<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนมองศึกซักฟอก เป็นเกมต่อรองอำนาจ หนุนปรับครม. เอาคนไม่มีผลงานออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ศึกอภิปรายฯ ในสายตาประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,146 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 5 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.8 เข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุ อภิปรายเรื่องเดิม ๆ ที่รู้อยู่แล้ว ใช้คำพูดเสียดสี หยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อประชาชนและประเทศชาติ ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 ระบุ หลังได้ข้อมูลชี้แจงจากรัฐบาลทำให้เข้าใจและเชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงเรื่องการเมืองในบรรยากาศศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 98.9 ระบุ พรรคร่วมรัฐบาลบางคนบางกลุ่มต้องการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง รองลงมาคือ ร้อยละ 98.3 ระบุ คนในฝ่ายรัฐบาลไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อรองราคา และสมประโยชน์กัน ร้อยละ 98.2 ระบุ ส.ส.กลุ่มการเมืองใหม่ อภิปรายได้ดี มีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำหยาบคาย เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 ระบุนำแนวทางสร้างสรรค์ จาก ส.ส. กลุ่มการเมืองใหม่ไปเร่งแก้วิกฤต ผลิกฟื้นเศรษฐกิจ สะสางปัญหาปากท้องของประชาชนและวิกฤตโควิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 98.3 ระบุ ปฏิรูประบบราชการ ไม่เอารัฐราชการแบบเก่า ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ร้อยละ 97.7 ระบุ บริหารจัดการวัคซีน จัดหาและกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 96.9 ระบุ ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ ทำให้คนรับรู้ข้อมูลถูกต้อง รวดเร็วมากขึ้น และร้อยละ 95.4 ระบุ หวังในการเปิดประเทศ ฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นการเร่งด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 เห็นด้วยต่อการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะต้องการให้ปรับคนไม่มีผลงาน ทำงานไม่ดี ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่โปร่งใสและมีปัญหาภาพลักษณ์ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาของประชาชน เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 11.2 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 6.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ ปรับไปก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ และอื่น ๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาลมากขึ้นและยังเชื่อมั่นการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ขณะที่ส่วนใหญ่เช่นกันต้องการให้รัฐบาลนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปปรับปรุงการทำงาน ตอบสนองประชาชนในการแก้ปัญหาโควิดให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เชื่อมโยงระบบการกระจายวัคซีนและดูแลเข้าถึงประชาชนให้ทั่วถึงด้วยความรวดเร็วฉับไว และเร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจฐานราก ปลดล็อกทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณายิ่ง คือ ส่วนใหญ่ต้องการให้เร่งปฏิรูประบบราชการโดยผลสำรวจก่อนหน้านี้พบด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนหัวหน้าส่วนราชการทุกระดับที่ไม่ตอบสนองประชาชนในการปรับย้ายใหญ่ปลายปีและไม่ต้องการให้รัฐบาลบริหารงานแบบรัฐราชการ ที่ไม่สามารถตอบสนองประชาชนในภาวะวิกฤตทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาล เพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชนมากขึ้นเหมือนที่ให้ข้อมูลกับสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เบื่อหน่ายและไม่พอใจต่อการอภิปรายในสภาฯ ของ ส.ส.บางคนที่ไม่สร้างสรรค์ รับไม่ได้กับกลุ่มการเมืองเก่าที่มีพฤติกรรมใส่ร้าย ด่าทอ หยาบคายและให้ข้อมูลเท็จ เพื่อหวังผลสร้างความเกลียดชัง นำมาซึ่งความเสื่อมถอยของสภาผู้ทรงเกียรติ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งภายในพรรค รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านแม้เป็นเรื่องปกติ แต่รับไม่ได้กับการต่อรองที่ติดยึดกับอำนาจผลประโยชน์เฉพาะตนและพวกพ้องโดยไม่เห็นหัวประชาชน ถ้าไม่สยบจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ได้ มันอาจจะพังกันทั้งประเทศเพราะเนื้อร้ายหรือหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่ถูกปล่อยไว้ให้กัดกร่อนรัฐบาลและอาจจะลุกลามไปยังเสาหลักของชาติอื่น