<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรมปฏิวัติธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง และเริ่มก้าวไปบนเส้นทางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล หลายๆ กลุ่มธุรกิจจำเป็นจะต้องศึกษาและก้าวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และหนึ่งในสิ่งที่เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยเหลือให้การทำงานนั้นง่ายมากยิ่งขึ้นในยุคนี้คือ การใช้งาน &amp;ldquo;คลาวด์ คอมพิวติ้ง&amp;rdquo; ที่มีบทบาทสนับสนุนการทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น แต่การพัฒนาก็ไม่ใช่ว่าจะหยุดอยู่แค่การใช้คลาวด์ เพราะปัจจุบันมีตัวช่วยใหม่ที่จะมาเติมประสิทธิภาพของคลาวด์ ได้แก่ &amp;ldquo;เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จะมาช่วยลดโหลดการทำงานบนคลาวด์ โดยให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถจัดการตัวเองได้ และบริษัทหรือภาคธุรกิจในปัจจุบันก็พบว่าต้องการเทคโนโลยีเอดจ์คอมพิวติ้งเข้ามาช่วยทำงานอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในการนำเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ควรคำนึงถึงเป้าหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ระหว่างเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเป็นเอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติก็จะคล้ายกับยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่เมื่อ IT และ OT ผสานรวมการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็จะช่วยให้ระบบงานจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ทั้งบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง และแก้ปัญหาได้เอง ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรมนับว่าเรายังห่างไกลจากความสำเร็จในจุดนี้อยู่หลายปี แต่มันคือทิศทางของอุตสาหกรรมและควรมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเอดจ์คอมพิวติ้งจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เอดจ์ 1.0 และ 2.0 คือความก้าวหน้าและการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่อยู่ในขั้นแรก คือ เอดจ์ 1.0 ซึ่งความสามารถพื้นฐานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ ส่วนขั้นสุดท้ายคือ เอดจ์ 4.0 นั้น เป็นเรื่องของการที่ระบบสามารถทำงานด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในขั้น 3.0 สิ่งต่างๆ เริ่มจะดูน่าสนใจจริงๆ จุดนี้จะเป็นจุดที่เราเห็นการผสานรวมการทำงานร่วมกันระหว่าง IT/OT ที่มาพร้อมความยืดหยุ่นและความสามารถในการทำงานแบบเรียลไทม์ ขณะที่เอดจ์ 4.0 ซึ่งระบบโครงสร้าง IT และ OT จะถูกผสานรวมเข้ากับ AI ณ จุดนี้เราจะได้เห็นสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมในระบบอัตโนมัติ ที่มีการบริหารจัดการด้วยตัวเอง แก้ไขปัญหาได้เอง เมื่อเครื่องจักรเริ่มมีปัญหา ระบบ AI จะวิเคราะห์และทำการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้คนเข้ามาจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า มันอาจจะใช้เวลาอีก 10 ปีหรือนานกว่านั้น กว่าที่เราจะได้เห็นวิสัยทัศน์เกิดขึ้นจริง เพราะปัจจุบันยังมีสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมมากมายที่ไอทียังไปไม่ถึง ตัวอย่างเช่น ในโรงงาน เรามีระบบควบคุมสำหรับเครื่องจักรเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกำหนดพฤติกรรมและความปลอดภัยได้ ซึ่งระบบควบคุมเหล่านี้เกิดมาจากโลกเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน ไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ นั่นคือจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นว่ามีการย้ายเทคโนโลยีที่ใช้ดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้กับเอดจ์สำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าประมาณปี 2025 เราน่าจะได้เห็นว่ามีการนำแนวคิดอย่างเวอร์ชวลไลเซชั่นมาประยุกต์ใช้กับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความสามารถเรื่องระบบเรียลไทม์ในระดับของเครื่องจักร ทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบควบคุม และฟังก์ชันการดำเนินงานแบบดั้งเดิมอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มั่นใจหากเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าขึ้นมา สภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากความสามารถของระบบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความยืดหยุ่น การรองรับความผิดพลาด อันเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ในโลกไอทีนานแล้ว ซึ่งการเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลของเอดจ์จะสร้างผลลัพธ์ปลายทางก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเป็นการนำพาความทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้ดี ถือว่าเป็นการปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไปสู่อนาคตนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119753</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, นวัตกรรมปฏิวัติธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัปเกรดตุ๊กๆไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประเทศไทยที่กำลังมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะเข้ามาผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ สนับสนุนทางด้านแรงงาน และความเป็นอยู่ของคนในชาติ รวมทั้งยังเสริมแกร่งให้กับผู้ประกอบการจนสามารถแข่งขันแบบทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ในตลาดโลกได้ ซึ่งก็มีอยู่หลายด้านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพัฒนาจนกลายเป็นวาระแห่งชาติ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์แห่งอนาคต หรือรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมในหลายๆ ประเทศทั้งฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือในเอเชียเองด้วย ด้วยเหตุนี้การที่จะเร่งสนับสนุนให้อุตสาหกรรมรถอีวีเกิดขึ้นในประเทศก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนั่นหมายถึงการเพิ่มโอกาสให้กับการลงทุนของเอกชน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ และยังตอบสนองกับความต้องการของตลาดไปพร้อมๆ กัน โดยที่ผ่านมาจึงได้มีการกำหนดแนวทางการผลักดันเรื่องนี้ออกมาเป็นระยะ พร้อมกับความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนเริ่มจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และล่าสุดด้วยความที่ประเทศไทยเองมักจะเป็นประเทศที่มีแนวคิดไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของประเทศได้จึงเกิดการนำทั้ง 2 อย่างมารวมกัน จนเกิดการพัฒนารถตุ๊กๆ ไฟฟ้าขึ้นมา โดยมีการนำร่องมากว่า 2 ปีแล้ว และล่าสุดนี้ &amp;ldquo;สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยว่า สถาบันยานยนต์ (สยย.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะผู้จัดทำร่างมาตรฐานรถตุ๊กๆ ไฟฟ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำร่างมาตรฐานรถตุ๊กๆ ไฟฟ้า (มอก.3264-2564) และร่างมาตรฐานด้านยานยนต์อัจฉริยะอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ขึ้น โดยยึดหลักมาตรฐานอียู 168/2013 อ้างอิงในการจัดทำ เพื่อให้รถตุ๊กๆ ตามมาตรฐานนี้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสากล ส่งเสริมให้ไทยมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิตรถอีวีของโลก และยังเป็นการตอบโจทย์การใช้งานในประเทศในรูปแบบที่หลากหลาย และสร้างเอกลักษณ์ที่สำคัญให้กับประเทศอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรฐานรถตุ๊กๆ ไฟฟ้ากำหนดคุณสมบัติที่สำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านความปลอดภัย สมดุลการเข้าโค้ง ต้องไม่ลื่นไถลออกนอกโค้ง เมื่อขับขี่เข้าโค้งที่รัศมีโค้ง 3 เมตร ด้วยความเร็วเข้าโค้งที่ (20+1) กิโลเมตร/ชั่วโมง, ระบบเบรก ต้องมีระยะเบรกไม่เกิน 20.09 เมตร และไม่พลิกคว่ำหรือลื่นไถลออกนอกช่องทางที่กำหนด เมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้แรงเบรกที่เท้าไม่เกิน 500 นิวตัน, การเบรกขณะจอดบนพื้นลาดเอียงต้องหยุดนิ่งได้มากกว่า 60 วินาที โดยไม่ลื่นไถลลงบนพื้นลาดเอียงที่ 12% เมื่อใช้แรงดึงเบรกมือไม่เกิน 200 นิวตัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าต้องมีเกณฑ์การปล่อยสัญญาณรบกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และภูมิคุ้มกันต่อการรบกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นไปตามที่กำหนด ส่วนด้านลักษณะทั่วไป ขนาด ต้องมีความยาวไม่เกิน 4,000 มิลลิเมตร ความกว้างไม่เกิน 2,000 มิลลิเมตร ความสูงไม่เกิน 2,000 มิลลิเมตร และความสูงภายในไม่น้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร โครงสร้างต้องมั่งคงแข็งแรง ที่นั่งทุกที่นั่งต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย, มวลรถเปล่า ต้องไม่เกิน 1,000 กิโลกรัม, มอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังพิกัดมอเตอร์ไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสมรรถนะเสถียรภาพการใช้งาน