<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพนดอร่าเปเปอร์ : ด้านมืดของระบบทุนนิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สองอาทิตย์ก่อนมีข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลกเกี่ยวกับฐานข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในพื้นที่พิเศษเสียภาษีต่ำ หรือ TAX haven ซึ่งเป็นข้อมูลลับที่หลุดออกมาเกือบ 12 ล้านชิ้น ทำให้ทราบว่าใครบ้างที่เป็นเจ้าของบริษัทเหล่านี้ และบริษัทเหล่านี้เอาเงินที่มีไปทำอะไร เป็นข้อมูลลับที่ถูกนำมาตีแผ่โดยวงการสื่อเรียกข้อมูลชุดนี้ว่า &amp;quot;แพนดอร่าเปเปอร์&amp;quot; (Pandora Papers) คล้ายกับข้อมูลปานามาเปเปอร์ที่หลุดออกมาเมื่อห้าปีก่อน แต่ใหญ่กว่ามาก วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ให้เข้าใจว่าแพนดอร่าเปเปอร์คืออะไร เข้าใจผลกระทบที่มีต่อประเทศและประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิธีการแก้ไขที่ควรร่วมกันผลักดัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แพนดอร่าเปเปอร์เป็นข้อมูลลับ 12 ล้านชิ้นที่หลุดออกมาจากบริษัท 14 แห่งที่บริหารดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จดทะเบียนในพื้นที่พิเศษที่เก็บภาษีต่ำ หรือที่เรียกว่า บริษัทนอกอาณาเขต ซึ่งล่าสุดพื้นที่พิเศษเหล่านี้มีกว่า 70 แห่งทั่วโลก โดยอาจเป็นเกาะหรือเป็นประเทศก็ได้ เราจึงได้ยินชื่ออย่าง British Virgin Islands,Cayman Islands,Switzerland และ Singapore เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งที่พื้นที่พิเศษเหล่านี้ให้กับบริษัทที่ไปจดทะเบียนจัดตั้งมีสองเรื่อง หนึ่ง อัตราภาษีที่ต่ำมากเทียบกับอัตราภาษีนิติบุคคลปรกติในประเทศทั่วไปที่เฉลี่ยประมาณ 22.5 เปอร์เซ็นต์ สอง ปกปิดชื่อผู้เป็นเจ้าของบริษัทเป็นความลับ คือ ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของบริษัท ข้อมูลแพนดอร่าเปเปอร์ที่หลุดออกมาคราวนี้ ปรากฎว่าเป็นข้อมูลลับของ 29,000 บริษัทนอกอาณาเขตที่บริษัท 14 แห่งนี้เป็นผู้ดูแลข้อมูล&amp;nbsp; ทำให้รู้ทั้งชื่อเจ้าของตัวจริง ธุรกรรมที่ทำและสินทรัพย์ที่มี สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้ที่มาจดทะเบียนหรือตั้งบริษัทนอกอาณาเขตจะมีสองประเภท หนึ่ง บริษัท สอง บุคคลธรรมดา สำหรับบริษัทเป้าหมายของการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตก็เพื่อเลี่ยงภาษี คือ ต้องการลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย โดยทำให้กำไรที่เกิดจากการทำธุรกิจปรกติถูกโอน หรือ Shift ให้เป็นกำไรของบริษัทนอกอาณาเขตที่ตั้งขึ้นเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก บริษัทจึงสามารถประหยัดรายจ่ายจากภาษีได้มากในแต่ละปี องค์กร OXFAM ในอังกฤษเมื่อปี 2016 เคยประเมินว่าบริษัทธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่ของโลกจำนวนมากใช้ประโยชน์การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเพื่อลดภาระภาษี และประเมินว่ารายได้ภาษีที่หายไปที่ประเทศต่าง ๆ ควรได้รับ ถ้ามีการเสียภาษีปรกติอาจมีมากถึง 240 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นี่คือวงเงินที่สะท้อนความสำคัญของบริษัทนอกอาณาเขตในระบบทุนนิยมโลกขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเภทที่สอง คือ บุคคลธรรมดา ซึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก คือ คนรวยและเศรษฐีที่ต้องการใช้ประโยชน์บริษัทนอกอาณาเขตเพื่อซ่อนรายได้ ซ่อนทรัพย์สิน และซ่อนตัวตนในความเป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ นอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้จากอัตราภาษีที่ต่ำมาก สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คนกลุ่มนี้มีรายได้แต่ไม่โอนเข้าประเทศเพื่อเสียภาษีปรกติ นำมาซ่อนไว้เป็นรายได้ของบริษัทนอกอาณาเขตที่จัดตั้งขึ้น จากนั้นก็นำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในนามของบริษัทนอกอาณาเขต รายได้หรือผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนก็จะเป็นรายได้ของบริษัทนอกอาณาเขตและเสียภาษีในอัตราต่ำ ที่สำคัญ รายได้และทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในชื่อบริษัทนอกอาณาเขต ไม่ใช่ชื่อคนจึงไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ รู้แต่ชื่อบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความสะดวกดังกล่าวทำให้การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเครื่องมือสำคัญที่เศรษฐีและบุคคลร่ำรวยสามารถซ่อนความมั่งคั่งและบริหารความมั่งคั่งได้อย่างลับ ๆปลอดจากสายตาสังคมและการติดตามของทางการของประเทศที่ตนอาศัยอยู่และทำธุรกิจ เราจึงเห็นธุรกิจบริษัทนอกอาณาเขตมีการพัฒนาเติบโตคล้ายธุรกิจปรกติ มีการจัดตั้งกลุ่มบริษัท มีบริษัทแม่ บริษัทลูก มีการถือหุ้นไขว้กัน โดยเจ้าของตัวจริงของบริษัทลูก คือ ลูกหลานเศรษฐีที่เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตที่เป็นบริษัทแม่ บริษัทลูกถูกตั้งขึ้นเพื่อดูแลทรัพย์สินที่แบ่งให้ลูก ๆ นำไปลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ในชื่อบริษัทลูกเพื่อสร้างความมั่งคั่งต่อไป เป็นอีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกลับขนานไปกับโลกธุรกิจจริงที่เปิดเผยปรกติในประเทศที่บุคคลเหล่านี้อาศัยและทำมาหากินอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มที่สอง คือ พวกมิจฉาชีพที่ได้เงินมาอย่างผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือจากการทุจริตคอร์รัปชั่น คือพวกนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจที่ฉ้อฉล จัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเพื่อซ่อนรายได้ ซ่อนทรัพย์สิน และซ่อนตัวตนเหมือนกลุ่มแรก แต่ต่างกันที่เงินที่โอนเข้าบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเงินผิดกฎหมาย และการลงทุนโดยบริษัทนอกอาณาเขตในทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นการฟอกเงิน คือ นำเงินที่ผิดกฎหมายมาลงทุนในระบบธุรกิจปรกติเพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เช่น ซื้อหุ้น ซื้อทรัพย์สิน บ้าน ตึก ที่ดิน ลงทุนสร้างศูนย์การค้า โรงแรม โดยทั้งหมดทำในชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การเติบโตของกลไกดังกล่าวคือ พื้นที่ภาษีต่ำ บริษัทนอกอาณาเขต และการลงทุนโดยบริษัทนอกอาณาเขตสร้างความเสียหายอย่างสำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจที่เงินเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องด้วยในสามด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง ประเทศขาดรายได้จากภาษีเพราะเงินที่ควรนำเข้าประเทศและเสียภาษีปรกติ ถูกนำไปซ่อนไว้ในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไม่ได้ภาษีจากเงินเหล่านี้ แต่ที่สำคัญกว่า คือ ระบบภาษีถูกบิดเบือน กล่าวคือ คนสองคนมีรายได้ที่เกิดจากธุรกิจในต่างประเทศเหมือนกัน แต่คนหนึ่งนำเงินเข้าประเทศและเสียภาษีปรกติ แต่อีกคนไม่นำรายได้เข้าประเทศ แต่นำไปซ่อนไว้ในบริษัทนอกอาณาเขต ไม่ต้องเสียภาษี เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมและระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ประเทศที่เงินเหล่านี้ไปลงทุนก็จะถูกบิดเบือน ทำให้กิจกรรมในระบบเศรษฐกิจไม่สะท้อนสิ่งที่ควรเป็น และคนในประเทศเสียประโยชน์ เช่น บริษัทนอกอาณาเขตประมูลซื้อบ้านในประเทศออสเตรเลีย และชนะการประมูลเพราะให้ราคาสูง ทำให้คนออสเตรเลียที่สะสมเงินและอยากมีบ้านไม่สามารถซื้อบ้านได้เพราะสู้ราคาที่สูงไม่ไหว ทำให้ราคาบ้านสูงกว่าเป็นจริง และไม่มีใครรู้ว่าบ้านจะถูกใช้ประโยชน์อย่างที่ควรหรือไม่และเงินที่นำมาซื้อบ้านโดยบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเงินสะอาดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม การมีอยู่ของกลไกเหล่านี้สร้างแรงจูงใจให้คนยิ่งทำผิดกฎหมายและทุจริตคอร์รัปชั่นเพราะสามารถนำเงินที่โกงมาซ่อนได้ มีระบบรองรับ ซื้อทรัพย์สินและบริหารทรัพย์สินได้ในระบบการเงินปรกติ โดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นเงินของใคร กลไกจึงเอื้อให้คนโกงรวยได้ต่อไปและมีที่ยืนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเรื่องนี้นักธุรกิจที่เปิดบริษัทนอกอาณาเขตมักจะออกตัวว่า การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายซึ่งถูกต้อง คือเหมือนบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ใครจะเปิดก็ได้ แต่คำถามคือ เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่เพราะหน้าที่ของพลเมืองของทุกประเทศ คือ การเสียภาษี และการเลี่ยงภาษีเป็นเรื่องที่ขัดต่อจริยธรรมและขาดธรรมาภิบาล ที่สำคัญ ในทุกกรณีความไม่โปร่งใสมักจะเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรทำหรือผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าจะถามว่าปัญหานี้แก้ไขได้ไหม มีทางไหม คำตอบคือ แก้ได้และต้องช่วยกันแก้ โดยต้องเน้นแก้ไขสองเรื่อง คือ การใช้อัตราภาษีที่ต่ำเกินในพื้นที่พิเศษและการปิดบังข้อมูลความเป็นเจ้าของ ซึ่งแนวทางแก้ไขสามารถทำได้หลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง อย่าให้พื้นที่พิเศษกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป เพื่อลดแรงจูงใจให้บริษัทธุรกิจทั่วไปเลี่ยงภาษี ล่าสุด OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้บรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์กับ 136 ประเทศที่รวมพื้นที่พิเศษหลายแห่ง ที่จะกำหนดอัตราภาษีจัดเก็บรายได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2023&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่มีบัญชีหรือจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตต้องเปิดเผยข้อมูลนี้โดยรายงานให้ทางการของประเทศที่ตนพักอาศัยอยู่และหาเลี้ยงชีพทราบ&amp;nbsp; ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มคนร่ำรวยที่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล แต่ก็ต้องพยายาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม สร้างแรงจูงใจให้เจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตนำทรัพย์สินที่บริษัทนอกอาณาเขตมีกลับประเทศตนภายในเวลาที่กำหนด เช่น หนึ่งปี ซึ่งทรัพย์สินที่นำกลับจะเสียภาษีต่ำมากครั้งเดียว และไม่ถูกสอบสวน แต่เมื่อเลยเวลาที่กำหนดแล้วให้ถือว่าทรัพย์สินที่คนในประเทศมีและถือครองอยู่ในชื่อบริษัทนอกอาณาเขตเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีบางประเทศใช้วิธีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สี่ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่จะผลักดันไม่ให้มีการปกปิดข้อมูล คือ ต้องเปิดเผยชื่อเจ้าของที่แท้จริงในการทำธุรกิจ เช่น ในการซื้อหุ้น ซื้อบ้าน อาคาร ที่ดิน เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในกิจการ และการกู้เงิน ทุกอย่างต้องใช้ชื่อจริงไม่ใช้ชื่อบริษัทนอกอาณาเขต เพื่อลดแรงจูงใจในการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคอร์รัปชั่นที่นำเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายมา &amp;quot;ฟอก&amp;quot; โดยการซื้อสินทรัพย์แบบถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือ สิ่งที่สามารถทำได้ และต้องช่วยกันผลักดัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ต้องตระหนัก คือ แพนดอร่าเปเปอร์จะไม่ใช่การหลุดของเอกสารลับแบบนี้ครั้งสุดท้าย แต่จะมีบ่อยขึ้นและมากขึ้นตราบใดที่ความไม่โปร่งใส และความไม่เป็นธรรมยังมีอยู่ จะเกิดขึ้นบ่อยจนอุตสาหกรรมบริษัทนอกอาณาเขตกลายเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยสำหรับเศรษฐีและผู้ที่ใช้ประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้ความลับเป็นสิ่งที่รักษายาก และจะไม่ลับอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในความเห็นของผม