<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์ เปิดตัวเลขไตรมาส2/64ว่างงานพุ่ง7.3 แสนคน เด็กจบใหม่เตะฝุ่นเพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2564 มีอัตราการว่างงาน อยู่ที่ 1.89% ลดลงเล็กน้อยจาก 1.96% ในไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่างงาน 7.3 แสนคน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องจับตาดูในช่วงนี้คือสิ่งที่ผู้ว่างงานโดยไม่เคยทำงานมาก่อน หรือผู้ที่จบการศึกษาใหม่ที่มีการว่างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10% ซึ่งขณะนี้มีอยู่กว่า 2.9 แสนคน โดยแนวโน้มผู้ที่จบการศึกษาจากอุดมศึกษา และอาชีวะศึกษา มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤตโควิด โดยมีผู้ว่างงานนานกว่า 12 เดือน กว่า 20.1% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีอยู่ 11.7%
&amp;nbsp;
สำหรับประเด็นที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากากรแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมาตรการที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปที่รายได้ของแรงงาน ฉะนั้น ช่วงถัดไปจะต้องมีการดูแลผู้ประกอบการให้สามารถรักษาการจ้างงานให้ได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะออกมาในระยะถัดไป เพราะขณะนี้ข้อมูลยอดบัญชีคงค้างต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ก็ลดลงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามีการนำเงินเก็บออกมาใช้ และจะต้องมีการดูแลแรงงานที่มีการปรับตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาใหม่ จะต้องมีมาตรการออกมาในการจ้างงานระยะสั้น เช่น การฝึกอบรม ทำให้สามารถหารายได้ในช่วงที่รอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามขณะที่มาตรการช่วยเหลือการจ้างงานด้วยการจ่ายเงินคนละครึ่งจะออกมาเมื่อไหร่นั้น ขณะนี้สภาพัฒน์กำลังทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมาก็มีโครงการของรัฐที่ออกไปช่วยการจ้างงานอยู่หลายโครงการ จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าหลายๆ โครงการที่มีการจ้างงานไปแล้วในสถานการณ์เหล่านี้จะต้องมีการต่ออายุโครงการเหล่านั้น เพื่อเร่งคงระดับการจ้างงานไว้ ขณะเดียวกันมาตรการอื่น ๆ ที่จะออกมาขอให้รอติดตาม ซึ่งกำลังจะเร่งเสนอมาตรการอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรักษาระดับการจ้างงานได้เช่นกัน
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ในส่วนการจ้างงานในไตรมาส 2/64 ปรับตัวดีขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยการจ้างงานภาคเกษตรกรรมปรับเพิ่มขึ้น 2.4% เนื่องจากแรงงานที่กลับภูมิลำเนาแล้วเข้าสู่ภาคการเกษตร ขณะที่แรงงานนอกภาคการเกษตร ปรับเพิ่มขึ้น 1.8% ส่วนสาขาการจ้างงานที่มีการปรับลดลง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น ส่วนชั่วโมงการทำงานปรับดีขึ้นจากปีที่แล้ว เฉลี่ย 41.6% เพิ่มขึ้น 8.8% และจำนวนผู้ทำงานที่ทำงานล่วงเวลา มีกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.5 ล้านคน โดยชั่วโมงการทำงานที่ปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์เคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการล็อกดาวน์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบแน่นอนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งการจะเป็นผู้ว่างงานหรือไม่นั้น ขณะนี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ก็พยายามที่จะคงการจ้างงานเอาไว้เหมือนกัน แต่อาจจะมีการลดค่าจ้าง และอาจจะมีผู้ที่เป็นลักษณะเสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น ในช่วงไตรมาส 3 ส่วนแนวโน้มการว่างงานในไตรมาส 3 นั้น จะต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะในช่วงวิกฤตที่ผ่านมามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดพื้นที่ 29 จังหวัด และรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาระยะสั้นก่อนแล้ว ฉะนั้น การจ้างงานจะต้องมาพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าแนวโน้มจะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง แต่ยังมีบางสาขาที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ส่วนภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว ฉะนั้น ในส่วนของผู้เสมือนการว่างงานจะยังต้องมีการเฝ้าระวังจากสถานการณ์ของสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่มีการฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดูผู้ที่เป็นลักษณะเสมือนว่างงานว่าเราคงต้องมีอะไรออกมาช่วยด้วย&amp;rdquo; นายดนุชา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, ภาวะสังคมไทย, ว่างงาน, สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a85eefd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘สภาพัฒน์&#039;เผยจีดีพีไตรมาส 2 โต 7.5% คาดการณ์ทั้งปีโต 0.7 - 1.