ ผลกระทบมีอยู่ในวงจำกัดมาก ไม่มีการสำรวจระดับประเทศ การรายงานความรุนแรงต่อเด็กเป็นจำนวนน้อยกว่าเหตุที่เกิดขึ้นจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.ประเด็นความรุนแรงต่อเด็กมีใน กม.และนโยบายระดับประเทศมากมาย แต่การบังคับใช้จริงยังมีความล่าช้า พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ให้การคุ้มครองสิทธิเบื้องต้นเด็ก แต่พบว่ามีอีกหลายกรณีที่ละเมิดพระราชบัญญัติ การใช้แรงงานเด็ก เด็กเลิกเรียนกลางคัน เด็กไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเพียงพอ ความรู้สึกอับอาย ความหวาดกลัวของเหยื่อว่าจะถูกแก้แค้น การที่ตัวเด็กผู้เป็นเหยื่อไม่ปริปากบอกใคร 8.เราต้องสร้างกลไกปกป้องคุ้มครองเด็กร่วมกันเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาล การทำงานอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างพลังความเข้มแข็งให้กับครอบครัว ผู้ดูแลเด็กและชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9.การยุติความรุนแรงต่อเด็กต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจและความคิด ต้องมีผู้ชี้นำจากชุมชน ผู้นำความเชื่อทางศาสนา สื่อประชาสัมพันธ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจและความคิดของผู้คนได้ การเสริมสร้างให้เด็กมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานและค่านิยม ซึ่งต้องลงมือทำทันที เดี๋ยวนี้ 10.เราทุกคนต้องยุติความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในภาคเอกชนต้องกำจัดข้อปฏิบัติทุกประการในการทำงานและการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ เริ่มต้นจากขอบเขตที่เราสามารถทำได้ก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ (สมิทธ์) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก และผู้บริหารไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนและครอบครัวแบ่งลักษณะหน้าที่ดูแลในรูปแบบ Parental Involvement คือครอบครัวมีบทบาทส่วนร่วมได้แค่ในบางช่วงเวลา เช่น เจอลูกได้แค่ตอนไปส่งที่ รร. แล้วพ่อแม่ไปทำงาน มารับลูกกลับบ้านเมื่อเลิกเรียน จึงเป็นที่มาของการขาดพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัย จนกลายเป็นช่องโหว่สร้างปัญหาความรุนแรงในเด็กอนุบาล ซึ่งเป็นวัยที่ควรเน้นเรียนรู้ผ่านการเล่นและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ หากในเมืองไทยมีนโยบายกำหนดให้ครอบครัว โรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีส่วนร่วมในการดูแลเด็กด้วยกันในทุกมิติ เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เด็กถูกทำร้ายเหมือนในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รร.ในระดับมัธยม อาชีวะเห็นช่องว่างใหญ่มาก เราจะมีส่วนร่วมกับครอบครัว เห็นความกลัวบางอย่างที่พ่อแม่จะพูดอะไรกับครู แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนใน รร. รร.มีพื้นที่รั้วรอบขอบชิดหรือไม่ มีพื้นที่ให้คำปรึกษาหารือเพื่อการออกแบบร่วมกัน การร่วมกันทำงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนเน้นพื้นที่เอกชนขับเคลื่อนการสร้างมาตรฐาน ผู้ดูแลศูนย์เด็กเล็กพัฒนาเด็กเติบโตไม่ให้เกิดช่องว่าง กระบวนการวิธีคิด เราไม่เห็นวิธีการสื่อสาร ไม่เห็นเครื่องมือในการดูแลเด็ก พ่อแม่ได้แต่ติดตามการบ้าน แต่ต้องลงรายละเอียดว่าลูกเรียนหนังสือได้ไหม มีพัฒนาการดีไหม เด็กต้องมีพื้นฐานทางอารมณ์และจิตใจควบคู่กับการเรียนหนังสือด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้ชีวิตในศูนย์เด็กเล็ก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีวิชาการ รร.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กออกแบบเตรียมพร้อมด้านการสื่อสาร ขณะนี้เมืองไทยแก้ไขปัญหาทำให้เกิด 3 ปัญหา เกิดความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไปอีก เราจะสร้างกระบวนการอย่างไรให้ผู้ดูแลศูนย์เด็กเล็กได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ วิธีคิดในการทำงาน ทุกคนเข้าถึงการพัฒนาตัวเองได้ เป็นเรื่องจำเป็นของการออกแบบในเชิงนโยบายเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ออกแบบให้ดีจะอยู่ในรูปแบบการตรวจสอบ ไม่ใช้การมีส่วนร่วม รร.ก็อยู่ในสภาวะถูกกดดัน ถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เราจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง ดูแลศูนย์เด็กเล็กเพียงพอและมีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายต้องไม่สูง บนภูเขาน้ำแข็งมีวงจรปิด แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็งไม่มีวงจรปิด ครูทำอะไรบางอย่างที่คนไม่รู้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราควรยกระดับสนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรของ รร.ศูนย์เด็กเล็ก รร.อนุบาลทั่วประเทศ การมีส่วนร่วมในมิติอื่นๆ กำหนดมาตรฐานการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำให้ความเป็นครอบครัว แผ่ขยายเข้าไปในรั้วของ รร.ด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสนอเรื่อง &amp;ldquo;การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวเชิงบวกในการพัฒนาเด็กปฐมวัย&amp;rdquo; ปัจจุบันการระบบการดูแลเด็กปฐมวัยของประเทศมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านการพัฒนามาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก การจัดสรรสวัสดิการ หากแต่กระบวนการสำคัญที่ยังคงเป็นช่องว่างใหญ่ของการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลเด็กปฐมวัย สืบเนื่องจากกรณีโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่ใช้ความรุนแรงในการดูแลเด็กปฐมวัยและเป็นมาต่อเนื่อง มีหลายกรณีที่ทั้งเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมได้เป็นระยะเวลานานนั้น เพราะไม่มีนโยบายที่ชัดเจนที่ให้โรงเรียนมีการทำงานร่วมกับครอบครัวที่เป็นรูปธรรม ทำให้ครอบครัวไม่ทราบถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละคน และไม่มีพื้นที่ในการพูดคุยปรึกษาหารือกันระหว่างครอบครัวและคุณครูในการออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและครอบครัวในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะของ Parental Involvement คือครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนได้เฉพาะในเรื่องที่โรงเรียนขอความร่วมมือ และแบ่งบทบาท แบ่งช่วงเวลาในการดูแลเด็กกันอย่างชัดเจน ขาดรูปแบบการสื่อสารที่สร้างสรรค์ ขาดพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการในการทำงานเพื่อพัฒนาเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นที่มาของข้อเสนอเชิงนโยบายดังต่อไปนี้ 1.ควรกำหนดให้มีการยกระดับกระบวนการสนับสนุนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระบบด้านการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว และโรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเสริมพลัง และการมีส่วนร่วมในมิติอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ควรมีการกำหนดมาตรฐานการมีส่วนร่วมเชิงบวกระหว่างโรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และครอบครัว (ด้านเวลา ทรัพยากร องค์ความรู้ บทบาท การแลกเปลี่ยนข้อมูล) ทำให้ความเป็นครอบครัวสามารถแผ่ขยายเข้ามาในรั้วโรงเรียนได้ และทำให้กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเชื่อมต่อถึงช่วงเวลาที่เด็กอยู่กับครอบครัวได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82305</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐยา บุญภักดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9bfc34eb8df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2020 06:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัสสุดยอดที่ทำงานชั้นนำ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส. ผนึกสำนักพิมพ์ Bookscape จัดเสวนาเปิดเวทีความสำเร็จ &amp;quot;ถอดรหัสสุดยอดที่ทำงาน: กูเกิล-ดีแทค-ศรีจันทร์&amp;quot; ภายใต้โครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โดยมีบริษัทชั้นนำในประเทศไทยเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ME by TMB Digital Banking ในเครือธนาคารทหารไทย และบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. เป็นประธานในงานเปิดเวทีสำรวจเคล็ดลับความสำเร็จในการสร้างสถานที่ (น่า) ทำงาน เล่าประสบการณ์ตรงโดยผู้บริหารระดับสูงของสามบริษัทที่โดดเด่นด้านการสร้างที่ทำงานให้เป็นมิตรกับชีวิตพนักงาน และเป็นเลิศด้านธุรกิจ ร่วมสนทนาโดย จิรวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว ผู้จัดการฝ่ายนโยบายและความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด, นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค), รวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ดำเนินรายการโดย ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย บรรณาธิการสารคดีและบทความ The 101 world เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จิรวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว ผู้จัดการฝ่ายนโยบายและความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า ที่ทำงานของ บ.กูเกิลเป็นตัวอย่างของคนทั่วโลกที่ให้ความสนใจว่าเป็น The Best Place to Work ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่เป็นคำตอบที่เชื่อมโยงกับผู้ที่ทำงานร่วมด้วยอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการออกแบบสีสันด้วยมิติการทำงานในออฟฟิศที่อยู่สบาย เป็นตัวของตัวเองเหมือนทำงานอยู่ที่บ้าน การที่เราอยู่บ้านเป็นตัวของตัวเอง 100% แสดงความคิดเป็นของตัวเรา 100% งานกูเกิลใช้ความรอบด้านของทีมในการตอบโจทย์คนทั้งโลก ถ้าคุณมีศักยภาพก็ให้ลงมือลึกลงไป เพื่อสร้างความสำเร็จในการสร้าง product 9 ตัวบนจอ ทุกวันนี้มีคนเข้ามาใช้กูเกิลเป็นจำนวนมาก มากกว่า 18 ประเภทของ Users ด้วยจุดแข็งนี้เองจึงสร้างความสำเร็จให้องค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;มีการแชร์วิดีโอผ่านแพลตฟอร์มซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ใช้ เป็นการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เป็นบริบทให้คนทำงาน เราต้องการให้คนในองค์กรทำงานอะไรมีลักษณะการทำงานแบบไหน กูเกิลมีคำว่า Why ที่เข้มแข็ง ด้วย vision ขององค์กร เรามีคนทำงานด้วยคำถามว่า ไปทำไม เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราทำงานในแต่ละวัน นำมาจัดสรรเพื่อให้เข้าถึงได้ แต่ละทีมที่ทำงานนั้นต้องผ่านการ organized ให้คนใช้ ทุกคนบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนหลายหมื่นคนย่อยลงมาให้เหลือเพียงคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ผลักดันการเปลี่ยนแปลงในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาโอกาส ได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี การคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับการทำงาน นับตั้งแต่การสัมภาษณ์เพื่อเลือกคนทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเลือกคนที่ไม่ตรงกับเป้าหมายขององค์กร การแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องจะยากกว่า คนที่จะทำงานในกูเกิลจะต้องเป็นคนใฝ่รู้ เราสร้างสิ่งที่ไม่รู้ได้ ถ้าเราเลือกคนที่มีน้ำเต็มแก้ว เก่งมาก มีความสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่มีใครรู้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราตั้งคำถาม set เดียวถามทุกคนที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อวัดในสิ่งเดียวกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ไม่ใช่เป็นการตั้งคำถามถามแบบตามอำเภอใจ ดูว่ามีความสามารถในการทำงานในบริบทโจทย์ที่ข้อมูลไม่ครบ มีท่าทีต่อการบริหารสถานการณ์อย่างไร ดูวิธีการคิด ความรู้ในตำแหน่งงานที่ทำ การให้ความสำคัญกับการใฝ่รู้ GCA เป็นการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในชีวิตโดยเฉพาะองค์กรที่สร้างใหม่ สังเกตความเป็นผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ การทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการใช้วิจารณญาณ ทำให้เราเห็น เปิดพื้นที่คนทำงานคิดเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีการทำงานเกินกว่าหน้าที่ซึ่งถูกบอกให้ทำ แต่เมื่อทำงานเกินหน้าที่เป็นการ focus อย่างมีเป้าหมาย การเป็นคนถ่อมตน ให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงาน นิสัยดี มีพื้นฐานการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ยอมรับที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นคนสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน คิดอะไรได้ดี ไม่มีกรอบมาปิดกั้นความคิด ทำงานได้ดีมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ออฟฟิศที่นี่มีโซฟานุ่มๆ ให้นั่งสบายๆ ความสุขในออฟฟิศ มีความสะดวกสบาย สิ่งที่เราทำงานเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ คนในออฟฟิศรับผิดชอบตัวเอง เอกสาร ใบรับรองเงินดือน การออกแบบระบบดูแลความเป็นตัวของคุณ วิถีชีวิตในออฟฟิศ การนำอุปกรณ์การทำงานที่มีความจำเป็นต้องใช้ ถ่านไฟฉายไปด้วย วิธีปฏิบัติต่อคนในออฟฟิศ การทำให้มีความสะดวกสบายที่เหนือกว่าความสบายก็ต้องมีทีมทำงาน การชอบวิเคราะห์ให้ได้คำตอบจาก data มี project research การสร้างประสิทธิภาพของทีม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราได้ superstar มารวมกันเป็น Dream Team การเจาะคนเก่งให้มาทำงานร่วมกัน การสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน เริ่มต้นจากคุณต้องสบายใจในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน รู้สึกปลอดภัยว่าเพื่อนร่วมงานดีต่อคุณ มีการเล่นกีฬา ตีปิงปองด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน &amp;ldquo;เพื่อนต้องพึ่งได้ รู้สึกมั่นใจว่าเขาทำงานได้ดี&amp;rdquo; การประชุมแต่ละครั้งมีประเด็นในการนำเสนอ ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พึ่งพากันได้ มีความชัดเจนในตำแหน่งหน้าที่ว่าใครทำงานอะไร ใช้ความเป็นผู้นำพิจารณาด้วยว่ามีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ มีการใช้ตัวตนเข้ามาทำงานในออฟฟิศด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราสร้างออฟฟิศให้มีความสบาย มีอาหารให้เลือกรับประทานตามความชอบ แต่ถ้าพนักงานไม่ชอบอาหารบางประเภท แสดงความคิดเห็นได้ มีช่องทางเสนอว่าอยากจะกินอะไร ทุกคนมีอิสระที่จะกำหนดเวลาทำงาน กูเกิลให้พื้นที่ทำงานค่อนข้างมาก ใช้เวลา 20% เพื่อไปทำโปรเจ็กต์ที่อยากจะทำงาน มีความเป็นอิสระในการนัดหมาย การออกแบบเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิรวัฒน์เล่าว่า ในช่วงแรกที่เข้าทำงานปรับตัวไม่ได้ เพราะโจทย์ของกูเกิลต้องสเกลไปถึงคนทั้งโลก เราไม่สามารถโค้ชชิ่งทุกคนได้ &amp;ldquo;ในช่วงแรกที่ทำงานทุกอย่างที่กูเกิลต้องการนั้นไม่มีใครคุยกับผม บอกเพียงแต่ว่าให้ไปไซส์งาน ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาช่วย ผมยอมรับว่าถ้าผมเลือกเข้ามาทำงานที่นี่ช้ากว่าเมื่อแรกเข้า 10 ปี ผมปรับตัวไม่ได้แน่นอน เพราะต้องปรับตัวตามวัฒนธรรมขององค์กรให้ smooth&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค) กล่าวว่า องค์กรต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมีความสุข เพื่อเป็นกำไรต่อเนื่องไปถึงครอบครัว โดยให้สิทธิสวัสดิการ การยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น ไม่ให้ความสำคัญกับเวลาเข้าออกที่ทำงาน แต่ไม่ละเลยเป้าหมายและผลลัพธ์ความสำเร็จของงาน การให้สิทธิผู้หญิงสามารถสร้างครอบครัว และมีบุตร โดยไม่ต้องกังวลว่าคนที่มีครอบครัวหรือมีลูกจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เราคำนึงถึงเรื่องนี้มาก ดังนั้นพนักงานหญิงที่นี่สามารถลาคลอดได้ 6 เดือน โดยให้เงินเดือนครบทุกเดือน มีห้องนมแม่ที่มีอุปกรณ์พร้อม ศูนย์เด็กเล็ก มีสไลเดอร์ให้ลูกเล่นระหว่างรอแม่ทำงานเสร็จเพื่อกลับบ้าน และสนับสนุนให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน มีครอบครัวที่มีคุณภาพ พร้อมทำงานอย่างมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;องค์กร dtac เป็นบริษัทข้ามชาติในเมืองไทย สนับสนุนครอบครัวด้วยความคิดความเชื่อในการดูแลพนักงาน มองเรื่องประสบการณ์ทำงานกับ dtac พนักงาน happy ในเวลาทำงาน แม้จะนอกเวลาทำงานก็ยังดูแลถึงลูกหลานพนักงานด้วย ทุกคนในที่นี้เคยเยี่ยมชมออฟฟิศดีแทค งานบางงานใช้เวลาในออฟฟิศ 10 ชั่วโมง มีห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพ มีห้องยิม ห้องวิ่งจ๊อกกิ้ง ห้องชกมวย โต๊ะปิงปอง แต่ในช่วงโควิด ห้องทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้ เพราะทุกคนทำงานที่บ้าน เราต้องปรับเปลี่ยนไม่ยึดติดกับพื้นที่ในเรื่องเดิมๆ อีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในช่วงโควิดมีการเปลี่ยนแปลงให้พนักงานล็อกดาวน์ทำงานที่บ้าน พนักงานออฟฟิศ dtac เปลี่ยนไปทำงานที่บ้าน 100% แม้แต่ dtac call มีการจัดเตรียมเครื่องมือให้มีความพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานที่บ้านได้ มี platform นำเสนอผู้บริหารโดยตรง open talk เหมือนพันทิป หากมีข้อสงสัยสอบถาม CEO ได้โดยตรง เมื่อถึงเวลาที่จะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศก็มีความพร้อม สถานการณ์โควิดพิสูจน์ในเรื่องความกังวลใจ ปรากฏว่าทำงานที่บ้านได้ผลงานเยอะกว่าเดิมอีก สิ่งเหล่านี้เราต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไม่มีการเบรก เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังรักษาความสมดุลในการใช้ชีวิตได้ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;มีการแจกหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนแสนอันให้พนักงานปลอดภัย มีแอลกอฮอล์เจลให้ด้วย พนักงานปรับตัวเองให้บ้านกลายเป็นออฟฟิศทำงานได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องออกนอกบ้าน ต่อไปนี้การบริหารจัดการออฟฟิศที่ใหญ่โต ให้คนทำงานมานั่งรวมๆ กันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้พื้นที่หนาแน่นในการทำงานน้อยลง ในอนาคตเราไม่อยากให้คนจำนวนมากๆ มารวมอยู่ในที่เดียวกันอีกแล้ว เพราะจากสถานการณ์โควิดได้ข้อสรุปว่า พนักงานส่วนหนึ่งทำงานที่บ้านได้ อีกส่วนหนึ่งทำงานที่ออฟฟิศ การประชุมแต่ละครั้งไม่ต้องนั่งประชุมในสถานที่เดียวกันทั้งหมด การออกแบบบริหารพื้นที่ space เน้นในเรื่อง safety การมีจุดสัมผัสตามสถานที่ต่างๆ ให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ก่อนโควิดมีห้องที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาแม่ๆ ทั้งหลายที่เพิ่งสร้างครอบครัว มีลูกเล็ก เมื่อกลับจาก รร. เด็กๆ เล่นในห้อง play room ในขณะที่แม่ยังมีงานยุ่ง ด้วยนโยบายของ dtac ให้พนักงานลางานได้ 6 เดือนเพื่อคลอดและเลี้ยงลูกได้รับเงินเดือนเป็นบริษัทแรกในเมืองไทย ช่วยสนับสนุนให้ผู้หญิงมีเวลาอย่างมีคุณภาพในการเลี้ยงดูให้นมลูก มีสถิติพนักงานท้องกว่า 100 คน และยังมีการเชิญหมอมาให้ความรู้ในการเลี้ยงลูก และทำงานควบคู่กันไปด้วย เป็นการเลี้ยงเด็กอย่างมีคุณภาพ สร้างความเข้าใจและทำตามความต้องการของพนักงาน สร้างประสบการณ์ที่ดีและยังช่วยแก้ไขปัญหา มีการยืดหยุ่นให้พนักงาน dtac เข้าออฟฟิศ เพื่อให้ทุกคนบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีร้านกาแฟดอยตุง เป็นการร่วมมือกันให้พนักงานดื่มกาแฟฟรีในระหว่างที่เข้ามาคุยงาน เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ความซื่อสัตย์และความจริงใจเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร ตัวบริษัทต้องมีความจริงใจกับลูกค้าและพนักงานในการสื่อสาร เมื่อมีข่าวดีข่าวร้ายต้องบอกตามตรง ขณะเดียวกันพนักงานก็ต้องมีความซื่อสัตย์ด้วย การฟีดแบ็ก องค์กรจะมีประสิทธิภาพได้ต้องสร้างความแตกต่างในเรื่องการตลาด จึงจะชนะคู่แข่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราต้องพัฒนาจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนาคนต้องทำให้พนักงานแต่ละคนอยากเรียนรู้ในเรื่องที่แตกต่างกันไป ทุกคนต้องตัดสินใจว่าฉันอยากจะ investment ตัวเองในเรื่องอะไร dtac พร้อมจะสนับสนุนให้พนักงานเรียนออนไลน์ปีละ 40 ชั่วโมง แต่ถ้าพนักงานจะเรียนเป็น 90 ชั่วโมงก็ไม่ได้บังคับ ให้พนักงานเขียนงานทางออนไลน์ได้ ให้เขารู้ว่าทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองด้วย การเรียนรู้เป็นเรื่องที่เขาจะต้องร่วมลงทุนด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เรื่องการทำงานแล้วมีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ต้องมีการปรับความเข้าใจและพูดคุยกัน คนทำงานร่วมกันได้ด้วยงาน มีการตั้งเป้าหมายในการทำงาน แต่ถ้ามีความต่างในเรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่กระทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เล่าถึงการนำผลิตภัณฑ์แป้งผงหอมมารีแบรนดิ้งสินค้าใหม่ เปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรที่ดีของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่เรื่องวิธีคิด การทำงาน เนื่องจากพนักงานมาจากหลายองค์กร ก็ต้องมีการปรับตัว ถ้าปัญหาเกิดขึ้นจากคนทำความผิดก็ต้องแก้ไขตัวบุคคล จะเห็นได้จากการทดสอบสัมภาษณ์ การเล่าเรื่อง เป็นการดูวิธีคิด เพื่อให้แนวคิดสอดคล้องต้องกันด้วย สิ่งที่สนใจคือ performance ในการสร้าง culture มีการเปรียบเทียบการทำงาน ปลานีโน่เป็นปลาที่ทำงานได้ดี ปลาทอง เป็นคน performance แย่ แต่นิสัยดี ปลาปิรันย่า performance ดี แต่นิสัยแย่ มีวิธีการวัดผลจากหัวหน้าซึ่งต้องใช้วิธีการพูดคุยตลอดเวลา แต่ดีที่สุดคือปลาโลมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เมื่อรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงาน หัวหน้างานจะพูดคุยกับเด็กใหม่เพื่อซักซ้อมให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของเขาในการทำงานในองค์กร มีการวัดผลงานอย่างไร work from anywhere แต่ละทีมจะมีการออกแบบการทำงานว่าจะเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละกี่วัน วัดผลงานอย่างไร เป็นการวัดวิธีคิด งานอะไรที่ควรจะเข้ามาทำงานในออฟฟิศ แต่บางไอเดียคิดที่บ้าน ไม่ต้องออกมารวมหัวกันคิด สิ่งเหล่านี้ก็ต้องผ่านการสื่อสาร ขณะเดียวกันก็ต้องรู้งานของตัวเองและแผนกอื่นด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การซักซ้อมทำความเข้าใจกับพนักงานว่าทำงานชิ้นนี้เพื่ออะไร มีการให้รางวัลกับเพื่อนร่วมงานที่ทำดี ทำให้การทำงานไม่น่าเบื่อหน่าย ปลาปิรัญย่ามีผลงานดีมากแต่มีซากปรักหักพังตลอดเส้นทาง ก็ต้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงตัวเองใหม่ในเวลา 3 เดือน ปลาทองไม่ปรากฏผลงานชัดเจน ก็ต้องให้เวลาปรับตัวเอง 3-6 เดือน พนักงานจะได้รับเสียงฟีดแบ็กตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การดูแลความสุข สวัสดิการให้พนักงานเป็นเรื่องต้องทำให้ดีที่สุด การสกรีนงานบางอย่างที่ทำในออฟฟิศ งานที่ค่อนข้างซ้ำซ้อนไม่มีความจำเป็นต้องทำก็ต้องเคลียร์ออกให้เร็วที่สุด ที่นี่ไม่ต้องมี record เข้าทำงานกี่โมง ไม่มีวันลา อยากไปไหนก็ได้ พักร้อน 1 เดือน ตราบใดที่บริหารจัดการงานได้ เรา Balance การทำงาน ทำอย่างไรให้การลางานค่อยๆ หายไป การบริหารจัดการงานทุกอย่างมีจุดยืน โปร่งใส ยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ต้องไม่กลัวความล้มเหลว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การพูดคุยและสื่อสารกันเองของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ แม้วันนี้เราจะมีงานออโตเมด ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่คนก็ต้องพูดจากันให้เยอะขึ้นด้วย การที่หัวหน้าล็อกตัวเองทำงานอยู่ในห้องแต่เพียงผู้เดียว สิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแปลง ครึ่งวันต้องคุยกับพนักงาน เพื่อแมเนจองค์กร เทคโนโลยี การตลาด ไม่มีทางที่คนจะทำงานแข่งกับคอมพิวเตอร์ได้ แต่ทำอย่างไรให้คนทำงานอย่างมีพลังงาน CT Scan AI อ่านข้อมูลโรคมะเร็งของคนไข้เก่งกว่าคนเพราะ AI อ่านข้อมูลเป็นล้านๆ คน ในขณะที่หมอต้องพูดคุยกับคนไข้กว่าจะบอกผลการตรวจคนไข้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74669</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), คนรุ่นใหม่, ณัฐยา บุญภักดี, เยาวชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200817/image_big_5f39faa73f93c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>happinet clubสื่อกลางครอบครัวเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสสอนเด็กให้เข้าใจโดวิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;happinet clubสื่อกลางครอบครัวเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสสอนเด็กให้เข้าใจโดวิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.เปิด happinet club ให้ความรู้เรื่องโควิด-19 เป็นสื่อกลางให้ความรู้เข้าใจง่ายๆ สำหรับเด็กและครอบครัว 8 หัวข้อ #ไทยรู้สู้โควิด #ครอบครัวเข้มแข็งสู้ภัยโควิด ช่วยกันทำให้เด็กเข้าใจ สามารถรับมือและมีส่วนช่วยเหลือ สนับสนุนในด้านดีให้กับคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 #โควิด-19 เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ขณะนี้มีข้อมูลข่าวสารมากมายหลั่งไหลเข้ามาให้คุณได้เลือกอ่านและตัดสินใจตลอดเวลา ด้วยการสื่อสารกับเด็กสามารถทำได้ดังนี้ 1.ถามคำถามแบบเปิดแล้วตั้งใจฟัง เริ่มจากชวนเด็กในบ้านคุยถึงเรื่องนี้ เพื่อประเมินว่าเด็กรู้มากแค่ไหน โดยให้เด็กเป็นฝ่ายนำการสนทนาซึ่งนำได้ด้วยคำถามที่ขึ้นต้นหรือลงท้ายว่า &amp;ldquo;ทำไม&amp;rdquo; &amp;ldquo;อย่างไร&amp;rdquo; ปล่อยให้ลูกได้พูดคุยอย่างอิสระ ใช้การวาดภาพ การเล่าเรื่องจากหนังสือและกิจกรรมอื่นๆ เพื่อช่วยให้เริ่มการสนทนาง่ายขึ้น แต่ถ้าเด็กยังเด็กอยู่มาก ไม่เคยรู้เรื่องการระบาดของโรคนี้มาก่อนเลย ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดประเด็นขึ้นมา แต่ให้เตือนเด็กเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนเพื่อสุขอนามัย โดยไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวใหม่ๆ อีก ที่สำคัญต้องมั่นใจด้วยว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อธิบายความจริงในแบบที่เหมาะสมกับเด็ก เด็กมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ผู้ใหญ่ก็มีภาระที่จะต้องปกป้องเด็กให้พ้นจากความทุกข์ใจด้วย โดยใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัย ดูปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กและไวต่อความรับรู้ระดับความกังวลของเด็ก อย่าพยายามพูดกลบเกลื่อนหรือหลีกเลี่ยงความกังวลของเด็ก รับรู้ถึงความรู้สึกของเด็กและให้ความมั่นใจว่าความรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ และอย่าใช้วิธีคาดเดา หากคุณไม่สามารถตอบคำถามได้ ขอให้หาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ชวนเด็กหาคำตอบไปพร้อมๆ กันจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.แสดงวิธีการป้องกันตนเองให้เด็กดู วิธีการที่ดีที่สุดทำให้เด็กปลอดภัยจากไวรัส คือเตือนให้ล้างมือเป็นประจำ โดยไม่ต้องใช้วิธีพูดคุยแบบสร้างความกลัว หรือใช้เพลงเพื่อช่วยสร้างความสนุกสนานให้กับการเรียนรู้ สาธิตให้เด็กดูว่าจะใช้ข้อศอกป้องปากหรือจมูกเวลาไอจามอย่างไร อธิบายให้เข้าใจว่าการไม่เข้าอยู่ใกล้ชิดจนเกินไปกับคนที่มีอาการดังกล่าวคือวิธีที่ดีที่สุด หากรู้สึกว่าตัวร้อนไอจนหายใจลำบากให้บอกผู้ใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ช่วยสร้างความมั่นใจ เมื่อเราเห็นภาพที่ชวนให้ไม่สบายใจจำนวนมากทางโทรทัศน์หรือทางออนไลน์ บางครั้งชวนให้รู้สึกเหมือนว่าวิกฤตการณ์อยู่รอบตัวเรา เด็กอาจแยกไม่ออกระหว่างภาพในหน้าจอและความเป็นจริงส่วนตัวของตนเอง และอาจเชื่อว่าตนตกอยู่ในอันตรายที่ใกล้เข้ามา คุณสามารถช่วยให้เด็กรับมือกับความเครียดดังกล่าวได้ โดยหาโอกาสให้พวกเขาเล่นเพื่อการผ่อนคลายระหว่างทำสิ่งต่างๆ ตามกิจวัตรประจำวันและตารางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนเด็กเข้านอน หรือช่วยกันสร้างอะไรใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมใหม่ หากในบริเวณที่คุณอยู่เกิดการระบาดของโรค บอกให้เด็กเข้าใจว่าไม่ได้แปลว่าเด็กต้องติดโรคเสมอไป คนส่วนใหญ่ที่ติดโรคไม่ได้ป่วยหนัก และยังมีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำงานหนักเพื่อช่วยให้ครอบครัวของคุณปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.