<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟื้น ศก.แบบ Strong  กู้เพิ่ม 2.4 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ม้าฤดูหนาว-ศก.ไทยยุคสู้โควิด กู้ 2 ล้านล้านเพื่อสร้างอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การรับมือเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิดรอบ 3 ในปัจจุบัน ทุกฝ่ายยังต้องร่วมมือกันต่อไป โดยฝ่ายรัฐบาล-กระทรวงสาธารณสุขก็พยายามหามาตรการต่างๆ มารับมืออย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ลำพังแค่โควิดรอบแรกกับรอบสองหลายภาคส่วนก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ พอมาเจอโควิดรอบสามเลยทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรง จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มุมมองและข้อเสนอจากนักวิชาการที่ติดตาม ศึกษาทำวิจัยเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำจากวิกฤติโควิดมาตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบสามอย่าง ดร. นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์&amp;nbsp; สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่ารัฐบาลควรกู้เงินเพิ่มเติมประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือเต็มที่ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อมารับมือกับโควิดโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp; และเพื่อนำมาใช้ทำโครงการเพื่อรองรับการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การขุดคลองไทยที่ใช้งบหนึ่งล้านล้านบาท เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....ก่อนเกิดโควิดรอบสาม เศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ที่&amp;nbsp; 3-3.5 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเกิดรอบสามคงทำให้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์แล้ว เผลอๆ อาจสักประมาณ 2.5&amp;nbsp; เปอร์เซ็นต์ แต่ตรงนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าภาครัฐจะอัดฉีดเงินเข้าไปมากขนาดไหน ถ้าภาครัฐอัดฉีดเยอะ ผมก็มองว่าเศรษฐกิจเราก็จะกลับมาฟื้นตัวได้อีกแบบรอบที่ผ่านมา มันจึงยังมีอะไรที่จะเติบโตได้อีกค่อนข้างเยอะ แต่การจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ผมไม่อยากให้แค่เยียวยาอย่างเดียว แต่อย่างน้อยก่อนสิ้นปีหรือภายในงบประมาณรายจ่ายปีหน้า เราควรพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย เพราะว่ามันมีสุภาษิตจีนอยู่ที่ว่าด้วยเรื่อง ม้าฤดูหนาว คือประเทศจีน เคยมีช่วงภัยพิบัติที่เกิดหิมะตกอย่างหนัก ทำให้ม้าวิ่งหนีไปหมด คนที่เลี้ยงม้าไม่มีม้า จนทำให้ไม่สามารถทำการค้าอะไรได้ สิ่งที่เขาสอนกันก็คือ สิ่งที่ควรต้องทำไม่ใช่การไปวิ่งตามหาม้า แต่ให้เร่งปลูกหญ้าเอาไว้ เพราะเมื่อใดที่เศรษฐกิจกลับมาดี ม้าทั้งหลายก็จะวิ่งกลับมากินหญ้าสวย ๆ ของคุณเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ก็เช่นเดียวกัน การที่ประเทศไทยจะเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเตรียมขุดคลองคอคอดกระ, การเตรียมเรื่องดิจิทัล, การทำเรื่องอีอีซีให้พร้อม แล้วพอจบจากโควิด คนฉีดวัคซีนกันครบ เราเริ่มกลับมาเปิดประเทศ นักลงทุนเมื่อเขาเห็นหญ้าที่สวยงาม เขาก็จะวิ่งกลับมาลงทุนในประเทศไทย อันนี้คือสิ่งที่เราต้องรีบทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะลงรายละเอียดมากขึ้นถึงข้อเสนอการกู้เงินอย่างน้อย 2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ดร.