ๆ ได้&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115645</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ศึกอภิปรายฯ ในสายตาประชาชน, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_613439d6c096a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจประชาชนอยากเห็นนักการเมืองเสียสละเงินเดือนช่วยประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง มาตรการปิดพื้นที่ควบคุมโรคที่ประชาชนต้องการ &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพในกรุงเทพมหานครโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,068 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 4 กรกฎาคม 2564 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.1 ระบุปิดเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด กำหนดมาตรการควบคุมและกิจกรรมเฉพาะพื้นที่นั้น &amp;nbsp;รองลงมาคือร้อยละ 32.6 ระบุปิดทั้งจังหวัดและหยุดทุกกิจกรรม เพื่อควบคุมโรค โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล ในขณะที่ ร้อยละ 3.2 ระบุ ต้องการให้ใช้มาตรการเดิมที่ผ่านมา ก่อนปิดแคมป์คนงาน และร้อยละ 1.1 ระบุอื่น ๆ เช่น ไม่มีความเห็น ไม่ทราบ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงมาตรการในการปิด-เปิดประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 ระบุปิดเฉพาะพื้นที่ที่แพร่ระบาด ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ รองลงมาคือ ร้อยละ 91.3 ระบุ ปิดเฉพาะพื้นที่ที่แพร่ระบาด ทำให้ประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ ทำมาหากินต่อไปได้ ร้อยละ 89.2 ระบุ ปิดเฉพาะพื้นที่ที่แพร่ระบาด ลดความเสี่ยงการกระจายเชื้อในพื้นที่อื่น ร้อยละ 88.0 ระบุ ปิดเฉพาะพื้นที่ ช่วยลดความเหน็ดเหนื่อยของบุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 82.6 ระบุ เปิดพื้นที่นำร่องที่มีความพร้อม เช่น ภูเก็ต และพื้นที่อื่นที่พร้อม คู่ควบคุมโรคเข้ม กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในและนอกพื้นที่ และร้อยละ 78.2 ระบุ เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ คู่ควบคุมโรคเข้ม กระตุ้นรายได้เงินในกระเป๋าของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.8 เห็นด้วยต่อมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนผู้รับจ้างรูปแบบการค้า หมวดอาหารและอื่น ๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น เช่น แกร็บ ไลน์แมน ฟู้ดแพนด้า เคอรี่ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 9.2 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.3 เห็นด้วยต่อมาตรการลดปัญหาเตียงผู้ป่วยไม่พอ ให้ผู้ป่วยระยะแรกรักษาตัวที่บ้านพร้อมสนับสนุนเงินรายวันต่อหัว ยา อาหารและอื่น ๆ ให้ ในขณะที่ร้อยละ 36.7 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ร้อยละ 98.5 ต้องการให้ ส.ส.และ ส.ว. และนักการเมืองทุกระดับ เสนอการเสียสละเงินเดือนและค่าตอบแทนช่วยประชาชนเดือดร้อนจากโควิดจนกว่าโควิด-19 จะหมดไป &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 กังวลนักการเมืองฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ทางการเมืองบนความทุกข์ของประชาชน และร้อยละ 96.6 กังวลนักการเมืองปลุกปั่นอารมณ์ของประชาชนให้เกลียดชังกัน บิดเบือนทำลายกัน ไม่ช่วยเหลือกันแก้ปัญหาบ้านเมืองยามวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการควบคุมโรค ด้วยการปิดเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง โดยกำหนดคุมเข้มมาตรการและกิจกรรมเฉพาะกลุ่มและพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ สามารถใช้ชีวิตทำมาหากินต่อไป และเศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้และเห็นด้วยกับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวนำร่องควบคู่ไปกับมาตรการการควบคุมโรคเข้มข้นต่อเนื่องจริงจัง ระหว่างการรอวัคซีน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจลูกโซ่การท่องเที่ยวซึ่งจะสามารถกระจายรายได้ลงถึงประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ และช่วยจัดเก็บภาษีจากรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนระดับฐานรากที่รับจ้างในรูปแบบการค้าภายใต้วิถีใหม่ (New Normal) ที่รัฐเข้าไปช่วยเสริมและสนับสนุน ธุรกิจหมวดอาหาร การขนส่งและอื่น ๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น เช่น แกร๊บ ไลน์แมน ฟู้ดแพนด้า เคอรี่ เป็นต้น รองรับสถานการณ์โควิดที่ต้องอยู่กับเราไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่น่าสนใจคือ ประชาชนเกือบร้อยละร้อย ต้องการให้ ส.