<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ห่วงเด็กช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน กินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมมาก เตือนอย่าละเลยเรื่องกิน-เล่น เสี่ยงอ้วน แนะจัดเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้เด็ก ใช้เงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ให้คุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กๆ อย่างมาก โดยเฉพาะการกิน การเล่น หากไม่มีการจัดการที่ดี เด็กจะกินอาหารที่มีไขมันสูง ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตลอดทั้งวัน รวมทั้งขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเกิดภาวะอ้วนตามมาได้ จากรายงานคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center : HDC) ปี 2560 -2563 ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 เด็กวัยเรียนมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนถึงร้อยละ 12.50 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การไปโรงเรียนทำให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชนบท หรือมีฐานะยากจน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เด็กไม่ได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน อาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารและโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้บางครอบครัว ไม่สามารถซื้อ หรือปรุงอาหารที่ดีมีประโยชน์ตามที่ต้องการได้ และอาจมีการบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็ก&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สสส. กล่าวว่า โครงการเด็กไทยแก้มใส ร่วมกับ สสส. จัดทำแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการจัดอาหารที่มีคุณภาพสำหรับเด็กวัยเรียนช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะตระหนักถึงความสำคัญของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ต้องการอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ เพื่อการเติบโตอย่างสมวัย เกิดพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ที่ดี มีความแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย &amp;nbsp;สำหรับนโยบายที่โรงเรียนจัดสรรเงินค่าอาหารกลางวัน &amp;nbsp;20 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อให้พ่อแม่จัดหาหรือซื้อหาอาหารมื้อกลางวันให้เด็กกินเองนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความรู้และทักษะให้กับพ่อแม่และเด็กในการเลือกซื้อและกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เครือข่ายโครงการเด็กไทยแก้มใส เสนอแนวทางการให้ความรู้ทางโภชนาการกับผู้ปกครอง ในรูปแบบง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลว่า แต่ละวันควรทำอาหารอะไรให้เด็กกินบ้าง โดยออกเป็นคำแนะนำจากโรงเรียน ในการดูแลอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งมีเมนูอาหารหลากหลาย สามารถเลือกจัดอาหารตามความเหมาะสมของแต่ละบ้าน เพื่อให้การจัดการเงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อวัน ที่ให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด โดยพ่อแม่ที่ต้องจัดทำ หรือซื้ออาหารให้ลูก ควรยึดหลักตามที่โรงเรียนมีคำแนะนำ แต่หากจะให้เงินลูกไปซื้ออาหารกินเอง ต้องคอยดูแลให้ลูกเลือกซื้ออาหารสะอาด ปลอดภัย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น&amp;rdquo; นางจงกลนี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจงกลนี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า สำหรับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยที่ผู้ปกครองควรจัดให้เด็กนักเรียน คือ 1.จัดอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ติดมัน ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง ผักผลไม้ น้ำมันพืช 2.จัดอาหารที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันด้วยอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินดี สังกะสี และซิลีเนียม เช่น ผักคะน้า พริกหวาน ชะอม หอมหัวใหญ่ ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ กล้วย มะปราง มะขามป้อม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตับ ปลาทู ปลา กุ้ง ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ส่งเสริมให้เด็กได้กินผักผลไม้หลากหลาย ทุกวันๆ ละ 300-400 กรัม (อนุบาล 175 กรัม/วัน ประถมศึกษา 350 กรัม/วัน มัธยมศึกษา 400 กรัม/วัน หรือ มื้อละ 1-2 ทัพพี) ตามวัยของเด็ก เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ 4.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสำเร็จรูป การเติมผงชูรส ผงปรุงแต่งรส อาหารที่มีสีฉูดฉาด กรณีหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรเพิ่มไข่ เลือด ตับ ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ รวมทั้งแนะนำให้ใช้เกลือเสริมไอโอดีนไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวันในการปรุงประกอบอาหาร และ 5.ปลูกฝังการกินอาหารรสจืด ไม่หวาน มัน เค็ม ไม่เติมน้ำปลา/น้ำตาลเพิ่มในอาหาร และส่งเสริมการดื่มน้ำสะอาด และนมรสจืด (2 กล่อง/วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115795</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การดูแลอาหารสำหรับเด็ก, การเรียนออนไลน์, กินขนมกรุบกรอบ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี, น้ำอัดลม, ภาวะอ้วน, มูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ, สสส., สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, โครงการเด็กไทยแก้มใส สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d55e1933c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 07:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 07:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-สช.-อว.-สมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติฯ เปิดเวทีตีแผ่ปัญหา PM2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federation of Medical Students&amp;#39; Associations : IFMSA) จัดงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยมีเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี รวมกลุ่มจากสาขาต่างๆ 5 คนต่อทีม ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน โดยผู้ได้รับรางวัล Best Innovation ได้แก่ ทีม People Matter (PM 4.0) ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า สร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการณ์ความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการฯ นี้ จะทำให้มีนโยบายสาธารณะที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องเกิดจากการคิดของนักนโยบายของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่อาจมาจากกลุ่มคนในวัยที่หลากหลายที่มีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดมาจากทั้งในเขตชนบท ในเขตเมือง ซึ่งอาจเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรเป็นวิถีชีวิต และแหล่งกำเนิดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนานโยบายสาธารณะต้องพิจารณาทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม กฎหมายระเบียบ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของคน ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีของพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในประเทศไทยกลับพบฝุ่น PM2.5 ที่ 50-68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ามากกว่ามาตรฐานเกือบ 2 เท่าตัว กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินทางใจ สสส. ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มุ่งขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้&amp;nbsp; การแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต้องเร่งแก้ไขแบบองค์รวม ทั้งการปลูกจิตสำนึกส่วนบุคคล การสร้างความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมของคนในสังคม เพื่อร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นการออกกฎ ระเบียบบังคับใช้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น นวัตกรรมธงสุขภาพ สีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ใช้คู่กับเครื่องวัดค่าฝุ่น แจ้งเตือนให้คนในพื้นที่รู้ระดับคุณภาพอากาศ ดำเนินการใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งลดเสี่ยงต่อสุขภาพ 2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนิศรา ปานช้าง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนทีม People Matter (PM 4.0) กล่าวว่า ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า มีแนวคิดทำให้นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด เพื่อลดช่องว่าง และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชน ผ่านกลไกการทำงานที่ให้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น เพื่อเอื้อให้เกิดการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยแพลตฟอร์มออกแบบให้มี 3 คุณลักษณะ คือ 1.ชุดดัชนีนโยบายและมาตรการที่เข้ากับบริบทเฉพาะพื้นที่กับข้อมูลเปิดสาธารณะด้านคุณภาพอากาศ 2.ระบบติดตามการกำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐ และ 3.พื้นที่สร้างการส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งทั้ง 3 คุณลักษณะนั้นออกแบบให้เชื่อมโยงและทำงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบนโยบายและการนำไปปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขเฉพาะแต่ละพื้นที่มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustappear ผลงานศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.) และแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยสู้ฝุ่น&amp;rdquo; ตั้งตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) และภาษี Green Area 2.ทีม Airtopia ผลงาน PM2.5 Smart Tracking จัดสรรสิทธิ (PM2.5 เครดิต) ใช้ลดภาษี 3. ทีมทางของฝุ่น ผลงาน Inclusive sustainable area development แนวทางการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง และรางวัลชมเชย 26 รางวัล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111109</URL_LINK>
                <HASHTAG>Airtopia, Dustappear, Inclusive sustainable area development, International Federation of Medical Students&#039; Associations : IFMSA, People Matter, PM 4.0, PM2.5, PM2.5 Smart Tracking, PM2.5 แบบชี้เป้า, Thailand Youth Policy Initiative (TYPI), TYPI, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5, การสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรม, คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ทางของฝุ่น, นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ, นางสาวนิศรา ปานช้าง, นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด, ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.), สมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), ไทยสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fdfdb854d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.ปลุกกระแสกินผักตามฤดูกาล ได้ใจคนไทยชนะรางวัลที่เมืองคานส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นข่าวดีของคนไทย เมื่อผลงานโฆษณา Bok Choy กวางตุ้ง ซึ่งเป็นการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อปลุกกระแส &amp;quot;กินผักตามฤดูกาล&amp;quot; ลดเสี่ยงปนเปื้อนสารเคมีนั้นได้รับรางวัลเหรียญเงิน หรือระดับ Silver จากเมืองคานส์ เมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.เป็นองค์กรเดียวของไทยที่คว้ารางวัลใหญ่ และถือเป็นรางวัลสูงสุดในเมืองไทยปีนี้ ด้วยการชี้ชวนให้ทุกคนรู้จักกินสารพัดผักพื้นบ้านหาง่าย ทั้งผักบุ้ง กระเฉด ผักโขม อร่อย มีประโยชน์ตามฤดูกาล โดยเฉพาะถ้าสามารถปลูกในสวนด้วยตัวเองก็ยิ่งปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เบื้องหลังของรางวัลอันน่าภาคภูมิใจดังกล่าวนี้ &amp;quot;สุพัฒนุช สอนดำริห์&amp;quot; ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า สสส.