นณริฏ-นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการวิเคราะห์ผลกระทบจากโควิดให้เข้าใจก่อนว่า เวลาพิจารณาผลกระทบเศรษฐกิจจะดูจากปัจจัยที่สำคัญประมาณ 2-3 ปัจจัย ประกอบด้วยมีจำนวนผู้ติดเชื้อแต่ละรอบเยอะขนาดไหน เพราะเมื่อมีการติดเชื้อคนที่ติดเชื้อก็ต้องกักตัวเอง ต้องไปรักษาโควิด ก็ทำให้แรงงานทางเศรษฐกิจก็จะหายไป อย่างประเทศที่ติดโควิดกันจำนวนมาก เช่น อินเดีย, สหรัฐอเมริกา, บราซิล ก็ลำบากเพราะคนหายไปเป็นล้านๆ คน ที่ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างการทำงาน แต่สำหรับประเทศไทยไม่เยอะมาก โดยโควิดรอบแรก ตอนนั้นคนกลัวกันเยอะ แต่ท้ายสุดผลออกมาคนติดเชื้อไม่มาก ต่อมาโควิดรอบสองที่มาจากแรงงานต่างด้าว ผลกระทบก็จะไปอยู่ที่แรงงานต่างด้าวเป็นหลัก อันแตกต่างจากรอบแรกที่ส่วนใหญ่คนติดเชื้อเป็นคนไทย แต่รอบสอง ตัวเลขการติดเชื้อจะสูงกว่ารอบแรก และส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจัยที่สองคือเรื่องของ Health promotion &amp;nbsp;เช่นการบังคับให้คนใส่หน้ากาก การบังคับให้คนทำ&amp;nbsp; Social distancing การตรวจหาเชื้อกับคนให้ได้จำนวนมาก แล้วแยกคนติดเชื้อออกมาจากคนไม่ติดเชื้อ&amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยทำได้ดีในรอบแรกและรอบสอง แต่เริ่มมาหย่อนตอนรอบสาม ที่อาจเพราะเราเริ่มเหนื่อยกันจนการแพร่ระบาดกระจายมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจัยที่สามคือ การที่ภาครัฐทำเรื่องของ มาตรการควบคุมการระบาด เช่น การสั่งปิดบางสถานที่ ปิดร้านอาหาร ปิดสถานบริการ การเคอร์ฟิว ที่คุมการระบาดได้แต่กระทบกับเศรษฐกิจเยอะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ผมได้ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด&amp;nbsp; โดยนำข้อมูลระหว่างประเทศมาเทียบกัน เช่น ขนาดของการระบาด การใช้มาตรการ Health promotion และมาตรการในการควบคุมการระบาด เราก็พบว่ายังมีปัจจัยที่ 4 อีก ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญสุดในการกำหนดว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ก็คือเรื่องของ นโยบายภาครัฐในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยสำคัญสุด&amp;nbsp; คือจะล็อกดาวน์ยังไงก็ได้ แต่หากมีการเยียวยาที่ดี เศรษฐกิจก็ไม่พัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างรอบแรกเรามีการล็อกดาวน์รุนแรงมาก แต่รัฐบาลก็อัดฉีดเงินช่วยเหลือมหาศาลเลย ผ่านการออกพระราชกำหนดกู้เงินและ พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้อง รวมวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยเป็นมาตรการทางด้านการคลัง 1 ล้านล้านบาท ที่ใน 1 ล้านล้านบาทก็แบ่งออกเป็น งบ 555,000&amp;nbsp; ล้านบาท ใช้สำหรับเยียวยา เช่น โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราชนะ และอีก 450,000 ล้านบาท เป็นงบในด้านการซื้อวัคซีนและพัฒนาระบบสาธารณสุข และอีก 400,000 ล้านบาทที่ดูเรื่องของงบฟื้นฟู เช่น โครงการโคก หนอง นา เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ตรงนี้แม้จะใช้งบไม่หมด แต่ก็ใช้เยอะมากร่วมๆ 750,000 ล้านบาทในส่วนการคลัง&amp;nbsp; ส่วนการเงินก็ใช้ไปอีกร่วม 900,000 ล้านบาท ซึ่งตรง 9 แสนล้านบาท มีตัวงบ 5 แสนล้านบาทที่เป็นเรื่องซอฟต์โลน คือปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อให้มีสภาพคล่อง แต่พบว่าปล่อยได้ไม่เยอะประมาณ 150,000 ล้านบาท แล้วก็มีตัวที่เป็นเรื่องของ BSF ที่เกี่ยวกับหุ้นกู้ เพื่อช่วยไม่ให้ตลาดหุ้นกู้มันพัง แต่พบว่าตัวหุ้นกู้รายใหญ่ๆ ไม่ได้เข้ามาใช้ช่องทางนี้ แสดงว่ากิจการค่อนข้างโอเคดีอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จากนั้นพอรอบที่สอง รัฐบาลก็ออกมาตรการ เช่น&amp;nbsp; เที่ยวด้วยกัน, คนละครึ่งออกมาอีก ทำให้ท้ายที่สุดที่คาดการณ์กันว่าสิ้นปีที่แล้ว เศรษฐกิจเราจะตกโดยติดลบถึง&amp;nbsp; 7-8 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลออกมาพบว่าติดลบแค่&amp;nbsp; 6 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดคือปัจจัย 4 เรื่องในช่วงโควิดรอบแรกและรอบสอง ที่หมุนวนชนกันและต่อมาก็มีนัยต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงโควิดรอบ 3 เวลานี้ด้วย เช่น การควบคุมการระบาดทำได้ขนาดไหน, การควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำรุนแรงขนาดไหน และปัจจัยสำคัญสุดคือการอัดฉีด ที่จะทำให้เศรษฐกิจมันกลับมาเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเราถามถึงมาตรการที่รัฐบาลชุดนี้ออกมา เช่น โครงการต่างๆ อย่าง&amp;nbsp; เราชนะ, คนละครึ่ง ก่อนโควิดระบาดรอบสามเป็นนโยบายที่ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ดร. นณริฏ-นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ให้ทัศนะว่า เป็นนโยบายที่ช่วยได้ค่อนข้างมาก จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ พบว่าประมาณ 1.4-1.6 เท่าโดยประมาณ คือหากภาครัฐ ลงเงินไปหนึ่งร้อยบาท มันช่วยขยายเศรษฐกิจได้ประมาณ&amp;nbsp; 140-160 บาท ที่ภาครัฐอัดฉีดเงินเข้าไปประมาณ 750,000&amp;nbsp; ล้านบาท ก็คูณเข้าไปอีก 1.4-1.6 ก็จะได้ตัวเลขประมาณการว่าคือสิ่งที่ภาครัฐได้สร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ผมชอบก็คือ มาตรการที่ออกมาไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินแบบทั่วไป ที่แจกเงินไปเสร็จก็จบ แต่ภาครัฐมีการกำหนดเงื่อนไขที่ดีหลายอย่าง เช่น การกำหนดโครงการในลักษณะแบบการร่วมจ่าย หรือ Co-pay ที่ไม่ใช่ภาครัฐให้มาร้อยบาท แล้วเราเอาไปใช้หมด แต่จะเป็นการที่ภาครัฐจะให้เมื่อเราจ่ายแล้วภาครัฐร่วมด้วยบางส่วน ครึ่งหนึ่ง เป็นต้น ก็ทำให้คนนำเงินที่ออมไว้มาใช้ด้วย ก็ทำให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าปกติ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขให้ลงไปที่ฐานรากด้วย คือไม่ใช่เอาไปใช้แค่กับห้างร้าน แล้วห้างร้าน ร้านสะดวกซื้อเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ต้องนำเงินไปใช้กับร้านที่เป็นเอสเอ็มอี ที่มีแอปคนละครึ่ง-เราชนะ ก็ทำให้เงินลงไปที่ฐานราก ก็ช่วยทั้งระบบเศรษฐกิจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ก่อนหน้าจะมีโควิดรอบสาม สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สองของปี 2563 แต่ต่อมาในไตรมาสที่สามและที่สี่ รวมถึงในช่วงต้นปี 2564 ก่อนจะมีโควิดรอบสอง ตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจค่อยๆ ทยอยขึ้นมาเพราะควบคุมโควิดได้ โดยมีการคาดการณ์ก่อนที่จะมีโควิดรอบสามว่า เศรษฐกิจทั้งระบบของประเทศไทยอาจจะโตถึง 3-3.5 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ&amp;nbsp; ส่วนภาครัฐเขาตั้งไว้ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ หลังสัญญาณต่างๆ มีแนวโน้มที่ดี เพราะต่างประเทศเองมีการฉีดวัคซีนที่รวดเร็ว&amp;nbsp; สหรัฐฯ มีการอัดฉีดเงินมหาศาล 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ทำให้คนมีเงินมากขึ้น เขาก็นำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น ทำให้ภาคส่งออกแนวโน้มดีขึ้น ทั้งหมดคือสัญญาณที่ดี ส่วนโควิดรอบสาม ภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่อง &amp;quot;การอัดฉีด&amp;quot; ตอนนี้คำถามสำคัญก็คือ ภาครัฐจะอัดฉีดเงินอย่างไร อัดฉีดเท่าไหร่ เพื่อทำให้เศรษฐกิจมันไปต่อได้ แล้วคนก็จะเอาตัวรอดได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.