<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเทรนด์บริหารจัดการ ของขวัญ500บาทช่วยสุขภาพดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถูกอกถูกใจผู้สูงวัยรายได้น้อยที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับของขวัญ 500 บาทจากรัฐบาล ลุงตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นจึงจุดประกายคำถามว่า แล้วผู้สูงวัยจะมีการบริหารจัดการเงินจำนวนดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิและตอบโจทย์ด้านสุขภาพคนหลัก 5 หลัก 6 กับมูลค่าของขวัญดังกล่าว พูดให้เข้าใจง่ายคือ คุณตาคุณยาย ควรจะหาซื้ออะไร เพื่อมอบเป็นของกำนัลให้ตัวเองในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่เมื่อบวกลบคูณหารแล้วคุ้มกับเงินที่จับจ่ายไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้งจำกัด ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ถ้าพูดถึงของขวัญจากภาครัฐที่ได้เพิ่มมา 500 บาท นอกจากการเลือกจับจ่ายในสิ่งที่ชอบและความจำเป็นแล้ว สิ่งที่ผู้สูงวัยต้องคำนึงต่อมาคือ เมื่อเรามีรายได้จำนวนดังกล่าวเข้ามาทุกเดือนแล้ว ดังนั้นการมีโภชนาการที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของอาหารปลอดภัย หรือการบริโภคผักที่ปลอดจากยาฆ่าแมลง นั่นแปลว่าอาหารที่อยู่ในกลุ่มของ &amp;ldquo;ผัก-ผลไม้เกษตรอินทรีย์&amp;rdquo; ก็เป็นสิ่งที่เหมาะกับผู้สูงวัย แม้ว่าจะมีราคาแพงอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่ดีต่อสุขภาพ เพราะเป็นแหล่งของเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย รองลงมาเป็นสินค้าประเภทอาหารอีกเช่นกัน อาทิ &amp;ldquo;เนื้อสัตว์ที่ดูแลโดยปศุสัตว์&amp;rdquo; หรือเนื้อสัตว์ที่ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง เร่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต ที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกับสุขภาพผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;เนื้อสัตว์ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง&amp;rdquo; ที่ดูแลและควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาหารปลอดภัยที่คุ้มค่ากับการจับจ่ายใช้สอย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ &amp;ldquo;อาหารกลุ่มโปรตีนสูง&amp;rdquo; ถือเป็นว่าสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสุขภาพของผู้สูงวัย และมีราคาสูงกว่าข้าว หรือสารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต แต่ก็มีความสำคัญต่อคนวัยเกษียณมาก เพราะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ทั้งนี้ โปรตีนที่มีราคาถูกและคุ้มค่ากับเงินจำนวน 500 บาท ที่สามารถซื้อได้ แนะนำให้ผู้สูงซื้อ &amp;ldquo;ไข่ไก่&amp;rdquo; ที่ข้อมูลใหม่จาก USDA หรือกระทรวงเกษตรจากสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุในปี 2015 ที่ผ่านมาว่า อันที่จริงแล้วผู้สูงวัยสามารถบริโภค &amp;ldquo;ไข่ไก่&amp;rdquo; ได้ทุกวัน วันละประมาณ 1-2 ฟอง โดยหากคุณตาคุณยายไม่ได้เป็นโรคอ้วน หรือไม่ต้องควบคุมน้ำหนัก ก็สามารถปรุงเป็นเมนูไข่เจียว ไข่ตุ๋นได้ แต่ถ้าต้องควบคุมน้ำหนักก็แนะนำให้ปรุงเป็นเมนูไข่ต้มจะดีที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ดื่มนมวัวปราศจากน้ำตาลแล็กโตส&amp;rdquo; ช่วยผู้สูงอายุร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมไปถึงการจับจ่ายอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง &amp;ldquo;นมที่ปราศจากน้ำตาลแล็กโตส&amp;rdquo; ทั้งนี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีการแพ้น้ำตาลแล็กโตสที่อยู่ในนมวัว ซึ่งน้ำตาลดังกล่าวมาจากธรรมชาติ และร่างกายสามารถย่อยสลายได้เอง โดยเฉพาะเด็กทารกเกิดใหม่ที่รับประทานนมวัว แต่สำหรับผู้สูงอายุเมื่อวัยมากขึ้น