มุ่งหวังให้คนไทยหันมากินผักให้มากขึ้น และเลือกกินผักตามฤดูกาล โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนไทยกินผักให้เพียงพอ และปลอดภัย ผ่านการสื่อสารรณรงค์ในสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 มีการประกาศรางวัลให้โฆษณา ชุด Bok Choy (กวางตุ้ง) ได้รับรางวัลระดับเหรียญเงิน (Silver) ในหมวดภาพยนตร์ (Film) จากงาน Cannes Lions International Festival 2021 ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของปีนี้ที่ประเทศไทยได้รับ และมีเพียงองค์กรเดียวที่ได้รับรางวัลถึงระดับ Silver นำมาซึ่งความภูมิใจให้กับประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รางวัล Cannes Lion Silva-Snap&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดีใจมากที่ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล ช่วงต้นปี 2563 ที่มีการเผยแพร่โฆษณาชุดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี คนไทยชื่นชอบ เห็นประโยชน์ มียอดผู้เข้าชมในยูทูบมากกว่า 20 ล้านครั้ง ที่สำคัญมองว่า เป็นการสะกิดให้คนเลือกกินผักที่ปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมการกินผักของคนไทย มักกินผักที่ไม่ทราบแหล่งที่มามากกว่าผักตามฤดูกาลที่ปลอดภัยใกล้บ้าน สสส.ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะผักที่ซื้อมาปรุงอาหารอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การกินผักที่สะอาดและปลอดภัย ไม่ใช่แค่การเลือกผักที่ดูสด หรือล้างให้สะอาดเท่านั้น แต่การกินผักให้ตรงตามฤดูกาลก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งถ้าทุกคนไม่กินผักนอกฤดูกาล การเพาะปลูกผักนอกฤดูของเกษตรกรก็จะลดลง รวมถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย&amp;rdquo; นางสาวสุพัฒนุชกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สุพัฒนุช สอนดำริห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลก ซึ่งปัจจุบันกระแสใส่ใจสุขภาพมีมากขึ้น จากผลสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561-2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป กินผักและผลไม้เพียงพอ ร้อยละ 34.50 ในปี 2561 เพิ่มเป็นร้อยละ 38.7 ในปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารรณรงค์ในสังคมเพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการกินผักผลไม้แล้ว สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายยังได้สนับสนุนให้รัฐบาลแสดงบทบาทนำด้านการส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยเสนอให้ยกระดับประเด็นการบริโภคผักผลไม้เป็นเป้าหมายระดับชาติ พร้อมการขับเคลื่อนเพื่อจัดการระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ ส่งเสริมมาตรการให้เกษตรกรปลูกผักผลไม้ปลอดภัยหรืออินทรีย์ เชื่อมโยงผลผลิตปลอดภัยหรืออินทรีย์เข้าสู่ครัวโรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2579 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวต่อว่า ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่มิถุนายน-ตุลาคม ผักที่ปลูกแล้วดูแลง่าย และมีรสชาติอร่อย เป็นผักมีน้ำเยอะ หรืออยู่ในน้ำ เช่น กุยช่ายดอก กุยช่ายใบ ขิง ข่า ชะอม ดอกขจร ดอกโสน ตำลึง ถั่วฝักยาว น้ำเต้า บัวบก ใบขี้เหล็ก ใบแมงลัก ผักปลัง ผักกระเฉด ผักกูด ผักโขม ผักบุ้งนา ผักแว่น ผักหวานบ้าน ฟักเขียว มะเขือพวง มะเขือส้ม หรือถ้าเป็นผลไม้ เช่น ส้มโอ ลิ้นจี่ สับปะรด มะเฟือง กล้วย จะเห็นว่ามีผักผลไม้หลายชนิดมาก เพราะผักและผลไม้ของบ้านเราหาได้ไม่ยาก มีขายในท้องตลาด เพียงแต่ต้องเลือกชนิด ความสด สะอาด โดยเฉพาะปลอดสารพิษได้ก็จะยิ่งดี หรือหากปลูกเองยิ่งเพิ่มความปลอดภัยให้ไม่มีสารตกค้างในร่างกายเพิ่มตามมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลงานโฆษณาชุดกวางตุ้ง ยังได้รับรางวัล Gold ประเภท Public Interest-Health safety จากงาน Epica Awards 2019, รางวัล Bronze ประเภท Strategy &amp;amp; Technique: Copywriting &amp;amp; Storytelling จากงาน 2020 PHNX Tribute (by Adforum) ทั้งนี้ สามารถติดตามชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=lP4bnsiK9gk &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ถอดรหัสโฆษณา Bok choy:กวางตุ้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปี 2563 กระแสรักสุขภาพเป็นหนึ่งกระแสที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจกันอย่างมาก ภาพยนตร์โฆษณาชุด &amp;ldquo;Bokchoy&amp;rdquo; ถือเป็นภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่จาก สสส.ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทั่วทั้งในและนอกประเทศในขณะนี้ โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ถูกสร้างสรรค์โดยทีมงาน Leo Burnett ประเทศไทย ในเครือ Publicio Groupe ซึ่งหยิบประเด็นที่สะท้อนสังคมปัจจุบันที่เกี่ยวกับการบริโภคผักของคนไทย ที่มักนิยมกินผักตามใจตนเองมากกว่ากินตามฤดูกาล แต่พฤติกรรมและความนิยมเหล่านั้นมีผลกระทบที่น่ากลัวตามมาคือ การปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของการรับประทานผักที่ไม่ใช่แต่การรับประทานผักเป็นธรรมดา แต่เป็นการรับประทานผักอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด มีการหยิบยกเรื่องประเด็นที่ผู้คนรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้สนใจเรื่องการรับประทานผักตามใจความอยาก รับประทานผักนอกฤดูกาล ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพมากระตุ้นให้เกิดกระแสในสังคม ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เป็นหนึ่งในแคมเปญ &amp;ldquo;ผลักดันให้ผักนำ&amp;rdquo; ของ สสส.