นณริฏ-นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ให้ทัศนะถึงเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโควิดรอบสามว่า จุดสำคัญคือภาครัฐต้องแบ่งพื้นที่ออกมาเป็นสองส่วน คือหนึ่งพื้นที่สีแดง ที่มีการแพร่ระบาดอย่างแพร่หลาย ควบคุมยาก ตรงนี้ภาครัฐไม่ควรกำหนดเงื่อนไขมาก ควรจะแจกเงินให้เปล่าแจกฟรีไปเลย เช่น แจกแบบเดิมอย่างโครงการเราชนะ คือแจกทุกคนเลย แต่เฉพาะพื้นที่สีแดง เพื่อให้เขาเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ เพราะอย่างรัฐบาลอยากให้เขาอยู่กับบ้านมากสุด&amp;nbsp; ก็ต้องมั่นใจว่าเขาทำแล้วจะต้องมีข้าวกินมีของใช้ในบ้านที่จำเป็น แบบนี้เขาก็ยินดีจะอยู่บ้านให้มากที่สุด เพราะหากเขายังมีภาระหนี้สิน เขาต้องหารายได้ แล้วจะไปโทษเขาได้อย่างไรที่เขาต้องออกมาทำงาน เสี่ยงจะติดเชื้อและเสี่ยงจะแพร่กระจายเชื้อโควิด ก็แจกเงินให้เขาฟรีไปเลยให้ได้กันทั่วทุกคน โดยเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบอย่างพวก กลุ่มนอกระบบ&amp;nbsp; เพราะในระบบเขามีประกันสังคมคอยช่วยเหลือได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่กลุ่มจังหวัดไหนจำนวนผู้ติดเชื้อไม่สูงมาก&amp;nbsp; แล้วใช้มาตรการเช่นสนับสนุนให้ใส่หน้ากาก ก็ไปเน้นเรื่องการเยียวยาแบบ co-pay แบบเดียวกับคนละครึ่ง หรือสนับสนุนให้มีการทำโครงการเที่ยวด้วยกันในจังหวัดนั้นโดยกลุ่มจังหวัด แบบนี้ไม่ต้องแจกเงินให้ฟรี เพราะหากเขาดูแลตัวเองได้ก็ควรให้เขาทำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณจนเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ทั้งนี้ การออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ หากภาครัฐลากยาวการควบคุม ก็ต้องขึ้นอยู่ด้วยว่า ภาครัฐอัดฉีดเงินช่วยเหลือเข้ามาเยอะด้วยหรือไม่ โดยหากลากยาวแล้วภาครัฐไม่อัดฉีดก็จะเกิดปัญหาอย่างรุนแรง เช่นกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้จะตกงานก็จะเกิดผล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ตอนโควิดรอบแรกภาครัฐล็อกดาวน์โดยใช้เคอร์ฟิว&amp;nbsp; สิ่งที่เราพบคือตัวเลขประมาณเกือบ 3 ล้านคนที่เป็นคนกลุ่มเสี่ยงตกงาน คนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้น ที่เกิดโควิดรอบ 3 หากภาครัฐไม่อัดฉีดเงินช่วยเหลือ เรื่องปัญหาแรงงานก็อาจจะกลับมาแบบโควิดรอบแรกอีก คือมีคนเสี่ยงตกงานสูง คนไม่มีรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบจะได้รับผลกระทบมาก เช่นเมื่อคน work &amp;nbsp;from home ก็ทำให้คนใช้บริการแท็กซี่น้อยลง แต่หากภาครัฐอัดฉีดเงินช่วยเหลือดีๆ โดยเฉพาะในบางโซนพื้นที่เช่นจังหวัดกลุ่มสีแดง โดยช่วยเหลือสัก 1-2 เดือน ก็อัดฉีดเงินช่วยไปเลยสัก 30 ล้านคนสำหรับ แรงงานนอกระบบ โดยให้เงินแบบให้ไปเลยคนละ 3,500 บาทต่อเดือน&amp;nbsp; ก็ให้ไปเลยสักสองเดือน ทำแบบโครงการเราชนะ ก็จะใช้เงินประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยต้องให้เงินแล้วให้เขาต้องใช้ได้กับเฉพาะพวกธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ให้นำไปใช้กับห้างร้านขนาดใหญ่ หลังจากนั้นพอผ่านไปสักสองเดือนค่อยมาดูว่าหลายอย่างดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็ค่อยปรับไปเป็นแบบโครงการคนละครึ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยังกู้เงินสู้โควิดเพิ่มได้อีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไม่ติดเพดาน กม.วินัยการเงินการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-คิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกู้เงินลำดับแรกต้องดูก่อนว่าเรามีเงินเหลือเท่าใด&amp;nbsp; โดยพบว่าใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ออกมาตอนโควิดรอบแรก ตอนนี้ยังเหลือประมาณ 250,000 ล้านบาท&amp;nbsp; อันหมายถึงหากเราใช้เงินประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน ก็ยังได้อีกประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกู้ ทุกอย่างขึ้นกับว่ามันลากยาวไปขนาดไหน&amp;nbsp; หากลากไปถึง 3-4 เดือนแบบนี้ งบที่มีอยู่อาจไม่พอ นอกจากนี้ยังมีงบฉุกเฉิน แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะเป็นงบที่ปกติใช้กับพวกภัยแล้ง น้ำท่วม หากเราผันงบมาใช้ในการอัดฉีดเพื่อช่วยช่วงโควิด ก็ทำให้ภาครัฐอาจไม่สามารถไปดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งหากใช้งบส่วนนี้ก็อาจไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ต้องดูว่าภาครัฐจะทำอย่างไร หากอนาคตเกิดเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้เท่าที่อ่านพบข้อมูลที่ว่า กลุ่มนักระบาดวิทยา เขาประเมินว่าโควิดรอบสามอาจอยู่อีกประมาณ 4-6 เดือนถึงจะจบ ที่หมายถึงว่าหากต้องใช้เงิน 1 แสนล้านบาทต่อเดือน 6 เดือนก็เท่ากับ 6 แสนล้านบาท ตอนนี้เรามีประมาณ 2 แสนล้านบาท ก็ขาดอีกประมาณ 4 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเลยเสนอว่า ถ้าแบบนี้ก็กู้เงินเพิ่มเลยโดยกะไว้ประมาณ 6 เดือน โดยหากโควิดจบภายใน 6 เดือน การเยียวยาก็คงใช้งบประมาณที่เพียงพอ เพียงแต่ต้องมาดูกันว่าการเยียวยาที่บอกใช้เดือนละ 1 แสนล้านบาท จะทำในรูปแบบอย่างไร เช่นช่วงแรกอาจใช้วิธีการให้เปล่าในพื้นที่สีแดง แล้วจากนั้นหากจังหวัดไหนตัวเลขต่างๆ ดีขึ้นก็เปลี่ยนมาเป็นระบบ co-pay &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้เรื่องหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยเราอยู่ที่ประมาณการคือ 57 เปอร์เซ็นต์ของปีนี้ ที่อยู่ใกล้กับเส้นตามกรอบวินัยการคลัง ที่ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดไว้ว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีต้องอยู่ที่ประมาณร้อยละหกสิบ ก็คือเราเหลืออีกสามเปอร์เซ็นต์ ถ้าตีเป็นเงินแล้วเรากู้ได้อีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ดังนั้นหากจะกู้เพิ่มอีก 4 แสนล้านบาทถือว่ายังอยู่ตามกรอบของกฎหมาย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เรื่องการช่วยเหลือประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบ ต้องแยกเป็นสองส่วน หากเป็นเรื่องการเยียวยาฟื้นฟู ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับการระบาด หากมีการระบาด ภาครัฐ ต้องการควบคุม ภาครัฐก็ต้องฉีดยาแรง ซึ่งมีงานวิจัยบอกมาแล้วว่าการฉีดยาแรงผลดีมันเยอะ สามารถล้างผลเสียของการล็อกดาวน์ได้ หากภาครัฐฉีดยาแรงดีพอ ก็ไม่ต้องไปกังวลใจการล็อกดาวน์ ก็ทำได้เต็มที่ แล้วเมื่อใดที่สถานการณ์การระบาดชะลอตัวลงแล้วก็ค่อยผ่อนคลายมาตรการ ซึ่งผมมองว่าเงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับการเยียวยาในช่วง 6 เดือนเป็นจุดตั้งต้นที่ดีว่า ภาครัฐควรกู้เพิ่มอีก 4 แสนล้านบาทเพื่อให้มีเงินประมาณ 6 แสนล้านบาทเพื่อจะช่วยเหลือเยียวยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนที่สองที่ภาครัฐควรต้องทำควบคู่กันหรือต้องทำภายในปีนี้ ก็คือเรื่องของ การมองไปที่อนาคต คือจริงอยู่หนี้สาธารณะของเราต่อจีดีพียังไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; สถานการณ์หนี้ภาครัฐยังไม่วิกฤติขนาดนั้น แต่ถ้าเรามองว่าอนาคตของเราหลังจบจากโควิดหรือหลังประเทศไทยเปิดประเทศแล้ว เราต้องหาทางสร้างรายได้มาใช้หนี้ เรากู้มาตั้ง 1 ล้านล้านบาท เราจะไม่ใช้หนี้หรือ เราก็ต้องใช้หนี้ที่กู้มา ดังนั้นภาครัฐต้องเริ่มที่จะดันเรื่อง ฐานทางเศรษฐกิจ ของประเทศได้แล้ว ซึ่งการที่ออกมาตรการเยียวยาฟื้นฟูที่ผ่านมา มันมีข้อดีคือมันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แนะเทหน้าตักกู้เลย 2 ล้านล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขุดคลองไทย-ต่อยอดอีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.