ตรวจสอบว่าเด็กรังแกหรือไปรังแกผู้อื่นหรือไม่? อธิบายให้เด็กฟังว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 #โควิด-19 ไม่เกี่ยวกับหน้าตา ถิ่นที่มา และภาษาที่คนนั้นพูด บอกเด็กว่าถ้าถูกด่าว่าหรือถูกกลั่นแกล้งรังแกให้มาเล่าให้คุณฟังทันที และต้องไม่ลืมว่าการรังแก กลั่นแกล้งผู้อื่น เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.มองหาผู้ช่วย การที่เด็กรับรู้ว่ามีคนช่วยเหลือกันอยู่ในภาวะวิกฤติ ด้วยการกระทำที่มีเมตตา กรุณา และความใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นอย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับบุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิทยาศาสตร์ หรือคนทั่วไปที่ทำงานเพื่อช่วยหยุดการระบาดของโรคและทำให้ชุมชนปลอดภัย การที่ได้รับรู้ว่าคนที่มีความเห็นอกเห็นใจกำลังทำหน้าที่อยู่ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจเป็นอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.ดูแลตนเอง คุณช่วยเด็กๆ ได้ ถ้าคุณเองสามารถรับมือได้เช่นกัน เด็กๆ จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับปฏิกิริยาของคุณที่มีต่อข่าว ดังนั้นถ้าคุณสงบและควบคุมตนเองได้ก็จะช่วยเด็กได้มาก 8.จบการสนทนาด้วยความห่วงใย การที่ได้รู้ว่าเราไม่ได้ทิ้งให้เด็กต้องจมอยู่ในสภาวะทุกข์ใจถือเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อการสนทนาใกล้ถึงบทสรุป ขอให้วัดระดับความกังวลของเด็กโดยดูจากภาษากาย พิจารณาดูว่าเด็กใช้น้ำเสียงตามปกติหรือไม่ สังเกตดูการหายใจของเด็ก อย่าลืมบอกเด็กๆ ให้รู้ว่าคุณพร้อมให้เวลากับการพูดคุย รับฟังเสมออย่างเต็มใจ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หยุดแพร่โควิด-19งดพาเด็กต่ำกว่า5ขวบออกนอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.จัดทำคู่มือเคล็ดลับสุขภาพดีสมวัยเด็กเลี้ยงลูกให้สุขกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่วัย 70 ปีขึ้นไป และเด็กต่ำกว่า 5 ขวบงดออกนอกบ้าน สสส.ได้จัดทำคู่มือเคล็ดลับสุขภาพดีสมวัยเด็ก มาเลี้ยงลูกให้สุขกันเถอะเรา พลิกอ่านและปฏิบัติตาม เริ่มต้นด้วย อ.อาหาร อ.ออกกำลังกาย อ.อารมณ์ จัดการอารมณ์ตัวเองเพื่อให้เติบโตสมวัย ฉลาด แข็งแรง และเรียนเก่ง ทารกควรได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.และโครงการจัดการความรู้สุขภาพผ่านสื่อเทคโนโลยีออนไลน์ มูลนิธิหมอชาวบ้าน เว็บไซต์ออกมาเล่น www.kidactiveplay.com เคล็ดลับการดูแลสุขภาพเด็กวัยก่อนเรียน มาเลี้ยงลูกให้สุขกันเถอะเรา เด็กวัยก่อนเรียนเริ่มมาพัฒนาการทางด้านรูปร่าง จินตนาการ การสื่อสารเพิ่มมากขึ้นและมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป จากอ้วน เตี้ย ไปผอม สูง แขน-ขายาว ผู้ดูแลจึงต้องใส่ใจโภชนาการทางด้านอาหารให้ครบหมู่ให้เหมาะสม สังเกตพฤติกรรมเพื่อพัฒนาการที่ดีของเด็กในวัยก่อนเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กวัยก่อนเรียนคือเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 3-5 ปี ซึ่งมีพัฒนาการต่อเนื่อง จากเด็กวัยหัดเดินจะมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวและความสูงช้ากว่าวัยทารก และวัยหัดเดินเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระจากอ้วน เตี้ย เป็นผอม สูง แขน-ขายาวขึ้น และมีการแสดงออกถึงความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น มีจินตนาการและสามารถสื่อสารได้มากขึ้น มักจะมีการตั้งคำถามว่า &amp;ldquo;ทำไม&amp;rdquo; &amp;ldquo;อะไร&amp;rdquo; &amp;ldquo;ยังไง&amp;rdquo; และเริ่มที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคล็ดลับสุขภาพดีสมวัยเด็ก สุขภาพดีเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตใน 3 เรื่องหลัก อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ หากรักษาความสมดุล 3 อ.นี้ได้ดี เราก็จะมีปราการต้านโรคภัยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งคือวัยเริ่มแรกของการเรียนรู้ เราจึงควรปลูกฝังให้เด็กๆ เรียนรู้การกินอาหารที่เหมาะสม หมั่นออกกำลังกาย และจัดการอารมณ์ของตนเอง เพื่อที่พวกเขาจะเติบโตด้วยพัฒนาการที่ดีต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุขภาพดีสมวัยด้วย อ.อาหาร อาหารสำหรับเด็กแบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัย ในช่วงแรกเกิด-6 เดือน นมแม่อย่างเดียว อายุ 6 เดือนขึ้นไป (อาหารตามวัยควบคู่นมแม่) อาหาร 1 มื้อ/วัน ควรมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ประกอบด้วย ข้าวบดละเอียด 3 ช้อนกินข้าว ไข่แดง หรือเนื้อปลา หรือตับบด 1 ช้อนกินข้าว ผักใบเขียว หรือสีเหลืองส้มครึ่งช้อนกินข้าว น้ำมันพืชครึ่งช้อนชา ในอาหารที่ปรุงสุก อาหารว่าง เป็นผลไม้ กล้วยสุก มะละกอสุก 1-2 ชิ้นบดละเอียด (เต้าหู้ และถั่วต้มเปื่อยต่างๆ ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้บ้าง) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัย 7 เดือน : อาหาร 1 มื้อ/วัน ประกอบด้วย ข้าวบดละเอียด 4 ช้อนกินข้าว ไข่ต้มสุกครึ่งฟองสลับกับตับบด หรือเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว ผักสุก เช่น ตำลึง ฟักทอง 1 ช้อนกินข้าว น้ำมันพืชครึ่งช้อนชาในอาหารที่ปรุงสุก อาหารว่าง ผลไม้เสริม เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก 2 ชิ้น วัย 8-9 เดือน : อาหาร 2 มื้อ/วัน 1 มื้อ ประกอบด้วย ข้าวสวยนิ่มๆ 4 ช้อนกินข้าว ไข่ต้มสุกครึ่งฟองสลับกับตับบด หรือเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว ผักสุกใบเขียวหรือสีเหลืองส้ม 1 ช้อนกินข้าว น้ำมันพืชครึ่งช้อนชาในอาหารที่ปรุงสุก อาหารว่าง ผลไม้เสริม 1 มื้อ เช่น มะละกอ 3 ชิ้น หรือกล้วยสุก 1 ผล บดหยาบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัย 10 เดือน-1 ปี : อาหาร 3 มื้อ/วัน 1 มื้อ ประกอบด้วย : ข้าวสวยนิ่มๆ 4 ช้อนกินข้าว ไข่ต้มสุกครึ่งฟองสลับกับตับบดหรือเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว ผักสุก 1 ช้อนครึ่งกินข้าว น้ำมันพืชครึ่งช้อนชาในอาหารที่ปรุงสุก อาหารว่าง : ผลไม้เนื้อนิ่ม เช่น มะม่วง หรือมะละกอ 3-4 ชิ้น หรือส้ม 1 ผล วัย 1-2 ปี : อาหาร&amp;nbsp; 3 มื้อ/วัน (อาหารแบบผู้ใหญ่ไม่ใส่สารปรุงแต่งรสชาติ) 1 มื้อ ประกอบด้วย : ข้าวสวยนิ่มๆ 1 ทัพพี ไข่หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ 1 ช้อนกินข้าว ผักใบเขียว หรือผักสีส้มเหลืองครึ่งทัพพี น้ำมันพืชแต่น้อย นมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว (400-600 มิลลิลิตร) วัยนี้เด็กเริ่มใช้ช้อนตักอาหารกินได้ด้วยตนเอง จึงควรฝึกให้เด็กกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เนื้อปลา และควรสร้างบรรยากาศและจูงใจเด็กให้ได้ลองกินอาหารใหม่ๆ ทารกควรได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน หลังจากนั้นจึงให้เริ่มอาหารตามวัยควบคู่ไปกับนมแม่จนเด็กอายุ 2 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กอายุ 3-5 ปี เด็กวัยนี้มีความต้องการสารอาหารต่างๆ เพิ่มขึ้น เพราะเป็นวัยที่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวและเล่นมากขึ้น จึงต้องการพลังงานวันละ 1,000-3,000 กิโลแคลอรี ใน 1 วัน เด็กควรได้รับอาหารหลัก 3 มื้อ 1 มื้อ ประกอบด้วย : ข้าวกล้องหรือข้าวสวย 1-1 1/2 ทัพพี เนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว (สลับกับไข่ หรืออาหารทะเล) ผักใบเขียวต่างๆ 3/4-1 ทัพพี ผลไม้ 1 ส่วน (ส้มขนาดกลาง 2 ผล หรือมะละกอสุก 8 ชิ้น หรือกล้วยน้ำว้าขนาดกลาง 1 ผล) นมจืดวันละ 2-3 แก้ว (400-600 มิลลิลิตร) ฝึกพฤติกรรมดีให้เด็กติดเป็นนิสัย ไม่กินอาหารรสจัดและมัน อย่าให้ติดขนมกรุบกรอบหรือน้ำหวาน และระหว่างมื้ออาหารควรเน้นเป็นผลไม้แทนขนม ฝึกให้กินผักผลไม้จนเป็นนิสัย ล้างมือทุกครั้งก่อนกินข้าว สอนให้เด็กฝึกเป็นนิสัยเพื่อสุขลักษณะอนามัยที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;สุขภาพดีสมวัยด้วย อ.ออกกำลังกาย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุขภาพดีสมวัยด้วย อ.ออกกำลังกาย ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เด็กสนใจการออกกำลังกาย และไม่ควรให้เด็กดูทีวีเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นและพัฒนาการทางสมอง เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้เด็กสนใจการออกกำลังกายคือ ต้องให้เด็กรู้สึกสนุกเหมือนกับการเล่น และควรเลือกกิจกรรมหรือการเล่นที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก โดยควรให้เด็กๆ มีกิจกรรมทางกาย ระดับปานกลาง-หนักอย่างน้อยวันละ 60 นาที รวม 5 วัน/สัปดาห์ 60 นาทีนี้สามารถแบ่งช่วงเวลาเล่น/วันได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นในครั้งเดียว โดยใช้หลักสูตร 10-20-30&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สูตร 10-20-30 แบ่งเวลาเล่น : 10 นาที ก่อนเข้าเรียน เช่น เดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน ออกกำลังกายประกอบเพลง วิ่งไล่จับก่อนเข้าชั้นเรียน 20 นาที ระหว่างวัน เช่น วิ่งเล่น เตะฟุตบอล ปีนป่าย กระโดดหนังยาง เล่นเกมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย 30 นาที หลังเลิกเรียน เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้น วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิก วอลเลย์บอล ใช้สูตรการเล่นนี้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ กิจกรรมการออกกำลังกายสำหรับเด็กเล็ก 2-6 ปี เด็กวัยนี้เริ่มมีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อดีขึ้น ควรมีกิจกรรมทางกายที่กระฉับกระเฉงทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องรวดเดียว กิจกรรมการเล่นอาจจะเป็นวิ่งเล่นไล่จับ กระต่ายขาเดียว หรือกระโดดเชือก ขว้างลูกบอล หรือเตะลูกบอล ปีนป่ายเครื่องเล่นต่างๆ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;สุขภาพดีสมวัยด้วยอ.อารมณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุขภาพดีสมวัยด้วย อ.อารมณ์ เด็กๆ จะเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง รับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวันได้ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดู การให้ความรักและเอาใจใส่ของพ่อแม่ตั้งแต่ยังแบเบาะ เด็กวัยแรกเกิด-6 เดือนแรก เด็กวัยนี้ใช้แค่การร้องไห้เพื่อสื่อสาร และมักจะหยุดร้องไห้เมื่อได้รับการปลอบโยน ควรร้องเพลง เห่กล่อมเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อุ้มเด็กให้หันหน้ามาสบตา ยิ้มพูดคุยกับเขา เล่นเกมง่ายๆ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ เด็กอายุ 6 เดือน-1 ปี เด็กวัยนี้เริ่มตอบสนองเวลาที่เรายิ้มให้ และเริ่มออกเสียง 2 เสียงติดกันได้ เช่น &amp;ldquo;มามามา&amp;rdquo; &amp;ldquo;บาบาบา&amp;rdquo; และยังชอบที่จะถูกสัมผัสโอบกอดโดยควรทำสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ตารางชีวิตของเด็ก และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช่น เวลากินนม เวลานอน เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคง มีความสุข นอนลงบนพื้นข้างๆ เล่นกับเขา สร้างช่วงเวลาที่ดีระหว่างกัน เด็กวัยนี้จะสนใจเสียงใหม่ๆ ที่ได้ยิน บอกเขาว่ากำลังได้ยินเสียงอะไร ให้เด็กฝึกป้อนอาหารตัวเอง เขาจะรู้สึกสนุกเมื่อได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ขณะแต่งตัวให้เด็กหรือป้อนข้าวให้พูดว่า &amp;ldquo;นี่ขาของ...(ชื่อเขา)&amp;rdquo; &amp;ldquo;นี่ปากของ...&amp;rdquo; ให้เด็กได้สำรวจสิ่งใหม่ๆ หรือพาไปรู้จักคนใหม่ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กอายุ 1-2 ปี เด็กแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย ช่างพูดคุย ชอบกอดจูบพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เริ่มแสดงให้รู้ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด โดยควรทำสิ่งเหล่านี้ เช่น กอดและพูดบอกเขาว่าคุณรักเขามากแค่ไหน ให้เด็กได้เลือกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น อาหาร เสื้อผ้า ให้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เช่น กินอาหาร ดื่มน้ำ มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยทำงานบ้านง่ายๆ อ่านหนังสือหรือเล่านิทานที่เด็กเลือกทุกวันก่อนเข้านอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กอายุ 2-3 ปี เด็กช่วงวัยนี้ชอบเลียนแบบ ต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มีจินตนาการมากขี้น สนใจทำสิ่งแปลกใหม่ หรือไปในที่ใหม่ๆ มีอารมณ์หลากหลาย และแสดงออกมาอย่างเต็มที่ เริ่มเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นโดยควรทำสิ่งเหล่านี้ เช่น ตั้งกฎระเบียบง่ายๆ ให้เด็กลองทำตาม ชื่นชมเวลาเด็กทำอะไรใหม่ๆ ได้ ช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ตัวเองมากขึ้น โดยการสะท้อนอารมณ์ให้เขาฟัง เช่น หนูดูมีความสุข หนูกำลังโกรธ เวลาที่เด็กร้องหรือลงไปนอนดิ้นกับพื้น คุณควรสงบแล้วพูดกับเขานิ่งๆ หรือเพิกเฉยจนเขาหยุดไปเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กอายุ 3-4 ปี เด็กวัยนี้สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้การทำตามกฎเกณฑ์ เล่นกับเพื่อนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ และชอบเล่นสมมติกับตุ๊กตาหรือของเล่น ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้ เล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับเด็ก แล้วสังเกตว่าเขาเล่าเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับตัวเองได้หรือเปล่า ให้เล่นเกมที่ต้องสลับกันเล่น หรือเล่นสมมติกับตุ๊กตา 2 ตัวที่ทะเลาะกัน แล้วคุยกับเด็กว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ละตัวรู้สึกอย่างไรและจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีช่วงเวลา &amp;ldquo;พิเศษ&amp;rdquo; ทุกวัน นอนขดตัวใกล้กันแล้วอ่านหนังสือร่วมกัน ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขี้นทีละน้อยเท่าที่เด็กสนใจฟังได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กอายุ 4-5 ปี เด็กวันนี้ชอบเล่นกับเด็กอื่น เริ่มรู้จักการแบ่งปันและสลับกันเล่นกับเพื่อนได้ เริ่มเข้าใจกฎระเบียบง่ายๆ ควรทำสิ่งเหล่านี้ ให้เขาได้เล่นกับเด็กคนอื่นมากขึ้น และกระตุ้นให้เขารู้จักแบ่งปัน เช่น ดินสอสี ดินน้ำมัน ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานประดิษฐ์สิ่งของ พาเด็กออกไปเปิดหูเปิดตาสถานที่หรือผู้คนใหม่ๆ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ให้ช่วยทำงานบ้านหรือทำสวน โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเด็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กวัย 5-6 ปี เด็กวัยนี้เลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ชอบพูดกับคนคุ้นเคย และเริ่มรู้จักการแบ่งปันสลับกันเล่น เริ่มเข้าใจว่าอะไร &amp;ldquo;ถูก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผิด&amp;rdquo; แต่ยังทำไม่ได้ถูกต้องทุกครั้งและการได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เป็นสิ่งสำคัญ ควรให้เด็กได้ช่วยงานบ้าน และอย่าลืมชมเชยว่าพวกเขาเก่ง หากเด็กมีปัญหา เช่นการทะเลาะกับเพื่อน คุณควรกระตุ้นให้เด็กเป็นคนพูดเอง โดยมีคุณคอยชี้แนะ ให้เด็กดูรูปในหนังสือที่เกี่ยวกับคนต่างวัฒนธรรม หรือพูดคุยถึงความแตกต่างระหว่างครอบครัวของเขากับคนอื่น เล่นเกมที่มีกฎตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป เช่น งูตกบันได บิงโก หรือใช้กล่องเปล่าสร้างเป็นร้านค้าหรือบ้านแล้วให้เด็กชวนเพื่อนมาเล่น. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.-Tiktok Thailand ศิลปินภาคีชวนชาเลนจ์เต้นล้างมือ40วินาที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ร่วมกับ Tiktok Thailand ศิลปิน ภาคีเครือข่ายชวนชาเลนจ์เต้นล้างมือ 40 วินาทีอย่างถูกวิธี วัยรุ่นทั่วโลกทำยอดได้ถึง 3,000 ล้านวิว คลายเครียดช่วงโควิด-19 ระบาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดฮิต Tik-Tok-อินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก ชวนติดแฮชแท็ก #ล้างมือ40วิ #ไทยรู้สู้โควิด #ถ้าเธอแคร์มาแชร์กัน แนะวัยรุ่นปฏิบัติตาม ก.สธ.ติดตามข้อมูลจากสสส., สภาเด็กพร้อมสร้าง Challenger ไม่ให้เบื่อ เปลี่ยนปิดเทอมสร้างสรรค์อัศจรรย์วันว่างอยู่กับบ้าน สอนออนไลน์&amp;ldquo;DIY&amp;rdquo; ง่ายๆ ด้วยตนเอง งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ไอศกรีมหวานเย็น หนุนสภาเด็กและเยาวชนฯ ตื่นตัวไวรัสโควิด-19 Liveสดสองทุ่ม 31 มี.ค. รายการ#อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว EP.8 ตอนบ้านเรา บ้านเขา กับแขกพิเศษคนไทยจากต่างแดน&amp;nbsp; จากสหราชอาณาจักร สหรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในขณะนี้การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบครึ่งโลก หรือ 3,600 ล้านคน จากการรวบรวมแบบเรียลไทม์ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐเมื่อเวลา 20.00 น. ของวันอังคารที่ 31 มี.ค.2563 ตามเวลาประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อสะสม 801,400 ราย (ล่าสุดเกินกว่าล้านคนแล้ว)&amp;nbsp; เสียชีวิตแล้ว 38,743 ราย หายแล้ว 172,657ราย อิตาลีมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกรวม 11,591 ราย&amp;nbsp; (เสียชีวิต 11,500 คนในเวลา 1 เดือน) ผู้ติดเชื้อสะสม 101,739 ราย หายแล้ว 14,620 ราย นับได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมการสูญเสียจากภัยพิบัติคราวเดียวอย่างเลวร้ายที่สุดของอิตาลีนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ณัฐยา บุญภักดี (ผึ้ง) ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยรายงานสด Face Live วันที่ 31 มี.ค. เวลาสองทุ่ม ณัฐยา บุญภักดี (ผึ้ง) ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พงศ์ธร จันทรัศมี (พี่ชาย)ผจก.โครงการด้านสุขภาพเด็กและเยาวชน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ทั้งนี้ ธนวัฒน์ พรหมโชติ เป็นผู้ซักประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาเด็กและเยาวชนฯ นำเสนอข้อมูลจากอมรินทร์ทีวีเรื่องการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ด้วยการดูจากแผนที่ประเทศไทยเปรียบเทียบวันที่ 1 มี.ค.63 วันที่ 21 มี.ค.63 และวันที่ 31มี.ค.63 จากเดิมที่ไม่มีการแพร่ระบาดจนถึงวันที่ 31 มี.ค. เป็นสีแดงเกือบทั่วประเทศ เห็นได้ว่าการแพร่ระบาดไปเกือบทุกจังหวัดยกเว้นเพียง 14 จังหวัด สมุทรสาคร สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง กำแพงเพชร พิจิตร น่าน ลำปาง บึงกาฬ สกลนคร ตราด สตูล พังงา ระนอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี (ผึ้ง) ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์สดว่า ดำเนินมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อสังคม เก็บตัวเองอยู่ในบ้าน จะเข้าสำนักงาน สสส.เมื่อมีการประชุม เมื่อเริ่มมีไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ สสส.ร่วมกับ Tiktok Thailand ศิลปิน พิธีกรหลักจากรายการโต๊ะแชร์และเครือข่ายภาคีประชาสังคมร่วมกันจัดกิจกรรมชาเลนจ์เต้นประกอบเพลงการล้างมือที่ถูกวิธี 40 วินาที ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นอย่าง TikTok อินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้กลุ่มวัยรุ่นตระหนักถึงการป้องกันและดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การล้างมือที่ถูกวิธี การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distance) และการป้องกันการนำโรคแพร่สู่ผู้สูงอายุ การร้องเพลง Happy Birthday ขณะล้างมือครบ 20 วินาทีตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รณรงค์ให้มีการล้างมือให้สะอาด พร้อมกับการร้องเพลง Happy Birth Day &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขอเชิญทุกครอบครัวเปิดพื้นที่ให้มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ในช่วงที่ต้องกักตัว โดยปล่อยเพลงล้างมือบ่อยๆ ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ปัจจุบันผู้ใช้โดยสำนัก 4 ชื่อ Happinetclub และผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล (อินฟลูเอนเซอร์) กลุ่มศิลปินดาราที่เข้าร่วมแคมเปญมียอดผู้ติดตามรวมกันทั้งสิ้น 417,966 ผู้ติดตาม ทั้งนี้ มีกลุ่มวัยรุ่นที่โหลดแอปพลิเคชันเข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญโดกยการเต้นและโพสต์แอปพลิเคชันลงบัญชีผู้ใช้ของตนเองจำนวน 220 คลิป มียอดผู้รับชมคลิปของแคมเปญรวม 2,284,039 ครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ มีกิจกรรมระดมทุนระหว่าง Live Streaming เพื่อสนับสนุนการทำงานให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพัฒนาชุดตรวจโควิด-19 โดยมีการส่งมอบเงินบริจาคในวันที่ 31 มี.ค.2563 ยอดบริจาครวมทั้งสิ้น 158,191.71 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สสส.และภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมให้ผู้ที่เก็บตัวอยู่ที่บ้าน ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์คลายเครียดด้วยการเต้นประกอบเพลงล้างมือบ่อยๆ เน้นการล้างมือที่ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มเพื่อน ลดการติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้วัยรุ่นทั่วโลกเข้าไปเล่นทำยอดได้ถึง 3,000 ล้านวิว สสส.มีบัญชีติ๊กต๊อกคุยกับวัยรุ่น สร้างแคมเปญล้างมือ 40 วิ ครบ 7 วัน ยอดวิว 6 แสน เรามีใบเตย อาร์สยาม เล่นล้างมือกับเขาด้วย ล่าสุด สสส.ได้ส่งคำท้าไปยังสภาเด็กและเยาวชนที่มีอยู่ทั่วประเทศนับแสนคนได้เข้าร่วมชาเลนจ์นี้&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐยากล่าวว่า จากเดิมที่สำนัก 4 สสส.และภาคีเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน ร่วมกันจัดกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์อัศจรรย์วันว่างปีที่ 2 จำนวน 2,300 กิจกรรม เพื่อความปลอดภัยของน้องๆ ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง เปลี่ยนเป็นปิดเทอมสร้างสรรค์อยู่กับบ้าน &amp;ldquo;DIY&amp;rdquo; ง่ายๆ ด้วยตนเอง หาสารพัดกิจกรรมทำที่บ้าน งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ทำหน้ากาก ผ้าปิดตาจากเศษผ้า ขั้นตอนการทำสบู่ ไอศกรีมหวานเย็น สสส.เชิญภาคีหลายกลุ่มทำ connect กิจกรรมการเรียนรู้อยู่ที่บ้าน เราไม่รู้ว่าจะเปิดเทอมเมื่อไหร่ อาจจะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้อยู่กับบ้าน ทำบอร์ดเกม ทำนิทาน ละครหุ่นเผยแพร่ คนที่ไม่สะดวกในการใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกับงานพื้นที่ สื่อการเรียนรู้ให้ส่งถึงบ้าน ทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์ เปิดตัวให้ทันสงกรานต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; DIY การทำผ้าปิดตานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมค่ายเลื่อนออกไปยังไม่มีกำหนด เพราะกว่าจะเราจะผลิตวัคซีนไว้ใช้ป้องกันโควิด-19 เพื่อใช้ทั่วโลกคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เราต้องใช้ชีวิตด้วยความระวังอีก 1 ปี&amp;nbsp; เราช่วยกันทำ Challengeวัยรุ่นอยู่ห่างๆ มีไลฟสไตล์ จากเดิมที่วัยรุ่นชอบ hang out นอกบ้าน เมื่อไม่เจอกันจะทำอย่างไร ถ้าดูคลิปจากเมืองนอก นัดเดทกันคนละระเบียงด้วยวิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป เราไม่อยากให้วัยรุ่นเครียด ประกวดไอเดียที่จะได้ Social กับเพื่อนๆ พัฒนาเป็นแคมเปญที่ช่วยกันทำในระยะห่าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาความเสี่ยงในการอยู่บ้านคือการนั่งจมจ่อมอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน เป็นหลุมพรางเป็นชั่วโมงๆ เหมือนกับการถูกสิง มีอาการหงุดหงิด อึดอัดโดยไม่รู้ตัว เริ่มไม่สบายใจ อยู่ในโลกแคบลงไปเรื่อยๆ เราอยู่บ้านเล็กหรือบ้านใหญ่ต้องมีกิจกรรมออกกำลังกาย กิจกรรมทางกายได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างสัมผัสแสงแดด วิดีโอคอลกับเพื่อนๆ เฮฮาสลับกันบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นเรื่องเข้าใจผิด อย่าเชื่อว่าวัยรุ่นติดไวรัสยาก ติดแล้วไม่เป็นไร เพราะวัยรุ่นยังแข็งแรง การติดไวรัสส่งผลต่อร่างกาย วัยหนุ่มสาวก็เข้า รพ.จำนวนไม่น้อย ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น วัยรุ่นมีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากวัยอื่น แม้ว่าร่างกายจะแข็งแรง แต่เชื้ออยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว ไปติดคนที่เรารัก ปู่ย่าตายายพ่อแม่ ดังนั้นขอให้ดูแลตัวเองตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ติดตามข้อมูลจาก สสส. และสภาเด็กจะสร้าง Challenger ไม่ให้เบื่ออย่างแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พงศ์ธร จันทรัศมี (พี่ชาย) ผจก.โครงการด้านสุขภาพเด็กและเยาวชน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า มสช.ทำงานร่วมกับนักวิชาการ โรคอ้วนในเด็ก ทำสื่อเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ให้ลดการเดินทางด้วย Work from home การคัดกรองตรวจอุณหภูมิ การทำเจลล้างมือด้วยการล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อความปลอดภัยของเด็ก การอยู่ในบ้านของตัวเองไม่ใช่ไปอยู่ที่บ้านของเพื่อนบ้าน ขณะนี้อากาศร้อน บ้านที่อยู่ใกล้หนอง คลอง บึง เล่นน้ำอาจจะเสี่ยงต่อการจมน้ำ ต้องระวัง ในช่วงนี้คนเดินทางน้อย ถนนโล่ง เมื่อขับรถออกไปไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นอันตราย ไม่ระวังเรื่องความปลอดภัย โอกาสที่จะติดโรคเป็นพาหะนำมาสู่ผู้สูงอายุ เด็กๆ ในบ้านด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย กินอาหารเยอะ ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน น้ำตาลเกิน น้ำหนักมาก ควรดูแลสุขภาพเคลื่อนไหวร่างกาย 30 นาที การนั่งอยู่หน้าจอนานๆ ก็ทำให้หมดเงินได้ถ้าช็อปปิ้งออนไลน์ การเล่นเกมออนไลน์ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าเผลอจะติดเกมออนไลน์ได้ ขณะนี้หมอและพยาบาลอยู่ห่างจากครอบครัว ขอให้ส่งกำลังใจไปยังทีมแพทย์พยาบาล ในช่วงนี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้โรคระบาด ที่ 100 ปีจะมีสักครั้งหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อภิวัฒน์ พงษ์วาท OR1 ETC และผู้แต่งเพลงล้างมือบ่อยๆ เชิญชวนว่า &amp;ldquo;หากใครว่างอยู่ ขอช่วยมาแจมเต้นกัน เพลงพิเศษจากรายการโต๊ะแชร์สดๆ ร้อนๆ ช่วยทุกคนมาทำชาเลนจ์นี้แล้วแท็กเพื่อนต่อๆ กันไปอีก 5 คนนะครับ&amp;rdquo; กิจกรรมนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากศิลปิน ดารารายการโต๊ะแชร์ทั้ง 8 คน ได้แก่ เป๊กซ์ วงชีล, หนึ่ง วงอีทีซี ตั้ม-วราเวช โดม-จารุวัฒน์&amp;nbsp; เดอะสตาร์ ทีวงเจ็ท เซทเดอรี่ สงกรานต์ รังสรรค์ เดอะวอยซ์ บอย วงโลโมโซนิค และเป้ มือแซ็ก วงมายด์ทีร่วมกันแต่งเพลงการล้างมือถูกวิธี 40 วินาที พร้อมท่าเต้นล้างมือง่ายๆ ผ่าน Live streaming ทางยูทูบและเฟซบุ๊ก ช่องเที่ยวอยู่ได้ X โต๊ะแชร์และเชิญชวนทุกคนร่วมกิจกรรมเต้นประกอบเพลงล้างมือที่แต่งขึ้นพร้อมใส่แฮชแท็ก #ล้างมือ40วิ #ไทยรู้สู้โควิด #ถ้าเธอแคร์มาแชร์กัน แล้วแบ่งปันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ TikTok อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ #สัญญาว่าจะอยู่บ้าน #ไทยรู้สู้โควิด ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเพลงล้างมือบ่อยๆ ได้ที่ Link Download:https://drive.google.com/file/d/1vJuzsgacBOqYBwKBhDhtHK8h8smTidwI/view?USD=sharing&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เนื้อเพลงล้างมือบ่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหมือนฝันร้ายที่ฉันต้องการตื่น ภาวนาก่อนนอนทุกค่ำคืน&amp;nbsp; ระแวงทุกการนั่งระวังทุกการยืน ความทุกข์ที่ตัวฉันและเธอต้องกล้ำกลืน ตั้งแต่เช้ายันนอนนั่งดูแต่ซีรีส์ จากพัดแซรอยจนไปถึงฝูงซอมบี้ ติดตามสถานการณ์จะเอายังไงกันครับพี่ แฟนเฟินก็ไม่ได้เจอ....มีคำแนะนำดังนี้ ล้างมือกันบ่อยๆ แล้วก็คิดถึงกันสักหน่อย ไม่ได้เจอบ่อยๆ ไม่ได้แปลว่าไม่รัก ขอให้ทนอีกหน่อย เธออย่าเพิ่งเจอใครบ่อยๆ รักตัวเองสักหน่อย อีกไม่นานค่อยเจอกัน....