ที่มุ่งหวังให้คนไทยหันมารับประทานผักให้มากขึ้นและเลือกกินให้ถูกเพื่อประโยชน์สูงสุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การนำเสนอถึงวิธีการที่จะบริโภคผักให้สะอาดและปลอดภัยที่สุด การเลือกผักที่ดูสดหรือการล้างให้สะอาดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สสส.จึงได้บอกเล่าวิธีการที่ดีที่สุด นั่นคือการรับประทานผักให้ตรงตามฤดูกาล โฆษณาชุดนี้ทำให้คนดูอมยิ้ม ปนหัวเราะด้วย Mood&amp;amp;tone ที่ตลก ไม่เครียด รวมถึง Acting ของเหล่านักแสดงในเรื่องช่วยทำให้โฆษณาชุดนี้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ สสส.ผลิตภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้น เพื่อกระตุกสังคมไทยและการสร้างค่านิยมใหม่จากสโลแกนโฆษณา &amp;ldquo;ให้เหล้าเท่ากับแช่ง&amp;rdquo; &amp;quot;งดเหล้าเข้าพรรษา&amp;rdquo; &amp;ldquo;ลดพุงลดโรค&amp;rdquo; &amp;ldquo;จน เครียด กินเหล้า&amp;rdquo; ทั้งนี้ผลิตผลงานโฆษณามาแล้วมากกว่า 250 ชิ้น เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อน รณรงค์ สื่อสารสังคมของ สสส. ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสุพัฒนุช สอนดำริห์ ผอ.สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพยนตร์โฆษณาลดเร็ว ลดเสี่ยง ชุดต่อรองได้รางวัล Gold TVC.categories สสส.ได้รับรวม 15 รางวัล final list 3 รางวัล จากเวทีการประกวด Adman Awards 2019 ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของเบื้องหลังการผลิตสื่อรณรงค์ ที่กว่าจะออกมาเป็นผลงานเผยแพรออกสู่สายตาสาธารณะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;มารู้จัก..กินผักตามฤดูกาล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กินผักตามฤดูกาลนอกจากอร่อยแล้วยังลดเสี่ยงสารเคมีอีกด้วย ใครที่นึกไม่ออกก็ลองเปิดตารางแนะนำนี้ดู &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.ฟักทอง 2.มะเขือเปราะ 3.เห็ดฟาง 4.แตงกวา 5.ใบแมงลัก 6.ใบเหลียง 7.หอมหัวใหญ่ 8.มะระ 9.แตงโมอ่อน 10.บีตรูต 11.กระเจี๊ยบเขียว 12.ผักหวานป่า 13.คะน้า 14.กะเพรา 15.ถั่วพู 16.มะเขือเทศ 17.มะนาว 18.มะเขือพวง 19.ถั่วฝักยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.มะเขือพวง 2.กระเจี๊ยบเขียว 3.ขิง ข่า 4.ผักบุ้งจีน 5.ผักแว่น 6.ผักโขม 7.ดอกโสน 8.ผักเขียว 9.ผักหวานบ้าน 10.ตำลึง 11.ใบบัวบก 12.ชะอม 13.น้ำเต้า 14.กะเพรา 15.ผักกูด 16.หัวปลี 17.สะระแหน่ 18.ถั่วฝักยาว 19.หน่อไม้ 20.มะเขือส้ม 21.ผักบุ้งนา 22.ดอกขจร 23.มะนาว 24.สายบัว 25.กุยช่ายดอก 26.กุยช่ายใบ 27.ผักปลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.ตะลิงปลิง 2.ผักสลัด 3.ผักกาดหอม 4.ดอกแค 5.สะเดา 6.กวางตุ้ง 7.ปวยเล้ง 8.มะรุม 9.ผักปลัง 10.ผักชี 11.คะน้า 12.กะเพรา 13.ดอกกะหล่ำ 14.กะหล่ำปลี 15.ถั่วลันเตา 16.แครอต 17.พริกหวาน 18.ลูกเหรียง 19.ผักกาดขาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110886</URL_LINK>
                <HASHTAG>2020 PHNX Tribute (by Adforum), 2021, Bok Choy กวางตุ้ง, Cannes Lion Silva-Snap, Cannes Lions International Festival 2021, Epica Awards 2019, International Year of Fruits and Vegetables, Leo Burnett, Public Interest-Health safety, Publicio Groupe, Strategy &amp; Technique: Copywriting &amp; Storytelling, กินผักตามฤดูกาล, คนไทยหันมากินผัก, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ปีแห่งผักและผลไม้สากล, ผลงานโฆษณา, รางวัลเหรียญเงิน, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม, สุพัฒนุช สอนดำริห์, เมืองคานส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fac3040a054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน! อย่าหลงเชื่อ 2 ข่าวลวงใหม่ ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-แอปฯ เป๋าตังค์กู้เงินได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สสส. เปิดรายงานครบรอบ 1 ปี นวัตกรรม &amp;ldquo;โคแฟค&amp;rdquo; มีผู้เช็คข่าวลวงสุขภาพกว่า 1.3 แสนราย พบประชาชนแก้ข่าวปลอม 4,048 ครั้ง ชี้ กลุ่มไลน์-อคติส่วนตัว ต้นตอข่าวลวงระบาด ดัน สร้างอาสาพลเมืองดิจิทัล ตรวจสอบ-แก้ไขข่าวลวงรับผิดชอบสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ละระลอก มาพร้อมกับการระบาดของข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดข่าวลวงประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะแพร่กระจายในสื่อออนไลน์ทั่วโลก&amp;nbsp; สสส. เห็นความสำคัญของปัญหา ได้ร่วมจุดประกายความคิดให้เกิดนวัตกรรมโคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact) แพลตฟอร์มบนสื่อออนไลน์ที่เป็นพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านสุขภาพ ผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot) ไลน์ @cofact ซึ่งขณะนี้ครบรอบ 1 ปี มีพันธมิตรเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมทำงาน 39 องค์กร เกิดเป็นชุมชนโคแฟคที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้ามาตรวจสอบข่าวลวงร่วมกัน 136,668 คน แบ่งเป็น ผู้ใช้งานเว็บไซต์ 131,333 คน และผู้ใช้งานโปรแกรมแชทบอท 5,335 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ของการมีนวัตกรรมโคแฟค พบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดข่าวลวงในประเทศไทยเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1.การสื่อสารในแอปพลิเคชันไลน์ในรูปแบบห้องสนทนาวงปิด ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและป้องกันการแพร่ระบาด เช่น กลุ่มครอบครัว ที่ทำงาน มักมีความเกรงใจ ไม่กล้าเตือนว่าผิด 2.