แพนดอร่าเปเปอร์ชี้ให้เห็นด้านมืดของระบบทุนนิยมที่ผู้มีอำนาจในระบบทุนนิยมทั้งนักธุรกิจและนักการเมือง พร้อมที่จะอุ้มชูและยอมให้สิ่งที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ผิดกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะตนเองก็ได้ประโยชน์ นี่คือประเด็นที่ต้องตระหนักที่ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยาก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d326e6af61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจและประเทศจะเดินต่ออย่างไรหลังโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;24 ส.ค. 64- วิกฤติโควิดต้องถือรุนแรงมากสุดในแง่ผลกระทบที่มีต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนในประเทศ เป็นความท้าทายและจุดทดสอบสำคัญทั้งต่อภาคธุรกิจและรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤติและผลกระทบที่เกิดขึ้น ในทุกประเทศวิกฤติโควิดได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศมี และจุดอ่อนเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไข เพื่อให้ประเทศกลับอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ดีขึ้นหลังวิกฤติ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับภาคธุรกิจ วิกฤติโควิดเป็นจุดทดสอบสำคัญในเรื่องโมเดลธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และความสามารถของธุรกิจว่าจะปรับตัวและรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะผลที่จะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท เช่น ลูกค้า พนักงาน และบริษัทคู่ค้า ในขณะเดียวกัน ในแง่ธรรมาภิบาล สังคมก็มีความคาดหวังสูงว่าในวิกฤติที่เกิดขึ้นภาคธุรกิจหรือบริษัทจะแสดงตนอย่างรับผิดชอบ&amp;nbsp; เป็นบริษัทที่ดีในสังคมด้วยการปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีเหตุมีผลและเป็นธรรม คาดหวังให้บริษัทต้องมองเลยตัวเองออกไป และให้ความสำคัญกับผลกระทบที่จะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกค้า พนักงาน บริษัทในห่วงโซ่การผลิต รวมถึงบทบาททางสังคมที่บริษัทควรมี เป็นการคาดหวังที่สูงและสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา เราเห็นภาคธุรกิจในประเทศเราโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ คือ ไม่ได้มองแต่ตัวเองเฉพาะเรื่องกำไรขาดทุน แต่ให้ความสำคัญต่อบทบาทที่บริษัทควรมี ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมในภาวะที่ทุกคนยากลำบาก เราจึงเห็นบริษัทในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ปรับตัวในทิศทางที่ควรเป็น เช่น ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินสดและสภาพคล่อง พยายามพยุงการผลิตและรักษาการจ้างงาน ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการแก้ไขและป้องกันโรคระบาดของรัฐ สื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมไม่เอาเปรียบผู้อื่นในภาวะที่ทุกคนเดือดร้อน บางบริษัทปรับไลน์การผลิตมาผลิตสินค้าที่ขาดแคลนเพื่อช่วยแก้ปัญหา เช่น เปลี่ยนโรงแรมและสถานที่พักเป็นสถานที่รักษาหรือกักตัวผู้ป่วย นอกจากนี้เราก็เห็นบริษัทจำนวนมากบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือสังคม สิ่งเหล่านี้น่ายินดีและสอดคล้องกับการคาดหวังของสังคม แม้บริษัทขนาดเล็กและกลางจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้มากเท่าบริษัทใหญ่เพราะถูกกระทบมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับภาครัฐ คือ หน่วยงานราชการและรัฐบาล วิกฤติโควิดเป็นจุดทดสอบแท้จริงถึงความสามารถในการบริหารจัดการประเทศ เพราะจากผลกระทบที่เกิดขึ้นสังคมมองไปที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่ต้องแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนตามหน้าที่ และสังคมก็พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้การระบาดและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นสามารถควบคุมหรือบรรเทาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เราจึงเห็นบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในวิกฤตนี้ ทั้งในแง่การออกกฎเกณฑ์จำกัดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชน การระดมทรัพยากรการเงินโดยกู้ยืมจากประชาชนและต่างประเทศเพื่อช่วยเศรษฐกิจ และการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ล็อคดาวน์ หรือห้ามเดินทางเพื่อป้องกันการระบาด มาตรการสาธารณสุขที่จะลดการระบาด เช่น วัคซีนและยา การดูแลระบบสาธารณะสุขของประเทศให้มีเพียงพอที่จะรักษาและช่วยชีวิตผู้ที่เจ็บป่วย มาตรการการคลังที่เยียวยาประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการการเงินที่รักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการด้านการเงินที่อัดฉีดและกระจายสภาพคล่องไปสู่บริษัทในภาคเศรษฐกิจจริงที่ได้รับผลกระทบ การลดภาระการชำระหนี้ของบริษัทและครัวเรือนที่เป็นหนี้ด้วยมาตรการพักหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ และลดการฟ้องร้องที่มาจากความไม่สามารถชำระหนี้ ด้วยมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งเหล่านี้เป็นการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจในระดับที่สูงมาก และสร้างต้นทุนที่ให้กับคนทั้งประเทศ คือ วงเงินกู้เยียวยาเศรษฐกิจจำนวน 1.5 แสนล้านล้านบาทนั้นใหญ่กว่าวงเงินที่รัฐบาลเคยขอความช่วยเหลือจากกองทุนระหว่างประเทศสมัยช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เกือบสามเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเหมือนทุกวิกฤติหรือการระบาดใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ทุกอย่างมีขึ้นก็ต้องมีจบ วิกฤติคราวนี้ก็เช่นกัน การระบาดใหญ่คงจะลดลงและหมดไปอย่างน้อยระยะหนึ่ง ทำให้เศรษฐกิจและประเทศกลับไปสู่ความปรกติได้ คำถามคือ เราควรจะกลับไปสู่ความปรกติแบบไหน เพราะวิกฤติคราวนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนมากมายที่ประเทศมี เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ระบบการช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอและไม่ทั่วถึง ปัญหาความสามารถและสมรรถภาพของภาครัฐ คือ หน่วยราชการ ข้าราชการ รัฐบาล และนักการเมืองในการบริหารจัดการประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความอ่อนแอและปัญหาเหล่านี้ทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่อยากให้ประเทศกลับไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหลังโควิด ไม่ใช่กลับไปเหมือนเดิม ความคาดหวังคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หนึ่ง ประเทศจะต้องกลับไปสู่จุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม คือ Build Back Better เพื่อให้ประเทศมีความสามารถและมีความพร้อมมากกว่าเดิมที่จะการแก้ปัญหาที่กระทบคนทั้งประเทศเหมือนกรณีโควิดในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ประเทศและเศรษฐกิจเสื่อมถอยลงถึงปัจจุบัน ที่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน มีปัญหาความเหลื่อมล้ำติดอันดับท็อปของโลก มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรงต่อเนื่อง และล่าสุด ความสามารถในการบริหารของภาครัฐวัดจากการแก้ไขปัญหาโควิดประเทศไทยเทียบกับอีกร้อยกว่าประเทศในโลกไทยก็อยู่ท้ายตาราง นี่คือความเสื่อมถอยของประเทศเราที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตนเองแต่เป็นพลวัตของความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ที่ประเทศมี ที่ได้สะสมจนทำลายศักยภาพเศรษฐกิจและลดต่ำความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่จะปฏิรูปหรือผ่าตัดระบบเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ประชาชนคาดหวังว่าภาครัฐไทย หมายถึงระบบราชการและระบบการเมือง