<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 06:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 06:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อัยการธนกฤต&#039;เห็นด้วยต้องคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งข้อสังเกต4ข้อพรก.นิรโทษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ส.ค.64-ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย เรื่อง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดกรณีโควิด 19 ในมุมของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และหลักการคุ้มครองความปลอดภัยผู้ป่วยฉุกเฉิน มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมออกแถลงการณ์ขอให้มีการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์โรคติดต่ออันตรายโควิด 19 ที่อาจเกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานโดยสุจริต นั้น
&amp;nbsp;ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในด้านหน้าซึ่งเผชิญกับโรคติดต่ออันตรายโควิด 19 และให้กำลังใจและความชื่นชมแก่บุคลากรผู้กล้าและผู้เสียสละเหล่านี้มาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่มีกระแสข่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอให้มีการออกพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 นั้น ผมขอให้ข้อสังเกตที่เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดถึงเหตุความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดไว้ว่า&amp;nbsp; จะต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีข้อควรมาพิจารณาว่า การออกพระราชกำหนดเพื่อจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 จะเข้าหลักเกณฑ์ในการตราพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว น่าจะยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไว้แล้ว กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดไม่ได้ และในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ไปแล้ว หากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดไป โดยไม่ใช่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนให้แก่หน่วยงานของรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคลากรสาธารณสุขหากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ที่จะไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของตนอยู่แล้ว ดังที่กล่าวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ข้อ 5 (9) ก็ได้กำหนดให้ต้องมีการดำเนินการให้ผู้ปฏิบัติการในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการนั้นได้รับความคุ้มครองความรับผิดต่อผู้เสียหายในการกระทำละเมิดที่ผู้ปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการนั้นได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 3 มีนาคม 2563 ได้กำหนดให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาล และตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 28 ได้กำหนดหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ อีกทั้งยังมีประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินฯ มาตรา 29 (1) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินในมาตรา 28&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากจะมีการออกพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 มีข้อควรนำมาพิจารณาว่า จะมีผลกระทบต่อหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินดังที่ได้กล่าวไปหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หากมีกรณีที่เกิดข้อจำกัดทางด้านบุคลากร ทรัพยากร เวชภัณฑ์ วัคซีน หรือในเรื่องอื่นใด ที่ทำให้เป็นข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคติดต่อโควิด 19 การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ดังกล่าว หรือการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ในเรื่องการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคโควิด 19 เป็นการเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินในสภาวะวิกฤตโรคระบาดร้ายแรงโควิด 19 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินตาม พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน ฯ มาตรา 28&amp;nbsp; ควรจะนำมาพิจารณาดำเนินการด้วยหรือไม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ควรมาพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, บุคลากรทางการแพทย์, พ.ร.ก.นิรโทษกรรมโควิด, มาตรา172</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115ad5de2c6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;แนะมาตรการบังคับใส่แมสก์นอกบ้านต้องชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 28 เม.ย. 2564 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะอาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มหาวิทยาลัยรามคำแหง โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย ถึงมาตรการบังคับให้ใส่หน้ากากเมื่อออกจากบ้านกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดออกมาตรการบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าก่อนออกจากที่พักอาศัยหรือเคหสถาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ผมเชื่อว่า ประชาชนทุกคนเห็นด้วย และเข้าใจในเจตนารมณ์ของการออกมาตรการบังคับเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากยังคงมีประเด็นข้อสงสัยตามมาหลายอย่างจากมาตรการบังคับให้ต้องสวมหน้ากากอนามัย ที่ยังขาดความชัดเจน &amp;nbsp;คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หากอยู่ในสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นของเอกชน และของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นพื้นที่ปิดที่ไม่ต้องให้บริการบุคคลหรือประชาชน และไม่มีบุคคลหรือประชาชนเดินทางมาติดต่อหรือขอรับบริการเป็นปกติธุระ บุคคลที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวนี้จะถูกบังคับตามมาตรการดังกล่าวให้ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่ทำงานหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หากนั่งรถยนต์ส่วนบุคคลไปกับบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งปกติเวลาอยู่ในที่พักอาศัยด้วยกันก็ไม่ได้สวมหน้ากาก จะต้องสวมหน้ากากขณะนั่งอยู่ในรถที่ปิดกระจกมิดชิดทุกบานตลอดเวลาหรือไม่ และหากถูกบังคับให้ต้องสวมหน้ากาก จะขัดกับสภาพตามความเป็นจริงที่ปกติแล้วก็ไม่ได้ใส่หน้ากากขณะอยู่ด้วยกันหรือไม่ เช่น พ่อ แม่ ลูก เมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ได้สวมหน้ากาก แต่พอจะนั่งรถออกจากบ้านไปด้วยกันต้องถูกบังคับให้สวมหน้ากากขณะอยู่ในรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจึงควรออกประกาศกำหนดให้ชัดเจนว่า หากประชาชนออกมานอกเคหสถานหรือที่พักอาศัยแล้ว จะต้องสวมหน้ากากในสถานที่ใดบ้าง ซึ่งน่าจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายด้วย และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ลักลั่นแตกต่างกัน ลำพังเพียงการออกมาชี้แจงให้ข่าวของหน่วยงานรัฐนั้น ๆ อาจจะยังไม่ได้ทำให้มาตรการบังคับสวมหน้ากากและการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนเพียงพอได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีการออกมาตรการบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากเมื่อออกจากที่พักอาศัย ได้ประกาศกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อประชาชนออกจากที่พักอาศัยจะต้องสวมหน้ากากในสถานที่ใดบ้าง โดยกำหนดให้ประชาชนจะต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาในสถานที่ทำงานทั้งของรัฐและเอกชน และขณะอยู่ในระบบขนส่งสาธารณะหรือที่สาธารณะที่เป็นอาคาร หรือเป็นสถานที่ปิด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตามกฎหมาย เป็นต้น แต่ไม่ได้กำหนดให้บุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันต้องสวมหน้ากากขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบัญญัติกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ก้าวล่วงเข้าไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ต้องมีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะทำให้ผู้ถูกบังคับใช้สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า การกระทำใดที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและมีโทษทางอาญา เพื่อที่ตนจะได้ไม่กระทำการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาคือมาตรการทางกฎหมายที่บังคับให้สวมหน้ากากดังกล่าวมีความชัดเจนแน่นอนแล้วหรือไหมเพียงใด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐประกาศมาตรการบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าขณะออกจากเคหสถานหรือที่พักอาศัย ควรต้องพิจารณาถึงแนวความคิดพื้นฐานของหลักนิติธรรม ที่นอกจากจะจำกัดการใช้อำนาจของรัฐที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามอำเภอใจ และกฎหมายที่บังคับใช้จะต้องมีเนื้อหาสาระที่เป็นธรรมแล้ว ยังมุ่งให้ความสำคัญว่า กฎหมายที่บังคับใช้ต้องมีความแน่นอนชัดเจน และสามารถปฏิบัติตามได้ตามความเป็นจริง เพื่อให้มีความสอดคล้องและสัมพันธ์ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับชีวิตประจำวันของประชาชน และเพื่อให้ประชาชนอยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญ มาตรา &amp;nbsp;26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะบังคับหรือออกมาตรการบังคับให้บุคคลในครอบครัวเดียวกันเมื่อนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลที่ปิดกระจกมิดชิดทุกบานจะต้องสวมหน้ากากด้วย ควรพิจารณาด้วยว่ามาตรการดังกล่าวสามารถปฏิบัติได้ตามความเป็นจริง และมีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนหรือไม่ อีกทั้งต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งคงจะพิจารณาจากความสะดวกของเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101037</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบังคับใส่หน้ากาก, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม, สถาบันนิติวัชร์, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604eed0ebceb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ขยี้ปมฉีดวัคซีนโควิดช้า ขอคำตอบรัฐบาล5ข้อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.64- &amp;nbsp;ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย ประเด็นโรคโควิด-19 กับสิทธิของประชาชนและหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ระบุว่า กรณีของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกจำนวนมาก รวมทั้งในประเทศไทย รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนไว้ในมาตรา 47 ถึงสิทธิที่ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับเพื่อปกป้องและรักษาตนเองจากโควิด-19 ไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิดังต่อไปนี้ 1.ได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ 2.ได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 55 ยังได้บัญญัติถึงหน้าที่ของรัฐ ซึ่งในกรณีนี้คือ รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารประเทศ ที่จะต้องดำเนินการในกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไว้ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำดังนี้ 1.ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง 2.ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมถึงการควบคุมโรค การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ผมคิดว่าประชาชนคนไทยอยากฝากถามไปยังรัฐบาลคือ