การมีอคติ เลือกแชร์ตามความเชื่อเพียงเพราะตรงกับทัศนคติของตัวเอง โดยไม่ได้ตรวจสอบที่มา ข้อเท็จจริง ทางออกของการแก้ไขปัญหาการระบาดของข่าวลวงที่ยั่งยืนคือ ผู้ใช้สื่อจำเป็นที่จะต้องมีวัฒนธรรมการเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองเบื้องต้น (Fact-checker) ไม่แชร์ข่าวที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นเท็จ พร้อมแจ้งข่าวลวงเข้าแพลตฟอร์มออนไลน์นวัตกรรมโคแฟค และเป็นผู้นำข้อความแก้ไขข่าวลวง (Corrector) ไปโพสต์ในห้องสนทนาที่พบการกระจายข่าวลวง ส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และทักษะพลเมืองที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งการสื่อสารในยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจผู้เข้าใช้งานนวัตกรรมโคแฟค เดือนเมษายน 2563 &amp;ndash; เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์โคแฟค 131,333 คน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 18-24 ปี 27.5% อายุ 25-34 ปี 33.5% อายุ 35-44 ปี 15.5% อายุ 45-54 ปี 12.5% อายุ 55-64 ปี 5.5% และอายุมากกว่า 65 ปี 5.5% มีส่วนร่วมแก้ไขข้อมูลและเผยแพร่ข้อเท็จจริงถึง 4,048 ครั้ง ขณะที่สถิติการเข้าชมข่าวอินโฟกราฟิก 5 ข่าวลวงวนซ้ำที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้แก่ 1.คลิปเสียงปลอมของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขอให้คนไทยล็อกดาวน์ตัวเอง 2.มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ 3.เลือดเป็นด่างทำให้โอกาสติดโควิด-19 น้อยลง 4.พัสดุไปรษณีย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 และ 5.ยืนตากแดดฆ่าโควิด-19 ในร่างกายได้ มีการเข้าถึง 133,016 ครั้ง และร่วมแสดงความคิดเห็น 21,868 ครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐต้องสนับสนุนระบบข้อมูลเปิดในการตรวจสอบได้ง่าย สื่อมวลชนมีบทบาทช่วยตรวจสอบข่าวลือข่าวลวงทันท่วงที ส่วนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือน ลบข่าว ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ และต้องสร้างการเรียนรู้ทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัลในหลักสูตรการเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้แทนทีมวิจัยนวัตกรรมโคแฟค กล่าวว่า ผลการสำรวจพบข่าวลวง 2 เรื่องใหม่ที่น่าห่วง คือ 1.ข่าวฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดโควิด-19 ได้ มาจากคลิปบิดเบือนบนยูทูบ ข่าวลวงนี้กระจายบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม โดยผู้เผยแพร่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการขายสินค้า เมื่อโคแฟคตรวจสอบข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พบว่าฟ้าทะลายโจรเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและนำไปรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา ได้ศึกษาวิจัยฟ้าทลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ในผู้ป่วยอาการไม่หนัก จำนวน 309 ราย พบว่า สามารถยับยั้งความรุนแรงของโควิด 19 ได้ แต่ยังไม่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และ 2.ข่าวแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ สามารถใช้เพื่อกู้เงินหรือยืมเงินสดได้ ข่าวลวงนี้ระบาดมาจากกลุ่มไลน์สนทนาแบบปิด โคแฟคได้ทำการตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงการคลัง พบว่า ไม่มีนโยบายให้สินเชื่อแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาปัญหาข่าวลวงและข่าวบิดเบือนอีกหลากหลายกรณีสามารถติดตามข้อมูลงาน &amp;ldquo;ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ&amp;rdquo; (De-coding Disinformation: Cofact Original Report and Recommendations) ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Cofact&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105148</URL_LINK>
                <HASHTAG>Collaborative Fact Checking : Cofact, Corrector, De-coding Disinformation: Cofact Original Report and Recommendations, Fact-checker, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ข่าวฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดโควิด-19, ข่าวลวงสุขภาพ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองเบื้องต้น, ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ, ทีมวิจัยนวัตกรรมโคแฟค, นวัตกรรมโคแฟค, นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์, นายชิตพงษ์ กิตตินราดร, รายงานครบรอบ 1 ปี, สร้างอาสาพลเมืองดิจิทัล, สสส., เว็บไซต์ cofact.org, โคแฟค, โคแฟค ประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8776c85252.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีไทยขานรับการประชุม สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.นำเสนอประเด็นประชากรโลก 41 ล้านคนสิ้นชีวิตด้วยโรค NCDs กว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากบริโภคผักผลไม้มากขึ้น ลดอ้วนได้ถึง 24% และลดเสี่ยงโรคมะเร็ง ผอ.ศูนย์พืชผักโลก ยกเคสเมืองไทย รถพุ่มพวงปันสุขขายผักผลไม้ถึงชุมชน สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล&amp;rdquo; พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤติ ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะ สู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รถพุ่มพวงปันสุขในเมืองไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการเข้าไปขายผักตามชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เวทีหารือสาธารณะ อิ่ม...ดี..มีสุข &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; วันพฤหัสฯ ที่ 13 พ.ค. ผ่านทางออนไลน์ระบบ Zoom ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัด ก.เกษตรฯ ผู้ประสานงานประเทศไทย UNFSS ผู้บรรยายและผู้ช่วยประสานงานหลักของประเทศไทย ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วย ผจก.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการ ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. อำนวย อรรถลังรอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตร ดร.เดลฟิน ลาลูส ผอ.ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Vegetable Center) (worldveg) ดร.