นณริฏ-นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวต่อว่า ที่ผมเสนอไปก็คือการกู้เพิ่ม 2 ล้านล้านบาท โดยความเห็นส่วนตัว เห็นว่าครึ่งหนึ่งของการกู้ดังกล่าวผมอยากให้มีการขุดคลองไทย ผมคิดว่าคลองไทยก็คือโครงการคลอง คอคอดกระ คือทำยังไงให้เราสามารถขนเรือผ่านจากฝั่งอ่าวไทยไปฝั่งอันดามันได้โดยไม่ต้องไปอ้อมที่ช่องแคบมะละกาที่สิงคโปร์ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามี potential สูง&amp;nbsp; ถ้าหากทำเลย ขุดเสร็จ จนเรือผ่านได้ มันสร้างเงินได้มหาศาล เป็นเซอร์วิสที่ดีมาก ซึ่งจริงๆ ย้อนกลับไปมันมีข้อเสนอนี้ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ด้วยซ้ำ เราควรทำได้แล้ว มันผ่านมากี่ร้อยปีแล้วไม่ทำสักที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอีก 1 ล้านล้านบาท ผมคิดว่ามีอีก 3 โปรเจ็กต์ที่ควรต้องทำ โปรเจ็กต์แรกก็คือ พัฒนาโครงการอีอีซี เพื่อตอบโจทย์ เพราะในอีอีซีเราพยายามที่จะสร้างธุรกิจด้านการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, &amp;nbsp;Repair and Overhaul หรือ MRO) โดยเอาทางบริษัทการบินไทยมาทำ เช่นการซ่อมอากาศยานต่างๆ&amp;nbsp; ที่สนามบินอู่ตะเภา แต่ตอนนี้มันไม่เกิดแล้ว จากเหตุที่พอเกิดโควิดคนก็เลยไม่มา สายการบินจะเจ๊งกันหมดแล้ว คนก็ไม่เอาเครื่องบินมาซ่อมสร้างที่อีอีซี ก็ไม่มีรายได้จากตรงนี้ ทั้งที่เราเคยคิดกันว่าตรง MRO จะสร้างรายได้เยอะ&amp;nbsp; แต่มันไม่เกิด เราก็ต้องหาสิ่งใหม่เข้ามาแทน MRO&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกตัวหนึ่งคือเรื่อง connectivity รู้หรือไม่ว่าตอนนี้เราจะมีรถไฟวิ่งจากคุนหมิง ประเทศจีน วิ่งมาถึงเวียงจันทน์แล้ว ที่หมายถึงเมื่อวิ่งมาแล้ว ตอนวิ่งกลับไป จะไม่วิ่งตู้เปล่า ต้องขนสินค้ากลับไปด้วย เราก็ต้องทำยังไง ให้เอาสินค้าไทยเช่นสินค้าเกษตร ใส่รถไฟวิ่งกลับไปคุนหมิงเพื่อกลับไปขายที่จีนให้ได้ ตรงนี้เรียกว่า connectivity ที่เรายังไม่สามารถสร้างรายได้ตรงนี้เพียงพอ เราต้องตอบโจทย์ตรงนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญคือเรื่อง ดิจิทัล เพราะฐานเรื่องดิจิทัลจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ โดยจะต้องทำให้ดิจิทัลต่างๆ พวก 5G เข้ามาในเมืองไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจ ลดต้นทุนการดำเนินงานของภาครัฐ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงดิจิทัลได้ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงดิจิทัลได้ ก็ทำให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;3 เรื่องหลักคือ พัฒนาโครงการอีอีซี- connectivity และดิจิทัล คือการลงทุนที่สำคัญที่น่าจะใช้เงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยนำงบไปกระจายว่าแต่ละเรื่องต้องใช้งบเท่าใด แต่ว่าเรื่องแรก&amp;nbsp; การขุดคลองไทย&amp;nbsp; ใช้ 1 ล้านล้านบาทแน่ๆ โดยหากทำทั้ง 4 เรื่องนี้เราก็จะสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ที่จะนำไปใช้หนี้ซึ่งเราได้กู้มาใช้ตอนเยียวยาโควิดได้ และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ข้อเสนอดังกล่าวเพื่อทำ 4 โครงการที่ต้องใช้เงินประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่ไม่จำเป็นต้องกู้ทั้งหมด บางเรื่องสามารถที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ผ่านกลไก&amp;nbsp; Public