ส.ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ส.ว. และนักการเมืองทุกระดับเสนอเสียสละเงินเดือนและค่าตอบแทนช่วยเหลือลดความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนจนกว่าวิกฤตโควิด-19 จะหมดไป ทั้งยังกังวลกับความไม่จริงใจของนักการเมืองหิวแสงที่พยายามใช้ทุกสถานการณ์แสวงประโยชน์ ปลุกปั่นอารมณ์ของประชาชน ด้วยข้อมูลบิดเบือน ไม่ครบถ้วน สร้างความเกลียดชังและทำลายกันในหมู่คนไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก ในทุกยามสถานการณ์ แม้ยามบ้านเมืองวิกฤต ประชาชนเดือดร้อนทุกข์ยาก&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108554</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ปิดพื้นที่ควบคุมโรค ที่ประชาชนต้องการ, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e144642011e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทึ่ง! &#039;ซูเปอร์โพล&#039; ชี้คนสูงอายุเชื่อมั่นวัคซีนมากกว่าวัยรุ่น พบข่าวปลอมเป็นอุปสรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วัคซีน กับ ความต้องการของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,268 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 9 &amp;ndash; 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.5 ระบุจำเป็นและต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดระดับค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 23.3 ระบุปานกลาง และร้อยละ 9.2 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ คนสูงอายุส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติที่ดีต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดมากกว่า คนอายุน้อย โดยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.5 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไปและร้อยละ 64.4 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปีและร้อยละ 48.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปี เชื่อมั่นวางใจบุคลากรแพทย์ในชุมชนที่เป็น อสม. มาช่วยเรื่องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 78.6 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.0 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีเชื่อมั่นวางใจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/สถานพยาบาลใกล้ชุมชน มาฉีดวัคซีนโควิดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 70.3 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 66.4 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีเชื่อว่าถ้าได้รับวัคซีนโควิดจะช่วยลดอาการหนักเป็นเบา ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 69.3 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.8 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีกลัวตายเพราะโควิดมากกว่า กลัวตายเพราะฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.0 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 76.6 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 71.6 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีรู้ว่าถ้าฉีดวัคซีนโควิด ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.3 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 74.8 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 66.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีวิกฤตชาติโควิดครั้งนี้จะแก้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.3 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 75.8 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 63.7 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีคนที่ติดโควิดมีโอกาสตาย มากกว่า คนที่ฉีดวัคซีนตาย ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 77.0 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีคนที่ติดโควิดจะทรมาน มากกว่า การฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.2 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 76.9 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 69.4 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีระบุการฉีดวัคซีนจะช่วยทำให้เราเปิดประเทศได้เร็วขึ้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตปกติจะกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการฉีดวัคซีนของคนไทย พบว่า การสร้างข่าวปลอม ข่าวเท็จ เฟกนิวส์ สร้างความกลัวในคนที่ไม่รู้จริง ร้อยละ 93.2 รองลงมาคือ การปล่อยข้อมูลผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนที่ไม่เป็นจริง ร้อยละ 93.1 การปล่อยข้อมูลทำให้คนรอยี่ห้อวัคซีน ร้อยละ 91.0 และ การใช้ประเด็นวัคซีนการเมืองปั่นกระแสสร้างความสับสนในหมู่ประชาชน ร้อยละ 90.8 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ได้ชัดเจนอย่างน่าทึ่งว่า คนสูงอายุส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติที่ดีต่อการฉีดวัคซีนสูงกว่าคนอายุน้อย แต่ปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ได้สร้างความสับสนและความกลัวต่อการฉีดวัคซีน ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าฉีดวัคซีนและต้องการวัคซีนที่ดีที่สุด ผลที่ตามมาคือ การเผยแพร่บอกต่อข้อมูลข่าวสารในทางลบต่อวัคซีน ได้ลดทอนความเชื่อมั่น ทำให้ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงและทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศโดยรวม การได้รับวัคซีนของประชาชนจำนวนมากที่มีผลต่อการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะเป็นทางออกให้เราสามารถเปิดและฟื้นประเทศได้เร็วขึ้น เพื่อให้เราทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติและลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทุกคนในครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ที่น่าห่วงคือคนประมาณร้อยละ 10 อาจจะกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อตัวเองและผู้อื่น &amp;nbsp;เพราะเห็นถึงความจำเป็นของวัคซีนน้อยถึงไม่เห็นความจำเป็นเลย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของคนที่ตอบแบบสอบถามความคิดเห็นความต้องการความเชื่อมั่นวางใจของประชาชนต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดออกมาสอดคล้องตรงกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แก้วิกฤตโควิดของประเทศอย่างลงตัว ในทุกกลุ่มช่วงอายุเพราะเกินกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไปที่ระบุความต้องการจำเป็นในการฉีดวัคซีนและยังตระหนักถึงความสำคัญของวัคซีนว่าจะช่วยแก้วิกฤตชาติได้ ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุบ้างแต่สัดส่วนของคนที่เห็นถึงความจำเป็นต้องฉีดและต้องการเป็นไปตามเป้าหมายของการรณรงค์ฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่ประเด็นท้าทายอยู่ที่การบริหารจัดการวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะยังไม่สามารถตอบสนองปริมาณและความต้องการของประชาชนที่ต้องการจะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดซึ่งมีจำนวนมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การนำประเด็นวัคซีนมาเล่นการเมือง ทั้งการสร้างความสับสนหวาดระแวงโกรธเกลียดกัน การสร้างความนิยมชมชอบกัน หรือเอาชนะคะคานกันทางการเมืองไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศ จนประชาชนสับสนข้อมูล ต้องการสิ่งที่ดีกว่าจนเกิดเป็นวัคซีนทางเลือกในอนาคตที่ยังเลือนลาง อาจไม่ทันกับเวลาที่ทำให้เราต้องสูญเสียโอกาส ตามมาด้วยการสูญเสียคนที่เรารักและแม้กระทั่งตัวเองอย่างเดียวดายในภาวะโรคระบาดร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้น &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจน ความเข้าใจและเชื่อมั่นให้มากขึ้น เพื่อให้ &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; ได้ทำหน้าที่ของ มันเพื่อปกป้องเราทุกคน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103010</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข่าวปลอมโควิด, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, วัคซีนโควิด, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609fa5ca1fe36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.นำโด่งกระทรวงในใจดูแลประชาชนด้าน&#039;สตช.&#039;ภาพลักษณ์แย่ถูกมองต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จัดอันดับ กระทรวง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 3,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 - 27 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ต้องการเห็น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวดเร็วฉับไว ทำงานเห็นผลงานแก้ปัญหาของประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ ในขณะที่ร้อยละ 93.5 ต้องการให้ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไม่ตื่นตัวทำงานตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชน
ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ตอนนี้ ยืนยันได้ว่า ประหยัดจนไม่รู้ประหยัดตรงไหนอีกแล้ว อดอยากไม่รู้ว่าจะอดอยากไปอีกนานแค่ไหน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุ ทุกวันนี้ พบว่า เจ้าสัวรวยแล้วรวยอีก คนจนจนแล้วจนลง เพราะคนจนถูกปิดทางเลือกไม่มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก ช่วงวิกฤตและคนกำลังตกงาน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.3 ระบุ บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ กำลังเอาเปรียบประชาชนช่วงวิกฤต ประชาชนจำทนต้องซื้อสินค้าราคาสูง เกินความสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.5 อดทน อดกลั้นไม่ยอมพากันลงถนน เพราะกลัวซ้ำเติมวิกฤตของประเทศและความเดือดร้อนของผู้อื่น และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.6 ระบุ วันนี้ ฉันเป็นทุกข์ ฉันกำลังเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ผลการจัดอันดับกระทรวงตื่นตัว เป็นตัวช่วยดูแลประชาชนได้มากที่สุด อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 45.4 ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มีผลงานเด่น รวดเร็วฉับไวป้องกันและแก้ไขวิกฤตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ดูแลรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อ การได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนฟรีครอบคลุมทั่วประเทศ อันดับสองหรือร้อยละ 21.7 ได้แก่ กระทรวงการคลัง บางส่วนราชการ เช่น ธนาคารกรุงไทย ช่วยเหลือเยียวยา เอาใจใส่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย อันดับสามหรือร้อยละ 7.7 ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ทหารช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พิบัติต่าง ๆ รับซื้อสินค้าเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูกใกล้ค่ายทหาร ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกักกันตัวควบคุมโรค โรงพยาบาลสนาม การจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่แพร่ระบาดโควิดและช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อันดับสี่หรือร้อยละ 7.4 ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าราคาถูก อันดับห้าหรือร้อยละ 6.2 ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยียวยากลุ่มเกษตรกรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะที่ ร้อยละ 11.6 ระบุอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลการจัดอันดับ หน่วยงานรัฐ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต ความเดือดร้อนทุกข์ของประชาชนเมื่อตอบได้หลายหน่วยงาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.0 ระบุ ตำรวจท้องที่ ตำรวจอำเภอต่าง ๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปล่อยปละละเลย แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน ต้นตอแพร่ระบาดโควิด) รองลงมา เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน คือ ร้อยละ 72.1 ระบุ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เกี่ยวข้องขบวนการขนแรงงานเถื่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสามหรือร้อยละ 70.2 ระบุ ข้าราชการ กระทรวงแรงงาน (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน กระจายในสถานประกอบการ) อันดับสี่หรือร้อยละ 69.8 ระบุ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (ปัญหาดั้งเดิมอันยาวนาน เรื่องผลประโยชน์ พิธีการศุลกากร) และอันดับห้าหรือร้อยละ 68.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน และบทบาทช่วยเหลือดูแลปัญหาเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่มีผลงานประจักษ์โดดเด่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การทำโพลชี้ให้เห็นว่า ประชาชน ต่างเดือดร้อนและได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั่วหน้า ผลการจัดอันดับกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชนช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่ผ่านมา &amp;nbsp; โดยเฉพาะ รัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายเข้ม รอบคอบและชัดเจน รวดเร็วพอที่จะตอบสนอง ครอบคลุมในทุกมิติและกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องลงดาบข้าราชการเกียร์ว่างทุกระดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;3 ประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนราชการ ถือเป็นที่พึ่งยามทุกข์ยากของประชาชนช่วงวิกฤตโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ หากไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับ จึงจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนและลงพื้นที่ตอบสนองแก้ไขภัยคุกคามชีวิตปกติสุขและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้รวดเร็วฉับไว