โจดี ฮาร์ริส หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาหารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์พืชผักโลก (worldveg) ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จิราภา จอมไธสง ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและการจัดการการผลิตพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ในงานมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย มาริสา ฉิมประภา และอภิรดี ตรีรัตน์เกื้อกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์นำเสนอว่า 41 ล้านคนของประชากรโลกเสียชีวิตจากโรค NCDs (ข้อมูลจาก ก.สาธารณสุข และ WHO) จำนวน 4.72 ล้านคนของประชากรที่อ้วน ทุ่มเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ คือมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับค่าใช้จ่ายในการรักษา ประชากรโลกกว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากรับประทานผักผลไม้มากขึ้นจะลดอ้วนได้ถึง 24% และยังลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งบางชนิดด้วย WHO ระบุว่า แต่ละคนควรรับประทานผักอย่างน้อย 400 กรัม/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลงานปลูกผักจำนวน 470 หลุม เมื่อวันที่ 4-5 พ.ค. ต้นพันธุ์ 40 กก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากการสำรวจกลุ่มที่ขาดผักผลไม้วัย 6-9 ขวบ และกลุ่มวัยทำงาน 33-44 ปี โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว ผลกระทบจากความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาหลักคือมีเงินไม่เพียงพอซื้ออาหาร ได้รับผลกระทบด้านอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง 85.4% อาหารไม่พอรับประทานเพราะมีเงินไม่พอ 53.7% อาหารมีราคาแพงขึ้น 37.2% มีความยุ่งยากหรือยากลำบากในการออกไปซื้ออาหาร 35.6% กังวลว่าอาหารไม่สะอาดมีเชื้อโรค 26.8% รับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำซาก 26.0% ไม่สามารถหาอาหารบางประเภทรับประทานได้ 12.2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ร้อยละคนไทยที่กินผักเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์และประกาศให้ &amp;ldquo;ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย&amp;rdquo; บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จากต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561-2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัม/วัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวต่อว่า สสส.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤติ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบต้องเริ่มจาก &amp;ldquo;เมล็ดพันธุ์ผัก&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย &amp;ldquo;ผัก&amp;rdquo; ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผลิต..จนเป็น..ขยะ จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผัก ที่สำคัญคือ ความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทย องค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกร ในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คนที่ขาดพืชผักผลไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทำให้ชีวิตเสี่ยงตาย โอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง เจอปัญหามลพิษจากการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา ยิ่งสะสมให้เกิดโรค NCDs &amp;ldquo;ความสูญเสียอาหารทำให้ลดประสิทธิภาพลง นโยบายด้านอาหารตอบสนองพืชผักในปัจจุบัน จึงได้มีการหารือเพื่อกำหนดเรื่องผักเป็นวาระแห่งชาติ ศูนย์วิจัยพืชเศรษฐกิจโลกสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเพื่อผู้บริโภคได้รับพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาวะของทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีนยังได้ยกตัวอย่าง พร้อมนำเสนอเป็นภาพว่า ในเมืองไทยมีรถพุ่มพวงที่นำผักผลไม้สารพัดชนิดไปขายในแหล่งชุมชน แม้จะอยู่ห่างไกลในเมืองก็ได้บริโภคพืชผักผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;ช่วงโควิด ทั้งโลกอดอยากเพิ่มขึ้น รวม 820 ล้านคน&amp;rdquo;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอข้อมูลการพลิกโฉมระบบอาหารประเทศไทย อันโตรนิโอ กูแตร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านระบบอาหารโลก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 ระบบอาหารทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมีความเปราะบาง และเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศจะสร้างสมดุลใหม่ของโลก โดยการพลิกโฉมไปสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;สถานการณ์ปัจจุบันด้านความมั่นคงทางอาหาร ปี 2562 ประชากรโลกกว่า 690 ล้านคน อยู่ในภาวะอดอยาก (hunger)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกมากกว่า 3 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ (Healthy Diets)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนมีปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ปี 2563 มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารแย่ลง คนอดอยากทั่วประเทศและทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นอีก 132 ล้านคน รวมทั้งสิ้นกว่า 820 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;1 ใน 4 ของก๊าซเรือนกระจกมาจากระบบการผลิตอาหารทางการเกษตร 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตในโลกกลายเป็นขยะ อาหารเหลือทิ้งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 9 แสนล้าน USD/ปี (คิดเป็นเงินไทยกว่า 27 ล้านล้านบาท ประมาณ 2 เท่าของ GDP ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เป็นความท้าทายของภาคเกษตรไทย เมื่อผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายประเทศ มีลำดับภาพรวมการผลิตในภาคการเกษตรแซงหน้าประเทศไทยในทศวรรษล่าสุด กัมพูชา ลาว จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย (ข้อมูล ดร.