<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชราแลนด์...เชื่อมคนสองวัย  ศูนย์เรียนรู้เพื่อเด็กเข้าใจสว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งพื้นที่นวัตกรรมสำหรับเด็ก เพื่อให้น้องๆ เยาวชนได้เรียนรู้ปัญหาของผู้สูงอายุ รับสังคมสูงวัยที่ปัจจุบันบ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 2 สถาบันอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) NIA ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ทั้งนี้ ศูนย์เรียนรู้ &amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; ไม่เพียงกระตุ้นให้เด็กเห็นความสำคัญและเข้าใจการดูแลผู้สูงวัยหรือปู่ย่าตายาย เพื่อลดช่องว่างของคน 2 เจเนอเรชั่นในโลกของสังคมสูงอายุ แต่ยังเป็นพื้นที่เพื่อให้น้องๆ เยาวชนได้เรียนรู้การสร้างนวัตกรรมสำหรับผู้สูงวัยในอนาคต ผ่าน 4 ฐานการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว ที่ใช้ชื่อกิจกรรมว่า &amp;ldquo;Steam4innovatior&amp;rdquo; ณ ชั้น 6 อาคารสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในโอกาสครบรอบ 23 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.สาวิตรี ทยานศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาฯ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;เนื่องจากปัจจุบันมีประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 12 ล้านคน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น จำนวนของผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 18.1% ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนของประชากรเด็กที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 16.9% ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลให้คนสองวัยนี้มี &amp;ldquo;พันธะสองวัย สายใย (ยัง) ผูกพัน&amp;rdquo; ส่วนหนึ่งเพราะสังคมไทยนั้น ปู่ย่าตายายมักจะต้องดูแลเลี้ยงดูลูกหลาน ประกอบกับวัยคนสูงอายุในปัจจุบันแข็งแรงและมีอายุที่ยืนยาว ดังนั้นลูกๆ จึงคาดหวังให้ผู้สูงอายุเป็นตัวช่วยสำคัญในการดูแลลูกหลาน ส่วนหนึ่งเพราะสังคมหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุคนรุ่นปู่ย่าตายาย ก็ถือได้ว่าเป็นวัยของการพึ่งพิงเช่นเดียวกัน ดังนั้นคน 2 วัยนี้จึงมีพันธะตลอดจนสายใยผูกพันกัน และเมื่อคน 2 วัยต้องมาเกี่ยวข้องกันหรืออยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าเมื่อเติบโตกันคนละยุคละสมัย จึงทำให้ผู้สูงอายุกับลูกหลานนั้นไม่สามารถจูนกระทั่งปรับตัวเข้าหากันได้ เพื่อลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เพราะคน 2 เจเนอเรชั่น หรือลูกหลานกับผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่จะไม่ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ สิ่งที่จะเชื่อมคน 2 วัยให้เข้าใจหรือเรียนรู้กันและกันได้ดีนั้นจะต้องทำกิจกรรมร่วมกัน โดยรูปแบบของกิจกรรมนั้นจะต้องประกอบไปด้วย 3 ระดับ คือ 1.กิจกรรมที่ทำร่วมกันจะต้องทำให้คน 2 วัยนี้เข้าใจในความแตกต่างของปัญหาที่เกิด เช่น เด็กจะต้องเข้าใจว่าเหตุใดเมื่อผู้สูงวัยอายุมากขึ้นจึงเดินได้ช้าลง หรือแม้แต่ปู่ย่าตายายจะต้องเข้าใจว่าเหตุใดเด็กยุคนี้จึงชอบเล่นเกม นั่นเพราะคนทั้ง 2 วัยนั้นเกิดกันคนละยุค 2.เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะต้องยอมรับความแตกต่าง และปรับจูนทัศนคติร่วมกัน 3.มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน เช่น เวลาที่ผู้ใหญ่นัดทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนก็ควรที่จะให้มีลูกหลานไปด้วย เพื่อให้เด็กเข้าใจผู้ใหญ่ และที่สำคัญถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความสุขร่วมกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง&amp;rdquo; รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับนวัตกรรมสูงวัยเพื่อคน 2 วัยนั้น เมื่อเด็กกับผู้สูงอายุต้องมาอยู่ด้วยกัน เราจำเป็นต้องพัฒนาตัวกิจกรรมหรือนวัตกรรมเพื่อให้เด็กรู้จักคิด และมีไอเดียอะไรสักอย่างเพื่อนำไปสู่การเป็นนักนวัตกร หรือคนที่คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมในอนาคต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ &amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; เปิดตัวขึ้นที่ ม.