ต้องขับขี่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 30 นาที ที่ความเร็วมากกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อการประจุพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่ 1 ครั้ง, ความเร็วสูงสุด ต้องมีความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่าที่ผู้ทำกำหนด ระยะทางขับขี่ ต้องขับขี่ได้ไม่น้อยกว่าระยะทางที่ผู้ทำกำหนดต่อการประจุพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่ 1 ครั้ง และจะต้องมีมาตรฐานที่ดีในด้านการป้องกันน้ำ เมื่อนำรถตุ๊กๆ ไปวิ่งฟรีอยู่กับที่ในน้ำที่ระดับความสูงของน้ำ 30 เซนติเมตรด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่าอีกไม่นานนี้การพัฒนารถตุ๊กๆ ไฟฟ้าก็น่าจะสมบูรณ์ 100% จนสามารถนำมาใช้งานจริงได้ในสังคม ส่วนหนึ่งก็จะเป็นการตอบสนองนโยบายรถอีวีต่อไป อีกส่วนน่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้งานรถตุ๊กๆ ในประเทศให้คงอยู่ แต่พัฒนารูปแบบไปเป็นไฟฟ้าที่มีคุณภาพเพื่อต่อยอดสู่ตลาดโลกตามนโยบายของประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118992</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, อัปเกรดตุ๊กๆไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจทย์ใหญ่แก้ไข ‘น้ำท่วม’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศตอนนี้เริ่มเข้าขั้นวิกฤตอย่างมาก เนื่องจากในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่ใช่แค่ด้านของการทำมาหากิน ผลผลิตหรือพืชสวนไร่นาเท่านั้น แต่น้ำท่วมยังส่งผลไปยังชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่อีกด้วย บ้านเรือนหลายร้อยหลังจมไปกับน้ำ ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ ความช่วยเหลือก็ส่งไปไม่ถึงในบางจุด จนทำให้ต้องเกิดคำถามว่าทำไมถึงปล่อยให้เกิดความเสียหายขึ้นได้มากมายขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำท่วม&amp;rdquo; เป็นเหตุการณ์จากธรรมชาติก็จริง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบเรื่องน้ำท่วมทุกปี! ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ปัญหานี้ก็เหมือนยังหาทางแก้ไม่สมบูรณ์สักที หน้าที่การดูแลเรื่องนี้เป็นของใคร...น่าจะเกิดคำถามขึ้นจากหลายเสียงของประชาชนในประเทศ และจะมีทางไหนบ้างที่ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้รับผลกระทบน้อยลง ในปีนี้ ปีหน้า หรืออีก 4-5 ปี ก็อาจจะยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ควบคุมและประมาณการได้ยาก ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เห็นความตั้งใจของหลายหน่วยงานที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือเยียวยาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า &amp;quot;ยังไม่พอ&amp;quot; แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยและปล่อยให้ประชาชนรับผลกระทบดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปีนี้อาจจะยังไม่สามารถสรุปผลกระทบเป็นมูลค่าความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้ แต่ก็ดีที่ยังเห็นหลายๆ หน่วยงาน หลายๆ พื้นที่เริ่มเข้าใจถึงความเดือดร้อน และเกิดความห่วงใย จึงเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างไม่ขาดสาย รวมถึง &amp;ldquo;สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเอง ก็ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงอุตสาหกรรม ติดตามผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยให้เข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งให้เตรียมมาตรการต่างๆ รองรับสถานการณ์หลังน้ำลดแล้ว ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ดูแลนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้เตรียมมาตรการป้องกันน้ำท่วมในนิคมฯ รวมถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ดูแลเขตประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ให้ดูแลสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า กระทรวงมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้อย่างมาก หากประเมินความเสียหายได้แล้วจะมีการประชุมร่วมกับทีมผู้บริหารกระทรวงอุตฯ เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป ตอนนี้จึงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือและหามาตรการเยียวยาต่อไป ขณะเดียวกันก็สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือมาได้ที่อุตสาหกรรมจังหวัดแต่ละจังหวัดได้ทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;วีริศ อัมระปาล&amp;rdquo; ผู้ว่าการ กนอ.