วิษณุ อรรถวานิช อ้างอิงจาก USAD 2020) ขณะเดียวกันแรงงานไทยภาคเกษตรมีแนวโน้มออกนอกภาคเกษตรมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;เกษตรกรแปลงใหญ่ทำ MOU TESCO LOTUS แมคโคร BIG C&amp;rdquo;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จิราภา จอมไธสง กรมส่งเสริมการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอพื้นที่ปลูกผักในประเทศไทย 1.20-2.00 ล้านไร่ ผลผลิต 2-3 ล้านตัน พืชผักสำคัญกว่า 80 ชนิด แหล่งปลูกพืชผักกระจายทุกภูมิภาค อันดับ 1 คือ พริก มะเขือ 19.79% อันดับ 2 ข้าวโพด อันดับ 3 ถั่ว อันดับ 4 หอม กระเทียม อันดับ 5 กะหล่ำ อันดับ 6 แตง อันดับ 7 ขิง อันดับ 8 เห็ด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ตลาดภายในประเทศ มีการบริโภค 2 ล้านตัน/ปี ตลาดส่งออกมูลค่า 39,000 ล้านบาท ผักสดแช่เย็น แช่แข็ง ผักแห้งบดป่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มเกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินการบริหารจัดการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างเครือข่าย ใช้ตลาดนำการผลิต มีการสำรวจแปลงผักกว่า 200 แปลง บางแปลงยังไม่มีแผนการตลาดอย่างชัดเจน เกษตรกรรวมกลุ่มตลาดขายส่ง เกษตรกรแปลงใหญ่มีการเจรจาต่อรองทำ MOU วางแผนการผลิต แก้ไขปัญหาร่วมกับ TESCO LOTUS (เชื่อมโยงจุดกระจายสินค้าทุกภูมิภาคของ TESCO LOTUS ขอนแก่น สุราษฎร์ฯ พระนครศรีอยุธยา ลำพูน) แม็คโคร Big C.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104513</URL_LINK>
                <HASHTAG>NCDs, UNFSS, World Vegetable Center : WorldVeg, กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ, จิราภา จอมไธสง, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์, ดร.เดลฟิน ลาลูส, ดร.โจดี ฮาร์ริส, นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, บริโภคผักผลไม้, ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล, ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด, ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?, รถพุ่มพวงปันสุข, ลดอ้วน, ลดเสี่ยงโรคมะเร็ง, ศูนย์พืชผักโลก, ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, สสส., สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานเกษตรต่างประเทศ, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก, อาหารสุขภาวะ, อำนวย อรรถลังรอง, อิ่ม...ดี..มีสุข, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0dbe669f36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-สสย.-นิเทศฯ นิด้า เผยผลสำรวจเด็กไทยเริ่มท่องโลกออนไลน์ตั้งแต่ 2 ขวบ หนักสุดช่วงโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สสส.-สสย.-นิเทศฯ นิด้า เผยผลสำรวจเด็กไทยเริ่มท่องโลกออนไลน์ตั้งแต่ 2 ขวบ หนักสุดช่วงโควิด-19 เล่นอินเทอร์เน็ตนาน 8 ชม./วัน ห่วงรู้ไม่เท่าทัน-ขาดทักษะวิเคราะห์สร้างสรรค์-ถูกแกล้ง กระทบพัฒนาการระยะยาว ชง ศธ.-โรงเรียน-ผู้ปกครอง สร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อการเข้าถึงสื่อสุขภาวะ พัฒนาสู่พลเมืองเท่าทันสื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และจัดการประชุมเพื่อนำเสนอผลการวิจัย ภายใต้โครงการการศึกษาการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการเปิดการประชุมว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กคือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อการพนัน สื่อที่มีเนื้อหารุนแรง หยาบคาย และลามกอนาจาร ทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จึงควรปลูกฝังเด็กไทยรู้เท่าทันสื่อ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สู่การเป็น &amp;ldquo;พลเมืองดิจิทัล&amp;rdquo; เท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม และพัฒนาปัจจัยแวดล้อมทั้งพื้นที่สร้างสรรค์ ช่องทางสื่อ การสนับสนุนการจัดการความรู้ งานวิชาการ และการพัฒนานโยบาย เพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตสุขภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. ได้สานพลังร่วมกับ&amp;nbsp; สสย. และ คณะนิเทศศาสตร์ นิด้า ทำการสำรวจการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน และ 2.กลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1&amp;ndash;6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผลสำรวจพบว่า กลุ่มเด็กมัธยมมีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ที่น่าห่วงคือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง ขณะเดียวกันเนื้อหาสื่อยังมีช่องว่างในการพัฒนาเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้านบวกให้กับเด็กเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการสำรวจนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย จะนำไปพัฒนาระบบนิเวศสื่อ ผลิตสื่ออย่างมีความผิดชอบต่อเด็ก กระตุ้นให้เด็กไทยเกิดความฉลาดทางดิจิทัล สามารถใช้สื่อได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 3 ทักษะ คือ 1.ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารและการประสานความร่วมมือ 2.ทักษะด้านข้อมูล สื่อ และเทคโนโลยี คือ การรู้เท่าทันสื่อ และ 3.ทักษะชีวิตและการทำงาน ได้แก่ ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ รวมถึงริเริ่มและการกำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ตัวเองได้&amp;rdquo; ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ผลสำรวจการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต ยังพบว่า ผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ การขาดประสบการณ์ การอยู่ในวัยที่ใจร้อน การขาดสื่อคุณภาพดี พ่อแม่ผู้ปกครอง โรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่นสายตาสั้น สมาธิสั้น การควบคุมอารมณ์ อาการซึมเศร้า รวมไปถึงการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ยุบล กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว นิเทศฯ นิดา จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กไทย คือ 1.กระทรวงศึกษาธิการ ควรจัดทำค่ายเพื่อปลูกจิตสำนึกเยาวชน จัดทำสื่อเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.