<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดช่องเรียนรู้สิ่งใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าสถานการณ์ของโรดระบาดจะแพร่กระจายจนทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นได้รับผลกระทบไปมากแค่ไหน แต่ถ้าคนในประเทศร่วมมือ และยังไม่หมดกำลังใจ ก็จะยังทำให้การเดินหน้าต่อในวันที่ทุกอย่างคลี่คลายไปแล้วง่ายมากขึ้น และจากเท่าที่ดูมาก็เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยและคนไทยก็มีความเชื่อมั่นว่าเราจะกลับมาฟื้นคืนสภาพได้ภายในเร็ววันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมกับการยื่นเข้ามาช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ยิ่งทำให้กำลังใจในประเทศนั้นฟื้นตัวกลับมาได้เร็วมากขึ้น ขณะที่ฝั่งธุรกิจเองก็ได้ให้ความช่วยเหลือจากกันและกันไปพอสมควร &amp;nbsp;ส่วนด้านหน่วยงานภาครัฐก็ออกกิจกรรมต่างๆ มาเพื่อสนับสนุน และเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มธุรกิจเล็กๆ อย่างเอสเอ็มอีให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อหวังว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายจะสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที โดยหนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีอยู่ตลอดเวลา ก็คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยพัฒนาเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมาได้ออกหลักสูตรออนไลน์และสร้างเครื่องมือให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียมากขึ้น เนื่องจากในช่วงโควิดต้องใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาให้ความรู้ โดยจากการเรียนรู้ดังกล่าวนั้นจะสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้ง่ายขึ้น 2.ใช้สื่อที่เข้าใจง่ายขึ้น และ 3.เพื่อการแข่งขันในยุคดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และขณะเดียวกัน สสว.จึงดำเนินงานพัฒนาองค์ความรู้สำหรับเอสเอ็มอี หรือเอสเอ็มอี โนวเลจ เซ็นเตอร์ (SME Knowledge Center) ซึ่งวัตถุประสงค์คือ 1.จัดทำและพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลสำหรับเอสเอ็มอีเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ 2.จัดตั้งส่วนบริการ ที่มีการให้คำปรึกษา โดยเน้นให้ความรู้เป็นกลุ่มย่อย เช่น จัดทำกรณีศึกษา จัดเวิร์กช็อปหรือสัมมนาต่างๆ 3.ประเมินความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูบ และ 4.ดูแลระบบโครงสร้างให้เหมาะสม ทั้งผู้สอนและผู้ประกอบการ และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ SME Knowledge Center ได้จัดทำคลังข้อมูล 8 โมดูลด้วยกัน ได้แก่ ด้านดิจิทัล ด้านการบริการ ด้านต้นทุนและการขนส่งสินค้า ด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ด้านองค์ความรู้เฉพาะเรื่อง ด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านบัญชีและการเงิน และด้านมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพื่อผู้ประกอบการ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มตัวแทนวิสาหกิจรายย่อย กลุ่มเริ่มต้นธุรกิจ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อม เช่น กลุ่มที่สานต่อธุรกิจของครอบครัวด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางหรือกลุ่มที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้อย่างเต็มตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา SME Knowledge Center มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือเข้ารับคำปรึกษาธุรกิจในด้านต่างๆ มากกว่า 4,500 ราย จากเป้าหมาย 4,000 ราย และมีผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ www.smeknowledgecenter.com มากถึง 250,000 ครั้งต่อปี ซึ่งเกินเป้าที่วางไว้ 200,000 ราย สำหรับในปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก โดยยังคงยึด 8 โมดูลเหมือนเดิม 1.ด้านดิจิทัล 2.การบริการ 3.ต้นทุน การขนส่งสินค้า 4.สิทธิประโยชน์ทางภาษี 5.องค์ความรู้เฉพาะเรื่อง 6.การตลาด/การตลาดต่างประเทศ 7.บัญชีการเงิน และ 8.มาตรฐานของผลิตภัณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงมีการลงพื้นที่เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการระดับวิสาหกิจรายย่อยด้วยวิธีให้คำปรึกษาเฉพาะกลุ่ม ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่ดำเนินการอบรมความรู้แก่ผู้ประกอบทั่วประเทศ &amp;nbsp;แบ่งเป็น 5 ภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี ศรีสะเกษ ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นราธิวาส และภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในช่วงโควิดนี้เองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ยังต้องต่อสู้กับความท้าทายใหม่ๆ ด้วย โดยเฉพาะการทำธุรกิจแบบนิวนอร์มอล ซึ่งผู้ประกอบการเองก็ต้องสร้างทักษะใหม่ๆ ให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการพัฒนาคนในองค์กร การพัฒนาทักษะเดิมๆ และต้องเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว ลดความซ้ำซ้อนและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเชื่อว่าจากกิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับผู้ประกอบการ และหากพร้อมที่จะปรับปรุง ก็คาดว่าจะเป็นผลดีในช่วงเวลาแบบนี้ ที่ถือว่าเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68780</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับตัวท่ามกลางวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในช่วงนี้ที่เกิดวิกฤติโควิด-19 นั้นมีความแตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก ซึ่งในส่วนนี้เองจึงอาจจะทำให้เกิดผลกระทบไปกับวงการอื่นๆ &amp;nbsp;ที่ต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้มากสุด &amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่จะต้องเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งมีหลายบริษัทได้มีแนวทางการดำเนินงานแบบใหม่ที่ทำให้ผลกระทบดังกล่าวนั้นลดน้อยลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และบางกลุ่มก็อาศัยข้อจำกัดในเรื่องต่าง ๆ ของเวลานี้มาเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะตีตลาดขอผู้บริโภคได้ ทั้งปรับการให้บริการ การขาย รวมถึงโปรโมชั่นทั้งหมด แต่ก็เห็นว่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่เข้าใจว่าตัวเองจะต้องปรับตัวไปแนวทางไหนจนอาจจะทำให้การดำเนินงานล่าช้าจนส่งผลกระทบไปยังผลประกอบการ หรือรายได้ที่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานเอง แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติดังกล่าว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ต้องอาศัยกำลังซื้อของลูกค้าถ้าลูกค้าไม่มีกำลัง หรือไม่มีแรงจูงใจที่จะซื้อ ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะสามารถทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปซื้อ แต่นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้ตรวจราชการ กระทรวงพลังงาน ก็ยังเห็นว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เอกชนนั้นกลับมาทบทวนตัวเองได้ดีที่สุด โดยได้กล่าวไว้ในการสัมมนาทางออนไลน์ เรื่อง &amp;rdquo;ผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 ต่อกลุ่มพลังงานในอาเซียน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK (ASE) งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ว่า วิกฤติโควิดในวันนี้ก่อผลกระทบด้านลบในวงกว้าง ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบตรงต่อพลังงานทางเลือก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเดินหน้าสู่การใช้พลังงานยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ลดลง จึงส่งผลกระทบต่อพลังงานทางเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดการณ์ว่าหลังจากวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย พลังงานทางเลือกจะกลับมายืนหนึ่งอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงที่ธุรกิจพลังงานทางเลือกชะลอตัวในช่วงนี้ จึงเป็นช่วงแห่งการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นชีวิตวิถีใหม่ แน่นอนว่าภาคธุรกิจพลังงานก็ต้องเร่งพัฒนาสู่การใช้ดิจิตอล และนวัตกรรมเทคโนโลยีเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;WFH หรือเวิร์กฟอร์มโฮมในวันนี้ เป็นวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (นิว นอร์มอล) ที่ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 25% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งธุรกิจพลังงานเองควรใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว เพราะการลดลงของราคาพลังงานจะส่งผลต่อความตื่นตัวต่อการมุ่งสู่พลังงานทางเลือกที่อาจจะทำให้แผนบางอย่างล่าช้าออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวการพัฒนาพลังงานทางเลือกยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยและประเทศในอาเซียนต้องเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ซึ่งในช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปีเตอร์ ดู พอนด์ Managing Partner บริษัท Asia Clean Energy Partners จำกัด และ Asia Regional Coordinator Private Financing Advisory Network ได้กล่าวเสริมว่า พลังงานยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีสถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผลกระทบในด้านต่างๆ แต่เมื่อวิกฤติบรรเทา