เองก็ได้สั่งการให้ทุกนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศในพื้นที่แบบละเอียด รวมทั้งข้อมูลปริมาณน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อนบริเวณใกล้เคียงนิคมฯ ทั้งยังให้ติดตามข้อมูลระดับน้ำทะเลหนุนในกรณีที่นิคมฯ อยู่ใกล้ทะเลด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ขอให้เร่งเปิดทางน้ำไหล รวมถึงหากเป็นไปได้ก็ให้ร่วมกับชุมชนในการขุดลอกคูคลองทางระบายน้ำโดยรอบของนิคมฯ ด้วย เพื่อจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่รับมือกับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับเลยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีใครอยากให้เกิดความเสียหายขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดูแล เยียวยา และช่วยเหลือกันต่อไป ซึ่งประเทศไทยเองในช่วงวิกฤตแบบนี้เราก็มักจะเห็นความมีน้ำใจของคนในสังคมกันอยู่แล้ว รวมถึงความทันต่อเหตุการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ด้วย แต่ทุกอย่างเป็นแค่การเยียวยาปลายเหตุเท่านั้น ถ้าประเทศไทยมีหนทางแก้ไขเรื่องนี้อย่างชัดเจนและผลกระทบเหล่านั้นถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ &amp;quot;กว่านี้&amp;quot; มันจะดีกว่าไหม...&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118148</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, โจทย์ใหญ่แก้ไข ‘น้ำท่วม’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โมเดลที่ทุกฝ่ายต้องลุย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเดินหน้าของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการของสังคมโลก ที่มีการเรียกร้อง หรือขับเคลื่อนจนกลายเป็นกระแสที่เกิดการยอมรับในวงกว้าง ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนของยุคสมัยนั้น จะเห็นเหตุผลที่แตกต่างกันในช่วงสมัยที่ใครว่าอันนั้นดี อันนี้ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจุบันสังคมโลกก็มีกระแสที่เปลี่ยนไป และเทรนด์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ การเริ่มมองไปในทิศทางของการพัฒนาแบบยั่งยืน หรือการพัฒนาควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเทรนด์ที่กำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เนื่องจากหลายสังคมเริ่มประสบกับผลกระทบของภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้าใคร แม้จะไม่ชัดเจนกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ก็พยายามก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากจุดเชื่อมโยงเล็กๆ และได้ตั้งเป้าพัฒนาด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม หรือโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งถูกเรียกว่า &amp;quot;บีซีจี&amp;quot; (BCG) ที่ถูกย่อมาจากไบโออีโคโนมี เซอร์คูลาร์อีโคโนมี และกรีนอีโคโนมี ซึ่งทั้งหมดนั้นครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบดูแลสิ่งแวดล้อมไปเกือบจะทุกแนวทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการเดินหน้าของภาคอุตสาหกรรมด้วย ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มเห็นความชัดเจนเรื่องนี้จากหลายๆ โครงการของหลายๆ หน่วยงานที่ริเริ่มทำ รวมถึงล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เริ่มเดินหน้าเรื่องดังกล่าวโดยร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อยกระดับภาคธุรกิจ 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ BCG ในฐานะวาระแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้ร่วมผลักดันและดำเนินงานตามนโยบาย BCG ของประเทศ ภายใต้ 3 กลยุทธ์ คือ 1.การพัฒนาโมเดล BCG และการขยายผล 2.การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ และ 3.การพัฒนามาตรฐานและการสนับสนุนด้านนโยบาย โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรบริสุทธิ์น้อยลง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การส่งเสริม Smart Agriculture Industry การพัฒนา Platform การบริหารจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;Circular Material Hub&amp;rdquo; การจัดทำข้อตกลงร่วมบรรจุภัณฑ์พลาสติก PET ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการจัดการขยะพลาสติกภายใต้การสนับสนุน AEPW การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงโครงการการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย &amp;quot;สิรี ชัยเสรี&amp;quot; ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ออกมากล่าวในฐานะผู้ให้ทุนการสนับสนุนการดำเนินโครงการ ว่าได้เล็งเห็นถึงบทบาทภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อน BCG ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งโครงการจะเน้นการศึกษาวิจัย BCG Model ในทางวิชาการและสร้างการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ BCG เพื่อนำไปสู่การปรับใช้ในทางธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง หลังจากที่ผลการศึกษาเสร็จสิ้น บพข. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการในโครงการ ด้วยนโยบายการสนับสนุนทางการเงิน ภาษี การลงทุน กฎระเบียบ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนาและการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างประโยชน์จากผลการวิจัยโครงการให้เกิดขึ้นจริงกับธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินภารกิจดูแล 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 11 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน BCG และร่วมผลักดันในการดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดการพัฒนาต้นแบบโมเดลกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดเป็นรูปธรรมและสัมฤทธิผล เพื่อสร้างทางเลือกแผนธุรกิจที่มีศักยภาพสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นได้ชัดเจนเลยว่าประเทศไทยไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากระแสโลกเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ความจริงจังและความต่อเนื่อง ถ้าจะหวังผลให้โมเดลดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, โมเดลที่ทุกฝ่ายต้องลุย!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากวิกฤตสู่โอกาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประเทศไทยในปัจจุบันยังต้องมีความกังวลอยู่กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ปัจจุบันยิ่งเหมือนสถานการณ์แย่ลงเนื่องจากมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น และพร้อมที่จะทำลายภูมิคุ้มกันของคนได้อย่างตรงจุด รวมทั้งยังมีการกระจายเชื้อได้รวดเร็วมากขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิม ซึ่งทำให้ยากจะประเมินว่าการระบาดครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่... สิ่งที่ประชาชนในสังคมทำได้ตอนนี้คงหนีไม่พ้นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 และหาทางรอดอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ต้องเข้มข้นในการจัดการและดูแลตัวเองเช่นกัน เสมือนการหาทางรอดจึงเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น กับวิธีการรับมือกับวิกฤตที่ยังมองไม่เห็นจุดจบนี้ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเอสซีจี ที่ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสก็ได้ปรับรูปแบบการทำงาน พร้อมกับดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ของรัฐอย่างเข้มข้น โดยถือว่าสามารถพลิกวิกฤตให้กลับมาเป็นโอกาสได้อย่างสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งการดำเนินงานแบบนี้ก็สามารถที่จะเป็นต้นแบบของการทำงานในองค์กรอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเอสซีจีได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ใน 3 ด้าน เพื่อยกระดับกระบวนการดำเนินธุรกิจและตอบโจทย์ลูกค้า ได้แก่ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ ตอบโจทย์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 2.พัฒนาซัพพลายเชน เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าในต้นทุนที่ต่ำที่สุดในเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ 3.ดิจิทัลที่ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพที่สุด ตรงที่สุด และจัดการด้วยต้นทุนที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อีกหนึ่งเทรนด์โลกที่กำลังให้ความสำคัญกับแนวคิด ESG หรือธุรกิจที่มีแนวทางใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Environmental) ควบคู่กับการดูแลสังคม (Social) และมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ (Governance) ก็เป็นอีกหนึ่งด้านของการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ที่เทรนด์และความต้องการของโลกกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งแต่ละองค์กรจำต้องมีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนและยั่งยืน