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บทสรุปโควิด-19เจาะโลก180ประเทศรวมเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การติดเชื้อโควิด-19 ใช้เวลา 5-6 วัน สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกทิ่ติดเชื้อแล้ว แม้ไม่ได้มีอาการไข้ หรือไม่มีอาการแต่อย่างใด ดังนั้นด้วยมาตรการให้อยู่ห่างๆ กัน ระวังเชื้อกระโดด ไวรัสนี้ติดกันได้ทางน้ำลาย ดังนั้นจะต้องมีการล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลล้างมือซึ่งมีแอลกอฮอล์จะสลายไขมันได้ ขอให้ทุกคนพร้อมใจกันใช้ Mask ปิดจมูก ปาก เพื่อยุติสงครามไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Social Distancing การปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างระยะห่างทางบุคคล การที่มีผู้ป่วยทั่วโลกเป็นจำนวนแสนคนนั้นไม่ใช่เรื่องความรุนแรงของอาการ แต่คนที่ติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการในช่วงแรกกลายเป็นพาหะของโรค อาทิ A มีสุขภาพดี เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ได้รับเชื้อจากเพื่อนร่วมงาน แต่ A ไม่มีอาการ ยังเข้าร่วมแข่งขันกีฬา เอาเชื้อติดต่อไปยังคนอื่นโดยไม่เจตนา แต่คนที่ติดเชื้อส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ กลุ่มหนึ่งที่ติดเชื้อแต่ไม่ปรากฏอาการยังใช้ชีวิตปกติขับรถขนส่งสาธารณะ คนที่ติดเชื้อไม่ปรากฏอาการแต่เป็นพาหะแบบนาย A มีเป็นสิบเป็นร้อยคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลมีตั้งแต่อาการน้อยจนถึงอาการรุนแรง บางส่วนไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยโรคอื่นก็ไม่ได้รับการรักษาเช่นเดียวกัน ผู้ป่วยจากเดิมมีเป็นหลักร้อยพุ่งขึ้นเป็นหลักพันหลักหมื่น คนที่มีอาการน้อยอยู่บ้าน อาการรุนแรงจึงอยู่โรงพยาบาล ยอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก เกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม เลือกที่จะไม่ใช้รถขนส่งสาธารณะ ทำงานที่บ้าน ไม่เข้าไปในสถานที่ชุมชนแออัด ขณะเดียวกันทาง รพ.จะได้รองรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงได้ ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การที่ประเทศจีนปิดเมืองได้ผลดี อิตาลีปิดเมืองแต่ยังมีปัญหา ขึ้นอยู่ที่ตัวเรายับยั้งได้ หยุดวงจรการแพร่ระบาด เราอยากเป็นเหมือนประเทศจีนหรือประเทศอิตาลี เราเลือกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รายงานสด Face Live จากดินแดนไกลโพ้นและพูดคุยกับผู้ใหญ่ใจดี ใครอยากรู้ว่าอังกฤษกับสหรัฐในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรายการ #อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว EP.8ตอนบ้านเรา บ้านเขา กับแขกพิเศษคนไทยจากต่างแดนสดๆ จากสหราชอาณาจักร สหรัฐ รศ.ชานนท์ โกมลมาลย์ อ.ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำโครงการกับสภาเด็กฯ ขณะนี้ศึกษาต่อปริญญาเอกด้านนโยบายสังคมและสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ยอร์ก สหราชอาณาจักร ภัทรวดี ใจทอง (แนน) อดีตรองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และอดีตคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ชานนท์ โกมลมาลย์ อ.ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;Lock down Britain&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;House arrest&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo; Britain on Lockdown&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;You must stay at home&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะสัมภาษณ์สดเป็นเวลาบ่าย 3 โมง ที่สหราชอาณาจักร เวลาห่างจากเมืองไทย&amp;nbsp; 6 ชั่วโมง อุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส เมืองยอร์กเป็นเมืองเก่าอยู่ทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร ห่างจากลอนดอน 2 ชั่วโมง ในภาพจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บาน มีคนออกมาเดินอยู่บ้าง หากจะเปรียบเทียบเมืองยอร์กประมาณเมืองเก่าสุโขทัยของบ้านเรา ยามปกติเมืองยอร์กเมืองประวัติศาสตร์เก่าคึกคักมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว คนจากเมือง Leeds ก็มาเที่ยวที่นี่ แต่ขณะนี้มีตำรวจคอยสอดส่องไม่ให้คนออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และให้สวมหน้ากากอนามัย ควบคุมมิให้มีการรวมกลุ่มกัน ตักเตือนให้เว้นระยะห่างจากกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่สหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 หมื่นราย ปิดเคสได้น้อยมาก มีอาการถึง 80% อัตราผู้เสียชีวิตสูงหลักร้อย ขณะนี้มีการเปิดเว็บไซต์ให้ข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่มีคนติดเชื้อโควิด-19 จำนวนเท่าไหร่ ข้อมูลล่าสุดเมืองยอร์กในช่วง 4 ทุ่มมีผู้ติดเชื้อ 30 ราย ซึ่งถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ จากประชากรกว่า 2 แสนคน แต่เมืองใหญ่บางเมืองติดเชื้อหลายร้อยคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับมือเชื้อโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรนั้น นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ก็ติดเชื้อไปแล้ว ใช้มาตรการกักตัวเองอยู่ภายในบ้าน ขณะนี้คนอังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ ออกมาซื้อของนอกบ้านเท่าที่จำเป็น ถ้าจะออกกำลังกายก็ออกไปคนเดียว หรือไปทั้งครอบครัวก็ไปจำนวนน้อยๆ ไม่ต้องไปกันมาก ส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในบ้าน ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงก็ประกาศว่าให้ทุกคนอยู่บ้านกันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์มีการนำเสนอข่าว Lock down Britain&amp;nbsp; House arrest Britain on Lockdown&amp;nbsp; You must stay at home ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักร 220,141 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 1.3 แสนคน ประชาชนทุกคนสามารถ Add line กับข้อมูลที่รัฐบาลให้ความรู้วิธีการรับมือ รู้ความคืบหน้าทุกอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเรียนปริญญาเอกในขณะที่สถานการณ์โควิดระบาดนั้น ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยทุกแห่งในสหราชอาณาจักรปิดทั้งหมด เปลี่ยนการเรียนการสอนทางออนไลน์ในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ การทำปริญญาเอกก็ต้องนั่งทำงานที่บ้าน ใช้กูเกิลโปรแกรมออนไลน์เพื่อประชุมกัน ถ้าไม่มีสถานการณ์โควิด นักศึกษาปริญญาเอกจะนั่งทำงานกันในออฟฟิศของมหาวิทยาลัย มีศูนย์ห้องทำงานของ นศ.ปริญญาเอก แต่ตอนนี้นักศึกษาทุกคนทำงานที่บ้าน ส่งงานทางออนไลน์ จากเดิมที่มหาวิทยาลัยมีตัวช่วยการทำงานวิจัย สอนการเขียน Proposal ทุกอย่างต้องยกเลิกให้ทำงานทางออนไลน์ทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยที่สหราชอาณาจักรออกแบบให้นักศึกษาที่เรียนปริญญาเอกทำงานวิจัยแบบ face to face ตอนนี้เปลี่ยนแปลงใช้ระบบออนไลน์ทั้งหมด เราอยากจะถามข้อสงสัยก็พลาดที่จะถาม ขณะนี้ นศ.ปริญญาเอกที่นี่ทำเรื่องขอคืนค่าเทอม เพราะไม่ได้ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ของมหาวิทยาลัย ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ให้ทุนนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีการคืนเงินให้ 500 ปอนด์ หรือ 2 หมื่นบาท &amp;ldquo;ผมยังต้องใช้ชีวิตที่นี่อีก 3 ปี ขณะนี้ผมพาภริยาและลูกมาอยู่ที่บ้านพักด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมอยู่ในบ้านมา 2 สัปดาห์แล้ว การสั่งของทางออนไลน์ไม่ง่ายเหมือนอยู่ที่บ้านเรา ห้างสรรพสินค้าในเมืองยอร์กมีจำนวนไม่มากนัก มีห้างมอริสันในช่วงนี้จะเข้าไปช็อปปิ้งแทบไม่ได้ เพราะมี Demand สูงมาก&amp;nbsp; ต้องรอคิว ต้องสั่งล่วงหน้าต้องเลือกสลอตเวลา 3 วันข้างหน้า บางครั้งเราก็ไม่มีสมาธิในการทำงาน เพราะต้องคอยเช็กว่าจะสั่งของในช่วงไหนอย่างไร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าสำหรับบ้านเราก็คือคนที่หาเช้ากินค่ำแล้วต้อง lock down ตัวเอง มาตรการเยียวยาคนในระบบประกันสังคม นอกระบบประกันสังคมที่ต้องเร่งการเยียวยา เพราะคนจำนวนนี้ได้รับผลกระทบ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะสรุปสถานการณ์ในช่วงปี 2020 มีความรุนแรงตั้งแต่ต้นปี ปัญหาอิหร่านกับสหรัฐ ในเมืองไทยข่าวการกราดยิงประชาชนที่โคราช ปัญหาภัยธรรมชาติภัยพิบัติปีนี้รุนแรงมาก เราเองต้องมีสติและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง อย่าทำตัวให้เสี่ยงจนเกินไป ทำอะไรต้องมีสติในการใช้ชีวิต ระวังการติดเชื้อและส่งผลกระทบต่อคนอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภัทรวดี ใจทอง (แนน) อดีตรองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และอดีตคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในมลรัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้อุณหภูมิที่มลรัฐแมริแลนด์ สหรัฐ อยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส ฝนตก ที่สหรัฐมีคนติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1.604,000 คน นับวันจะระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ คนเสียชีวิตกว่า&amp;nbsp; 3,000 รา ยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรจำนวน 300 ล้านคน ถือได้ว่ายังปลอดภัยอยู่ ที่สหรัฐประกาศรับมือให้อยู่ในระยะห่างตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.เป็นต้นมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อทุกคนรู้ข่าวว่าไวรัสระบาดหนัก&amp;nbsp; เราเตรียมตัวอยู่บ้าน 2สัปดาห์ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศ ขณะนี้มหาวิทยาลัยประกาศปิดจนถืงสิ้นเดือนเม.ย. มีข้อความที่เตือนมาทางโทรศัพท์มือถือให้อยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกนอกบ้าน พร้อมแนะนำว่าเวลาที่ดีที่สุดควรออกมาซื้อของตั้งแต่หกโมงเช้าถึง 9 โมงเช้า ความรุนแรงของการติดเชื้อแต่ละรัฐมีตัวเลขที่แตกต่างกัน ส่วนบรรยากาศที่มีการตุนซื้อของกันไว้ทำให้ปัญหาทิชชูขาดแคลน และผู้คนหันไปซื้อสายฉีดแทนการใช้ทิชชูนั้นก็เป็นเรื่องจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้การเดินป่า แม่จะเตือนเด็กให้เดินห่างจากคนอื่นที่ไม่รู้จัก คือเว้นระยะห่าง ขณะนี้ทำงานด้าน Human Rights สิทธิมนุษยชน ด้วยการทำเป็นหนังสือเขียนโครงการด้วยข้อความเพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย ดาวน์โหลดข้อมูลเพื่อชักชวนให้เด็กสนใจทำกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสร้างกิจกรรม&amp;ldquo;บ้านเรา บ้านเขา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1.เยาวชนไทยสู้กับโควิด-19 หลักสูตรออนไลน์ มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาหลักสูตรแนะนำเยาวชนรู้จักโควิด-19มากยิ่งขึ้น มีแพทย์และเจ้าหน้าที่สมัครหลักสูตรการรู้เท่าทันมากยิ่งขึ้นด้วยการเรียน e-learning โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2.สภาเด็กและเยาวชนร่วมกับ UNICEF ออกแบบสอบถามผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อนำเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั้งประเทศ การเรียนรู้และเป็นจิตอาสากู้ภัยทางออนไลน์ ตั้งเป็นกลุ่มโซเชียลโครงการเยาวนไทยสู้ภัยโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62754</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐยา บุญภักดี, ภัทรวดี ใจทอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e9058e9a770d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 06:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.หนุนนวัตกรรมงานครอบครัวอบอุ่นเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.สนับสนุนนวัตกรรมขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่เป็นหนังสือคู่มือ ร่วมกับสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย เจาะลึกพฤติกรรมสมาชิกในครอบครัว 900 ครัวเรือนจาก 1,309 ครัวเรือน ที่บ้านทัพม่าน ต.บัวใหญ่ จ.น่าน ซื้อหวยรัฐบาล หวยใต้ดินขั้นต่ำ 200 บาททุกงวด เสี่ยงโชคหวังรายลัด แถมนำเงินครอบครัวไปซื้อถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกัน ซื้อแล้วไม่ถูกสร้างหนี้เพิ่มขึ้น เกิดไอเดียใหม่ MOU ครอบครัว เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม เครื่องมือสร้างวินัยการออมสู่ความพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สสส. มีบทบาทสนับสนุนนวัตกรรมขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ จัดทำเป็นหนังสือคู่มือร่วมกับสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย หน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวศึกษา จำนวน 11 พื้นที่ ลำปาง พะเยา น่าน เลย กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี สุรินทร์ สงขลา ตรัง พัทลุง สระบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;MOU ครอบครัว เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม เครื่องมือสร้างวินัยการออมสู่ความพอเพียง โดย ศุภรัตน์ เสาร์แดน, อนงค์ อินแสง หน่วยสร้างการเรียนรู้เพื่อครอบครัวศึกษา จังหวัดน่าน, วิจิตรา รพีทัศนพงศ์ และคณะ นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวใหญ่ เป็นงานหนึ่งในหนังสือนวัตกรรมขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย โดยมียุทธนา วงศ์โสภา ทำหน้าที่บรรณาธิการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การเปลี่ยนแปลงความคิด หรือทัศนคติของชาวบ้านในเรื่องการซื้อหวยเป็นโจทย์ยาก เพราะการเล่นหวยเป็นความเสี่ยงและเป็นความหวังหนึ่งของชาวบ้าน หลายๆ คนที่ซื้อแล้วหวังจะได้ผลรางวัล &amp;ldquo;การซื้อหวยเป็นการหวังผลที่จะรวยทางลัด เผื่อเราอาจจะโชคดี&amp;rdquo; มีความเชื่อเรื่องความฝันว่ามีคนมาบอกโชค เชื่อและศรัทธาว่าเมื่อไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ศาลพระภูมิ ต้นตะเคียน หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่ออธิษฐานแล้วขอให้โชคดีถูกหวย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บ้านทัพม่าน ต.บัวใหญ่ จ.