เศรษฐกิจโลกจะฟื้นและจะกลับมาดีอีกครั้ง และเมื่ออุปสรรคต่างๆ ผ่านพ้นไป ภาคธุรกิจต้องไม่หยุดที่จะเดินหน้าสู่ยุคดิจิตอล และยอมรับการมุ่งสู่การใช้นวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอล ซึ่งจะมีโอกาสอีกมากมายที่เปิดกว้างให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงานได้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเห็นได้ชัดว่าแม้จะเกิดวิกฤติขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่การเรียนรู้ที่จะปรับตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเอกชนหรือผู้ดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ไม่มีการรู้จักที่ปรับตัว หรือพัฒนาธุรกิจให้ตอบสนองความต้องการของสถานการณ์ได้ ก็อาจจะต้องยอมรับผลกระทบนั้นได้เต็มๆ แต่หากมองเห็นโอกาสที่จะปรับตัว เชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในอนาคตนั้น คงจะไม่มีอะไรมาสั่นคลอนหรือทำให้สะดุดได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67115</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, ปีเตอร์ ดู พอนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอกาสทองช่วงวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การระบาดของวิกฤติโควิด-19 ก็เกิดผลกระทบต่างๆ ขึ้นมากมายกับทุกภาคส่วนของประเทศ และดูว่ากว่าจะใช้เวลาเยียวยาให้กลับมาดีได้คงต้องใช้เวลามาก แต่ทั้งนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ดีไอทีพี) ยังมีความเชื่อมั่นว่าไทยมีสินค้าอีก 5 ประเภทที่ยังสามารถทำวิกฤติตรงนี้ให้เป็นโอกาสทองได้ โดยอาศัยการส่งออกและกระจายสินค้าไปสู่ตลาดผู้บริโภคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ 1.สินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป 2.สินค้าด้านเวชภัณฑ์และการแพทย์ 3.สินค้าและบริการด้านความบันเทิง 4.สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5.กลุ่มสินค้าในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยดีไอทีพียังได้เตรียมแนวทางการรับมือด้วยแนวคิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส&amp;rdquo; ดึงออนไลน์เข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้วิกฤติดังกล่าวให้เป็นโอกาสในการพัฒนาความรู้ความสามารถ ทักษะ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ และสามารถเพิ่มโอกาสการส่งออกได้เพิ่มขึ้นจากเดิม พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ได้แก่ การจับคู่ธุรกิจ การจัดงานแสดงสินค้า และการพัฒนาแพลตฟอร์ม &amp;ldquo;NEA E-Learning Universe&amp;rdquo; โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (เอ็นอีเอ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโอกาสของสินค้าทั้ง 5 ประเภทที่มีโอกาสในการส่งออกหรือกระจายสินค้าไปสู่ตลาดและผู้บริโภคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น แบ่งจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ 1.สินค้าประเภทอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคในทุกประเทศ โดยในช่วงนี้สินค้าที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ อาหารแห้ง ข้าว อาหารกระป๋อง ซึ่งประเทศไทยมีกำลังในการผลิตเพื่อบริโภคและการจำหน่ายที่เพียงพอกับความต้องการทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในระยะแรกของการระบาดเชื้อโควิด-19 สินค้าดังกล่าวถือว่ามีปัญหาเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันถือว่าคลี่คลายได้ดี และคาดว่าจะค่อยๆ ขยายตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สินค้าด้านเวชภัณฑ์และการแพทย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการเกือบเทียบเท่ากับกลุ่มอาหาร โดยอุปทานความต้องการมีมากทั้งในและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากการดูแลสุขภาพและการป้องกันตัวของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าความต้องการจะยังคงมีมากอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมนำไปปรับแผนการผลิตที่มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และเพียงพอต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สินค้าและบริการด้านความบันเทิง และอุตสาหกรรมด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ เนื่องจากการอยู่บ้านของประชาชนที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขานรับนโยบาย Social Distancing รวมทั้งการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home โดยธุรกิจบริการที่มีโอกาสเติบโตสูง ได้แก่ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม และภาพยนตร์ รวมถึงอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังกายในบ้าน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคได้หันมาใช้จ่ายในสินค้าและบริการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการอยู่บ้านเป็นเวลานานๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องอยู่บ้านเป็นเวลานาน ซึ่งปัจจุบันพบว่าเริ่มมีสถานที่ในการจัดจำหน่ายที่น้อยลง จึงทำให้โอกาสดังกล่าวขยายไปสู่ช่องทางการซื้อขายออนไลน์และผู้บริโภคก็หันเข้าสู่ช่องทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน 5.