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 และแนวโน้มปี 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน 4.6% การลงทุนรวม 8.1% ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 27.5% สาขาอุตสาหกรรมขยายตัว &amp;nbsp;16.8% สาขาขนส่งขยายตัว 11.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว รวมทั้งเป็นการขยายตัวในภาคการส่งออก การให้การบริการด้านอาหาร ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 1.5 แสนคน จากประมาณการเดิม 5 แสนคน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่มีโมเมนตั้มที่ทำให้การขยายตัวลดลงจากการระบาดช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ยังได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.7-1.2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1% ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าตัวเลขการติดเชื้อไวรัสโควิดจะผ่านจุดสูงสุดได้ปลายเดือน ส.ค.นี้ และจะลดลงช่วงปลายเดือน ก.ย. 64 โดยช่วงไตรมาส 4 จะเริ่มเปิดให้ผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสามารถที่จะไม่มีการระบาดที่รุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานการผลิต ทั้งนี้คาดว่าการกระจายวัคซีนภายในปีนี้จะสามารถทำได้ได้ 85 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้สศช.ยังเสนอแนะประเด็นบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2564 ใน 7 ประเด็นสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้แก่ 1.การควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งการเร่งรัดจัดหาและการกระจายวัคซีนอย่างเพียงพอและทั่วถึง2.การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจในช่วงที่การระบาดของโรคมีความรุนแรงและมีการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด &amp;nbsp;ควบคู่ไปกับการปรับมาตรการและดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.การดำเนินมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์การระบาดผ่อนคลายลง โดยให้ความสำคัญกับมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศ 4.การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า ควบคุมการแพร่ระบาดในฐานการผลิตที่สำคัญ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อจำกัดและอุปสรรคในการขนส่งสินค้า การแก้ไขปัญหาการขาดแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต การขับเคลื่อนการส่งออกไปยังตลาดหลักที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน 5.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน &amp;nbsp;และ 7.การรักษาบรรยากาศทางการเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113452</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒน์, เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a282b3234fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.เปิดภาวะสังคมไทยไตรมาส1/64คนว่างงานพุ่ง 7.6 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.2564-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส1/2564ว่า ภาวะการจ้างงานรวมเพิ่มขึ้น 0.4% จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในภาคเกษตรตามภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวยังหดตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนการว่างงานเพิ่มขึ้นสูง โดยผู้ว่างงานมีจำนวน 0.76 ล้านคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.96%สูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากโควิด ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะจำนวนชั่วโมงการทำงานรวมอยู่ที่ 40.