น่าน มีอายุกว่า 200 ปี เริ่มต้นจากคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำไร่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ทำเพิงพักที่อยู่อาศัย ในระหว่างทำไร่ 5-6 ครอบครัว มีกองทัพพม่าเข้ามาบุกหมายจะมายึดเอาเมืองนาน้อยตั้งกองทัพอยู่ที่นี่ หน่วยสอดแนมของ อ.นาน้อยพบเห็นจึงได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งแม่ทัพเมืองนาน้อย เจ้าเมืองนาน้อยจึงได้ยกทัพทหารเข้ามาโจมตีก่อน แม่ทัพพม่า (ม่าน) ไม่ทันระวังตัวจึงพ่ายแพ้และหนีกลับไปทางทิศตะวันตก ไปทางจังหวัดแพร่ มีชาวบ้านอพยพเข้ามาทำไร่เพิ่มขึ้นอีก จึงได้ตั้งเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านทัพม่าน มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับ ต.น้ำตก บ้านไทรงาม ทิศใต้ติดต่อกับบ้านห้วยส้ม ต.สันทะ ทิศตะวันออกติดต่อกับบ้านต้นม่วง ม.6 ต.บัวใหญ่ และทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านแสนสุข ต.สันทะ อ.นาน้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การซื้อหวยในพื้นที่พบว่า ต.บัวใหญ่ มีจำนวนครัวเรือน 1,309 ครัวเรือน มีการซื้อหวย ทั้งหวยใต้ดินและหวยรัฐบาลมากกว่า 900 ครัวเรือน โดยจะมีการซื้อเดือนละ 2 งวด งวดละ 200 บาท มีค่าซื้อหวยเดือนละ 180,000 บาท/เดือน ถ้าคิดเป็นปีจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อหวย 2,160,000 บาท บางครอบครัวนำเงินไปซื้อหวยของคนในครอบครัว ยังเป็นชนวนเหตุให้เกิดการถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้งกันด้วย ถ้ามีการเล่นและเสียเงินเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง และซื้อแล้วไม่ถูกอีกเป็นเหตุให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ต.บัวใหญ่ ได้ทำกิจกรรมครอบครัวบัวใหญ่ ร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนเงินหวยมาเป็นเงินออม โดยอาศัยข้อมูลจากการสำรวจ และจากสถานการณ์ที่พบในชุมชน จึงได้ลงความเห็นว่าควรจะมีกิจกรรมที่เป็นแนวทางเพื่อลดการพนันเรื่องหวยใต้ดิน และส่งเสริมการออมเงินเพื่ออนาคตให้กับครอบครัว มีกลุ่มเป้าหมายเข้ามาร่วมกิจกรรมทั้งหมด 80 คนจาก 40 ครอบครัวในหมู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่น่าสนใจ คือ 1.การวิเคราะห์รายจ่ายของครอบครัว ใช้เทคนิคโอ่งรั่ว ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้เห็นสถานการณ์การใช้จ่ายของครอบครัวร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2.การชวนคุยและวิเคราะห์เรื่อง &amp;ldquo;หวยใต้ดิน&amp;rdquo; ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร โดยแบ่งกลุ่มพ่อแม่ลูก เสียงสะท้อนที่ได้จากการแบ่งกลุ่มบอกว่า &amp;ldquo;การเล่นหวยเป็นการพนันที่ทำให้เรามีความหวัง เช่น หวังว่าจะถูก ถูกแล้วจะมีเงินไปซื้อสิ่งที่อยากได้ หวังว่าถูกแล้วจะมีเงินเก็บได้ แต่ขณะเดียวกันหวยก็ทำให้เราเสียเงินแบบไม่รู้สึกตัว ซื้อไม่มากก็จริง แต่ต้องซื้อทุกเดือน เดือนละ 2 งวด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ครอบครัวหนึ่งซื้อหวย 2-3 คน รวมกันแล้วก็เป็นเงินจำนวนมากพอที่จะเอาไปเก็บหรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้เช่นกัน ที่สำคัญบางครอบครัวการนำเงินไปซื้อหวยของคนในครอบครัวยังเป็นชนวนเหตุให้เกิดการถกเถียง ทะเลาะกัน ถ้ามีการเล่นและเสียเงินเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง และซื้อแล้วไม่ถูกอีกเป็นเหตุให้มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นไปอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3.การวิเคราะห์โอกาสในการถูกหวย ทีมกระบวนการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงตัวเลข เพื่อชี้ให้เห็นโอกาสการถูกหวยและไม่ถูกหวยให้คนในเวทีได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยหวังว่าข้อมูลการนำเข้าครั้งนี้จะนำไปเป็นข้อมูลเพื่อนำสู่การตัดสินใจ &amp;ldquo;ลด ละ เลิก การซื้อหวยใต้ดิน&amp;rdquo; ของคนในครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อหวยใต้ดิน 2 ตัวบน/ล่าง โอกาสถูกมีเพียง 1.0000% โอกาสที่จะถูกเจ้ามือกิน 99.000%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อหวยใต้ดิน 3 ตัวบน (เต็ง) โอกาสถูกมีเพียง 0.1000% โอกาสที่จะถูกเจ้ามือกิน 99.900%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อหวยใต้ดิน 3 ตัวบน (โต๊ด) โอกาสถูกมีเพียง 0.6000% โอกาสที่จะถูกเจ้ามือกิน 99.400%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อสลากรัฐบาล รางวัลที่ 1 โอกาสถูกมีเพียง 0.0001% โอกาสที่จะไม่ถูก 99.9999%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อสลากรัฐบาลเลขท้าย 3 ตัว โอกาสถูกมีเพียง 0.400% โอกาสที่จะไม่ถูก 99.60%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อสลากรัฐบาลเลขท้าย 2 ตัว โอกาสถูกมีเพียง 1.0000% โอกาสที่จะไม่ถูก 99.000%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยกระบวนการเรียนรู้ การวิเคราะห์รายจ่าย ผลดี-ผลเสีย สู่การทำข้อตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงความคิดหรือทัศนคติของชาวบ้านในเรื่องการซื้อหวยนั้น เป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร เพราะ &amp;ldquo;การเล่นหวย&amp;rdquo; เป็นความเสี่ยง และยังเป็นความหวังหนึ่งของชาวบ้านหลายๆ คน ที่ซื้อแล้วหวังจะได้ผลรางวัล จึงได้มีการกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน การลดรายจ่ายในครอบครัว การให้ความรู้เรื่องการพนัน โดยมีการจัดเวทีเรียนรู้และวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการเงินของแต่ละครอบครัว การจัดเวทีเรียนรู้ร่วมกัน หัวข้อ &amp;ldquo;เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม&amp;rdquo; โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย มาร่วมกันทำกิจกรรม และการทำบันทึกข้อตกลงครอบครัว การลดการเล่นหวยเปลี่ยนมาเป็นการออมเงินร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การทำข้อตกลงคือ &amp;ldquo;การสร้างวินัยทางการออม&amp;rdquo; ของคนในครอบครัว เพราะเมื่อมีการทำข้อตกลงแล้ว คนในครอบครัวจะเป็นคนคอยช่วยเตือนสติว่า การซื้อหวยทำให้มีรายจ่ายเพิ่ม ควรเก็บเงินไว้ไปใช้จ่ายในส่วนที่มีประโยชน์ &amp;ldquo;เอาเงินซื้อหวยได้แต่กระดาษ เอาเงินไปตลาดได้ผักกาดมาแกง&amp;rdquo; คุณยายผู้เข้าร่วมเวทีกล่าวเตือนสติครอบครัวในช่วงของการเก็บข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คนเล่น/คนซื้อหวยจะบอกว่า การซื้อหวยเป็นการหวังผลที่จะรวยทางลัด เผื่อเราอาจจะโชคดี มักจะมีความเชื่อส่วนตัว เช่น เชื่อเรื่องความฝันว่ามีคนมาบอกโชค เชื่อและศรัทธาว่าเมื่อไหว้เจ้าที่ ศาลพระภูมิ ต้นตะเคียน ต้นไม้ใหญ่ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานขอให้โชคดีถูกหวย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คนไม่เล่น/ไม่ซื้อหวยก็มักจะเตือนสติตนเองได้หรือมีคติเตือนใจตนเอง เช่น คุณยายท่านหนึ่งที่มาร่วมเวทีกล่าวไว้ว่า เอาเงินซื้อหวยได้แต่กระดาษ เอาเงินไปตลาดได้ผักกาดมาแกง ซึ่งการเตือนสติตนเองแบบนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถยับยั้งชั่งใจไม่ให้ซื้อได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากการระดมสมองและแชร์ประสบการณ์ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งบางคนเคยเป็นเจ้ามือขายหวยมาก่อน บางคนหมดเงินไปเป็นจำนวนมากในการซื้อหวยแต่ละงวด บางคนตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยซื้อหวยเลยก็มี บางคนมีเงินก็ซื้อ ไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ คนที่ซื้อหวยหรือเล่นหวยไม่มีใครประสบผลสำเร็จหรือร่ำรวยเพราะหวย ที่ทุกกลุ่มสรุปมาทั้งหมด ผลเสียของการเล่นหวยมีมากกว่าผลดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้ร่วมประชุมก็มีหลายเหตุผลที่ทำให้การออมของคนในครอบครัวไม่สามารถทำได้หรือทำได้ไม่ต่อเนื่อง เช่น ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว ภาระหนี้สินที่เกิดจากการลงทุนทำการเกษตร และการศึกษาของบุตรหลาน การปรับพฤติกรรมลด ละ เลิก ค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น การซื้อหวยใต้ดินแต่ละงวด เปลี่ยนเป็นการนำเงินมาเก็บออมไว้เพื่ออนาคตนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากหรือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ดังนั้นครอบครัวอาสามีข้อตกลงร่วมกันว่าจะช่วยกันสร้างนิสัยรักการออมให้เกิดขึ้นในครอบครัวและชุมชนของตนเองให้ได้ จึงได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1.เด็ก เยาวชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้สูงอายุ ณ ที่นี่จะลดการเล่นหวย 2.อนาคตจะละ เลิกการเล่นหวย 3.เราจะออมเงินเพื่อครอบครัวและตัวเอง 4.เราจะอยู่อย่างพอเพียง 5.เราจะดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว คนในครอบครัวจะเป็นคนคอยช่วยเตือนสติว่าการซื้อหวยทำให้มีรายจ่ายเพิ่ม ควรเก็บเงินไว้ไปใช้จ่ายในส่วนที่มีประโยชน์ เป็นเส้นทางสู่ความพอเพียง และมีความสามารถพี่งตนเองของครอบครัว ผลจากการดำเนินการทำให้มีการขยายผลโครงการครอบครัวบัวใหญ่ร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม จาก 1 หมู่บ้านเพิ่มเป็น 8 หมู่บ้าน โดยมีครอบครัวที่เข้าร่วม MOU 75 ครอบครัว กลุ่มเป้าหมาย ผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน/สตรี เด็กและเยาวชน ซึ่งมีการทำงานเชิงบูรณาการมากในพื้นที่ก็จะมี พมจ.น่าน กสจ.จ.น่าน โรงเรียนชุมชนบ้านอ้อย อบต.บัวใหญ่ ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่มีกระบวนการแบ่งกลุ่มระดมสมอง มีประเด็นคำถามก็คือ หวยดีอย่างไร หวยไม่ดีอย่างไร และถ้าไม่เล่นหวยจะทำอะไรดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มเด็กและเยาวชนคิดว่าการเล่นหวยดีก็คือ รวยทางลัด ทำให้มีเงินใช้ รวยชั่วคราว มีกำลังใจ มีเงินซื้อสิ่งของที่อยากได้ หวยไม่ดีก็คือ ทำให้ยากจน มีหนี้สิน เครียด ผิดกฎหมาย เกิดปัญหาขึ้นในครอบครัว ถ้าไม่เล่นหวยแล้วหันมาออมเงินกันเถอะ เอาเงินหยอดกระปุกออมสิน ไปออกกำลังกาย หากิจกรรมอื่นๆ ทำยามว่าง ช่วยพ่อแม่ทำงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มสตรี/แม่บ้าน คิดว่าการเล่นหวยดีก็คือ พอถูกหวยที่แน่ๆ ก็ได้รับเงิน ดีใจได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ครอบครัวมีเงินไปทำบุญ การเล่นหวยไม่ดีก็คือ กลุ่มแม่บ้านคิดว่าทำให้ติดการพนัน เกิดการทะเลาะเบาะแว้งขึ้นในครอบครัว มีหนี้สินเพิ่มขึ้น เกิดความเครียด ถ้าไม่เล่นหวยแล้ว กลุ่มสตรี/แม่บ้านคิดว่าจะไปทำอาชีพเสริม การจักสาน ทอผ้า พาครอบครัวปลูกผักสวนครัว ช่วยกันประหยัดในครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีเงินออม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มผู้สูงอายุคิดว่าการเล่นหวยดีก็คือ ถูกหวยมีเงิน ได้ลุ้น ตื่นเต้น หวังได้รับเงินก้อนใหญ่ เล่นหวยไม่ดีก็คือ เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เล่นหวยเถื่อนอาจถูกจับหรือโดนโกง ทำให้ครอบครัวเกิดความขัดแย้ง บางคนบอกว่าซื้อหวยได้กระดาษ ไปตลาดซื้อผักกาดมาแกง ถ้าไม่ซื้อหวย ทำกิจกรรมเข้าวัด ฟังธรรม ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ออมเงินในกระปุกออมสิน เป็นบุคคลตัวอย่างแก่ลูกหลาน และทำให้ครอบครัวอบอุ่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ครอบครัว, ณัฐยา บุญภักดี, เงินออม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2e94420fbb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.สถิติฯ:ปู่ย่าตายายฟูมฟักหลานอีสานพ่อแม่เลี้ยงเด็กใต้เอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(การไม่มีเวลาเหลียวแลเอาใจใส่ลูก การทำให้ลูกขาดรัก กำลังเป็นสถานการณ์วิกฤติของครอบครัวไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.แจงตัวเลขพ่อแม่อีสานส่งลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงสูงสุด 40% พ่อแม่ภาคใต้พอใจเลี้ยงลูกเอง งานวิจัยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) จัดทำ สสส.จัดพิมพ์ : ชีวิตคนไทยใน 2 ทศวรรษของการพัฒนา สังคมไทยเปลี่ยน เด็กไทยกว่า 2 ใน 3 ครัวเรือนอยู่ในชนบท ฝากลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ครัวเรือนแหว่งกลางภาคอีสานมากที่สุด พ่อแม่ทำงานในกรุง ไม่ปล่อยลูกอยู่กันเอง บุพการีอุ้มชู สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เจาะลึกแม่คนหนึ่งมีลูกมากกว่า 6 คน ปัจจุบันแม่มีลูกเพียงคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ พ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้าลดจำนวนลง เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรืออยู่กับญาติ เด็กในชนบทได้รับการส่งเสริมโครงการอาหารกลางวันมากกว่าเด็กในเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ณัฐยา บุญภักดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สสส. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการสำรวจข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติทุกๆ 5 ปี ข้อมูลล่าสุดพบว่าภาคอีสานมีพ่อแม่ที่ต้องส่งลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง เพราะต้องไปทำงานต่างถิ่นถึง 40% รองลงมาเป็นภาคเหนือ 30% ตามมาด้วยครอบครัวในภาคกลางและภาคใต้ต่ำสุด คือพ่อแม่เลี้ยงลูกเอง ทั้งนี้ สถิติใกล้เคียงกับเมื่อหลายปีก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถิติดังกล่าว แนวโน้มสังคมไทยจะมีสถิติครอบครัวข้ามรุ่นหรือจำนวนครอบครัวแหว่งกลาง คือมีเด็กและคนแก่อยู่ด้วยกันเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากผู้สูงวัยควรได้รับการดูแลทั้งเรื่องสุขภาพและอื่นๆ แต่คนสูงวัยกลับจะต้องมาดูแลเด็ก อีกทั้งบางครั้งก็ต้องมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก อีกทั้งครอบครัวไม่มีทักษะการสื่อสารระหว่างคนต่างวัยและขาดการใช้เทคโนโลยีอย่างเท่าทัน โดยโครงการพัฒนาพื้นที่ครอบครัวอบอุ่นฯ เริ่มต้นทำงานโดยเชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ในชุมชน อาทิ สภาเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี เน้นการสร้างนวัตกรรมสังคมที่มุ่งให้ทุกฝ่ายมีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น กิจกรรมพับเหรียญโปรยทาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เด็กในครัวเรือนที่ยากจนมีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่น้อยกว่าเด็กในครัวเรือนที่ไม่ยากจน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องสร้างตัวช่วย Social Start up ให้ปู่ย่าตายายในการเลี้ยงหลานไม่ให้เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป เพราะโดยธรรมชาติแล้วผู้สูงวัยจะตามใจหลานเป็นส่วนใหญ่&amp;rdquo; ณัฐยาได้ยกตัวอย่างกลุ่มสตรีได้ดึงกลุ่มเด็กในสภาเด็กเข้ามามีส่วนร่วม และแบ่งปันรายได้ให้กับเด็ก กิจกรรมทำอาหาร เช่น &amp;ldquo;นึ่งข้าว ตำบักหุ่ง ทอดไก่ เก็บใบตองมาทำขนมเทียน&amp;rdquo; โดยเด็กๆ รวมกลุ่มทำอาหารกินเอง มีกลุ่มแม่ๆ มาให้คำแนะนำ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดอาสาสมัครครอบครัว (อสค.) ทำงานรูปแบบเดียวกับ อสม.