มหิดล ศาลายา ซึ่งศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวนั้น เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมผ่าน 4 ขั้นตอน เพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่จะสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุในอนาคตต่อไป ที่สำคัญใน &amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; นั้น เราเชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีนวัตกรรม ซึ่งเราประยุกต์มาจากการใช้ชีวิตจริง เพื่อให้ปู่ย่าตายายใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และทำให้เด็กได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ใหญ่ ได้อย่างเข้าใจปู่ย่าตายายได้มากขึ้น กระทั่งเมื่อเด็กได้มาเข้าร่วมกิจกรรมและได้ลงมือทำจริง ก็จะทำให้เขาเกิดไอเดียที่อยากจะทำสิ่งประดิษฐ์ หรือุปกรณ์ต่างๆ เพื่อดูแลผู้สูงวัยในอนาคตค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;ผศ.ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ&amp;rdquo; รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและสารสนเทศ บอกว่า &amp;ldquo;เนื่องจากในอนาคตนั้น เด็ก 1 คนอาจจะต้องดูแลผู้อายุระหว่าง 5-7 คน ดังนั้น NIA ของเราจึงคิดว่าจะต้องร่วมมือกับสถาบันเด็กฯ เพื่อทำอะไรสักอย่างในการกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนมีส่วนช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ เราจึงดีไซน์ชั้น 6 ของสถาบันเด็กฯ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับคน 2 วัยอย่าง &amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; ขึ้นมา ทั้งนี้ รูปแบบของการดีไซน์นั้น เรานึกถึงผู้ใช้งานจริงเป็นหลัก โดยเราได้เชิญผู้สูงอายุมาร่วมกับทำกิจกรรมกับเด็กปฐมวัย นั่นจึงทำให้เด็กเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้น และสิ่งที่เราคาดหวังจากการเข้าร่วมกิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ไม่เพียงทำให้ลูกหลานเข้าใจปู่ย่าตายายมากขึ้น แต่ยังทำให้เด็กคิดไกลไปกว่านั้น เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาก็จะได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์สักชิ้นเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่ผู้สูงอายุได้ใช้งานจริงๆ เป็นต้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับ 4 ฐานของศูนย์การเรียนรู้ &amp;ldquo;ชราแลนด์&amp;rdquo; อย่างฐานที่ 1.คือ &amp;ldquo;Insight &amp;ldquo; รู้ลึก รู้จริง รู้ใจคนวัยชรา ซึ่งเป็นฐานปลอมตัวเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า เมื่ออายุมากขึ้นนั้นร่างกายของคุณตาคุณยายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยการให้เด็กใส่แว่นตา ใส่ถุงมือหยิบของ และใส่สายรัดข้อเท้าที่ทำให้เดินไม่สะดวก รวมถึงยังมีแอปพลิเคชันสำหรับถ่ายรูป เพื่อจำลองให้เห็นว่าถ้าอายุมากขึ้น ใบหน้าของเด็กๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่วนฐานที่ 2 คือ &amp;ldquo;Wow Idea&amp;rdquo; พื้นที่สำหรับปล่อยฝันและสร้างสรรค์กันเต็มที่ เช่น การที่เด็กๆ จะเล่นทั้งเกมสร้างความสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์กับผู้สูงอายุ (มีผู้สูงอายุ 2 ท่านเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์) และช่วยกันต่ออุปกรณ์อย่างทอพีวีซี เพื่อให้วอล์กเกอร์สำหรับหัดเดินให้กับผู้สูงอายุ สำหรับฐานที่ 3 คือ &amp;ldquo;Business Model&amp;rdquo; ก่อสร้างสร้างธุรกิจในฝัน เป็นการให้เด็กนำความรู้ที่ได้จากการเล่นผ่านทั้ง 3 ฐานที่ผ่านมา เพื่อคิดและนำไอเดียมาสร้างเป็นนวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัยในอนาคตตามความคิดของตัวเอง โดยดูและคิดวิเคราะห์จากสิ่งของที่ผู้สูงวัยจำเป็นต้องใช้ เช่น การที่เด็กได้ทดลองต่อตัวต่อให้เป็นไม้เท้าสำหรับพยุงเดินให้กับผู้สูงอายุ กระทั่งในอนาคตอยากดีไซน์ไม้เท้าเพื่อผู้สูงวัยในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ปิดท้ายกันที่ฐานที่ 4 อย่าง &amp;ldquo;Production &amp;amp; Diffusion&amp;rdquo; ฐานก่อร่างสร้างธุรกิจในฝัน สำหรับฐานนี้เป็นการนำเอานวัตกรรมที่เด็กๆ ปิ๊งไอเดียจากการเล่น เพื่อเข้าสู่การตลาดและขยายผลต่อไปในอนาคต.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82091</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง, ผศ.ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f995d87cd6d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกวด&quot; ภาพถ่ายจากโดรน&quot; ครั้งแรกในไทย  สะท้อน&quot;นวัตกรรมชุมชน&quot;ชวนให้ไปเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายจากโดรน ชื่อผลงาน&amp;quot;ยกยอ&amp;quot; คว้ารางวัลชนะเลิศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ชีร์โร่ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จัดประกวดโครงการภาพถ่ายนวัตกรรม &amp;ldquo;Innovation Thailand Photo Contest 2019&amp;rdquo; ภายใต้หัวข้อ นวัตกรรมการท่องเที่ยว: Traveltech Innovation &amp;quot; &amp;nbsp; ที่สะท้อนถึงนวัตกรรม ที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในชุมชนจังหวัดต่างๆในประเทศไทย ที่ใช้ในการดำรงชีวิตตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการประกวดแบ่งออกเป็น 2ประเภท คือ ประเภทการถ่ายภาพโดยใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) และประเภทการถ่ายภาพโดยใช้กล้อง DSLR กล้อง Digital กล้องบรรจุฟิล์ม หรือการบันทึกภาพด้วยเครื่องมืออื่น ๆ &amp;nbsp;ซึ่งมีภาพถ่ายส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 1,300 ภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะมีผลงานมากมาย แต่ในที่สุดคณะกรรมการ ได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัล และนำมาจัดนิทรรศการ Photo Gallery ในงานมหกรรมเทคโนโลยีด้านอวกาศของประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยประเภทการถ่ายภาพโดยใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) รางวัลชนะเลิศ เป็นของนายธนพร ดิษยบุตร ในชื่อผลงาน ยกยอ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อถึงการนำนวัตกรรมการจับสัตว์น้ำแบบชาวบ้านหรือที่เรียกกันว่า &amp;quot;ยอ &amp;quot;มาใช้ในการประกอบอาชีพ รางวัลอันดับ 2 ได้แก่ นายสุรเชษฐ อินอัญชัญ ผลงาน &amp;quot;ก่อกองทรายบางแสน&amp;quot; ซึ่งสะท้อนถึงนวัตกรรมของศิลปะสถาปัตยกรรมไทย &amp;nbsp; ที่เกิดจากการการใช้วัสดุ อุปกรณ์จากธรรมชาติหรือวัสดุย่อยสลายง่าย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรางวัลอันดับ 3 ได้แก่ นายชาญวิทย์ อิสราสุวิภากร &amp;nbsp;ผลงาน &amp;quot;บูรณะพุทธศิลป์&amp;quot; ที่สื่อถึงการนำนวัตกรรมในการก่อสร้างมาใช้ในการบูรณะ ซ่อมแซม สิ่งก่อสร้างทางท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพสปาหิมะดำ แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเภทการถ่ายภาพโดยใช้กล้อง DSLR กล้อง Digital กล้องบรรจุฟิล์มหรือการบันทึกภาพด้วยเครื่องมืออื่น ๆ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ ในผลงาน &amp;quot;สปาหิมะดำ &amp;quot; ซึ่งเป็นภาพที่สื่อถึงนวัตกรรมการรักษาสุขภาพโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีการนำเศษซากอ้อยและดินมาใช้ในการรักษาอาการปวดเมื่อย และก่อให้เกิดกิจกรรมใหม่ในการท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อันดับ 2 ได้แก่ นายวีรพงษ์ ธนวงศ์อุดม ผลงาน &amp;quot;จักรยานเพื่อการท่องเที่ยว&amp;quot; ที่สะท้อนถึงการใช้นวัตกรรมยานพาหนะที่ลดการปล่อยของเสียและลดใช้พลังงาน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และอันดับ 3 ได้แก่ นายสุริยา ผลาหาญ ในผลงาน &amp;quot;ท่องเที่ยวชุมชนโอทอป &amp;quot;ซึ่งภาพนี้สื่อถึง การนำเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติก ถังน้ำมัน มาประยุกต์เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า &amp;nbsp;จุดประสงค์การประกวดภาพถ่าย ที่สะท้อนวิถีชีวิตชุมชน มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมการท่องเที่ยว &amp;nbsp;สำหรับ การประกวดการถ่ายภาพด้วยโดรนระดับประเทศ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการประกวดภาพถ่ายประเภทนี้ &amp;nbsp; ส่วนคำว่า&amp;quot;นวัตกรรม&amp;quot;ในชุมชน อาจไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์ทั้งหมด &amp;nbsp;แต่หากไปสัมผัสตามชุมชนต่างๆ ก็จะพบว่าแต่ละท้องถิ่นมีนวัตกรรมและภูมิปัญญาของตนเอง แต่การจะไปบอกว่าพื้นที่นั้นมีนวัตกรรมอะไร ก็อาจจะไม่เห็นภาพชัดเจน &amp;nbsp;ดังนั้น การดึงการถ่ายภาพเข้ามาช่วยก็จะทำใได้เห็นภาพทั้งพื้นที่และนวัตกรรมในชุมชน ชัดเจนมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; ซึ่งคนที่ได้เห็นภาพก็จะเกืดเความเข้าใจในนวัตกรรมนั้นๆ อย่างภาพ &amp;quot;ยกยอ &amp;quot;ที่ได้รับรางวัล จะเห็นได้ว่าเป็นการสะท้อนภูมิปัญญาในอดีต เพราะยอ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจับปลา และในวิถีชีวิตของชาวบ้านปัจจุบันก็ยังใช้เครื่องมือประเภทนี้อยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; การประกวดภาพถ่ายจากโดรนครั้งนี้ &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการสร้างความตื่นตัวให้กับวงการการถ่ายภาพ และการใช้โดรน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติ การพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับวิชาชีพและความสนใจในสถานศึกษา ตลอดจนช่วยยกระดับสตาร์ทอัพกลุ่มมาร์เทค (ดนตรี ศิลปะ ความบันเทิง) ให้เกิดขึ้นทั้งในระดับปริมาณและคุณภาพในประเทศไทย &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผลงานที่เกิดจากกิจกรรมนี้ ยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่มีความสนใจในการถ่ายภาพเพื่อนำผลงานไปใช้ในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ การประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี&amp;quot; รอง ผอ.เอ็นไอเอ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายอดุล ตัณฑโกศัย กรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภาพที่ได้ร่วมประกวดเหล่านี้ จะสร้างการรับรู้ของผู้เข้าชมให้อยากไปเที่ยวและสัมผัสในพื้นที่จริงๆ ดังนั้นการตัดสินก็จะใช้เกณฑ์ จากความคิดสร้างสรรค์ การเล่าเรื่อง และเทคนิคการถ่ายภาพต่างๆ และนับว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก &amp;nbsp;เพราะในปัจจุบันราคาโดรนก็มีราคาที่ย่อมเยามากขึ้น แต่ก็ต้องปฏิบัติให้อยู่ในกฎระเบียบ ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ได้บัญญัติขึ้น เพราะในบางพื้นที่ก็ไม่สามารถบินขึ้นไปถ่ายภาพได้ ดังนั้นผู้ที่บังคับโดรนต้องมีใบอนุญาต โดรนที่ใช้ต้องได้รับการขึ้นทะเบียน ในบางพื้นที่ต้องขออนุญาต ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมุมมองภาพของช่างภาพแต่ละคนที่ถ่ายทอดอกมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปราณปริยา วงศ์ษา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับแบบครบวงจรให้แพร่กระจายและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศไทย ในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดังกล่าวในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การป้องกันประเทศ การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การบรรเทาภัยพิบัติ อีกทั้งยังเป็นเส้นทางสำหรับผู้ที่มีความสนใจและมีความสามารถสู่เส้นทางสายอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนผลงานจากโดรน นายสุริยา ผลาหาญ เจ้าของภาพ ล่องแพชมธรรมชาติ บอกว่า นวัตกรรมเชิงท่องเที่ยวเกิดขึ้นโดยการบริหารจัดการของชุมชน ที่เป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ ซึ่งการถ่ายภาพนิ่งในหนึ่งภาพต้องสื่อสารทุกอย่างมาให้ครบและให้คนดูเข้าใจสิ่งที่เราต้องจะบอก อย่างภาพที่ใช้โดรนถ่ายที่เป็นขนาดมาตรฐานทั่วไป ในชุมชนจังหวัดจันทบุรี ที่มีการทำท่องเที่ยวล่องแพเพื่อไปศึกษาธรรมชาติ ชมเหยี่ยวแดง ซึ่งในการถ่ายด้วยโดรนอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของระเบียบกฎหมาย และราคาบางตัวค่อนข้างที่จะแพง แต่สำหรับมุมมองของภาพมีทั้งมุมสูง หรือในมุมภาพที่เราไม่สามารถเข้าไปถ่ายได้ ทำให้ได้ภาพที่แตกต่างด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ &amp;nbsp;เจ้าของภาพ สปาหิมะดำ บอกว่า นวัตกรรมตามที่เราเข้าใจมีความหลากหลายในชุมชน แต่ที่ทำให้สนใจคือ แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี ที่บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของโรงน้ำตาล และมีกากอ้อยจากการเผา ซึ่งชาวบ้านค้นพบว่ากากเหล่านี้ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย จึงได้เกิดการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อย่างภาพที่ได้ถ่ายมาก็จะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการการทำสปา และถือว่าเป็นความแปลกใหม่ที่หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ &amp;nbsp;เจ้าของภาพ สปาหิมะดำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47240</URL_LINK>
                <HASHTAG>Innovation Thailand Photo Contest 2019, ชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี, ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง, ภาพถ่ายจากโดรน, สปาหิมะดำ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d95bab7b4f5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