และกลุ่มสินค้าในอุตสาหกรรมขั้นกลาง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เส้นใยผลิตสิ่งทอ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้เตรียมมาตรการรองรับและสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการส่งออกไว้หลายด้าน ประกอบด้วย 1.ลดการพึ่งพาตลาดหลักผลักดันการส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่เพิ่มขึ้น 2.เร่งแก้ไขปัญหาในการส่งออกจากปัจจัยต่างๆ ของประเทศเป้าหมายส่งออกสินค้าและบริการ และ 3.เพิ่มศักยภาพการทำการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการทำการค้าในเศรษฐกิจยุคใหม่
รวมถึงเร่งหาแนวทางรับมือต่อไป เพื่อให้ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการไทย สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็วและไม่กระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นเวลานานหลังจากวิกฤติดังกล่าวได้ผ่านไปนอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางที่จะนำพาผู้ประกอบการไปสู่ช่องทางออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องมาติดตามกันต่อไป ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นจะสามารถปรับตัวได้ทันและคว้าโอกาสทองครั้งนี้ไว้ได้หรือไม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62315</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาอุทกภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมภาคอีสานของประเทศไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ก็มีบางที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำขัง และยังไม่สามารถฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนได้ เนื่องจากช่วงที่น้ำท่วมนั้นมีระยะเวลายาวนานและรุนแรงจนทำให้เกิดความเสียหายหนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังจากน้ำลดแล้ว ร้าน อาคาร บ้านเรือนก็ต้องใช้เวลาและเงินในการจะทำให้กิจการต่างๆ กลับคืนมาได้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการหยิบยื่นความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงานแล้ว หรือกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ แต่ผลกระทบที่เกิดมันหนักจนความช่วยเหลือนั้นอาจจะเข้าถึงไม่เพียงพอ แต่ก็ยังเห็นความช่วยเหลือเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เป็นหลักในการดูแลภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจ และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้ 7 มาตรการ &amp;ldquo;ทำทันที&amp;rdquo; ซ่อม สร้าง ฟื้นฟู ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และร้อยเอ็ด ในระหว่างวันที่ 4-8 ต.ค.2562 โดยได้ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำการพักชำระหนี้ให้กับลูกค้ารายเดิมที่ประสบอุทกภัย พร้อมจัดกิจกรรมคลินิกอุตสาหกรรมเคลื่อนที่ ให้บริการคำปรึกษาแนะนำ แก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร และลงพื้นที่เยี่ยมเยือนผู้ประกอบการโรงงานเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนที่ประสบอุทกภัย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และร่วมทำความสะอาด (บิ๊กคลีนนิ่ง) ซ่อมแซม ฟื้นฟูอุปกรณ์ อาคาร และเครื่องจักรให้กับสถานประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบภาคอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย 190 ราย มูลค่าความเสียหาย 196,540,000 บาท กระทรวงฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรคือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ในการพักชำระหนี้ให้กับลูกค้ารายเดิมที่ประสบอุทกภัย รวม 67 ราย วงเงินทั้งสิ้น 122,900,000 บาท พร้อมทั้งลดดอกเบี้ยเงินกู้ และขยายเวลาผ่อนชำระหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งอยู่ระหว่างอนุมัติสินเชื่อ ของเงินทุนหมุนเวียนฯ &amp;nbsp;กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสินเชื่อตามมาตรการต่างๆ ของ ธพว. เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูกิจการให้กับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยกว่า 190 ราย แบ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 71 