ของกระทรวงสาธารณสุข โดย อสค.จะผ่านการอบรมเรื่องการเลี้ยงดูเด็กตามพัฒนาการ ตลอดจนการสร้างทักษะสื่อสารกับคนในครอบครัว ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านใน ต.ศรีไคเข้าร่วมทั้ง 11 หมู่บ้าน รวม 148 ครอบครัว มีสมาชิกโครงการกว่า 3,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชีวิตคนไทยในสองทศวรรษของการพัฒนา ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ณัฏฐาภรณ์ เลียมจรัสกุล บรรณาธิการ จัดทำโดย : แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว เห็นภาพอนาคต แนวโน้มของสังคม ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับคนในวัยเด็กที่จะเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในอนาคต หนังสือชุดนี้มี 3 เล่ม ชีวิตคนไทยในสองทศวรรษของการพัฒนา แรงงานข้ามชาติ อัตลักษณ์และสิทธิความเป็นพลเมือง และทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย &amp;ldquo;ในอดีตที่ผ่านมาของสังคมไทย บ้าน นอกจากจะเป็นที่พึ่งพิงอาศัยของผู้คนแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือภายในบ้านจะมีคนอยู่ร่วมกันมาก ทั้งปู่ย่า พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ลูกหลาน ภายในบ้านจึงมีบรรยากาศที่อบอุ่น เกื้อกูลช่วยเหลือกัน เสียดายที่บรรยากาศเหล่านี้ได้เริ่มสูญหายไปจากสังคมไทยมากขึ้น แม้แต่ในชนบทห่างไกล ยามนี้ภาพของ &amp;ldquo;คนชรากับเด็กเล็กๆ ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยพ่อแม่ย้ายถิ่นไปทำงานต่างเมือง&amp;rdquo; ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปหรือบ้านของคนเมือง ก็เป็นบ้านที่แสนจะเงียบเหงา เพราะมีเพียงพ่อแม่ลูกอยู่กันตามลำพัง&amp;rdquo; วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุยแห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ใน &amp;ldquo;คิดเพื่อเด็ก&amp;rdquo; ตีพิมพ์ พ.ศ.2540&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เด็กที่ได้อยู่กับพ่อและแม่จะมีสัดส่วนเหลือเพียงร้อยละ 62 เท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักประชากรศาสตร์และนักสังคมศาสตร์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนบางประเภท การที่สังคมไทยมี &amp;ldquo;ครัวเรือนแหว่งกลาง&amp;rdquo; ครัวเรือนอยู่คนเดียวและครัวเรือน 1 รุ่นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รายงานฉบับนี้แบ่งประเภทครัวเรือนโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าครัวเรือนกับสมาชิกในครัวเรือน เหมือนวิธีการแบ่งของนักประชากรศาสตร์ ในช่วงหลายทศวรรษของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมพบว่า จำนวนคนสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมากและขนาดครัวเรือนเล็กลงมากแล้ว ลักษณะของครัวเรือนไทยยังมีการเปลี่ยนแปลง การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนอยู่คนเดียว ครัวเรือน 1 รุ่น และครัวเรือนแหว่งกลาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมมีผลต่อสภาวะความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานการเปลี่ยนแปลงประเภทครัวเรือนไทย 6 ประเภท (ข้อมูลล่าสุด) ปี 2552 ไทยมีครัวเรือน 19.8 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนอยู่คนเดียว หมายถึง ครัวเรือนที่มีผู้อาศัยอยู่ลำพังเพียงคนเดียว ครัวเรือนอยู่กับเพื่อนหรือญาติ หมายถึง ครัวเรือนที่มีผู้อาศัยอยู่กับบุคคลอื่นที่มิใช่สามี-ภรรยา หรือญาติพี่น้องของตนเองโดยบุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยกันถือเป็นบุคคลอื่นนอกครอบครัว ครัวเรือน 1 รุ่น หมายถึง สามีและภรรยา (หรือ) สามีและภรรยา และคนนอกหรือญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ครัวเรือน 2 รุ่น หมายถึง พ่อแม่ลูก หรือพ่อแม่ลูก และคนนอกหรือพ่อลูก หรือพ่อลูกและคนนอก หรือแม่ลูก หรือแม่ลูกและคนนอก ครัวเรือน 3 รุ่น หมายถึง พ่อแม่ลูกหลาน หรือพ่อแม่ลูกหลานและคนนอก หรือพ่อลูกหลาน หรือพ่อลูกหลานและคนนอก หรือแม่ลูกหลาน หรือแม่ลูกหลานและคนนอก และครัวเรือนแหว่งกลาง หมายถึง ปู่ย่าตายายและหลาน หรือปู่ย่าตายายหลานและคนนอก หรือทวดปู่ย่าตายายและหลาน หรือทวดปู่ย่าตายายหลานและคนนอก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าครัวเรือนประเภทเด็กอยู่กับคนแก่ หรือครัวเรือนแหว่งกลาง ในปี พ.ศ.2552 จะมีจำนวนกว่า 1.4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เป็นจำนวนที่ค่อนข้างน้อยกว่าครัวเรือนประเภทอื่นๆ แต่ถ้าสังเกตให้ดี ครัวเรือนประเภทนี้มีอัตราการเปลี่ยนแปลงถึงร้อยละ 6.68/ปี เป็นอัตราที่สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนทุกประเภท (ในช่วงปี พ.ศ.2541 และปี พ.ศ.2552)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กว่า 2 ใน 3 ของครัวเรือนไทยยังอาศัยอยู่ในเขตชนบท ส่วนใหญ่จะพบครัวเรือนแหว่งกลางลักษณะนี้ในชนบท โดยเฉพาะภาคอีสาน พ่อแม่ที่อยู่ในวัยทำงานมักจะอพยพไปทำงานในเมือง แล้วฝากลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายช่วยดูแล การที่เด็กอาศัยอยู่ในชนบทกับปู่ย่าตายายน่าจะเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยที่สุดจะมีคนคอยดูแล ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่บ้านเพียงลำพังหากพ่อแม่ไปทำงาน หรืออาศัยในชนบทน่าจะมีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า การที่เด็กไม่อยู่กับพ่อแม่ก็จะทำให้มีปัญหาขาดความอบอุ่น ขาดคนคอยดูแลเรื่องการเรียนหนังสือ โดยเฉพาะปู่ย่าตายยายไม่รู้หนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนประชากรวัยเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปีในครัวเรือนได้ลดลงไปกว่าครึ่งเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะครัวเรือนประเภท 2 รุ่น ผลของการเปลี่ยนแปลงคือจำนวนนักเรียนในครัวเรือนลดน้อยลง ยกเว้นเพียงแต่กลุ่มครัวเรือนประเภท 3 รุ่น และครัวเรือนแหว่งกลาง (ประเภทเด็กอยู่กับผู้สูงอายุ) ที่พบว่ามีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น การที่ครัวเรือนมีเด็กและนักเรียนลดลง เป็นโอกาสให้พ่อแม่มีทรัพยากรที่จะใช้สำหรับการศึกษาของเด็กนักเรียนแต่ละคนมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ครอบครัวไทยมีลูกน้อยลง ในช่วงกว่า 60 ปีที่แล้ว สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้หญิง 1 คนจะมีลูกเฉลี่ยประมาณ 6.3 คน สมัยนั้นประชากรทุกๆ 1,000 คนจะเป็นทารก 44 คน ปัจจุบันจะพบว่าผู้หญิงมีลูกลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 คนเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบจากจำนวนประชากรทุกๆ 1,000 คน จะมีเด็กเกิดใหม่เหลือเพียง 15 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากพิจารณาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี และจำนวนครัวเรือนที่มีเด็กอาศัยอยู่ มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2531 จำนวนเด็กทั้งประเทศคิดเป็นร้อยละ 31 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนครัวเรือนที่มีเด็กคิดเป็นร้อยละ 66 ของครัวเรือนทั้งหมด ในปี พ.ศ.2552 จำนวนเด็กลดลงเหลือร้อยละ 48 ถ้าจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่ครัวเรือนที่มีเด็กอยู่มากที่สุด ขณะที่ กทม.มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีเด็กน้อยที่สุด และส่วนใหญ่ครัวเรือนที่มีเด็กมักอยู่ในพื้นที่ชนบทมากกว่าในเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถิติในช่วงปี 2549-2552 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีครัวเรือนที่เด็กได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่พร้อมหน้ากันทั้งคู่ หรืออาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง มีจำนวนร้อยละ 81 เด็กที่ได้อยู่กับพ่อและแม่จะมีสัดส่วนเหลือเพียงร้อยละ 62 เท่านั้น รองลงมาคือเด็กพักอาศัยอยู่กับญาติ ร้อยละ 21 และเด็กอาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง หรือที่เรียกกันว่าแม่เลี้ยงเดี่ยว มีอยู่ร้อยละ 14. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.):&amp;nbsp; ภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;เด็กอยู่กับคนอื่นเสี่ยงสูบบุหรี่ดื่มเหล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์ที่เด็กได้อยู่กับพ่อและแม่พร้อมหน้าพร้อมตากันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปี พ.ศ.2549 สัดส่วนเด็กที่ได้อยู่กับทั้งพ่อและแม่คิดเป็นร้อยละ 65 ของจำนวนเด็กทั้งหมด แต่ตัวเลขค่อยๆ ปรับลดลงเฉลี่ยร้อยละ 1.4/ปี ปี พ.ศ.2552 สัดส่วนเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้ากันลดลงเหลือเพียงร้อยละ 62 หากแยกครัวเรือนในเมืองจะมีสัดส่วนเด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่มากกว่าเด็กในชนบทคิดเป็นร้อยละ 68 ของเด็กในเมืองทั้งหมด แตกต่างจากเด็กที่อาศัยอยู่ในชนบทมีสัดส่วนร้อยละ 61 ของเด็กในชนบท เด็กในภาคอีสานมีเด็กเพียงร้อยละ 55 ที่มีโอกาสได้อยู่อาศัยร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งจัดว่าเป็นสัดส่วนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กในครัวเรือนที่ยากจนมีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่น้อยกว่าเด็กในครัวเรือนที่ไม่ยากจน โอกาสที่เด็กครัวเรือนยากจนจะได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 62 ในปี พ.ศ.2549 ลดเหลือเพียงร้อยละ 55 ในปี 2552 กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้พักอาศัยกับพ่อแม่พบว่า อีกร้อยละ 28 อยู่กับญาติ มองเห็นถึงช่องว่างเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ เนื่องจากพ่อแม่มีภาระการทำงานอยู่คนละจังหวัด (ร้อยละ 49) รองลงมาคือพ่อแม่แยกทางกัน (ร้อยละ 32) พ่อหรือแม่เสียชีวิต (ร้อยละ 8)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนที่มีเด็กและผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันเองมีมากขึ้น จากเดิมร้อยละ 0.4 ของครัวเรือนทั้งหมด ปี พ.ศ.2531 ร้อยละ 1 ปี พ.ศ.2552 การปรับตัวสูงขึ้น ครัวเรือนที่อาศัยในพื้นที่ชนบทและในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายายจะประสบกับความเสียเปรียบด้านการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยกับพ่อแม่ แต่ระดับสุขภาพจะไม่แตกต่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการอาหารกลางวันและอาหารเสริมฟรีมีเป้าหมายเพื่อเสริมโภชนาการของเด็กนักเรียนในวัยเรียนให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ปี พ.ศ.2535 รัฐอุดหนุนค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็กในระดับประถมศึกษา อัตราคนละ 5 บาท/วัน ตลอดปีการศึกษา (200 วัน) ประมาณเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 30 ของจำนวนเด็กในแต่ละสถานศึกษา ต่อมาปี พ.ศ.2552 ครม.มีมติเห็นชอบให้นักเรียนทุกคนตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่&amp;nbsp; 6ได้รับงบประมาณอาหารกลางวันเต็มจำนวนและให้ปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันเป็น 13 บาท/คน/วัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างการจัดสรรเงินโครงอาหารกลางวันเด็กในเมืองและในชนบทแล้ว พบว่าปัจจุบันในชนบทมีสัดส่วนครัวเรือนที่เด็กนักเรียนได้รับอาหารกลางวัน/อาหารเสริมฟรี คิดเป็นร้อยละ 63 ซึ่งมากกว่าเด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่ในเมือง (ร้อยละ 44) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2545 ก่อนมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีเด็กไทยถึงร้อยละ 18 ที่มีการรายงานว่าไม่ได้รับ/ไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลใดๆ เลย ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งร้อยละ 7 ของจำนวนเด็กทั้งหมด มีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลจากราชการ/รัฐวิสาหกิจ แต่หลังจากดำเนินโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว ในปี พ.ศ.2552 พบว่าสัดส่วนเด็กที่รายงานว่าไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลใดๆ และมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 18 ในปี พ.ศ.2545 เหลือเพียงร้อยละ 3 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงานวิจัยยังพบว่า การที่เด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่มีผลกระทบในทางลบต่อโอกาสของการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก มีผลกระทบต่อเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย โอกาสในการเข้าเรียนต่อเปลี่ยนแปลงลดลงร้อยละ 32.5 และร้อยละ 27 ปรากฏการณ์นี้ยังพบมากในครัวเรือนฐานะยากจนที่พ่อแม่แยกทางกัน หรือต้องออกไปหางานทำไกลจากถิ่นที่อยู่อาศัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยนโยบายสาธารณะ 1.ประเทศไทยจะขาดสมดุลทางโครงสร้างประชากร รัฐควรมีมาตรการที่สนับสนุนให้การมีบุตรไม่เป็นภาระทางเศรษฐกิจมากเกินไปสำหรับพ่อแม่ 2.