เพื่อจบปัญหาเดือดร้อนของประชาชนระดับพื้นที่ให้ได้ &amp;nbsp;โดยต้องมีข้อมูลและจัดทีมบูรณาการ ลงแก้ปัญหา กระจายเข้าชุมชนต่างๆ ทำให้ประชาชนฟื้นตัวและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยเฉพาะภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกลุ่มสตาร์ทอัพ (Start Up) &amp;nbsp;โดยดึงสถาบันการศึกษาท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ภาคเอกชน บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจนักลงทุนที่ถูกมองว่าเอาเปรียบประชาชนที่ผ่านมา ควรใช้โอกาสนี้ แสดงความจริงใจ รวมตัวกันจัดมหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ปลดทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ยอมตัดเฉือนกำไรและถอยมาใส่ใจทำเพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและสังคมส่วนรวมให้มากขึ้น เพราะธุรกิจอยู่ได้ด้วยประชาชนผู้บริโภค เมื่อทุกคนเจอวิกฤตโควิด-19 จึงจำเป็นต้องขอให้บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต่างๆ เข้ามารองรับช่วยพยุงสังคมและประชาชนให้อยู่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม ภาคประชาชน ที่ต้องไม่รอความช่วยเหลือเป็นลูกนก จึงเป็นความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องตื่นตัว เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเพื่อความอยู่รอด ด้วยความรัก ความเข้าใจกันและพึ่งพากัน มุ่งร่วมกันการพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย &amp;nbsp;เพื่อความอยู่รอด ฟื้นตัวและเข้มแข็งไปด้วยกัน &amp;nbsp;จำเป็นต้องรู้รักสามัคคี ช่วยเหลือกันและกัน หยุดต้นตอของการยุยง สร้างความแตกแยกของคนในชาติ การพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย อันเป็นต้นตอความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ที่ทำให้เกิดการสูญเสียและเสียหาย ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จนโอกาสการฟื้นตัวของประเทศที่กำลังสั่งสมภาพบวก กลายเป็นวิกฤต เหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนที่ร่วมกัดฟันต่อสู้ฝ่าปัญหาต่างๆมาด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97509</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, จัดอันดับ กระทรวง, ดร.นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_605ffe2f08878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนทะลุ 90 % จี้ใช้กฎหมายทุกมาตรา จัดการม็อบ 3 นิ้วและนักการเมือง นักวิชาการที่ยุยงปลุกปั่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เปิดประเทศ พ้นวิกฤต กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,600 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17 - 20 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.3 เชื่อว่า เปิดประเทศ พ้นวิกฤต เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว และห่วงโซ่ธุรกิจอื่น ๆ ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 ระบุ ประเทศไทยเปิดประเทศได้ เพราะมีวัคซีนแล้ว และเป็นหน้าที่ของทุกคน คนไทยอยู่กับโควิดให้เป็น บุคลากรการแพทย์ไทยเก่งเครื่องมือทันสมัยติดโควิดก็รักษาได้ แต่ต้องไม่ประมาท การ์ดไม่ตก ในขณะที่ร้อยละ 88.5 มั่นใจว่า เปิดประเทศแล้ว รัฐบาลและประชาชนช่วยกันทำเศรษฐกิจฐานราก เดินหน้าต่อได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.4 มีความสุข มีความหวัง ที่รัฐบาลจะเปิดประเทศ ช่วงโควิด กระตุ้นเศรษฐกิจ คนต้องการทำมาหากิน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.3 ทุกข์ใจ และต้องการให้ใช้กฎหมายทุกมาตรา จัดการพวกม็อบ พวกท่อน้ำเลี้ยงและนักการเมือง นักวิชาการบางคนยุยงปลุกปั่น ม็อบละเมิดกฎหมาย ก้าวล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ เผาบ้านตนเอง ชักศึกเข้าบ้าน ทำลายภาษีของประชาชน แกนนำม็อบละเมิดศาล ม็อบละเมิดผู้อื่น คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ทำลายชาติบ้านเมืองของตนเองด้วยการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงบานปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.1 ต้องการเห็น รัฐบาลต่างชาติ หนุนประเทศไทยเปิดประเทศช่วงโควิด กระตุ้นเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลต่างชาติอย่าหนุนม็อบทำลายสถาบันหลักของชาติ สร้างความแตกแยกของคนไทยในชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 89.6 ระบุ รัฐบาลต่างชาติ ควรหนุนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั่วโลกอย่างปลอดภัย ปลอดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.5 ต้องการค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมาตรการใหม่ ๆ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) ล่วงหน้ารองรับการเปิดประเทศ ในขณะที่ ร้อยละ 22.