ประกอบการที่ไม่ได้ดื่มนมวัวเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เอนไซม์ที่เป็นตัวย่อยนมในกระเพาะอาหารไม่ทำงาน ดังนั้นเมื่อผู้สูงวัยดื่มนมวัวก็จะทำให้มีการท้องเสีย หรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยๆครั้ง หรือแม้แต่ผู้สูงวัยที่มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ ก็ไม่ควรบริโภคนมวัวที่มีน้ำตาลแล็กโตสเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันมี &amp;ldquo;นมวัวปราศจากน้ำตาลแล็กโตส&amp;rdquo; โดยการเติมเอนไซม์ลงไป แต่ก็จะมีราคาแพงกว่านมทั่วไป แต่ถือเป็นการดูแลสุขภาพที่คุ้มค่า คุ้มค่าเงิน 500 บาท อีกทั้งเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยไม่ควรลังเลที่จะดื่มนมที่ปราศจากน้ำตาลแล็กโตส &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับผู้สูงอายุท่านใดที่ต้องการจับจ่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ในกลุ่มของผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ซื้อเสื้อผ้ากันหนาวในช่วงฤดูหนาว ก็สามารถซื้อได้เช่นกัน แต่ทว่าปัจจัยเรื่องอาหารที่มีคุณภาพที่กล่าวมาก็ถือว่าสำคัญ เพราะการที่ผู้สูงวัยเลือกกินอาหารที่ปลอดภัย ราคาไม่สูงมาก ก็เท่ากับเป็นการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีและมีชีวิตยืนยาวโดยงบประมาณที่ประหยัด&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25056</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c22207f633d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาหารเจของผู้สูงอายุ เลี่ยงของมัน-เน้นสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปรุงอาหารเจให้ผู้สูงอายุรับประทาน ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดเป็นอันดับแรก)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เผลอแป๊บเดียวเทศกาลถือศีลกินเจก็เวียนกลับมาอีกหน เชื่อว่าคนวัยเก๋าหลายคนก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมเทศกาลดังกล่าวเพื่อละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ และถือเป็นโอกาสของการทำบุญสร้างกุศลในอีกรูปแบบหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การรับประทานอาหารเจให้ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มักพบกับภาวะย่อยยาก ก็ต้องให้ความระมัดระวังเช่นกัน ในงาน &amp;ldquo;PepsiCo: Happy Healthy Heart# ดีต่อใจคนไทยแข็งแรง&amp;rdquo; ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โค่ล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคเมนูอาหารเจไว้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กิตติพรให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;หลักในการบริโภคอาหารให้ดีต่อสุขภาพคนวัยหลัก 5 หลัก 6 นั้น อันดับแรกขอให้พึงระวังเกี่ยวกับเรื่องของ &amp;ldquo;ความสะอาด&amp;rdquo; เป็นหลัก ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารเจต้องสะอาด ปลอดภัย และทำใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้คนสูงอายุมีปัญหาเรื่องท้องร่วงท้องเสียได้ และเมื่อเกิดภาวะท้องร่วงแล้วจะหยุดได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นเรื่องความสะอาดต้องมาก่อนเสมอ รองลงมาคือ &amp;ldquo;ต้องถูกปาก&amp;rdquo; เพราะอาหารเจไม่จำเป็นต้องเลือกมาก เนื่องจากไม่มีเนื้อสัตว์อยู่แล้ว แต่อาหารทุกอย่างจะประกอบด้วยวัตถุดิบง่ายๆ เช่น เห็ด และเต้าหู้ แต่ควรปรุงให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งสามารถรับประทานได้หมด ตรงนี้สามารถเลือกได้ตามสบาย อีกทั้งรสชาติที่ไม่จัดมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ช่วงเทศกาลกินเจผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน เพราะจะทำให้อึดอัดท้องและย่อยยาก)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่ง