โดยต้องนำไปผสานให้เป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์ในแต่ละธุรกิจให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะทั่วโลกในปัจจุบันรวมถึงอนาคต โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนส่วนบุคคล ต่างเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่มีการนำแนวทาง ESG ไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ คือธุรกิจที่จะสร้างความยั่งยืน ฝ่าทุกวิกฤตที่ไม่คาดฝันได้ รวมถึงวิกฤตโควิด-19 ด้วยเช่นกัน โดยการทำงานต่อไปของธุรกิจไม่ว่าจะด้านไหน จำเป็นจะต้องสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ภายใต้ทิศทางการดำเนินงานในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) ธุรกิจยังคงต้องใช้ 3 แนวทาง เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต โดยต้องสังเกต-เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อนำมาเป็นทิศทางในการดำเนินธุรกิจให้ตรงใจลูกค้า ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายที่สำคัญคือ ต้องปรับตัวให้เร็วเพื่อช่วงชิงโอกาส ซึ่งถือเป็น &amp;ldquo;หัวใจ&amp;rdquo; สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวและความยั่งยืนให้กับเอสซีจีมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นนั้นเชื่อได้ว่าจะเริ่มมีความคลี่คลายลง โดยจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมทั้งจีน ตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคจะทยอยฟื้นตัวหลังจากนี้ ซึ่งหากในปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อเชื่อมความต้องการลูกค้า โดยต้องทำความเข้าใจกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงนี้ก่อนเป็นอันดับแรกว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เมื่อใดที่ต้องการใช้สินค้า และปรับสินค้า รวมถึงบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า จะสามารถรับประโยชน์ช่องทางนี้ได้อย่างเต็มที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยหลังยุคโควิดจะเติบโตได้หรือไม่ ทุกธุรกิจจะต้องมีความหวัง และเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงของทุกด้านในโลกนี้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นจะทำให้เข้าใจตลาด และส่งเสริมให้เกิดความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการมากขึ้นแน่นอน ซึ่งในประเทศไทยเองก็อาจจะได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ของโลกนี้อย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ว่าเอกชนหรือกลุ่มธุรกิจไหนจะสามารถคว้าโอกาสจากวิกฤตในครั้งนี้ได้บ้าง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116198</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, จากวิกฤตสู่โอกาส, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจทย์สำคัญ! ของไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จีน&amp;rdquo; ประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่คำว่ามหาอำนาจอย่างเต็มตัว ด้วยศักยภาพในหลายๆ ด้านของประเทศ และการปกครองที่ยึดหลักความคิดเดียว เพราะเป็นการปกครองแบบพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ใช้กฎเกณฑ์และข้อบังคับที่เข้มงวดในการเดินหน้าพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาแม้คนจะมองว่าเป็นระบบเผด็จการ แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของประเทศจีนก็สะท้อนให้เห็นได้อย่างดี จนขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อจีนเป็นทั้งผู้ขายและผู้ซื้อในตลาด จึงไม่แปลกใจว่าถ้าจีนมีการกีดกันทางการค้าในบางธุรกิจ หรือออกตัวมาทำตลาดแข่งกับประเทศอื่น ก็จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจได้ และแน่นอนว่ามากกว่า 50% ของทุกประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องอาศัยตลาดการค้าจีนเพื่อเป็นการผลักดันเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีหลายธุรกิจยังต้องพึ่งพาการทำการค้ากับจีนทั้งในบทบาทของผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างเช่นในตลาดของอุตสาหกรรมภาคการเกษตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลาดผลไม้ของไทย แม้ว่าจะพึ่งพาการซื้อขายภายในประเทศได้บ้าง แต่ก็เป็นสัดส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับการส่งออก และในช่วงที่ผ่านมาเองกลุ่มเกษตรกรไทยก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่เมื่อสามารถทำการส่งออกได้แล้ว ก็กำลังจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานจีนได้ออกมาระงับโรงคัดบรรจุและสวนลำไยที่ตรวจพบเพลี้ยแป้งในประเทศไทย