<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โหลดฟรี  &#039;คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจช่วง WFH&#039;  แนะ 5 วิธีฟื้นฟูจิตใจให้ชีวิตมีสุข </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ก.ค. 2564 ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์ระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่สามกระทบวงกว้างมากกว่าทุกครั้ง บริษัทและองค์กรจำนวนมากใช้มาตรการให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน (work from home : WFH) เพื่อบรรเทาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในขั้นสูงสุด หรือลดจำนวนพนักงานที่จำเป็นต้องเดินทางเข้าบริษัทให้น้อยที่สุด ทำให้คนทำงานที่บ้านจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานมากขึ้น เนื่องจากต้องดูแลงานในหน้าที่ และครอบครัวในเวลาเดียวกัน บางคนต้องดูแลลูกหรือดูแลพ่อแม่ที่มีอายุมาก ทำอาหาร ทำงานบ้าน พร้อมกับการทำงานในทุกวัน บทบาทที่ไม่ชัดเจนและสถานการณ์ภายนอกที่ไม่แน่นอนสร้างความเครียด วิตกกังวล นำไปสู่ความเครียดสะสม เกิดปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า กระทบความสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการฟื้นฟูจิตใจที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว เสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ความเครียดเป็นปัญหาที่ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ สสส. เร่งสร้างเสริมสุขภาวะด้านจิตใจของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องทำงานที่บ้าน ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับธนาคารจิตอาสา และภาคีเครือข่าย ริเริ่มโครงการวิถีพัฒนาจิต : ภารกิจสร้างสุข มุ่งสร้างเสริมสุขภาพจิตคนไทยผ่านเว็บไซต์ความสุขประเทศไทย โดยผลิตบทความ และคลิปวิดีโอ กว่า 600 ชิ้น รวมถึงกิจกรรมจิตอาสาที่ช่วยพัฒนาจิตใจกว่า 100 กิจกรรม มีผู้เข้าชมเว็บไซต์แล้วกว่า 220,000 ครั้ง พร้อมพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือฟื้นฟูจิตใจคนทำงานที่บ้าน 2 ชิ้น ได้แก่ &amp;ldquo;คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจ ฉบับครอบครัวและเด็กในสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เมนูสร้างภูมิคุ้มใจ 14 วันฉันทำได้&amp;rdquo; เป็นแนวทางให้คนทำงานที่บ้านได้จัดสรรเวลาเพื่ออยู่ร่วมกันกับครอบครัวอย่างลงตัว ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจจำนวนมาก มียอดดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ความสุขประเทศไทยกว่า 11,000 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สสส. และภาคีเครือข่ายเร่งปรับตัวให้เข้าถึงคนทำงานที่บ้านมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนากิจกรรมฝึกดูแลจิตใจบนสื่อออนไลน์ &amp;ldquo;ห้องพักใจ&amp;rdquo; ผ่านโปรแกรมซูม (Zoom meeting) ตอบโจทย์ความต้องการคนทำงานที่บ้านในสถานการณ์วิกฤต เรียนรู้ทักษะการดูแลร่างกาย จิตใจ เพื่อรับมือกับความเครียดในชีวิตแต่ละวันได้ โดยผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกทักษะพื้นฐานเพื่อนำตัวเองออกมาจากความเครียด เปลี่ยนมุมการมองความรู้สึกด้านลบจากปัญญาในชีวิต โดยใช้เวลาเพียง 40 นาทีต่อวัน เป็นระยะเวลา 1 เดือน การจัดกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเป้าหมายให้คนทำงานที่บ้านเข้าร่วม 1 หมื่นคน&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารจิตอาสา และผู้อำนวยการร่วมโครงการวิถีพัฒนาจิต : ภารกิจสร้างสุข สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า การฟื้นฟูจิตใจสร้างความสุขพื้นฐาน ภายใต้แนวคิดการสร้างความสามารถในการฟื้นคืน (Resilience) มีขั้นตอนการปฏิบัติ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านร่างกาย ต้องลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง มีกิจกรรมทางกาย เช่น จัดตารางเคลื่อนไหวอย่างน้อย 1 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง อาจจะตั้งนาฬิกาปลุกแจ้งเตือน 2.ด้านจิตใจ ใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ลดการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม 3.ด้านอารมณ์ ฝึกรับฟัง เข้าใจ ให้กำลังใจตัวเอง ดูแลตัวเองเหมือนเพื่อนสนิท หรือใช้วิธีเขียนขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 10 เรื่องต่อวัน 4.ด้านสังคม หาคนที่รับฟังเพื่อแบ่งปันความกังวล หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนและสังคมตามกำลัง และ 5.ด้านจิตวิญญาณ เห็นคุณค่าและความหมายของชีวิต โดยวางเป้าหมายระยะสั้น เช่น สัปดาห์นี้อยากทำงานอย่างมีความสุข อารมณ์สดใส ซึ่งการฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนอาจจะเริ่มปฏิบัติทีละด้าน เพื่อเป็นการฟื้นฟูสุขภาวะด้านจิตใจ ลดความวิตกกังวลถึงปัญหาที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดความเครียด นำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากมีความเครียด สิ่งที่ควรทำอันดับแรก คือ กลับมารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง จัดการกับความคิด หาที่มาของความเครียด ซึ่งการรู้ตัวเองเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ทำให้หาต้นตอของปัญหาและหาวิธีแก้ไขปัญหาต่อไปได้ ทั้งนี้ กิจกรรม &amp;ldquo;ห้องพักใจ&amp;rdquo; จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 &amp;nbsp;เข้าร่วมได้ที่ https://bit.ly/3ejmRnj ติดตามข้อมูลแนวทางการดูแลสุขภาพจิตใจตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ เว็บไซต์ความสุขประเทศไทย www.happinessisthailand.com &amp;nbsp;&amp;rdquo; ดร.สรยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110164</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจ ฉบับครอบครัวและเด็กในสถานการณ์โควิด-19, ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม, สสส., เมนูสร้างภูมิคุ้มใจ 14 วันฉันทำได้, โหลดคู่มือ, โหลดฟรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3aedfe3c66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. จับมือ กระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ “ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล” พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤต ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg) ว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติ และระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์ และประกาศให้ &amp;ldquo;ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย&amp;rdquo; บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จาก ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561 - 2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัมต่อวัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก&amp;nbsp; กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤตโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบ ต้องเริ่มจาก &amp;ldquo;เมล็ดพันธุ์ผัก&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย &amp;ldquo;ผัก&amp;rdquo; ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ผลิต..จนเป็น..ขยะ&amp;nbsp; จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกรงให้กับระบบอาหาร&amp;nbsp; เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผักที่สำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทยองค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกรในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103212</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNFSS Independent Dialogue in Thailand, WHO, World Vegetable Center : WorldVeg, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.เดลฟีน ลาลูส, นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, ปีแห่งผักและผลไม้สากล, ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?, ศูนย์พืชผักโลก, สสส., สาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a2436bc152c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