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 การทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้นถึง 129.1% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ทั้งนี้ จากภาพรวมที่ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นแต่ชั่วโมงการทำงานลดลง สะท้อนการจ้างงานและการทำงานที่ไม่เต็มเวลา ซึ่งจะทำให้แรงงานมีรายได้ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ ถ้าโควิดยังไม่จบลงง่าย ๆ จะส่งผลกระทบต่อแรงงานในกลุ่มเอสเอ็มอีตกงานมากขึ้น หรือถูกลดชั่วโมงการทำงาน เช่นเดียวกับแรงงานในภาคการท่องเที่ยวกว่า 7 ล้านคน อาจถูกเลิกจ้างมากขึ้น และต้องหาอาชีพใหม่ และยังพบว่าตำแหน่งงานอาจไม่เพียงพอจะรองรับนักศึกษาจบใหม่ในปี 64 ที่จะมีอีกประมาณ 4.9 แสนคน อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง 6 ไตรมาส ติดต่อกัน และการว่างงานเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าแรงงานมีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ว่างงานจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มเป็นผู้ว่างงานระยะยาวมากขึ้น หรือว่างงานมากกว่า 12 เดือน โดยการว่างงานเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อรายได้ และทำให้ทักษะแรงงานลดลง อีกทั้งแรงงานในระบบที่ถูกเลิกจ้างจำนวนมากได้กลายเป็นแรงงานนอกระบบ ตั้งแต่การระบาดรุนแรงในปี 63 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง และขาดหลักประกันทางสังคมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มการก่อหนี้ของครัวเรือนในปี64 คาดว่าสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP จะยังคงอยู่ในระดับสูง จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับไปในระดับก่อน COVID-19 ประกอบกับตลาดแรงงานอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของแรงงานและทำให้ครัวเรือนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องมากขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ทำให้ปี64 ครัวเรือนจะระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะการชะลอการซื้อสินค้าในกลุ่มสินค้าคงทน ทำให้ความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ชะลอตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปัญหาการขาดสภาพคล่อง รวมทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับประชาชนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม ควบคุมดูแลการให้สินเชื่อให้สอดคล้องกับระดับรายได้ รวมทั้งเฝ้าระวังการก่อหนี้นอกระบบโดยเฉพาะกับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้ และสามารถรักษาระดับการบริโภคไว้ในระดับเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ไตรมาส1/64 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 65.4% เป็นการลดลงในเกือบทุกโรค โดยผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ลดลง94.3% ผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกลดลง74.0% และผู้ป่วยโรคปอดอักเสบลดลง41.4%แต่ยังต้องเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ในกลุ่มเด็กเล็ก เนื่องจากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว รวมทั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว อาทิ การบริโภคผักและผลไม้น้อย การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงกว่ากลุ่มอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103971</URL_LINK>
                <HASHTAG>7.6 แสนคน, ดนุชา พิชยนันท์, ผู้ว่างงาน, ภาวะสังคมไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a282b3234fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบ สภาพัฒน์ ปรับลดจีดีพีทั้งปีเหลือ1.5-2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 พ.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2564 &amp;nbsp;และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 ว่าสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 2.6% หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี ทำให้ทั้งปี สศช. ได้ปรับประมาณการใหม่ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.5% &amp;nbsp;เหลือเพียงขยายตัว 1.5 &amp;ndash; 2.5% หรือเฉลี่ยขยายตัว 2% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากการลดลง 6.1% ในปี63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แม้ว่าในสาขาเศรษฐกิจในหลายๆตัวจะปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการขนส่งสินค้าที่ขยายตัว 3.2% การลงทุนรวมขยายตัว 7.3% การอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว2.1% ภาคการเกษตรขยายตัว1.9% สาขาอุตสาหกรรมขยายตัว0.7% สาขาก่อสร้างขยายตัว12.7% สาขาการเงินขยายตัว3.4% แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยกับสาขาที่มีการหดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชนที่ติด-0.5% ปริมาณการส่งออกบริการติด-63.0% สาขาที่พักและบริการด้านอาหารติด-35.0% สาขาขนส่งติด-17.7% และสาขาการค้าติด-2.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการแพร่เชื้อโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคา ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค.แต่กลับมีการระบาดขึ้นมารอบใหม่ในช่วงเดือนเม.ย.และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส1/64เมื่อเทียบกับไตรมาส4/63 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่1 ขยายตัวได้0.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวมาต่เนื่องจากไตรมาสที่3/63 แต่อัตราการขยายตัวเริ่มลดลงเนื่องจากปัญหาการระบาดในช่วงไตรมาสที่1/64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัว 10.3% ขณะที่การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.6% และ 4.3% ตามลำดับ ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 9.3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.0-2.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.7% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ด้านการใช้จ่าย มีแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายรัฐบาลและการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลดลง 0.5% เทียบกับการขยาย 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในไตรมาส1/64อยู่ที่ 93,000 ล้านบาท ลดลง 51% ส่วนมาตรการการดำเนินมาตรการเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวน 20,172 คน (รวมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Thailand Privilege Card) อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่16.15% ลดลงจาก32.49% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 52.40% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี 2564 จาก 3.2 ล้านคนเป็น 5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 64 สศช.เสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศเพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและอยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกใหม่ โดยมุ่งเน้น การบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการเฝ้าระวังสอบสวนโรคเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งรัดการตรวจเชิงรุกในเขตพื้นที่หรือชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองต่าง ๆ ที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง รวมทั้งการดูแลและควบคุมกิจกรรมและกิจการบางประเภทที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการระบาดของโรคอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการป้องกันการนำเข้าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ที่เดินทางข้ามชายแดน รวมทั้งการเร่งรัดจัดหาและกระจายวัคซีนให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอเพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการสาธารณสุขในการกระจายให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เศรษฐกิจทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่สำคัญ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าอัตราการว่างงาน 1.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ -0.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (7.71 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.9% ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8,472,187.0 ล้านบาท คิดเป็น53.3% ของจีดีพี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103172</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, จีดีพีปี 64, ดนุชา พิชยนันท์, ปรับลดจีดีพี, สศช., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a85eefd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเป้าฉีดวัคซีนวันละ 3 แสนคน ผุด &#039;ซิงเกิลคอมมานด์&#039; บริหารร่วมเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังร่วมหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ คณะที่ปรึกษานายกฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ว่า เรื่องที่หารือหลักๆ 2-3 เรื่องคือ 1.เกี่ยวกับสถานการณ์ในขณะนี้ที่การระบาดโควิด-19 ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งได้หารือกันว่าการจัดการขณะนี้จะมีการดำเนินการอย่างไร และจะต้องเตรียมประเด็นที่จะหารือกับภาคเอกชนในวันพุธที่ 28 เม.ย.