ราย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 38 ราย วิสาหกิจชุมชน (OTOP) และบุคคลธรรมดา จำนวน 79 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร ทั้งด้านการเงินและฟื้นฟูปรับปรุงสถานประกอบการ ให้กลับมาดำเนินกิจการได้โดยเร็ว เพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการและประชาชนที่ประสบอุทกภัยภายหลังน้ำลด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 2,625 คน และยังมีการสำรวจโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและให้บริการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรให้สามารถนำเครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้วไปจำนองเป็นทุนในการดำเนินกิจการได้ จำนวน 53 โรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำ (ศูนย์ SMEs Support &amp;amp; Rescue Center : SSRC) ให้แก่ผู้ประกอบการโรงงาน เอสเอ็มอีวิสาหกิจชุมชน และผู้ที่สนใจ ทั้งด้านการเงิน และด้านอื่นๆ เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และร่วมกับ ปตท. บริษัทรถยนต์ชั้นนำ และสถาบันการศึกษาในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยสารพัดช่าง รวมถึงงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดให้ความร่วมมือจัดส่งบุคลากร ช่างยนต์ รวมกว่า 200 คน เพื่อให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสำหรับใช้ทางการเกษตร พร้อมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บริการตรวจเช็กและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรีให้แก่ประชาชนรวม 2,239 รายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีประชาชนนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มารับบริการ แบ่งเป็นรถยนต์ 515 คัน รถจักรยานยนต์ 1,316 คัน รถสำหรับใช้ทางการเกษตร 126 คัน และเครื่องใช้ไฟฟ้า 282 เครื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังจัดให้มี &amp;ldquo;ครัวอุตสาหกรรม&amp;rdquo; สำหรับให้บริการอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม ให้กับผู้เข้าร่วมงาน และมอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม ข้าวสาร สเปรย์กันน้ำกัดเท้า รวมทั้งให้บริการตัดผมชายฟรีตลอดการจัดงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นที่จะเข้าช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา ชาวบ้าน และภาคอุตสาหกรรมอย่างตรงจุด โดยเชื่อว่าจะสามารถผ่อนหนักเป็นเบา และเสริมกำลังที่จะฟื้นฟูสถานการณ์จากร้ายให้กลายเป็นดีขึ้นมาได้ ทั้งนี้คนทั่วไปต้องทำความเข้าใจว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่มีใครอยากให้เป็น และการที่คนเหล่านั้นจะได้รับการเยียวยาบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48034</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แคมป์เพิ่มทักษะสตาร์ทอัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่ประเทศไทย 4.0&amp;nbsp;ตามแนวนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลนั้น &amp;nbsp;วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่การพัฒนาทักษะด้วยนวัตกรรม ให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่จะเพิ่มมูลค่านั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากจะเป็นการสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจสมัยนี้ ขณะเดียวกันยังเป็นการเสริมสร้างรากฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของรัฐบาลหลายๆ หน่วยงานเอง ก็ให้ความสำคัญและให้ความสนใจกับเรื่องนี้ รวมกระจกไร้เงาก็ได้เผยแพร่กระบวนการทำงานและนโยบายต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาทักษะของเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพไปอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะมีอยู่แค่นั้น เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่ออกมาช่วยเหลือด้านนี้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอีกโครงการที่เมื่อเร็วๆ นี้ออกมาเพื่อสนับสนุนการทำงานดังกล่าว ได้แก่ หลักสูตรการอบรมโครงการ&amp;nbsp;The Basecamp&amp;nbsp;(เดอะ เบสแคมป์) ที่ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ที่นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่ร่วม หรือโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ&amp;nbsp;เพื่อพัฒนาธุรกิจแล้ว ยังมีหลักสูตรด้านพื้นฐานการสร้างแบรนด์ วิธีการนำเสนอแผนธุรกิจกับแหล่งทุน การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบและหรือการออกแบบ&amp;nbsp;3D&amp;nbsp;รวมทั้งพื้นฐานทางด้านการเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ การส่งเสริมด้านการสร้างสายสัมพันธ์ของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจ การออกแสดงสินค้าเพื่อทดสอบตลาดจริง รวมถึงการได้ทดลองนำเสนอแผนธุรกิจให้กับแหล่งทุนอีกด้วย&amp;nbsp;ผลจากการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 6 เดือน มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 50 ราย ได้รับการบ่มเพาะธุรกิจผ่านกิจกรรมต่างๆ จนสามารถพัฒนาธุรกิจ สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ (มูลค่าทางธุรกิจ มูลค่าการจ้างงาน และมูลค่าการลงทุน) โดยรวมกว่า 53 ล้านบาท และมีผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์ 1 : 13.25 เท่า ทั้งนี้&amp;nbsp;เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการอีกหลายรายในโครงการฯ จะสามารถพัฒนาตนเอง ต่อยอดธุรกิจสู่การเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นได้อย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม&amp;nbsp;กล่าวว่า กสอ.ได้เล็งเห็นความจำเป็นจึงสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่ร่วมเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทายาทธุรกิจ กลุ่มนักประดิษฐ์ นักวิจัย และนักพัฒนานักออกแบบที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นให้ได้รับการพัฒนาให้เกิดแนวคิดในธุรกิจใหม่ เพื่อที่จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์&amp;nbsp;หรือบริการใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว จำนวน 120 ราย และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 50 ราย ในการเข้าร่วมบ่มเพาะธุรกิจ โดยมีโค้ช หรือผู้เชี่ยวชาญจากเดอะเวิลด์ สตาร์ทอัพ เฟสติวัล หน่วยงานจากซิลิคอน วัลเลย์ ที่มีประสบการณ์ในด้านการสร้างสตาร์ทอัพ&amp;nbsp;ไปจนถึงการลงทุนกับสตาร์ทอัพมาให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ Zading&amp;nbsp;โปรตีนจิ้งหรีด อาหารแห่งอนาคต ผลงานของคุณภาณุวัฒน์ โคตรโนนกอก ที่นำจิ้งหรีดมาแปรรูปเป็นโปรตีนทดแทนหรือโปรตีนผง ส่งออกตลาดต่างประเทศ โดยเน้นจุดขายใช้จิ้งหรีดพันธุ์สะดิ้ง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีโปรตีนสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ &amp;nbsp;และเลี้ยงในระบบออแกนิกส์ ซึ่งนอกจากจิ้งหรีดผงแล้ว&amp;nbsp;ยังเตรียมทำผลิตภัณฑ์จากจิ้งหรีดอื่นๆ อีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น เอนเนอจี้บาร์ เส้นขนมจีนอบแห้ง เป็นต้น รวมถึงผลงาน&amp;nbsp;Medical Device&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเครื่องวิเคราะห์สไลด์แปบสเมียร์ ด้วยระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)&amp;nbsp;เพื่อคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูก ของนายปริญญา วัฒนนุกูลชัย และนายสมาธิ บัวคอม ที่เป็นการพลิกโฉมกระบวนการตรวจมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยให้รวดเร็วในเวลาไม่กี่วินาที จากวิธีปกติ ที่ต้องรอผลอย่างน้อย 3-5 วัน อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่านำเข้าถึง&amp;nbsp;50 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ หรือที่เรียกว่าทักษะให้กับผู้ประกอบการได้อย่างดี และช่วยสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ระดับสากลได้ ซึ่งหวังว่าโครงการดีๆ แบบนี้จะไม่จัดเพียงแค่ตั้งเดียวและเงียบหายไป แต่อยากจะให้ต่อยอดและขยายวงกว้างไปยังกลุ่มผู้ผลิตหลายๆ รูปแบบ รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมให้เข้าถึงผู้ประกอบการได้ทุกรายในประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40947</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, สตาร์ทอัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องเรียนแบบครอบคลุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้แยกตัวเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมตามเขตพื้นที่ต่างๆ ก็จะเข้าไปแทรกซึมอยู่กับสังคมประชาชน เช่น ชุมชน หมู่บ้าน หรือในพื้นที่ที่คนอาศัยอยู่ เพราะโรงงานทั้งหมดต้องพึ่งพาอาศัยคนให้เข้าไปทำงาน จึงจำเป็นต้องเข้าไปตั้งอยู่ในเขตชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในจุดนั้นแล้ว ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากในเขตชุมชนนั้นไม่ได้รับการตอบแทนจากโรงงานทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช่ทุกคนในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ จะเข้าไปทำงานให้กับโรงงานดังกล่าว จึงอาจจะทำให้คนบางส่วนที่อยู่ในกลุ่มนี้อาจจะรับไม่ได้หากเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาหากไม่มีโรงงานเข้ามาตั้งในพื้นที่นี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในบริเวณดังกล่าวก็อาจจะดำเนินไปอย่างปกติสุขก็เป็นได้ ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับปัญหาที่อาจจะได้รับมาทั้งน้ำเสีย ฝุ่นควัน หรือเสียงดัง จนรบกวนการเป็นอยู่ของคนในชุมชน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่โรงงานที่คิดจะเข้าไปตั้งในเขตของชุมชนนั้นจะต้องคำนึงเป็นอันดับต้นๆ ว่าจะอยู่ร่วมกับคนในชุมชนอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา เราจึงเห็นหลายโรงงานนั้นนอกจากจะมีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดการร้องเรียนแล้ว ก็จะต้องมีโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำร่วมกับชุมชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนของใช้หรือทุนการศึกษาให้คนในพื้นที่ สนับสนุนด้านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่าเมื่อโรงงานอยู่ร่วมกับประชาชนไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผลร้ายแรงที่สุดที่เคยมีมาคือ การสั่งปิดโรงงานนั้นๆ รวมถึงชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จึงทำให้หลายโรงงานหรือบริษัทต่างๆ ไม่อยากให้เรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่จะส่งผลให้ตัวเองต้องปิดโรงงานไป จึงพยายามทำตามข้อกำหนดมาตลอด แต่ก็มีบางแห่งที่ไม่สนใจและไม่ใส่ใจกับการเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน และยังดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แทนที่จะให้หน่วยงานที่ดูแลออกตรวจสอบตลอดเวลา และทุกโรงงานในประเทศไทยนั้นก็อาจจะมีการตกหล่นและไม่ทั่วถึงได้ จะมอบสิทธิ์ให้กับประชาชนที่อยู่ในชุมชนสามารถร้องเรียนเรื่องต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือกระทรวงอุตสาหกรรมเองเลย เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนในเรื่องต่างๆ เข้ามาตลอดทั้งปี แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ เพราะระบบเดิมที่ทำอยู่เป็นการแจ้งร้องเรียนผ่านหนังสือชี้แจง การโทร.ร้องเรียน หรือเข้าไปร้องเรียนในหน่วยงานย่อยของกระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบ และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานระดับกรม รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร การจัดการเรื่องร้องเรียนเป็นไปอย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;I-Dee (Industry-Dee)&amp;rdquo; ที่สามารถแสดงผลและใช้งานผ่านเครือข่ายระบบโทรศัพท์มือถือทั้งระบบแอนดรอยด์ และระบบไอโอเอส รวมทั้งสามารถใช้งานผ่านทางระบบเว็บไซต์ โดยที่ข้อมูลเรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะเชื่อมโยงและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างศูนย์ปฏิบัติการกระทรวง กับศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การดำเนินการแจ้งเรื่องร้องเรียน สามารถดำเนินการได้ 3 ช่องทาง คือ 1.การโหลดแอปพลิเคชัน I-Dee (Industry-Dee) ซึ่งจะมีการให้บริการทั้งระบบโทรศัพท์มือถือ 2.การรับเรื่องร้องเรียนผ่านทาง https://i-dee.industry.go.th และ 3.การเข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในสำนักงานอุตสาหกรรม ทั้ง 76 จังหวัด หรือการเดินไปติดต่อด้วยตนเอง หรือการส่งจดหมาย โทรศัพท์ และแจ้งผ่านทางอีเมล และโซเชียลมีเดีย ของกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนแล้วจะทำการบันทึกข้อมูล และตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง จากนั้นก็จะส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการ ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่า การดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีช่องทางมากมายขนาดนี้ก็ต้องยอมรับว่าครอบคลุมและให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก รวมทั้งยังเชื่อได้ว่าการดำเนินงานของโรงงานในชุมชนทั้งหลายจะเริ่มมีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการอยู่ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31839</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, สุรพล ชามาตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไซส์เฉพาะคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนอาจจะเคยเจอกับปัญหาที่มาจากการซื้อของใช้ อุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ทำให้หงุดหงิดอยู่บ่อยๆ ในเรื่องของสเปกไม่ตรงตามมาตรฐาน ไซส์ไม่เท่ากันในแต่ละร้าน แต่ละแบรนด์ จนทำให้ต้องเสียเงินเปล่าไปโดยใช่เหตุ ซึ่งอาจจะมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมหรือกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อเร็วๆ นี้ในการจัดประชุมของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้ยกมตินี้ขึ้นมาเพื่อพิจารณาเห็นชอบจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดรูปร่างคนไทย ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานชาย-หญิงไทย อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเมื่อได้ทราบก็คงจะแปลกหูนิดหน่อยว่าเรื่องแบบต้องกำหนดเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมเลยหรอ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็เพื่อความเป็นมาตรฐานที่จะใช้อ้างอิงได้ ก็คงเป็นเรื่องที่หลายๆ คนมองว่าสมควรที่จะต้องทำให้เป็นแบบอย่างเดียวกัน เพราะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดไซส์โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้น ก็เป็นอุตสาหกรรมลำดับต้นๆ ที่ประเทศไทยสร้างมูลค่าได้ ทั้งจากในประเทศและการส่งออก โดยการกำหนดมาตรฐานครั้งนี้ที่ประชุมศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 13,442 ราย ในพื้นที่ 5 ภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการออกแบบพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวกับสรีระร่างกาย เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ต่างๆ เช่น เก้าอี้ ที่นอน โต๊ะ เนื่องจากที่ผ่านมาการออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสรีระคนไทย ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานไซส์ของต่างประเทศ เช่น ยุโรป สหรัฐ ส่งผลให้ไซส์เสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไม่ได้มาตรฐานคนไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบ เพื่อให้คนไทยตอนนี้ส่วนใหญ่อ้างอิงจากไซส์ต่างประเทศ เช่น ยุโรป สหรัฐ ทำให้ไซส์เสื้อผ้าต่างๆ แขน ขา ชายเสื้อยาวไปบ้าง ต้องคอยตัดออก หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้กินข้าวบางอันก็สูงไป อาจทำให้เมื่อยได้ หรือทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ ต่อไปหากผู้ผลิตเสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นการผลิตและจำหน่ายในประเทศ นำมาตรฐานขนาดรูปร่างไปใช้&amp;rdquo; น.ส.นิสากรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขั้นตอนการบังคับใช้ ต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการ โดยมาตรฐาน มอก. ขนาดรูปร่างคนไทย จะแบ่งเป็นผู้ชายและผู้หญิง เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ประกอบไปด้วยคณะกรรมการหลายฝ่าย เช่น คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สมอ., &amp;nbsp;ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, &amp;nbsp;สำนักงานสถิติแห่งชาติ, สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สมาคมช่างตัดเสื้อไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, กรมอนามัย, สถาบันพัฒนาแพทเทิร์นอุตสาหกรรมและการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยความละเอียดในการกำหนดมาตรฐานไซส์คนไทยนั้น ทางคณะกรรมการใช้วิธีการวัดขนาดโดยเทคโนโลยีตรวจวัดเรือนร่างสามมิติ กลุ่มตัวอย่าง 13,442 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 6,303 ราย และเพศหญิง 7,139 ราย ใน 5 ภาคทั่วประเทศเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ใช้เครื่องสแกนสามมิติด้วยแสงขาว วัดสัดส่วนต่างๆ เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก ความกว้างขนาดศีรษะ ระยะห่างตา ความยาวมือ รอบเท้า ความยาวเท้า จากนั้นนำมาวิเคราะห์คำนวณกำหนดเป็นไซส์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และได้ออกมาเป็นไซส์สำหรับขนาดรูปร่าง ไซส์ 28 รอบอก 69.0-74.0 ซม. รอบเอว 57.0-62 ซม. รอบสะโพก 75.0-80.0 ซม., ไซส์ 30 รอบอก 74.0-79 ซม. รอบเอว 62.0-67.0 ซม. รอบสะโพก 80.0-85.0 ซม., ไซส์ 32 รอบอก 79.0-84.0 ซม. รอบเอว 67.0-72.0 ซม. รอบสะโพก 85.0-90.0 ซม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซส์ 34 รอบอก 84.0-89.0 ซม. รอบเอว 72.0-77.0 ซม. รอบสะโพก 90.0-95.0 ซม., ไซส์ 36 รอบอก 89.0-94.0 ซม. รอบเอว 83.0-89.0 ซม. รอบสะโพก 101.0-107.0 ซม. ไซส์ 42 รอบอก 104.0-109.0 ซม. รอบเอว 102.0-109.0 ซม. รอบสะโพก 120.0-127.0 ซม. ไซส์ 46 รอบอก 114.0-119.0 ซม. รอบเอว 109.0-116.0 ซม. รอบสะโพก 127.0-134.0 ซม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเท่าที่เห็นนั้นก็ถือว่าละเอียดพอสมควร ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นอาจจะเคยมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะต้องปรึกษาใคร แต่ตอนนี้ก็เห็นว่าหน่วยงานรัฐเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ และนำมาปฏิบัติเป็นแนวทางอย่างชัดเจน ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีกว่าไม่ทำอะไรเลย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31078</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