Private Partnership หรือ PPP&amp;nbsp; (การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ) โดยภาครัฐออกเงินส่วนหนึ่งแล้วเอกชนก็ออกเงินอีกส่วนหนึ่ง โดยภาครัฐไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด หากนำเอกชนเข้ามาช่วยก็จะช่วยลดงบได้และทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น หรือบางอย่างอาจให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาทำดีหรือไม่ ก็เป็นโจทย์ของภาครัฐเองที่ต้องไปออกแบบ ว่าจะใช้รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือจะทำแบบ PPP หรือภาครัฐจะออกเงินทำเองทั้งหมด โดยหากทั้ง 4 โครงการที่บอกไปข้างต้น ใช้เงินของคนอื่น ภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องกู้มาถึง 2 ล้านล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ในช่วงวิกฤติที่เสนอ 4 แสนล้านบาทให้กู้มา ก็จะสามารถเยียวยา ทำให้ภาครัฐสามารถล็อกดาวน์ได้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ก็อยู่ที่ว่าภาครัฐฉีดวัคซีนได้เร็วและทันหรือไม่ หากฉีดวัคซีนได้ทันภายใน 6 เดือน มันก็จบหมดทุกอย่างตามแผนที่ภาครัฐวางไว้ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะฉีดวัคซีนได้จำนวนมาก หากทำเรื่องวัคซีนมันก็จะช่วยได้ ในส่วนของ 2 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; ระยะยาวแน่นอนว่ามันจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาใหม่ ทำให้ประเทศเราเติบโตขึ้นมาอย่าง strong ถ้าทำได้หมด ทั้งขุดคลองไทย-การ connectivity กับจีน-อีอีซีและดิจิทัล หากทำแค่ 4 เรื่องนี้ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเราจะโตขึ้นอีกเยอะ&amp;quot;. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;............................ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นณริฏ พิศลยบุตร, ฟื้น ศก.แบบ Strong  กู้เพิ่ม 2.4 ล้านล้าน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d4afea6bd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอวาระ&quot;สังคมอายุยืน&quot; พลิกวิกฤติให้ไทยแข่งขันได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาสาธารณะ ประจำปี 2562 เรื่อง &amp;ldquo;สังคมอายุยืน: แข่งขันได้ และอยู่ดี มีสุข ได้อย่างไร?&amp;rdquo; ณ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันก่อน เพื่อนำเสนอผลการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะแก่ภาครัฐ ธุรกิจและประชาชน ให้สามารถเตรียมพร้อมกับการที่ไทยเป็น &amp;ldquo;สังคมอายุยืน&amp;rdquo; พร้อมกับการเป็น &amp;ldquo;สังคมสูงวัย&amp;rdquo; เพื่อให้คนไทยมีชีวิตยืนยาวที่อยู่ดีและมีสุข สามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนเมืองให้ช่วยสร้างพลังแก่คนทุกวัย มีหลักประกันสุขภาพและการเงินมั่นคงรับชีวิตยืนยาว มีทักษะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับคนทุกวัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เปิดประเด็นว่า ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีอายุขัยคาดการณ์ตามช่วงเวลาเพิ่มขึ้น 4.4 เดือนต่อปี ทำให้คนไทยมีอายุคาดการณ์เมื่อเกิดถึง 75.3 ปี ในปี 2559 และเมื่อประมาณการอายุคนไทยตามรุ่นอายุ ซึ่งคิดผลของพัฒนาการทางเทคโนโลยีเข้ามาด้วย พบว่ามีความเป็นไปได้ที่คนไทยที่เกิดในปี 2559 จะมีอายุยืนเฉลี่ยถึง 80-98 ปี หรือเกือบ 100 ปี ซึ่งหมายความว่า ต่อไปการมีคนไทยอายุเกิน 100 ปี จะเป็นเรื่องปกติ จากล่าสุดในปี 2560 มีคนไทยที่อายุยืนกว่า 100 ปีแล้วถึง 9,041 