จะมีการปฏิรูปเพื่อให้ประเทศมีความสามารถและสมรรถภาพด้านนโยบายสาธารณะดีกว่าปัจจุบัน ความอ่อนแอต่าง ๆ ที่วิกฤติโควิดแสดงให้เห็นเปรียบเหมือนการฟ้องให้เห็นถึงจุดต่ำสุดของภาครัฐไทยในการทำหน้าที่ ทำให้การปฏิรูปภาครัฐเป็นสิ่งที่ต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศที่จะมีตามมา และถ้าไม่ทำอนาคตของประเทศและคนในประเทศก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น จะยิ่งเสื่อมถอยลงมากไปอีกหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สามเรื่องนี้ คือ ความคาดหวังที่สังคมมี ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหลังโควิด เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการและพร้อมขับเคลื่อน และประชาชนพร้อมแสดงความต้องการเหล่านี้ออกมาให้เห็น จนเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้ มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจและประเทศจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของระบบทุนนิยมที่ประเทศมีเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อีกส่วนผลักดันโดยภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งในความเห็นของผม การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยหลังโควิดจะเกิดขึ้นในสามลักษณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หนึ่ง การปรับตัวของเศรษฐกิจจะนำโดยภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมไม่ใช่ภาครัฐ ส่วนหนึ่งเพราะทรัพยากรการเงินในภาคธุรกิจมีมากเห็นได้จากบริษัทขนาดใหญ่มีกำไรดีในช่วงโควิด ขณะที่ภาครัฐมีหนี้มากขึ้นและต้องใช้เวลาหลังโควิดไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านการแข่งขันก็จะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว ซึ่งต้องทำเร็วรอการชี้นำหรือมาตรการจากภาครัฐไม่ทัน ผลคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังโควิดจะนำโดยภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ภาคธุรกิจจะปรับตัวมากเพื่อความอยู่รอด เช่น ใช้นวัตกรรมและดิจิตัลเทคโนโลยี่มากขึ้น&amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีต่อภาคธุรกิจในระยะยาว รวมถึงที่จะลดโอกาสในการทำธุรกิจ เช่น ปัญหาโลกร้อน ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐต้องออกมาสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชน ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นและแข่งขันได้ กล่าวคือ ภาคธุรกิจต้องการภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจที่เอื้อต่อการปรับตัวและการเติบโต ซึ่งต้องมาจากการสนับสนุนของระบบราชการและภาครัฐแบบ 4.0 ไม่ใช่แบบ 1.0 หรือ 2.0 เช่นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ภาครัฐเองจะทนต่อแรงกดดันไม่ไหวและต้องปรับตัวทั้งในระดับหน่วยราชการ ข้าราชการ และนักการเมือง โดยเฉพาะคุณภาพของนักการเมือง เพื่อให้นำไปสู่การทำนโยบายที่มีคุณภาพ ที่สามารถระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมากลั่นเป็นนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสำเร็จ ไม่ใช่การทำนโยบายแบบท็อปดาวน์ (Top down) อย่างในปัจจุบัน แต่เป็นกระบวนการทำนโยบายสาธารณะที่เปิดกว้าง นำไปสู่การตัดสินใจบนเหตุผล หลักวิชาการ และข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ รวมถึงมีการใช้วิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ เช่น การใช้ประโยชน์ Big&amp;nbsp; Data และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่หลายประเทศกำลังใช้ในการทำนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่การทำนโยบายแบบคุณพ่อรู้ดี ที่การตัดสินใจให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือ ทิศทางที่เศรษฐกิจและประเทศจะเปลี่ยนหลังโควิด เป็นสิ่งที่ต้องเกิดและควรต้องเกิด.