ส่งเสริมให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ ไม่ว่าพ่อแม่จะย้ายถิ่นไปทำงานที่ใด ปี 2552 เด็ก 5.5 ล้านคน หรือร้อยละ 38 ของจำนวนเด็กทั้งหมด ไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ พ่อแม่ควรมีทางเลือกที่จะดูแลเด็กเอง โดยมีภาครัฐช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก และอำนวยความสะดวกให้พ่อแม่ ควรมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมว่าการไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มีผลต่อเด็กอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับผู้อื่นในต่างจังหวัด ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน ความเสี่ยงต่อการออกเที่ยวกลางคืน การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การดูคลิปไม่เหมาะสม การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร รัฐบาลควรมีนโยบายติดตามเด็กกลุ่มนี้ โดยเน้นบทบาทของครูในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ ควรติดต่อกับพ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็ก เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีเหตุร้ายแรง ปี 2552 เด็ก 3 ล้านคน หรือร้อยละ 21 ของเด็กทั้งหมดอยู่กับญาติหรือคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ 4.ปี 2552 ครัวเรือนที่มีเด็กเกือบ 9 แสนครัวเรือน หรือร้อยละ 9 ของครัวเรือนที่มีเด็กทั้งหมดมีฐานะยากจน ดังนั้นควรมีนโยบายที่มุ่งเป้าที่จะประคับประคองเด็กจากครัวเรือนยากจน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การไม่มีเวลาเหลียวแลเอาใจใส่ลูก การทำให้ลูกขาดรัก กำลังเป็นสถานการณ์วิกฤติของครอบครัวไทยและเด็กไทยในปัจจุบัน หากไม่มีหนทางเยียวยาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง เด็กไทยจำนวนมากก็จะถูกผลักไสลงไปในห้วงปัญหามากมาย และในภาพรวมก็คงเป็นเครื่องชี้วัดว่าสังคมไทยก็คงดีได้ยากด้วย&amp;rdquo; ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ์ อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน &amp;ldquo;เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม&amp;rdquo; ตีพิมพ์ พ.ศ.2548&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ครอบครัวจำนวนมากทั้งในเมืองและในชนบทกำลังเปลี่ยนแปลง ประเภทพ่อไปทาง แม่ไปทาง ทิ้งลูกน้อยไว้ มีให้พบเห็นทุกสัปดาห์ที่ผมนั่งตรวจผู้ป่วยนอก ปู่ย่าตายายดูแลเรื่องเหล่านี้ไม่ไหว พ่อแม่ก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ดูแล โรงเรียนและวัดอ่อนกำลัง..เราไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัวรูปแบบใหม่ ไม่มีนโยบายระดับชาติ&amp;rdquo; นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ใน &amp;ldquo;วัยรุ่นไม่เป็นปัญหา&amp;rdquo; ตีพิมพ์ พ.ศ.2549&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การจัดการศึกษาเฉพาะสำหรับหมู่คณะ ถึงจะจัดให้สูงสุดเพียงใดก็ไม่ใช่กำลังอันแท้จริงของชาติ บราวนิ่งกวีผู้ขึ้นชื่อได้กล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;อย่าเพียรสร้างแต่ยักษ์และเทวดาเลย จงพยายามยกคนทั้งชาติให้สูงขึ้นพร้อมกันเถิด&amp;rdquo; อันนี้เป็นคติสำหรับการศึกษาสมัยนี้ ซึ่งต้องผันแปรไปเป็นการศึกษาสำหรับชาติ เพื่อฐานะแห่งชาติ คือคนทั้งหมดได้ขยับขึ้นสูงแล้วย่อมมีกำลังที่จะแข่งขันต่อสู้กับชาติอื่นๆ ได้ทุกวิถีอาชีพ&amp;rdquo; เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ชี้แจงต่อที่ประชุมอุปราชและเทศาภิบาล พ.ศ.2462.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54263</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐยา บุญภักดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200110/image_big_5e1856272fb5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 13:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2019 06:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครอบครัวเบ้าหลอมคุณค่าชีวิตและบ่มเพาะมนุษย์ในสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยจัดทำนวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ สสส.หนุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของครอบครัว กำหนดแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และความเข้มแข็งให้กลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อบรรลุเป้าหมายของ สสส. ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนทั้งหมด 110 แห่ง มีกิจกรรมเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น 110 กิจกรรม ทุกกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อสร้างครอบครัวอบอุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดทำนวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่เป็นรูปเล่ม (ยุทธนา วงศ์โสภา และคณะทำงานวิจัยให้สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย) ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาวะครอบครัว จึงกำหนดให้มีแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวขึ้น มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ความเข้มแข็งให้กลุ่มเป้าหมาย เด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อบรรลุเป้าหมายของ สสส. โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือครอบครัวมีสัมพันธภาพดีขึ้น ครอบครัวพึ่งพาตนเองได้ ครอบครัวทำหน้าที่ในการดูแลสมาชิกในครอบครัวตามช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม มียุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับต่างๆ โดยมีสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ที่เป็นภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานประเด็นด้านครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ครอบครัวเป็นสถาบันหลักและเป็นพื้นฐานแรกในการพัฒนาคุณภาพคนและเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของสังคม แต่มีความสำคัญที่สุด เพราะครอบครัวถือเป็นเบ้าหลอมคุณค่าชีวิตและบ่มเพาะคุณลักษณะที่งดงามของความเป็นมนุษย์ให้กับสังคม (โครงการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ : สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย) ครอบครัวยังเป็นสถาบันที่ค่อยให้ความช่วยเหลือ ดูแล เยียวยา บำบัด ฟื้นฟูในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติที่มากระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของสมาชิกในครอบครัว)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รัฐธรรมนูญในปี 2560 ให้ความสำคัญด้านครอบครัว ระบุใน ม.71 รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสรมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาวะของครอบครัว จึงกำหนดให้มีแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวขึ้น มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และความเข้มแข็งให้กลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อบรรลุเป้าหมายของ สสส. &amp;ldquo;พัฒนาดัชนีครอบครัวอบอุ่นและผลักดันให้มีการกำหนดเป้าหมายระดับชาติ เพิ่มสัดส่วนครอบครัวอบอุ่นให้สูงขึ้นกว่าฐานในปี 2555&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ครอบครัวอบอุ่นหมายถึงครอบครัวที่รักษาความเป็นครอบครัว สามารถทำหน้าที่ครอบครัวในการดูแลให้สมาชิกมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต สร้างการเรียนรู้และพัฒนาสมาชิกในครอบครัวและจัดการกับสถานการณ์วิกฤติที่เข้ามากระทบต่อครอบครัว โดยมีองค์ประกอบหลัก3 ด้าน ได้แก่ ด้านสัมพันธภาพ ด้านการพึ่งตนเอง และการทำหน้าที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1.ครอบครัวมีสัมพันธภาพดีขึ้น มีกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น การใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น 2.ครอบครัวพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้ มีภาระหนี้สินลดลง 3.ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ในการดูแลสมาชิกในครอบครัวตามช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม ในการยึดพันธกิจ จุดประกาย กระตุ้น สานและเสริมพลังบุคคลและองค์กรทุกภาคส่วนให้มีขีดความสามารถและสร้างสรรค์ระบบสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะตามทิศทาง เป้าหมายและยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) มีเป้าหมายเฉพาะ 10 ประเด็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การเพิ่มสัดส่วนครอบครัวอบอุ่นให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนครอบครัวในสังคมไทยให้สูงขึ้น จึงได้มีความร่วมมือกันและพัฒนาเป็น &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์สำหรับการสร้างสุขภาวะครอบครัว&amp;rdquo; คือสนับสนุนการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว ให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมากขึ้น มีการสร้างทักษะ เครื่องมือ องค์ความรู้ในการเสริมสร้างให้ครอบครัวมีความอบอุ่น มีหลักสูตรคู่มือในการป้องกันปัญหาและแก้ไขความขัดแย้งในครอบครัว มีการสร้างสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะของครอบครัว ด้วยการให้ความสำคัญกับครอบครัวที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) ได้ออกแบบการทำงานด้านครอบครัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเฉพาะ 10 ปี โดยมียุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับต่างๆ โดยมีสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยเป็นภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานประเด็นด้านครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างครอบครัวอบอุ่นในชุมชน เพื่อ 1.พัฒนาและขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาครอบครัวให้เป็นกลไกในการพัฒนาครอบครัวอบอุ่นในชุมชน 2.เพื่อพัฒนาศักยภาพนักพัฒนาครอบครัวให้มีองค์ความรู้ด้านการทำงานครอบครัว และหนุนเสริมให้เกิดครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่ 3.เพื่อจัดการความรู้การทำงานด้านครอบครัวนำไปสู่องค์ความรู้ในการทำงานครอบครัวอบอุ่นเพิ่มขึ้นในสังคม และให้การดำเนินโครงการประสบความสำเร็จ สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยสร้างกลไกและหนุนเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นใน 3 ระดับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.คณะทำงานในโครงการเป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งส่วนกลาง มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากหน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวศึกษา มีหน้าที่ในการวางยุทธศาสตร์การทำงานของโครงการ เพื่อให้ตอบตัวชี้วัดด้านครอบครัวอบอุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งแลกเปลี่ยนกระบวนการทำงานทั้งในระดับพื้นที่ และระดับส่วนกลาง เพื่อหาข้อจำกัดในการดำเนินงาน รวมทั้งปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.หน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวศึกษา เป็นหน่วยในระดับจังหวัดที่จะคอยประสานภาคีเครือข่าย คนทำงานด้านครอบครัวในระดับพื้นที่ให้มีเป้าหมายเดียว เติมองค์ความรู้การทำงานด้านครอบครัวให้คนทำงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งมีกระบวนการในการติดตามหนุนเสริมให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนดำเนินงานตามเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวศึกษาจะมีคณะทำงาน นักวิชาการ ผู้ประสานงานในพื้นที่ สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยได้พัฒนาหน่วยสร้างการเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง ขณะนี้มีทั้งหมด 11 จังหวัด ลำปาง พะเยา น่าน เลย กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี สุรินทร์ สงขลา ตรัง พัทลุง สระบุรี 3.ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) เป็นกลไกสุดท้ายที่นำองค์ความรู้เข้าถึงครอบครัวโดยตรง ทั้งในส่วนของครอบครัวลักษณะเฉพาะและครอบครัวทั่วไป โดยศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนจะต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ มีเป้าหมายในการดำเนินการทั้งหมด 110 แห่ง สามารถตอบชี้วัดการทำงานด้านครอบครัวในพื้นที่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นวัตกรรมครอบครัวอบอุ่นหมายถึงกระบวนการ กลไก วิธีการ เครื่องมือจากกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของทุกคนในครอบครัวและชุมชน เพื่อเสริมสร้างให้ครอบครัวเกิดความอบอุ่นอย่างยั่งยืน องค์ประกอบของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อนครอบครัวอบอุ่นระดับพื้นที่ และหน่วยงานสนับสนุน กำกับดูแลโดยหน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ มี อสม. อพม. ตัวแทนผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน กลุ่มสตรี กลุ่มจิตอาสาในชุน ตัวแทนกลุ่มเด็กและเยาวชนทำหน้าที่ งานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนทั้งหมด 110 แห่ง มีกิจกรรมในการเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น 110 กิจกรรม ทุกกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อสร้างครอบครัวอบอุ่น เน้นให้ครอบครัวเกิดสัมพันธภาพที่ดี การจัดเวทีถอดบทเรียนนวัตกรรมครอบครัวอบอุ่นของหน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัวศึกษาทั้ง 11 จังหวัด ทำให้ได้นวัตกรรมในการเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่นที่ครอบคลุมตัวชี้วัดครอบครัวอบอุ่นทั้ง 3 ด้าน ได้นวัตกรรมจำนวน 33 นวัตกรรม ในเชิงกระบวนการเพื่อเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น อาทิ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ต.แจ้ห่ม เฮียนฮู้ ก๋านกิ๋น ก๋านอยู่ ต๋ามวิถีคนเมืองสร้างสุขในครอบครัว ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ต.บัวใหญ่ MOU ครอบครัว เปลี่ยนเงินหวย เป็นเงินออม เครื่องมือสร้างวินัยการออม สู่ความพอเพียง. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46053</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบครัวอบอุ่น, ณัฐยา บุญภักดี, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81d27ec5289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