&amp;nbsp;
1.สิทธิของประชาชนทุกคนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ที่จะได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ที่เป็นโรคติดต่ออันตรายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำไมถึงได้ล่าช้ากว่าประเทศอื่นในโลกและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ ณ วันที่ 18 เมษายน 2564 ประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบทั้ง 2 เข็ม มีจำนวนแค่ประมาณ 82,000 ราย คิดเป็นจำนวนประมาณ 0.125 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่วนประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 มีจำนวนเพียงประมาณ 527,000 ราย คิดเป็นจำนวนประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมจำนวนประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งเข็มแรกและครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ยังไม่ถึงจำนวน 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เมื่อไหร่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซี่งรัฐบาลจะต้องมีแผนการจัดหาและแผนการฉีดวัคซีนที่แน่นอนชัดเจน และแถลงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและเป็นการผูกมัดให้รัฐบาลต้องดำเนินการตามที่แถลงไว้ ไม่ใช่มีแต่เพียงการให้ข่าวรายวันกับสื่อมวลชนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.รัฐบาลได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 55 ในการทำให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เพื่อควบคุมและป้องกันโควิด-19 ที่เป็นโรคติดต่ออันตราย ด้วยการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและมีจำนวนที่เพียงพอที่จะฉีดให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน และทันต่อการแพร่ระบาดที่รวดเร็วของโรค อย่างที่ควรจะต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทำไมรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีถึงเพิ่งมาแถลงอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ว่า รัฐบาลจะดำเนินการจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่นเพิ่มเติม นอกจาก 2 ยี่ห้อเดิม คือ แอสตร้าเซเนก้า และ ซิโนแวค ทั้งที่สถานการณ์ความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่สามารถจัดหาวัคซีนมาฉีดให้แก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอและทันต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ได้ปรากฏล่วงหน้าให้เห็นมาแล้วเป็นเวลานานพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ถ้าหากรัฐบาลไม่มีนโยบายมาแต่เดิมว่าจะจัดหาวัคซีนเฉพาะจาก 2 ยี่ห้อนี้ คือ แอสตร้าเซเนก้า และ ซิโนแวค ขณะนี้ประชาชนคนไทยคงได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้นและทั่วถึงมากกว่านี้หรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;แนะ3ทางออกโหวตแก้รธน.วาระ3-ประชามติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 64 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย การคลายปมปัญหาลงประชามติรัฐธรรมนูญและทางออกลงมติวาระสาม ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ในเรื่องการลงประชามติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนั้น ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ ดังนี้ คลายปมปัญหาการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวถึงการลงประชามติไว้เป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขั้นตอนการลงประชามติเพื่อสอบถามความประสงค์ของประชาชนก่อนมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีความประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ผู้เขียน : ซึ่งยังไม่ใช่ขั้นตอนของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเพียงขั้นตอนของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในหมวด 15 ว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป ในขั้นตอนนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงยังไม่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขั้นตอนการลงประชามติหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว เพื่อให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำเสร็จแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การพิจารณาเรื่องการลงประชามติ จะพิจารณาเพียงเฉพาะจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย
การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 สามารถทำได้ 2 กรณี คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) กรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ เช่น หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากที่รัฐสภาได้ออกเสียงลงคะแนนหรือลงมติเห็นชอบในวาระสามแล้ว ก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) โดยตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 135 (1) กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติ
ดังนั้น หากจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไปให้ประชาชนลงประชามติ ก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) คือ ต้องรอให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบในวาระสามเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 กรณีคณะรัฐมนตรีขอให้มีการออกเสียงประชามติ โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ต้องเป็นการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อสังเกตว่า การลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 นี้ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการลงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ที่กล่าวไป ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา
หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15 ว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาอยู่ คือ ยังค้างพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ยังไม่เสร็จสิ้นการลงมติในวาระสาม การจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ไปให้ประชาชนลงประชามติก็ต้องผ่านช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) คือ ต้องให้มีการลงมติเห็นชอบในวาระสามโดยรัฐสภาเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะไปใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 โดยให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอขอให้มีการออกเสียงประชามติ ก่อนที่จะมีการลงมติโดยรัฐสภาในวาระสามไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติและมีกระบวนการในการลงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) เป็นการเฉพาะแล้วดังที่กล่าวไป และอาจจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 166 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใด เรื่องนั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกของการลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระสามและการลงประชามติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เลื่อนการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สาธารณชนรับทราบจากเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 อาจจะยังทำให้มีข้อสงสัย ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน รวมทั้งความเกรงกลัวว่าจะทำผิดกฎหมาย และอาจนำมาสู่การออกเสียงลงคะแนนไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียงตามมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 75 วรรคสาม กำหนดให้ประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย
การรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน แล้วฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ส. และ ส.ว. มาประชุมปรึกษาหารือพิจารณากำหนดแนวทางร่วมกัน อาจเป็นหนทางออกในการแก้ไขปัญหาการลงมติในวาระสามและการลงประชามติที่ยังมีข้อขัดแย้งถกเถียงกันเป็นอย่างมากได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 และรัฐสภาลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีจำนวนคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (6) โดยเฉพาะมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 132 กำหนดให้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระสาม ไม่มีการอภิปรายและให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะอนุมัติให้งดใช้ข้อบังคับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นต้องนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบไปจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ต่อไป และเพื่อสอบถามความประสงค์ของประชาชนว่า มีความประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ต้องจัดให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งว่า เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่หรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนการลงประชามติหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น บัญญัติไว้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 มาตรา 256/11 และมาตรา 256/12 กล่าวคือ ถ้าหากรัฐสภาลงมติในวาระสามให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จนนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ร่าง มาตรา 256/11 บัญญัติให้นำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาเพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยไม่มีการลงมติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากรัฐสภาอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติเสร็จแล้ว จะมีกระบวนการในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่หรือไม่ ตามร่างมาตรา 256/12 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 และรัฐสภาลงมติงดออกเสียงและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทำให้คะแนนเสียงเห็นชอบไม่ครบจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (6) ซึ่งจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตกไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 135 (3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องเดียวกันนี้ต่อรัฐสภาอีก ก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ ตั้งแต่เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มีบุคคลหลายฝ่ายเสนอทางออกให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 ก่อนที่จะมีการลงมติในวาระสาม ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากการจะให้รัฐมนตรีมีอำนาจดำเนินการขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องเป็นการออกเสียงประชามติที่ได้ดำเนินการก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้มีการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาไปแล้ว จนเสร็จสิ้นวาระสองและกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระสามต่อไป และรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) กำหนดกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภาซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96100</URL_LINK>