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเป็นสังคมอายุยืนนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ มากมาย ภาครัฐ ธุรกิจและประชาชนจึงควรวางแผนและเตรียมการที่ดี เพราะแม้คนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่การที่ไทยเป็นสังคมสูงวัยด้วย ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง มีผลิตภาพแรงงานต่ำลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไป ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมกับสังคมอายุยืน ไทยควรปรับนิยามผู้สูงอายุตามประเทศพัฒนาแล้วคืออายุ 65 ปี และยืดรับบำนาญ เพื่อยืดอายุการทำงาน ยืดเวลาการออม และฝึกทักษะสำหรับโลกอนาคตมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ ได้คาดการณ์ว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา การเป็นสังคมสูงอายุจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงจากแนวโน้มเดิม 0.8% ต่อปี เพื่อรักษาการเติบโตให้ต่อเนื่อง รัฐควรมีมาตรการลดการออกจากงานของคนอายุ 50-59 ปี และขยายอายุบำนาญ พร้อมกับดึงคนทำงานอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้ามาทำงาน ซึ่งจะแก้ปัญหาการเติบโตที่ลดลงได้ประมาณ 11% นอกจากนี้ หากนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพิ่มเติมจากปรกติอีก 1 แสนคนต่อปี จะช่วยแก้ปัญหาได้อีก 3.1% แต่ทางเลือกนี้จะสร้างปัญหาอื่นตามมาในระยะยาว มาตรการที่เหมาะสมกว่าที่ควรพิจารณาคือการลดการเกณฑ์ทหารลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้ 6% แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น และเพิ่มอัตราการเติบโตผลิตภาพรวม โดยสร้างนวัตกรรมต่างๆ และสร้างธุรกิจใหม่ที่เหมาะกับสังคมอายุยืน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่จำเป็นต้องลดลงแม้จำนวนแรงงานลดลง หากไทยเร่งนำเอาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้มากขึ้นทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรและบริการ ประกอบกับสร้างธุรกิจดาวรุ่งใหม่ๆ ที่มีอย่างน้อย 20 ธุรกิจ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ เวชศาสตร์และผลิตภัณฑ์ชะลอวัย การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการของผู้สูงอายุ และคนในช่วงวัยต่างๆ ในสังคมอายุยืนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนและคนในประเทศเพื่อนบ้านที่จะกลายเป็นคนสูงวัยตามมา โดยหากมุ่งเป้าทำธุรกิจแค่กับคนไทย ตลาดจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นการเตรียมพร้อมทางการเงินสำหรับการมีอายุยืนยาว รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ปรึกษานโยบายด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ว่า คนไทยจะมีเงินบำนาญและเบี้ยยังชีพ ไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในอนาคต เพราะผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ต้องการใช้จ่ายประมาณเดือนละ 7 พันบาทต่อเดือน จะต้องมีเงินออมไว้ใช้ 2.85 ล้านบาทเมื่อมีอายุ 60 ปี และหากต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่มการออมให้มากขึ้นอีก ดังนั้นควรส่งเสริมให้มีการออมทั้งภาคบังคับและสมัครใจ โดยเฉพาะสนับสนุนให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้เช่นเดียวกัน และขยายอายุเกษียณเพื่อเพิ่มระยะเวลาการออม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35960</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.นณริฏ พิศลยบุตร, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู, เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdc05d4df036.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