อาหารเจของผู้สูงวัยต้องควบคุมเรื่อง &amp;ldquo;ความมัน&amp;rdquo; เพราะถ้าสังเกตให้ดีนั้นเกือบทุกเมนูจะค่อนข้างมีความมันสูง ประกอบคนสูงวัยส่วนใหญ่มักจะย่อยน้ำมันได้ไม่ดี ซึ่งจะทำให้กินแล้วท้องอืด แน่น อึดอัด ดังนั้นถ้าจะเลือกอาหารเจมื้อเช้าอย่างง่าย ขอแนะนำ &amp;ldquo;ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป&amp;rdquo; ซึ่งตอบโจทย์ เนื่องจากไม่มีเนื้อสัตว์ เป็นธัญพืชล้วน โดยเฉพาะตอนเช้าๆ หากผู้สูงอายุกินข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปคล้ายกับกินข้าวต้ม เพียงแค่ใส่น้ำร้อน จากนั้นกินแกล้มกับผักดอง, เต้าหู้, เห็ดผัด, เต้าหู้ยี้ ก็กินได้ ที่สำคัญเมนูนี้ยังเป็นอาหารเจอยู่ในตัวอยู่แล้ว หรือหากผู้สูงอายุต้องการเปลี่ยนมารับประทานเจด้วยเมนูอาหาร โดยการบริโภคข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป แนะนำให้ใส่กล้วยลงไป ตามด้วยอัลมอนด์สไลด์บาง, ผลเบอร์รี ก็เป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ และไขมัน โปรตีน อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปแบรนด์ &amp;ldquo;เควกเกอร์&amp;rdquo; (Quaker) สามารถเป็นอาหารหวานในเทศกาลกินเจ ด้วยการเติมกล้วยและ ผลไม้วิตามินสูงอย่างสตอว์เบอร์รีลงไป)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลืมไม่ได้ อาหารเจที่อยากให้ผู้สูงอายุรับประทานคือ &amp;ldquo;เมนูตระกูลถั่วและเต้าหู้&amp;rdquo; เพราะไม่อยากให้ขาดโปรตีน แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ควรเป็นกังวลมาก เนื่องจากเป็นเวลาเพียงแค่ 10 วัน แต่ยกเว้นคนที่ป่วยหรือคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้ว อันนั้นต้องดูแล โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องบริโภคไข่เป็นประจำทุกวัน เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีน แต่ต้องงดรับประทานในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ผู้ดูแลต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากผู้สูงอายุคนไหนที่รับประทานเจเป็นประจำทุกปีก็ควรบริโภคต่อไป แต่แนะนำให้หันมากินเต้าหู้อ่อนพร้อมกับเหยาะซีอิ๊ว สามารถกินกับข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปชงน้ำร้อน หรือข้าวต้มข้าวกล้อง ทั้งนี้ ขอให้ผู้สูงวัยหลีกเลี่ยงการบริโภคข้าวขาวคู่กับอาหารเจ เพราะนั่นจะทำให้ย่อยง่ายและหิวบ่อย จึงแนะนำให้บริโภคข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, ข้าวไรซ์เบอร์รี พูดง่ายๆ ว่าให้บริโภคข้าวไม่ขัดสีจะช่วยย่อยได้ดี อีกทั้งทำให้การขับถ่ายดี เนื่องจากมีกากใยอาหารสูง. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19397</URL_LINK>
                <HASHTAG>Quaker, ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป, คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ, เทศกาลกินเจ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbb5aa895386.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริโภคผัก-ผลไม้วิตามินซีสูง ต้านโรคช่วงปลายฝนต้นหนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนจากฝนไปสู่หนาว ซ้ำร้ายยังผสมด้วยอากาศร้อนจัดในบางวัน การเลือกรับประทานอาหารในกลุ่มที่เหมาะสม อีกทั้งการเลี่ยงบริโภคเมนูกลุ่มเสี่ยง อาทิ อาหารมัน รสจัด จึงนับเป็นสิ่งที่คุณตาคุณยายควรให้ความใส่ใจ เพราะในช่วงอากาศเปลี่ยนนั้น ผู้สูงอายุมักจะเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าวัยอื่น โดยเฉพาะโรคหวัดและอาการภูมิแพ้ฝุ่นละออง ในงาน &amp;ldquo;PepsiCo: Happy Healthy Heart #ดีต่อใจคนไทยแข็งแรง&amp;rdquo; ที่จัดโดยผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ต &amp;ldquo;เควกเกอร์&amp;rdquo; (Quaker) ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ได้เผยถึงการบริโภคอาหารต้านโรคไว้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพรเผยว่า &amp;ldquo;ถ้าพูดถึงในช่วงปลายฝนต้นหนาว โรคที่มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ คือมีทั้งโรคหวัดและอาการภูมิแพ้ โดยในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่อากาศเริ่มแห้ง โดยสังเกตได้ว่าจะเริ่มมีลมเย็นๆ มาสัมผัสที่ผิวเรา ตรงนี้เมื่ออากาศเริ่มแห้งจะทำให้มีฝุ่นค่อนข้างเยอะ จึงกระตุ้นอาการของ &amp;ldquo;โรคภูมิแพ้&amp;rdquo; ที่มีตั้งแต่อาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก จาม หรือบางรายมีผื่นแดงตามตัวและผิวหน้า ตรงนี้ผู้สูงอายุสามารถเลือกดูแลสุขภาพโดยการหลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่แออัดที่มีแนวโน้มว่าจะมีฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก อาทิ การใช้บริการขนส่งสาธารณะ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้หาอุปกรณ์สวมปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้ง นอกจากนี้ในช่วงอาการเปลี่ยน &amp;ldquo;โรคหวัด&amp;rdquo; ก็พบได้ค่อนข้างบ่อยเช่นกัน อาทิ อาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ผลไม้ตระกูลส้ม&amp;rdquo; วัคซีนต้านหวัดในผู้สูงวัยที่หาง่ายและบริโภคได้บ่อยๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการบริโภคอาหารต้านโรคทางเดินหายใจหรือโรคหวัด แนะว่าให้เน้นเป็น อาหารตระกูลวิตามินซี และขอให้กินเป็นประจำ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นส้มก็ได้ แต่ขอให้เป็นตระกูลที่มีรสชาติเปรี้ยว แต่ไม่ใช่มะม่วง เนื่องจากผลไม้ดังกล่าวจะไม่ค่อยเปรี้ยวและยังเป็นวิตามินซีอีกชนิดหนึ่ง แต่แนะนำว่าควรจะเป็นฝรั่ง ตรงนี้ผู้ใหญ่สามารถบริโภคได้ แต่ขอให้เลือกผลนิ่มๆ หรือส้มทุกชนิดก็ได้หมด (ส้มเขียวหวาน, ส้มโอ, ส้มจี๊ด, มะขามป้อม ฯลฯ) หรือแม้แต่แอปเปิลที่มีราคาไม่แพงก็มีวิตามินซีสูงเช่นกัน สามารถรับประทานได้หมดทั้งสีเขียวและสีแดง หรือจะมิกซ์แอนด์แมตช์โดยการนำแอปเปิลเขียวมาทำเป็นยำหรือสลัดที่มีรสชาติ เพราะอย่าลืมว่าผู้สูงอายุจะเบื่ออาหารได้ค่อนข้างง่าย ลูกหลานควรหาความหลากหลายให้กับอาหารที่ท่านรับประทาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันโรคหวัดในผู้สูงอายุโดยที่คนสูงวัยไม่เบื่อด้วยสลัดแอปเปิลเขียวมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเย็นให้รับประทานยำแอปเปิลเขียว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกได้ว่าคนสูงวัยยังต้องการความแปลกใหม่ และความหลากหลายในเมนูที่รับประทาน เพื่อกระตุ้นให้คุณตาคุณยายรับประทานอาหารบ่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะคนวัยนี้มักจะกินน้อย และไม่ยอมรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบซ้ำๆ ซึ่งจิตวิทยาในการดูแลผู้สูงวัยนั้น เช่น หากต้องการให้ท่านบริโภคแอปเปิลในช่วงอากาศเปลี่ยน ก็แนะนำให้ปรุงเมนูสลัดแอปเปิลเขียวเป็นมื้อกลางวัน ส่วนมื้อเย็นให้เปลี่ยนเป็นยำแอปเปิล ที่สำคัญให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เคี้ยวง่าย หรือดีไซน์ให้เป็นรูปทรงที่น่ารับประทานและชิ้นขนาดพอคำ ก็ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้กับท่านได้ และยังเป็นการบริโภคผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อขับไล่อาการหวัดได้อย่างคุ้นเคย และไม่รู้สึกว่าถูกยัดเหยียด นอกจากนี้ ให้รับประทานผักที่มีวิตามินซีสูง เช่น &amp;ldquo;ผักใบเขียว&amp;rdquo; ก็ไล่ทั้งโรคหวัดและช่วยเรื่องการขับถ่ายในคนสูงวัยได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยงในช่วงปลายฝนต้นหนาว แนะนำว่าผู้สูงอายุไม่ควรรับประทาน อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารมัน โดยเฉพาะคนสูงวัยที่มีปัญหาย่อยยาก การกินของมันจะทำให้ท้องอืดและอาหารไม่ย่อย เป็นต้น ที่สำคัญขอให้หมั่นออกกำลังกาย ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าเป็นชนิดใด คิดง่ายๆ ว่า โดยรวมแล้วผู้สูงวัยไม่ควรอยู่นิ่งๆ เช่น ถ้ายังเดินไหว ก็ขอให้เดินออกกำลังกาย แต่ต้องให้รู้สึกว่าเริ่มมีเหงื่อออกซึม จึงจะดีต่อสุขภาพ หรือหากต้องการเดินเพื่อประโยชน์ในการสร้างเสริมระบบหัวใจให้แข็งแรง คุณตาคุณยายอาจต้องเอกเซอร์ไซส์ด้วยการเดิน กระทั่งรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วๆ เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19029</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ, ตระกูลวิตามินซี, โรคภูมิแพ้, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb4bc3e0b2c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะวัยเก๋าใส่ใจดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;(ธัญพืชอย่างข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์ที่ละลายได้ดีในน้ำซึ่งชื่อว่า &amp;ldquo;เบตากลูแคน&amp;rdquo; ที่จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย จึงถือเป็นอาหารที่ดีต่อหัวใจ และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า กลุ่ม &amp;ldquo;โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ&amp;rdquo; กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก โดยปี พ.ศ.2558 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 17.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของอัตราการตายทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยเอง สถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ.2559 มีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดถึง 32.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิ การมีภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ การไม่ออกกำลังกาย การไม่บริโภคผักและผลไม้ การสูบบุหรี่ รวมไปถึงภาวะความเครียด จริงอยู่ที่โรคนี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัย 20 ปี แต่ในวัยผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะการขาดฮอร์โมนเพศหญิงที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ก็ถือว่าพบโรคดังกล่าวได้สูงเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายเคิร์ต พรีชอว์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือเป๊ปซี่โค เจ้าของแบรนด์ &amp;ldquo;เควกเกอร์&amp;rdquo; (Quaker) ผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ต จัดงาน &amp;ldquo;PepsiCo: Happy Healthy Heart #ดีต่อใจคนไทยแข็งแรง&amp;rdquo; ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องหัวใจ และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจกับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ บอกว่า &amp;ldquo;สาเหตุของโรคหัวใจที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจถือเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เนื่องจากคอยทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย โดยนำออกซิเจนจากปอดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งหัวใจจะทำหน้าที่เช่นนี้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพักแม้ยามหลับ แต่หากเส้นเลือดในหัวใจเกิดภาวะตีบตันอันเนื่องจากมีคราบตะกรันสีเหลืองเกาะติดอยู่ที่หลอดเลือดหัวใจ ที่มาจากคอเลสเตอรอล ซึ่งได้มาจากการอาหารที่เรารับประทาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย เสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน ตรงนี้จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบ อีกทั้งทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ไม่ดี ทำให้เกิดภาวะอาการตั้งแต่วูบ หมดสติ ที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ&amp;rdquo; นั่นเอง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด หรือแม้แต่การสูบบุหรี่ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจถูกทำลายลง หรือทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจจะเกิดได้ในคนไข้อายุ 20 ปีขึ้นไป หากไม่ดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ นั้น แต่ในกลุ่มของผู้สูงวัยก็พบมากเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะที่ร่างกายเสื่อมลง ซึ่งก่อนหน้านี้จะพบว่าผู้สูงอายุเพศชายจะป่วยโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้หญิง แต่เนื่องผู้หญิงจะมีฮอร์โมนเพศที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่เมื่อหลังจากอายุมากกว่า 55 ปี ก็จะพบอัตราการป่วยสูงเท่ากัน สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่อันตรายมาก เพราะเลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ อีกทั้งหากหลอดเลือดหัวใจตันขึ้นมาทันที 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ จะไปไม่ถึง รพ. เนื่องจากเกิดอาการวูบ หมดสติ สำหรับสัญญาณของโรคดังกล่าวนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก, เหนื่อย, เวียนศีรษะ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรืออะไรก็ตามที่รู้สึกอึดอัดกลางลำตัวขึ้นไป หรือเจ็บหน้าอกแล้วลงแขน ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทั้งสิ้น ที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(คนหลัก 5 ที่มีอาการเจ็บหน้าอก, เหนื่อย, เวียนศีรษะ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือรู้สึกอึดอัดกลางลำตัวขึ้นไป หรือเจ็บหน้าอกแล้วลงแขน อาการเหล่านี้เป็นภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และควรป้องกันตัวเองเนิ่นๆ ด้วยหลัก 3 อ.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การเฝ้าระวังป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยหลัก 3 อ. อันได้แก่ 1.อาหาร โดยควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ลดความหวาน มัน เค็มลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือไขมันทรานส์ และเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงธัญพืช อาทิ ถั่ว หรือข้าวโอ๊ต ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย 2.ออกกำลังกาย ครั้งละ 25-30 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันโรค และ 3.อารมณ์ ด้วยการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก ดนตรีบำบัด การทำสมาธิ หรือแม้แต่การหัวเราะ ซึ่งช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ลดภาวะการอักเสบในหลอดเลือด ทั้งยังทำให้จิตใจผ่องใส เบิกบาน และมีอายุยืนยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับการรับประทานข้าวโอ๊ตซึ่งเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เนื่องจากเป็นธัญพืชชนิดไม่ขัดสีที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินบี 1 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่นๆ อย่างข้าวกล้อง ข้าวสาลี หรือข้าวขาว ข้าวโอ๊ตยังมีส่วนประกอบของไฟเบอร์หรือใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะอยู่ท้อง อิ่มนาน และมีส่วนช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งของไฟเบอร์ประเภทละลายน้ำได้ ที่ชื่อว่าเบตากลูแคน ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นหากผู้สูงอายุและคนทั่วไปรับประทานข้าวโอ๊ตทุกวัน วันละ 1-2 มื้อ อย่างน้อย 6-12 สัปดาห์ต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18847</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ, พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์, เคิร์ต พรีชอว์, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb21adeea388.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