โรงเรียน ควรจัดทำแผนการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการเรียนการสอนของนักเรียน และ 3.ผู้ปกครอง ควรจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้มีการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ผลักดันให้เยาวชนเกิดความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ และก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพตนเองได้ หากทำได้สำเร็จ จะเป็นแนวทางที่จะเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยให้มีทักษะการเป็นผู้ใช้และสร้างสรรค์สื่อที่มีความรอบรู้ เท่าทัน และช่วยเสริมสร้างศักยภาพความรู้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นำไปสู่การเป็น &amp;lsquo;พลเมืองตื่นรู้และนักสื่อสารสุขภาวะ&amp;rsquo; ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อสุขภาวะให้สื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สื่อที่สร้างสรรค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102809</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cf87c9b888.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-สสย.-นิเทศฯ นิด้า เผยผลสำรวจเด็กไทยเริ่มท่องโลกออนไลน์ตั้งแต่ 2 ขวบ หนักสุดช่วงโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สสส.-สสย.-นิเทศฯ นิด้า เผยผลสำรวจเด็กไทยเริ่มท่องโลกออนไลน์ตั้งแต่ 2 ขวบ หนักสุดช่วงโควิด-19 เล่นอินเทอร์เน็ตนาน 8 ชม./วัน ห่วงรู้ไม่เท่าทัน-ขาดทักษะวิเคราะห์สร้างสรรค์-ถูกแกล้ง กระทบพัฒนาการระยะยาว ชง ศธ.-โรงเรียน-ผู้ปกครอง สร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อการเข้าถึงสื่อสุขภาวะ พัฒนาสู่พลเมืองเท่าทันสื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และจัดการประชุมเพื่อนำเสนอผลการวิจัย ภายใต้โครงการการศึกษาการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการเปิดการประชุมว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กคือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อการพนัน สื่อที่มีเนื้อหารุนแรง หยาบคาย และลามกอนาจาร ทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จึงควรปลูกฝังเด็กไทยรู้เท่าทันสื่อ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สู่การเป็น &amp;ldquo;พลเมืองดิจิทัล&amp;rdquo; เท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม และพัฒนาปัจจัยแวดล้อมทั้งพื้นที่สร้างสรรค์ ช่องทางสื่อ การสนับสนุนการจัดการความรู้ งานวิชาการ และการพัฒนานโยบาย เพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตสุขภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. ได้สานพลังร่วมกับ&amp;nbsp; สสย. และ คณะนิเทศศาสตร์ นิด้า ทำการสำรวจการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน และ 2.กลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1&amp;ndash;6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผลสำรวจพบว่า กลุ่มเด็กมัธยมมีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ที่น่าห่วงคือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง ขณะเดียวกันเนื้อหาสื่อยังมีช่องว่างในการพัฒนาเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้านบวกให้กับเด็กเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการสำรวจนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย จะนำไปพัฒนาระบบนิเวศสื่อ ผลิตสื่ออย่างมีความผิดชอบต่อเด็ก กระตุ้นให้เด็กไทยเกิดความฉลาดทางดิจิทัล สามารถใช้สื่อได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 3 ทักษะ คือ 1.ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารและการประสานความร่วมมือ 2.ทักษะด้านข้อมูล สื่อ และเทคโนโลยี คือ การรู้เท่าทันสื่อ และ 3.ทักษะชีวิตและการทำงาน ได้แก่ ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ รวมถึงริเริ่มและการกำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ตัวเองได้&amp;rdquo; ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ผลสำรวจการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต ยังพบว่า ผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ การขาดประสบการณ์ การอยู่ในวัยที่ใจร้อน การขาดสื่อคุณภาพดี พ่อแม่ผู้ปกครอง โรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่นสายตาสั้น สมาธิสั้น การควบคุมอารมณ์ อาการซึมเศร้า รวมไปถึงการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ยุบล กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว นิเทศฯ นิดา จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กไทย คือ 1.กระทรวงศึกษาธิการ ควรจัดทำค่ายเพื่อปลูกจิตสำนึกเยาวชน จัดทำสื่อเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.โรงเรียน ควรจัดทำแผนการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการเรียนการสอนของนักเรียน และ 3.ผู้ปกครอง ควรจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้มีการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ผลักดันให้เยาวชนเกิดความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ และก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพตนเองได้ หากทำได้สำเร็จ จะเป็นแนวทางที่จะเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยให้มีทักษะการเป็นผู้ใช้และสร้างสรรค์สื่อที่มีความรอบรู้ เท่าทัน และช่วยเสริมสร้างศักยภาพความรู้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นำไปสู่การเป็น &amp;lsquo;พลเมืองตื่นรู้และนักสื่อสารสุขภาวะ&amp;rsquo; ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อสุขภาวะให้สื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สื่อที่สร้างสรรค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102808</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cf87c9b888.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