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ต้องการค่อนข้างน้อย ถึง ไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า &amp;ldquo;พวกเราต้องทำหน้าที่&amp;rdquo; เปิดประเทศ พ้นวิกฤต เพิ่มเงินในกระเป๋าของคนไทยถ้วนหน้า ดึงรัฐบาลต่างชาติมาเสริมสร้างการเปิดประเทศอย่างปลอดภัยสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาติ โดยชี้ให้ตรงจุดไปว่า ขอรัฐบาลต่างชาติอย่าร่วมมือกับนักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจคนไทยบางคนที่พบปะกันบ่อย ๆ วางแผนหนุนหลังม็อบ 3 นิ้ว ที่เห็นกันชัดเจนว่า แกนนำม็อบ 3 นิ้วและนักการเมือง นักธุรกิจ และนักวิชาการบางคน ก้าวล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ ละเมิดศาล ฝ่าฝืนกฎหมาย เผาทำลายเงินภาษีของประชาชน เบียดเบียนคุกคามผู้อื่น นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนไทยในชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เปิดประเทศ พ้นวิกฤต จะเป็นจริงได้ เมื่อคนไทยทุกคนทำหน้าที่ พลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบ ไม่ชักศึกเข้าบ้าน ไม่เผาชาติบ้านเมืองของตนเอง และรัฐบาลออกมาตรการใหม่ ๆ หนุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อมรองรับการเปิดประเทศจะช่วยทำความสุข ความหวังของประชาชนเป็นจริงขึ้นมาได้ เมื่อประชาชนทุกกลุ่มมีความสุข สมหวังที่ตั้งเป้าไว้ ผลที่ตามมาคือ ม็อบต่าง ๆ จะจุดติดได้ยาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96741</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, ม็อบ, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056a8d51110c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนต้องการ&#039;กสทช.&#039;ชุดใหม่ที่มีคุณสมบัติซื่อสัตย์ สุจริต มีประสบการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง สรรหา คน กสทช. กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,769 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 6 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถาม การรับรู้ข่าวเกี่ยวกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.4 รับรู้ข่าวเกี่ยวกับ กสทช. ระดับค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด รองลงมาคือ ร้อยละ 19.6 รับรู้ปานกลาง และร้อยละ 15.0 รับรู้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.1 ต้องการคณะกรรมการที่ซื่อสัตย์ สุจริต มีประสบการณ์ ปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น มาดูแล กสทช. ในขณะที่ร้อยละ 1.9 ไม่ต้องการ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 ต้องการให้มีการจัดระเบียบภารกิจของ กสทช. ด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ อำนายความสะดวก สนับสนุน ไม่ใช่เป็นอุปสรรคขัดขวางการประกอบกิจการ แต่ต้องโปร่งใส ปลอดทุจริตและรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด ในขณะที่ ร้อยละ 2.6 ไม่ต้องการ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.5 เชื่อว่า มีขบวนการ เสียผลประโยชน์ ต้องการ ล้มกระบวนการสรรหา คน กสทช. ในขณะที่ ร้อยละ 2.5 ไม่เชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจ คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.3 เชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะสามารถคัดเลือกคณะกรรมการที่เป็น คนดี ไม่มีประวัติด่างพร้อย มือสะอาด เชี่ยวชาญปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ดูแลปกป้องผลประโยชน์ชาติใน กสทช. ในขณะที่ ร้อยละ 3.7 ไม่เชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า &amp;ldquo;กสทช. ที่ประชาชนต้องการ&amp;rdquo; คือ ผลจากการ สรรหา คน กสทช. จะได้คนที่ซื่อสัตย์ สุจริต มือสะอาด ไม่ด่างพร้อย มีประสบการณ์ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น มาปกป้องดูแล ผลประโยชน์ชาติไม่ยอมให้ขบวนการใด ๆ มาแทรกแซง ล้มกระบวนการสรรหาในวุฒิสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะสามารถหาคนดีขึ้นกำกับดูแลจัดระเบียบ กสทช. ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงว่าขบวนการจ้องล้มกระบวนการสรรหาจะใช้ผลประโยชน์เป็นตัวล่อ ทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ วุฒิสภา ดังนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำเป็นต้องหันมาให้ความสนใจกระบวนการสรรหาและปรามขบวนการจ้องล้มให้หยุดความเคลื่อนไหวเพราะขบวนการจ้องล้มอาจจะแอบอ้างหาผลประโยชน์ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ กระทบในทางลบ สร้างความเสียหาย กระเทือนทำลายภาพลักษณ์ของผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมได้เช่นกัน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92250</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ดร.นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210207/image_big_601f723075128.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยปชช.มีความสุขค่อนข้างมากหลังความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ธ.ค.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุขของราษฎร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,406 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 11 &amp;ndash; 17 ธันวาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 87.6 มีความสุขค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงเริ่ม คลี่คลาย ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.6 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน มีความสุขค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงเริ่มคลี่คลาย เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 89.6 และส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรเยาวชนหรือร้อยละ 79.1 ระบุ เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน จงรักภักดีต่อ สถาบันหลักของชาติ เป็นเหตุแห่งปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข ในขณะที่ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 88.3 และส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรเยาวชนหรือร้อยละ 87.5 ระบุ คนในครอบครัว รักกัน แม้เห็นต่างกัน วัยต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 84.5 และกลุ่มราษฎรเยาวชนร้อยละ 89.5 ระบุ นโยบายของรัฐบาล เช่น คนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และ เราเที่ยวด้วยกันเป็นเหตุปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 84.4 และร้อยละ 78.0 ของกลุ่มราษฎรเยาวชนระบุ อาชีพ หน้าที่การงาน เป็นเหตุปัจจัยทำราษฎรมีความสุข ในขณะที่ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 77.0 และร้อยละ 67.3 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน ระบุ การเงิน เงินในกระเป๋า เป็นเหตุปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไป หรือร้อยละ 96.0 และร้อยละ 93.2 ของกลุ่มราษฎรเยาวชนตั้งใจจะทำบุญทำทาน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.5 ของกลุ่มราษฎรทั่วไปและร้อยละ 92.8 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน ตั้งใจจะขออโหสิกรรม ให้อภัยทาน ผู้ที่ล่วงละเมิด เบียดเบียน ใส่ร้ายกัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ในช่วงปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มราษฎรมีความสุขเพราะเห็นคนไทยส่วนใหญ่แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความสุขเพราะคนในครอบครัวยังรักกันแม้เห็นต่างในกลุ่มคนที่ต่างวัยกัน และนโยบายรัฐบาลช่วงนี้ตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชนหลายตัวเช่น โครงการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และการท่องเที่ยวช่วงปลายปี โดยผลโพลครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า คนไทยส่วนใหญ่ตั้งใจจะขออโหสิกรรมและให้อภัยทานจากการที่เคยเบียดเบียน คุกคาม และใส่ร้ายกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า ความตั้งใจปฏิบัติธรรมช่วงปลายปีของราษฎรคนไทยน่าจะเป็นหลักสำคัญที่ทุกคนในชาติจะทำให้สถานการณ์แห่งความขัดแย้งคลี่คลายไม่เกิดการสูญเสียและทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้แม้คนในชาติจะยังกังวลต่อการปล่อยปละละเลยของส่วนราชการต่าง ๆ และประชาชนบางกลุ่มที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาโควิดปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความขัดแย้งรอบใหม่ ดังนั้น สิ่งที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มราษฎรจะสุขหรือทุกข์ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่ที่ ชุดความคิดและ &amp;rdquo;จิต&amp;rdquo; ของกลุ่มราษฎรที่ถูกใส่เข้าไปในการรับรู้และการปรุงแต่งหรือปล่อยวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87210</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความขัดแย้งทางการเมือง, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc19fce6f1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