จนทำให้ผู้ประกอบการโรงงานหลายสิบแห่งไม่สามารถทำการส่งออกไปได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ดีที่ประเทศไทยเองยังเป็นประเทศที่จีนไม่ได้ขึ้นแบล็กลิสต์และทำการกีดกันทางการค้าเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะยังถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีในหลายๆ ด้าน จนล่าสุดจากการรายงานภายใต้การหารือระหว่างทูตเกษตรและทูตพาณิชย์ของไทยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบของจีน ได้ระบุว่าจีนจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ 50 แห่ง จาก 66 แห่ง ที่มีความถี่ในการตรวจพบศัตรูพืชค่อนข้างต่ำสามารถส่งออกลำไยไปจีนได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และอนุญาตให้โรงคัดบรรจุอีก 6 แห่ง จาก 9 แห่ง ที่ไทยได้ระงับเองเป็นการชั่วคราวเมื่อเดือน มี.ค.2564 มีการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่จีนกำหนด สามารถส่งออกได้เช่นเดียวกัน รวมแล้วจะมีโรงคัดบรรจุ 56 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปจีนในครั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.2564 ที่ผ่านมา ส่วนโรงคัดบรรจุที่เหลือ หากมีการปรับปรุงและปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ฝ่ายจีนเสนอได้ ก็จะอนุญาตให้ส่งออกได้ในระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรของไทย โดย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมากล่าวว่า จากการอนุญาตให้ไทยกลับมาส่งออกได้หลังจากที่เพิ่งระงับไปเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้การส่งออกลำไยของไทยไปจีนมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะผลผลิตลำไยของไทยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ขณะนี้กำลังเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น จากการเข้ามารับซื้อของโรงคัดบรรจุและผู้ส่งออก ที่ต้องการนำลำไยไปส่งออกให้กับจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการที่กรมวิชาการเกษตรเสนอทางฝ่ายจีนไปมีสาระสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงการจัดการที่สวนและการเก็บเกี่ยวให้มีการป้องกันกำจัดและคัดแยกลำไยที่มีเพลี้ยแป้งปะปนออก การปรับปรุงการจัดการที่โรงคัดบรรจุ โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ (QC) ทำหน้าที่ในการตรวจสอบศัตรูพืช มีการกำหนดจุดสุ่มตรวจศัตรูพืชเพิ่มขึ้น (รับสินค้า คัดแยก ก่อนรม หลังรม) การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หลอดไฟส่องสว่างและอุปกรณ์ตรวจสอบศัตรูพืช ติดภาพศัตรูพืชที่ต้องคัดแยกหรือปฏิเสธการรับวัตถุดิบ รวมถึงมีพื้นที่ตรวจสอบศัตรูพืช เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุการณ์นี้เห็นได้ว่า นี่แค่ผลไม้ชนิดเดียวที่จีนระงับการนำเข้าจากประเทศไทย ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการในประเทศได้อย่างมากมายแล้ว แต่ยังโชคดีที่ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพเพียงพอในการแก้ปัญหาต่างๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาศึกษาแนวทางการควบคุมในระยะต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก เพื่อให้เกษตรกรไทยอุ่นใจได้ว่าผลผลิตที่ออกมาในปีนี้และอนาคตจะไม่เกิดปัญหาวนมาแบบไม่จบไม่สิ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115340</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, โจทย์สำคัญ! ของไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อเสนอก่อนพังพินาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดระลอก 3 ในประเทศไทยยืดเยื้อมากว่าหลายเดือนแล้ว และกำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาการจัดการแก้ปัญหาอาจจะมีออกมาเป็นระยะ แต่ไม่สามารถสกัดหรือยุติความรุนแรงของการแพร่กระจายเชื้อได้สักที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายฝ่ายอาจมองว่าแผนงานที่ออกมายังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เพราะรัฐบาลอาจจะชะล่าใจเกินไป ส่งผลให้อาวุธสำคัญในสังคมที่ควรจะได้รับตอนนี้ยังมาไม่ถึง นั่นคือวัคซีน ประชากรในประเทศมีสัดส่วนการฉีดวัคซีนไม่ถึงครึ่ง ขณะเดียวกันการขยายและกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสก็ยังเป็นโจทย์สำคัญอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้เองตัวเลขผู้ติดเชื้อในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้นพุ่งทะยานสูงไปแตะกว่า 2 