ช่วงบ่ายด้วย ซึ่งการจัดการสถานการณ์ในขณะนี้นายกฯได้สั่งการแล้วว่าในส่วนของการนำผู้ป่วยเข้ามาสถานพยาบาล จากช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯให้กองทัพจัดรถไปรับด้วย ดังนั้นขณะนี้ผู้ป่วยที่ตกค้างประมาณพันกว่าคนได้เริ่มเข้าไปที่สถานพยาบาลแล้วประมาณ 800 กว่าคนและยังคงมีการดำเนินการอยู่เรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามนายกฯสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานรับผิดชอบในส่วนของการคัดกรอง โดยกลุ่มที่เป็นผู้ประกันตนขอให้กระทรวงแรงงานตรวจคัดกรอง ซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่แล้ว แต่กรณีที่มีการพบผู้ป่วย สายด่วนที่มีอยู่เมื่อโทรเข้าไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับมาจากที่บ้านและไปเข้าที่จุดคัดกรอง ซึ่งทราบว่ามีการจัดสถานที่ไว้ เช่นที่อินดอร์ สเตเดี้ยม เป็นจุดที่จะนำผู้ป่วยเข้ามาและคัดกรอง ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการเข้าสู่โรงพยาบาลสนามที่เตรียมไว้หลายแห่ง ซึ่งตัวเลขทั้งหมดจะมีการประสานให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะสถานการณ์มีการปรับทุกวัน ส่วนคนที่มีอาการคัดกรองแล้วเป็นระดับสีเหลือง ก็ต้องเข้าสถานที่พยาบาล แต่จะเป็นที่ไหนก็คงจะดูจุดว่าง สำหรับผู้ที่มีอาการหนักหรืออยู่ในกลุ่มสีแดงต้องเข้าโรงพยาบาลแน่นอน ดังนั้นทุกอย่างนายกฯได้มีการสั่งการไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่ 2 มีการพิจารณาการจัดหาวัคซีน ซึ่งต้องมีการคุยกับภาคเอกชนด้วยว่าจะช่วยได้อย่างไร ขอย้ำว่าวัคซีนที่จะเข้ามาในช่วง 3 เดือนข้างหน้า 26 ล้านโดส ก็จะเพียงพอสำหรับการฉีดเข็มแรกให้กับประชาชนจำนวน 26 ล้านคน และจะมีเพิ่มเข้ามาจากซิโนแวคอีก 1 ล้านโดส ฉะนั้นขอให้มั่นใจว่าในช่วง 3 เดือนข้างหน้าเราตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อยๆประมาณ 30 ล้านคน เพราะจะมีวัคซีนทางเลือกที่มีการหาเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งขณะนี้วัคซีนที่มีเพิ่มเติมเข้ามา นอกจากซิโนแวคและแอสตราเซเนกา จะมีจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนไฟเซอร์และยี่ห้ออื่นๆ ก็จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่จะขึ้นทะเบียนและนำเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะมีการพูดคุยกับภาคเอกชนในวันพุธนี้ คือขอความร่วมมือดูว่าจะจัดสถานที่ในการฉีดอย่างไร เพราะเราตั้งเป้าว่าในช่วง 3 เดือนข้างหน้า จะต้องมีการฉีดให้ได้อย่างน้อยๆวันละประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสถานที่ในการฉีดวัคซีนคงจะไม่ใช่ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว คงจะมีสถานที่อื่นที่จัดหาเพิ่มเติมด้วย ส่วนรายละเอียดการแบ่งกลุ่มว่าใครจะรับผิดชอบอย่างไรจะมีความชัดเจนในวันประชุมวันที่ 28 เม.ย. ว่าภาคเอกชนจะช่วยเรื่องสถานที่หรือจะรับวัคซีนบางส่วนไปฉีดให้กับภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะบอกเพิ่มเติมคือ เรื่องวัคซีนนายกฯได้พูดในที่ประชุมและสั่งการแล้วว่าเราต้องจัดหาวัคซีนให้ได้เพิ่มเติมประมาณ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้น 3 เดือนข้างหน้าจะพยายามฉีดให้ได้ 30 ล้านคนก่อน จากประชากรเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรก 50 ล้านคนและสิ้นปีก็จะฉีดให้ได้ 50 ล้านคน ซึ่งใน 50 ล้านคนอาจจะมีเข็มแรกหรือเข็มที่สอง ดังนั้นจะมีการจัดหาวัคซีนต่อเนื่องเรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสภาพัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวว่าอีกเรื่องที่มีการหารือคือ เกี่ยวกับศูนย์ซิงเกิลคอมมานด์ ซึ่งเรื่องนี้จะให้มีการบริหารจัดการในลักษณะซิงเกิลคอมมานด์ การบริหารจะได้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้รายละเอียดต้องรอผลการหารือกับเอกชนในวันที่ 28 เม.ย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีข่าวจะให้กรุงไทยเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการด้วย นายดนุชากล่าวว่า ก็มีการคุยกัน ซึ่งคงจะมีการแบ่งส่วนกัน โดยกรุงไทยน่าจะเป็นลักษณะให้ไปสำรวจทั้งหมดว่าประชาชนที่มีความต้องการจะฉีดวัคซีนจำนวนเท่าไหร่ อย่างไร เพราะในระบบของหมอพร้อมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีข้อมูลในสถานพยาบาล แต่กรุงไทยจะเป็นตัวที่มาเสริมในการทำงานของภาพรวมในการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกรุงไทยจะมีระบบของเขาอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ในส่วนของกรุงไทยและหมอพร้อมคงต้องมาประสานกันเพราะข้อมูลที่เข้ามาสุดท้ายแล้วจะต้องถูกส่งไปเก็บไว้ในที่เดียวกันเพื่อบริหารจัดการทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หมอและพยาบาลที่จะมาช่วยฉีด 3 แสนคนทั่วประเทศ จะมีความเสี่ยงด้วยหรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า ก่อนที่จะมีการฉีดก็คงต้องมีการฉีดให้กลุ่มหมอและพยาบาลที่จะมาฉีดก่อน ตอนนี้ก็มีการคุยกันว่าจะนำแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆที่มีศักยภาพมาช่วยกันฉีดได้อย่างไร รวมถึงกลุ่มแพทย์และพยาบาลที่เกษียณไปแล้วจะเอาเข้ามาช่วยกันฉีดได้อย่างไร คงต้องระดมกันเข้ามาช่วยฉีดในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งวัคซันจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆโดยล็อตใหญ่คือ เดือนมิ.