                <HASHTAG>3ทางออก, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, ประชามติ, อัยการ, แก้รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604eed0ebceb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งทนายช่วยคนชรา เคลียร์คืนเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อัยการธนกฤต&amp;quot; แนะแก้ระเบียบมหาดไทยทางออกปัญหาเรียกคืนเบี้ยคนชรา ชี้ผู้สูงอายุมีสิทธิ์รับทั้งเบี้ยยังชีพและบำนาญพิเศษโดยให้มีผลย้อนหลัง &amp;quot;จุติ&amp;quot; ปลอบอย่ากังวล ส่งทนายช่วยเจรจาให้ทุกกรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 มกราคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับทางออกปัญหาเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตอนหนึ่งว่า การแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยให้มีสิทธิ์รับเงินน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่าหรือไม่ เดิมระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ไม่ได้กำหนดข้อห้ามว่า ผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องไม่เป็นผู้รับเงินบํานาญ เบี้ยหวัด บํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อห้ามดังกล่าวกระทรวงมหาดไทยมากำหนดในภายหลังไว้ในข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุพิจารณาจากความสูงอายุของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน การได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่การจ่ายเงินบํานาญพิเศษพิจารณาจากการเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัวที่รับราชการ หรือการทุพพลภาพของข้าราชการจากการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่เงินทั้ง 2 ประเภทนี้จึงไม่น่าจะซ้ำซ้อนกัน ซึ่งผู้สูงอายุน่าจะควรได้รับเงินทั้ง 2 ประเภทนี้ไปพร้อมๆ กันได้ จึงมีข้อน่าพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินคนชราซ้ำซ้อนกับเงินบำนาญพิเศษ ด้วยการแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ถึงแม้จะได้รับเงินบำนาญพิเศษอยู่แล้ว และให้ระเบียบที่แก้ไขนี้มีผลใช้บังคับย้อนหลังไปถึงผู้สูงอายุที่สุจริต ซึ่งได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุควบคู่ไปกับเงินบำนาญพิเศษก่อนระเบียบใช้บังคับด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเรื่องการเงิน การคลัง และงบประมาณ จึงควรต้องให้กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังร่วมพิจารณาในรายละเอียดและให้ความเห็นชอบในการแก้ไขระเบียบนี้ และอาจจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากภาครัฐมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา ไม่อยากซ้ำเติมสร้างภาระความเดือดร้อนให้แก่ผู้สูงอายุที่สุจริต ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่มีฐานะยากจน ควรจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศงดการเรียกร้องให้ผู้สูงอายุจ่ายเงินคืนไปก่อน และภาครัฐควรรีบดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เช่น การแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาความเสียหายที่ผู้สูงอายุได้รับที่เหมาะสม ซึ่งภาครัฐคงไม่อาจปฏิเสธการมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดและความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะให้กรมกิจการผู้สูงอายุขอความร่วมมือจากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย และพัฒนาสังคมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่งนักกฎหมายไปให้คำปรึกษาหารือกับผู้สูงอายุทุกคน โดยจะต้องดูรายละเอียดด้วยว่าการให้ข้อมูลทำโดยสุจริตหรือไม่ ได้รับทราบคุณสมบัติข้อนี้มาก่อนหรือไม่ และจะช่วยเจรจากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมบัญชีกลางต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้คลายความกังวล ทุกอย่างมีทางออก ซึ่งทั้งรัฐบาลและกระทรวง พม.จะร่วมหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่าย&amp;quot; นายจุติระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91577</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016ad3fde283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 19:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 19:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039; แจงเหตุที่ทำให้หมายจับสิ้นสุดลง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย.63 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับหมายจับลงเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า&amp;nbsp;เหตุที่ทำให้หมายจับสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 68 หมายจับจะสิ้นผลใน 3 กรณี คือ 1. จับกุมตัวบุคคลตามหมายจับได้ 2.ความผิดอาญาตามหมายจับนั้นขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 95 หรือ มาตรา 98 เช่น อายุความสำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตาม ป.