หมื่นรายต่อวัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ถือว่าเป็นพื้นที่สีแดงเข้มที่สุดจากพื้นที่ทั้งหมด และเมื่อมาวิเคราะห์สถานการณ์กันจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่า คนในเมืองที่อยู่ในพื้นที่สีแดงก็ยังจำเป็นจะต้องออกจากบ้านไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคการผลิตเป็นส่วนสำคัญที่มีแรงงานอยู่เยอะ และยังกระจุกตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่สามารถแยกตัวหรือทำงานอยู่บ้านได้ โดยเฉพาะโรงงานต่างๆ ที่มีพนักงานมากกว่า 500 ราย หรือบางที่มีมากกว่า 1,000 ราย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์หลักสำคัญที่หลายฝ่ายต้องออกมาเสนอหนทางแก้ไขและเยียวยา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถือว่าเป็นหน่วยงานที่เข้าใจถึงปัญหา เนื่องจากเมื่อเกิดผลกระทบก็มักจะเห็นผลต่อภาคอุตสาหกรรมทันที โดยล่าสุดได้เสนอมาตรการป้องกันควบคุมโควิดในภาคอุตสาหกรรม 4 ข้อ กำหนดบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) ภาคอุตสาหกรรมเป็นมาตรฐานเดียว จัดตั้งแฟคทอรี ควอรันทีน (Factory Quarantine : FQ) หรือใช้พื้นที่โรงงานเป็นสถานที่กักกันตัว ไปจนถึงแฟคทอรี แอคคอมโมเดชั่น ไอโซเลชั่น (Factory Accommodation Isolation : FAI) หรือใช้พื้นที่โรงงานเป็นสถานที่พักเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินทาง ให้เพียงพอกับแรงงาน และจัดสรรวัคซีนเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ก่อนเศรษฐกิจและประเทศพังพินาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า สถานการณ์การโควิด-19 กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤติและส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนของประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเกิดการติดเชื้อในโรงงานเป็นจำนวนมากเช่นกัน และตัวเองในฐานะองค์กรหลักภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ จึงต้องจัดทำ &amp;ldquo;มาตรการควบคุมโควิดในภาคอุตสาหกรรม&amp;rdquo; นี้ขึ้นมา เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและอาการรุนแรง พร้อมรักษากำลังการผลิตให้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งโรงงานที่ดำเนินการอย่างถูกต้องจะไม่ถูกปิด หากยังสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่แพร่กระจายเชื้อสู่ภายนอก ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;ติดโควิดไม่ต้องปิดโรงงาน&amp;rdquo; แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ คือ 1.มาตรการ Bubble and Seal สำหรับภาคอุตสาหกรรมต้องมีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเป็นไปในแนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ โดยให้สุ่มตรวจหาผู้ติดเชื้อด้วยชุดตรวจด้วยตัวเอง (ATK) สม่ำเสมอ 10% ของจำนวนพนักงานทุก 14 วัน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย และให้พนักงานผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำสามารถกลับเข้ามาทำงานในบับเบิลของโรงงานตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สถานประกอบการที่มีพนักงาน 300 คนขึ้นไป เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้ง FA และ FAI โดยให้มีจำนวนเตียงไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนพนักงาน และเสนอให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งโรงพยาบาลแม่ข่ายในแต่ละพื้นที่ประกันสังคม เพื่อให้บริการโรงงานในพื้นที่ ณ จุดเดียว ตั้งแต่การตรวจหาเชื้อไปจนถึงส่งต่อผู้ป่วยเข้าไปในระบบการรักษา เพื่อลดขั้นตอนในการหาโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.สำหรับสถานประกอบการที่มีพนักงานต่ำกว่า 300 คน ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมจัดตั้งคอมมูนิตี้ ควอวันทีน Community Quarantine (CQ), Community Isolation (CI) (ศูนย์พักคอยและแยกกักตัว) ให้เพียงพอกับแรงงาน โดยให้มีจำนวนเตียงไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนพนักงานในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงที่วัคซีนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งประเทศ ก็ต้องมองว่าสิ่งที่ ส.อ.ท.กำลังเสนอต่อรัฐบาลที่เป็นผู้คุมการจัดการสถานการณ์โควิดอยู่นั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของภาคอุตสาหกรรมและแรงงานในปัจจุบัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114292</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ข้อเสนอก่อนพังพินาศ, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