ย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในส่วนของซิงเกิลคอมมานด์ยังเป็นของศบค.หรือจะตั้งเป็นชุดใหม่ขึ้นมา นายดนุชา กล่าวว่า ตรงนี้ต้องแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกตัวที่เป็นบริหารจัดการสถานการณ์ก็คงเป็นทางศบค. ส่วนเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนจะมีการเซ็ตอัพกลไกขึ้นมา เพื่อร่วมกับภาคเอกชนและก็คงจะอยู่ในส่วนของศบค.ด้วย คงจะเป็นในลักษณะของคณะกรรมการที่จะเข้ามาช่วยดูแลตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคณะที่ปรึกษานายกฯวันนี้ได้มีการเสนอแนะแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังไม่มี ตอนนี้เราคุยกันในแง่การบริหารสถานการณ์การระบาดก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่า การหารือวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมที่จะหารือวันที่&amp;nbsp;28 เมษายนนี้หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า เป็นการเตรียมบริหารจัดการสถานการณ์ในช่วงต่อไป และอีกส่วนหนึ่งภาคเอกชนที่มีข้อเสนอเข้ามาเราจะดึงเข้ามาช่วยกันได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100776</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60866c4d08979.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สภาพัฒน์&#039;เปิดตัวเลขเงินออมหลังเกษียณ 2.8- 4ล.ถึงจะอยู่รอด ห่วง14ล้านคนต้องพึ่งเงินคนแก่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ. 2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)&amp;nbsp; หรือสภาพัฒน์ฯ ยังเผยแพร่รายงานพิเศษเรื่อง &amp;lsquo;หลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุ : เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;rsquo; โดยระบุว่าไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Completely Aged Society) ในปี 2566 และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี 2576 หรือ 12 ปีข้างหน้า แต่การออมในผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเสนอให้ภาครัฐดำเนินการใน 2 ประเด็น ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การส่งเสริมการออมเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุโดยการสร้างการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงหลักประกันให้สะดวกและรวดเร็ว ทั้งการสมัครและการขอรับสิทธิประโยชน์และทบทวนฐานเงินเดือนสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมและปรับอัตราการออมเพื่อให้แรงงานสามารถออมได้มากขึ้น ขณะที่ภาคประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมโดยการเก็บออมได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การเพิ่มรายได้โดยส่งเสริมการมีรายได้หลังเกษียณและความรู้ทางการเงิน การประกอบอาชีพตามความสามารถของผู้สูงวัย และเพิ่มความรู้ในการบริหารจัดการการเงิน (Financial literacy)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเคยมีการศึกษาไว้ว่าเงินออมที่พึงมีหลังจากอายุ 60 ปีไปแล้ว ในเขตเมือง ต้องมีเงินออม 4 ล้านบาท เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ต่อไปหลังเกษียณ ส่วนในชนบท ต้องมีเงินออมประมาณ 2.8 ล้านบาท แต่ระบบบำนาญของเรา จะพบว่าคนที่มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณไปแล้วอยู่ในระดับไม่ค่อยดีนัก และหากเราไม่ทำอะไรเลย ในอนาคตจะมีคน 14 ล้านคน ที่จะอยู่ได้หรือมีรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุเท่านั้น จึงต้องทำให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบการออม&amp;rdquo; นายดนุชา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94002</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒน์ฯ, หลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุ, เงินออมหลังเกษียณ, เงินเกษียณอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034ed459474d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สศช.