อ. มาตรา 295 มีกำหนด 10 ปี ดังนั้น เมื่อความผิดอาญาตามหมายจับได้ขาดอายุความแล้ว หมายจับย่อมสิ้นผลไปในทันที 3. ศาลที่ออกหมายจับได้เพิกถอนหมายจับ ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนหมายจับได้หลายกรณี เช่น จากเหตุที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่นี้จะกล่าวถึงการที่หมายจับสิ้นผลจากการที่จับกุมตัวบุคคลตามหมายจับได้ โดยเมื่อสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้แล้ว หมายจับย่อมสิ้นผลไปในทันที จะนำหมายจับฉบับเดิมมาจับบุคคลนั้นซ้ำอีกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางปฏิบัติพบว่า พนักงานสอบสวนที่ต้องการได้ตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นจะมีหนังสือขออายัดตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ที่คุมขังผู้ต้องหาไว้ในคดีอื่นนั้น ซึ่งในกรณีของการขออายัดตัวผู้ต้องหาในคดีอื่นโดยพนักงานสอบสวนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขออายัดตัวผู้ต้องหาไว้ในบันทึกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0004.6/9610 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546 ว่า การขออายัดตัวผู้ต้องหาจะต้องมีหมายจับไปดำเนินการควบคู่ไปด้วย ในกรณีที่ขออายัดตัวผู้ต้องหาไม่ได้เนื่องจากไม่มีหมายจับ แล้วผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวไป ก็ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหามาพบเพื่อสอบสวนดำเนินคดีแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการขออายัดตัวผู้ต้องหาในคดีอื่นนี้ ศาลฎีกาได้เคยวางแนวคำวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2541 ว่า การที่พนักงานสอบสวนที่ทำเรื่องขออายัดตัวผู้ต้องหา ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้แก่ผู้ต้องหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา รวมทั้งได้สอบคำให้การผู้ต้องหาไว้ด้วยแล้วนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการขออายัดตัวผู้ต้องหาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องถือว่าพนักงานสอบสวนได้จับผู้ต้องหาแล้ว หรือผู้ต้องหาถูกจับแล้วตั้งแต่ขณะนั้น ถึงแม้ผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีอื่น และพนักงานสอบสวนในคดีนี้เพิ่งได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีในภายหลังก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้ หากพนักงานสอบสวนที่ทำเรื่องขออายัดตัวผู้ต้องหาพร้อมกับหมายจับ ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้แก่ผู้ต้องหา แจ้งสิทธิของผู้ต้องหา รวมทั้งได้สอบคำให้การผู้ต้องหาแล้ว ย่อมถือว่าได้มีการจับตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การอายัดตัวอย่างเดียวเท่านั้น และเมื่อสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้แล้ว หมายจับนั้นย่อมสิ้นผลไปในทันที โดยไม่ต้องให้มีการเพิกถอนหมายจับอีก แต่ทั้งนี้ การที่หมายจับจะสิ้นผลไป ต้องพิจารณาแยกตามแต่ละหมายจับเป็นรายคดี ต่างกรรมต่างวาระ ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่หมายจับสิ้นผลแล้ว การควบคุมตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาต่อไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 &amp;nbsp;วางหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้ว่า จะควบคุมเกินกว่าความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ได้ โดยจะควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากพนักงานสอบสวนยังดำเนินการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น และการควบคุมตัวผู้ต้องหาจะเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ พนักงานสอบสวนย่อมต้องร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อให้ศาลใช้อำนาจและดุลพินิจตรวจสอบถึงความจำเป็นที่จะต้องขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน หากศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขังผู้ต้องหานั้นต่อไปในระหว่างสอบสวน ศาลก็จะมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปและพนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เพื่อการสอบสวนอีกไม่ได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326-327/2505 (ประชุมใหญ่))&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82597</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาญา, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, สำนักงานอัยการสูงสุด, หมายจับแกนนำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2e9e558244f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 13:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการ&#039;ชี้มธ.ต้องยึดพรบ.ข้อมูลข่าวสารฯคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63-ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็นข้อกฎหมาย กรณีมีการตรวจเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับผู้เข้าร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตร ระบุว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจไม่ส่วนบุคคล กรณีรับปริญญาธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธนกฤต ระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินมาตรการตรวจคัดกรองบุคคลผู้เข้าร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตร ด้วยการตรวจและเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมงาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลส่วนตัว และรูปถ่ายบุคคล รวมทั้งข้อห่วงกังวลของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ต่อกรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังหน่วยงานภายนอกและเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานอื่นนั้น &amp;nbsp;ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวเป็นข้อสังเกตทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายเรื่องข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงแม้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงจะยังไม่นำมาใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐและกิจการอย่างอื่น รวมทั้งสิ้น 22 หน่วยงานและกิจการ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 &amp;nbsp;พ.