<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไบโอเทค วิจัยชุดตรวจโควิด&#039;COXY-AMP&#039;เทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว รู้ผลเร็วใน 75นาที ถูกกว่า RT -PCR</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.64 - ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกใบรับรองผ่านการประเมินเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ ให้แก่ผลงานวิจัย &amp;#39;COXY-AMP&amp;#39; ชุดตรวจโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผ่านการประเมินครั้งนี้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีการประเมินเทคโนโลยี พ.ศ. 2563 โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมีการประเมินเทคโนโลยีเพื่อให้การใช้เครื่องมือแพทย์ดังกล่าวเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพของประชาชน สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการประเมินเทคโนโลยีชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 หรือ เชื้อก่อโรคโควิด-19 ระบุไว้ว่า แบบตรวจหาสารพันธุกรรม และแบบตรวจหาแอนติบอดี หรือ แอนติเจน ต้องประเมินตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เช่น ความไว ความจำเพาะ และมาตรฐานอื่นๆ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ล่าสุด ทีมวิจัยได้รับการติดต่อจากภาคเอกชนไทยที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีชุดตรวจโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เพื่อนำไปใช้พัฒนาและขยายผลการผลิตระดับอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมีชุดตรวจโควิด-19 ที่ผลิตเองในประเทศ ราคาถูก และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับมือการระบาดของโรคได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทย ที่สำคัญแม้การระบาดของโรคโควิด-19 จะยุติลงในอนาคต เทคโนโลยีหลักของชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว ยังนำไปประยุกต์ดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการตรวจเชื้อโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว กล่าวว่า &amp;#39;COXY-AMP&amp;#39; ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ที่ ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาขึ้น ใช้เทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งเทคนิคแลมป์คือการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงภายใต้อุณหภูมิที่คงที่ จึงทำได้ง่ายในกล่องให้ความร้อนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนขั้นตอนการใช้งานชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่ผู้ใช้ใส่สารพันธุกรรม RNA ที่สกัดได้ในหลอดปฏิกิริยาทดสอบ และนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 75 นาที หากมีการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 สีของสารในหลอดปฏิกิริยาจะเปลี่ยนอัตโนมัติ คือเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลือง ซึ่งสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประมวลผล สำหรับประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 จากการทดสอบชุดตรวจนี้กับตัวอย่างเริ่มต้น 146 ตัวอย่าง พบว่ามีความความไว (sensitivity) 92% ความจำเพาะ (Specificity) 100% และมีความแม่นยำ (accuracy) ที่ 97% อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ซึ่งเร็วกว่าวิธี RT-PCR ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ในเรื่องของราคา ชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็วมีต้นทุนในการตรวจคัดกรองเพียง 300 บาทต่อตัวอย่าง ขณะที่ RT-qPCR มีต้นทุนสูงกือบ 1,000 บาท นั่นเท่ากับมีราคาถูกกว่าถึง 3 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรรณสิกา กล่าวต่อว่า นอกจากชุดตรวจดังกล่าวฯ จะผ่านมาตรฐานจาก อย. แล้ว อีกหนึ่งความภูมิใจของทีม คือทีมนักวิจัยไทยได้ส่ง &amp;#39;COXY-AMP&amp;#39; ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียวเข้าร่วมประกวดกับมูลนิธิ XPRIZE (องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ดำเนินการระดมทุนแบบ Crowd Funding เพื่อแก้ปัญหาระดับโลกในมิติต่างๆ) ในโครงการจัดการแข่งขันเอกซ์ไพรซ์เพื่อการตรวจสอบโควิดอย่างรวดเร็ว (XPrize Rapid Covid Testing) เพื่อค้นหาเทคโนโลยีชุดตรวจโควิด-19 ที่ใช้งานง่าย ตรวจได้รวดเร็ว แม่นยำ และราคาถูก ไปใช้ผลิตและขยายผลชุดตรวจในวงกว้างเพื่อช่วยยับยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ภายใต้ชื่อทีม 19-Xolution ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจากทั่วโลกมากกว่า 702 ทีม จาก 70 ประเทศทั่วโลก โดยทีม 19-Xolution สามารถผ่านเข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ทีม 19-Xolution จากประเทศไทยเป็น 1 ใน 20 ทีมที่เข้ารอบสุดท้าย &amp;nbsp;(Finalists) ซึ่งถือเป็นผลงานหนึ่งเดียวจากภูมิภาคเอเชียที่ได้รับคัดเลือก ร่วมกับทีมนักประดิษฐ์จากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี จากนั้นทีมวิจัยได้ส่งชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว ที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด พร้อมกระบวนการ (Protocol) ไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยของ XPRIZE จำนวน 2 แห่ง ณ สหรัฐอเมริกา เพื่อทดสอบทางคลินิกและความเป็นไปได้ในการขยายผล เพื่อคัดเลือกให้เหลือผู้ชนะเพียง 5 ทีม อย่างไรก็ดีที่สุดแล้วผลงานของนักวิจัยไทยแม้จะเป็นเพียงผู้เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและงานวิจัยไทยที่มีคุณภาพทัดเทียมกับเทคโนโลยีในระดับสากล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96120</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;COXY-AMP&#039; ชุดตรวจโควิด-19, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช., นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604f058bb56d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวทช.พัฒนา&quot;เครื่องเดนตีสแกน&quot;เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อทันตกรรมแบบ 3มิติ เห็นได้ทั้งโครงสร้างใบหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค. 62-ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการแพทย์ (สนพ.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;โครงการขยายผลงานเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติทางทันตกรรม (DentiiScan) และการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลทางทันตกรรม เพื่อส่งเสริมและผลักดักนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเครื่องเดนตีสแกน 2.0 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายแพทย์พิชญา นาควัชระ รองปลัดกทม. เผยว่า สวทช.ได้พัฒนาเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบลำแสงทรงกรวยสามมิติ สำหรับทันตกรรมและศัลยกรรมบริเวณช่องปากและใบหน้าชื่อ &amp;quot;เดนตีสแกน&amp;quot; (DentiiScan) ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จรายแรกในประเทศไทย และผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยมาตรฐานสากลแล้ว มีการนำไปใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งมาแล้วก่อนหน้า และจะมีการนำไปใช้ในโรงพยาบาลอีกหลายแห่งทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นจะมีการนำไปติดตั้งใช้งานในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ จำนวน 2 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลสิรินธร เนื่องจากกทม.เห็นว่าเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายของประชาชนได้เป็นอย่างดี เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาใช้บริการด้านทันตกรรมในโรงพยาบาลให้ได้เข้าถึงเครื่องมือสมัยใหม่ และเป็นการสนับสนุนงานวิจัยที่ผลิตโดยนักวิจัยไทยให้เกิดการเผยแพร่และที่สำคัญเป็นการลดรายจ่ายในการนำเข้าเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช.เผยว่า เครื่องเดนตีสแกน ได้เริ่มวิจัยพัฒนาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2550 โดยศาสตราจารย์ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการเครื่องเดนตีสแกน มีสองรุ่นคือรุ่น 1.1 และ 2.0 เป็นเครื่องมือคอมพิวเตอร์ 3 มิติแบบลำรังสีทรงกรวยสำหรับงานทันตกรรมและศัลยกรรมบริเวณช่องปากและใบหน้า มีประโยชน์ในการมองเห็นโครงสร้างช่องปาก ขากรรไกรของผู้ป่วยแบบ 360 องศา ลดความผิดพลาดในการผ่าตัดในช่องปากของผู้ป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพในการฝังรากฟันเทียม การผ่าฟันคุด และการผ่าตัดบริเวณช่องปาก ขากรรไกร และใบหน้า รวมทั้งการตรวจดูความผิดปกติของไซนัส
ทั้งยังช่วยให้การวินิจฉัยโรคและวางแผนผ่าตัดมีความแม่นยำขึ้นกว่าเดิม เพราะเครื่องสแกนโดยปกติส่วนใหญ่จะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณบางส่วนของโครงสร้างใบหน้าภายในที่มีการทับซ้อนกัน เมื่อรักษาอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ โดยผู้ป่วยที่ถูกถ่ายด้วยเครื่องเดนตีสแกนจะได้รับปริมาณรังสีที่ต่ำกว่าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทางการแพทย์ทั่วไป ซึ่งผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล ทั้งตรวจสอบความปลอดภัยทางปริมาณรังสีจากกองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และความปลอดภัยทางระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์
ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2561 มีเครื่องเดนตีสแกนทั้งรุ่น 1.1 และ 2.0 เปิดให้บริการแก่ประชาชนแล้วรวมทั้งหมด 20 เครื่องมีการใช้งานมากกว่า 5,000 ครั้ง และภายในปี 2562 นี้จะมีเครื่องเดนตีสแกนให้บริการอีกรวมทั้งสิ้น 60 เครื่อง ใน 50 โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 37 แห่ง สังกัดกระทรวงกลาโหม 4 แห่ง สังกัดมหาวิทยาลัย 7 แห่ง และสังกัดกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ดร.ณรงค์ ให้รายละเอียดอีกว่า เดนตีสแกน 2.0 ที่จะติดตั้งใน 50 โรงพยาบาลในปีนี้ ได้รับงบประมาณในการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท รวมตั้งแต่การผลิตเครื่องมือ การอบรมแก่ผู้ที่จะใช้งานให้กับผู้ป่วย ค่าติดตั้ง ซ่อมแซมประกันอีก 1 ปี โดยใน 50 โรงพยาบาลติดตั้งไปแล้ว 10 เครื่อง และจะติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;ldquo;การผลิตเครื่องมือชนิดนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปประมาณ 10 ล้านบาท ประโยชน์ นอกจากจะช่วยให้เห็นภาพโครงสร้างของใบหน้าแบบ 3 มิติ ชัดเจนแล้ว เครื่องตัวนี้ยังจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลทางทันตกรรม นั่นก็คือข้อมูล 3 มิติ ที่ได้จากตัวเครื่องจะสามารถส่งข้อมูลไปยังศูนย์รวมได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นโรคอะไรบ้างทางช่องปาก หรือตรวจพบโรคใหม่ๆ จะทำให้สามารถนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทันตแพทย์ได้อีก ไม่ว่าจะการวินิจฉัยโรค การวางแผนผ่าตัด การใช้อุปกรณ์นำร่องสำหรับเจาะช่วยในการผ่าตัด การพัฒนาวิธีการรักษา หรือการหาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นำไปสู่ แพลตฟอร์มดิจิทัลทางทันตกรรม และอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาเครื่องจากแนวตั้งเป็นแนวนอน เนื่องจากผู้ป่วยบางคนที่ประสบอุบัติเหตุมาบางท่านอาจไม่สามารถนั่งได้ รวมถึงการพัฒนาตัวเครื่องขนาดเล็กลงใช้ตามคลินิกทั่วไป &amp;rdquo; ดร.ณรงค์ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26529</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอมพิวเตอร์3มิติเพื่อการทันตกรรม, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช., สวทช., เครื่องเดนตีสแกน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20190114/image_mid_5c3c579da4b82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