ชี้คนว่างงาน-หนี้ครัวเรือนพุ่งจากพิษโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2563 ว่า ในช่วงไตรมาส 4 ของปี63 การจ้างงานเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานลดลง ส่งผลให้ภาพรวมในปี 2563 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงาน 6.5 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.69% เทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 3.71 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 0.98%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จำนวนผู้ว่างงานในปี 2563 ที่เพิ่มมาอยู่ที่ 6.5 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการใช้มาตรการล็อคดาวน์&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา ระบุว่า แม้ว่าสถานการณ์การว่างงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนได้จากจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานสะสมทั้งระบบ ณ ไตรมาส 4/2563 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 3.95 แสนคน จากระดับเกิน 5 แสนคน ในช่วงไตรมาส 3/2563 และล่าสุดในเดือนธ.ค.2563 จำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนฯรายใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 64,760 คน เทียบกับเดือนพ.ค.2563 ที่มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนฯรายใหม่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 171,987 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยชั่วโมงการทำงานในปี 2563 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 43.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากปีก่อนที่อยู่ที่ 45.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และแรงงานที่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ลดลงเหลือ 5.6 ล้านคนในปี 2563 ลดลงจากปีก่อน 17.1% รวมถึงแรงงานที่ทำงานน้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.24 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 135% ส่งผลให้รายได้ของแรงงานลดลง และอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงครึ่งปี 2563 พบว่าครัวเรือนมีรายได้ 23,615 บาท ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ที่มีรายได้ 26,371 บาท หรือมีรายได้ลดลง 10.45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านแรงงานในปี 2564 มี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะต้องมีการกำกับดูแลให้ดี แม้ว่าอีกไม่กี่วันจะมีการเริ่มฉีดซีนแล้ว แต่กว่าวัคซีนล็อตใหญ่จะเข้ามาก็ต้องรอจนถึงเดือนพ.ย.-มิ.ย.ปีนี้ 2.สถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคเกษตร และ3.การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงทักษะแรงงานในระยะถัดไป ทั้งการรีสกิลและอัพสกิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวต่อว่า ในส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือน พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 13.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/2563 ที่มีอัตราขยายตัว 3.8% ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2563 เพิ่มขึ้นเป็น 86.6% ต่อจีดีพี ซึ่งผลจากเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการก่อหนี้ของครัวเรือนในระยะถัดไป คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ตามมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐ รวมถึงกิจกรรมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่จะทำให้ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า ในระยะถัดไปผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้รายใหม่ 2.การจำแนกลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ ออกจากลูกหนี้กลุ่มอื่น เพื่อไม่ให้เกิดการที่กลุ่มลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหาทางการเงินแต่เข้ารับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และ3.การให้ความช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยเป็นพิเศษ เนื่องจากการลดลงของรายได้อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีพ เพราะมีภาระหนี้สินและขัดสนด้านการเงินเดิมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องพยายามทำให้หนี้ครัวเรือนที่มีอยู่ในระดับนี้ยังคงเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ และต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ทำให้เขามีความสามารถที่จะใช้จ่ายต่อเดือนในระดับที่อยู่ได้ เพราะถ้าหนี้ครัวเรือนขึ้นสูงมาก จะมีผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือน&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, ว่างงาน, สภาพัฒน์ฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034e862ad18e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