ศ. 2563 ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าว หน่วยงานของรัฐและกิจการที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะยังไม่มีโทษทางอาญา ความรับผิดทางแพ่ง หรือโทษปรับทางปกครองก็ตาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช่น หากฝ่าฝืนมาตรา 24 ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น ก็ยังไม่ต้องรับโทษปรับทางปกครอง หรือหากฝ่าฝืนมาตรา 27 ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น ก็จะยังไม่ต้องรับโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครอง อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐก็ยังคงต้องถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในส่วนที่บัญญัติคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธนกฤต ระบุว่า ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลส่วนตัว และรูปถ่ายบุคคล ถือเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่ง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ มาตรา 23 (5) กำหนดหลักเกณฑ์ในการขอและจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ ดังนี้ 1.หน่วยงานของรัฐต้องจัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ในกรณีที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลบัตรประชาชน ข้อมูลส่วนตัว รูปถ่าย โดยตรงจากเจ้าของข้อมูล หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้า 3. หากมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หน่วยงานรัฐต้องแจ้งพร้อมกับการขอข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ถึงวัตถุประสงค์ที่จะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาดูว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการขอและจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลส่วนตัว รูปถ่ายบุคคลที่มาร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตร เป็นไปตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ มาตรา 23 (5) ดังที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ ดังนี้ หลัก- หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลไม่ได้ &amp;nbsp;ข้อยกเว้น-ในกรณีที่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐได้รับการยกเว้นให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตนเพื่อนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น 2. เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐนั้น 3. เปิดเผยต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น 4. เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด 5. เปิดเผยต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา 6. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม 7. เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งจำเป็นเพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล 8. เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว 9. กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล - การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามข้อยกเว้นในข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้น ไม่น่าจะทำให้มีข้อห่วงกังวลและปัญหาตามมานัก เนื่องจากเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายในหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ขอและจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเอง ซึ่งก็ย่อมมีความต้องการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแห่งนั้น &amp;nbsp;แต่ในกรณีที่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังบุคคลภายนอกและหน่วยงานรัฐแห่งอื่น ตามข้อยกเว้นในข้อ 3-8 มีข้อที่หน่วยงานของรัฐผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล พึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังมากยิ่งกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ มาตรา 24 วรรคสอง จึงกำหนดให้ต้องมีการจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งก็คือ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีการจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่อย่างน้อยต้องมีรายการตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ เช่น วันเดือนปีที่ขอตรวจดูหรือยืมข้อมูล วัตถุประสงค์ในการขอตรวจดูหรือยืมข้อมูล ชื่อผู้ขอตรวจดูหรือยืมข้อมูลและหลักฐานแสดงตัวบุคคล ลายมือชื่อผู้ขอตรวจดูหรือยืมข้อมูล วันเดือนปีที่คืนข้อมูล ชื่อผู้คืนข้อมูลและลายมือชื่อผู้คืน และหน่วยงานของรัฐต้องเก็บรวบรวมบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพื่อให้บุคคลสามารถตรวจสอบดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเองได้
&amp;nbsp;
ในกรณีของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษาและประชาชนที่มาร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตรไปยังหน่วยงานรัฐแห่งอื่น หรือไปยังบุคคลภายนอกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่น ก็ควรต้องมาพิจารณาดูว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้ โดยใช้ข้อยกเว้นข้อใด เป็นไปตามข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง หรือไม่ อย่างไร &amp;nbsp;และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 24 วรรคสอง และกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541)ฯ ที่กำหนดให้ต้องจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล และต้องมีรายการตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วหรือไม่ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82469</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, พรบ.ข้อมูลข่าวสาร, มธ., อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2b8c2fbeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