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114365</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_61249ba0e9584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองโควิดผ่านประวัติศาสตร์โรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงเดือนนี้การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกก็ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือนหรือปีครึ่ง และไม่มีท่าทีว่าจะจบง่าย ๆ ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มเฉลี่ยเจ็ดวันอยู่ที่ 373,545 คนต่อวัน (ตัวเลขวันจันทร์ที่แล้ว) ในประเทศเราทั้งตัวเลขระบาดใหม่และผู้เสียชีวิตก็อยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง ทำให้มีการวิตกกันว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ และทางการจะควบคุมการระบาดได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาเหตุที่การระบาดทั่วโลกยังมีต่อเนื่องคงเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นสามเรื่อง หนึ่ง เชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอด ทำให้การควบคุมการระบาดทำได้ยาก สอง พฤติกรรมใช้ชีวิตของคนทั่วโลกก็สลับไปสลับมาระหว่างการมีวินัยทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาด กับการผ่อนคลายวินัย เมื่อสถานการณ์ระบาดดูดีขึ้นที่อาจเร็วเกินไป สาม ความเหลื่อมล้ำในการกระจายและฉีดวัคซีนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ จุดอ่อนเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้การระบาดกลับมาได้ง่ายและในหลายพื้นที่ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมประเทศไทย การระบาดขณะนี้รุนแรงมากกว่าครั้งก่อน ล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่า ในหลายประเทศการระบาดรอบใหม่นี้กำลังพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง คำถาม คือ เราจะหยุดการระบาดได้หรือไม่ และจะหยุดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือ Pandemic เป็นเหตุการณ์ที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นครั้ง ครั้งสุดท้ายก็คือการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน ปี 1918-20 ที่ใช้เวลากว่าสองปีก่อนที่การระบาดจะสงบ คร่าชีวิตผู้คนไปมาก และถ้าเราศึกษาการระบาดใหญ่อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนปี 1918 จะเห็นว่าในทุกการระบาดใหญ่ ลักษณะของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจจะคล้ายกัน คือ เป็นรูปแบบ หรือ Pattern เดียวกัน เพราะเป็นผลของพฤติกรรมมนุษย์ที่มีต่อการระบาด และพฤติกรรมมนุษย์มักไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปี ทำให้จะมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่มากับการระบาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข่าวร้ายคือการระบาดจะไม่จบเร็ว แต่จะยืดเยื้อและใช้เวลา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจ ส่วนข่าวดีคือ ทุกการระบาดใหญ่จะจบ และเมื่อจบแล้วสังคมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นตามมา นำประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข้อสังเกตนี้มาจากงานเขียนล่าสุดของศาสตราจารย์ นิโคลัส คริสตาคิส (Niclolas Christakis) มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในหนังสือ &amp;quot;ลูกศรของอพอลโล&amp;quot; หรือ Apollo&amp;#39;s Arrow : The Profound and Enduring Impact of Coronavirus on the Way We Live ตีพิมพ์ปี 2020 ผู้เขียนเป็นทั้งแพทย์และนักสังคมวิทยาที่ศึกษาการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตและวิเคราะห์รูปแบบของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งน่าสนใจมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้เขียนวิเคราะห์การระบาดใหญ่ โดยแบ่งช่วงเวลาการระบาดเป็นสามช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงที่การระบาดเกิดขึ้น ช่วงสอง คือ ช่วงกลางที่การระบาดลดลงและสังคมเริ่มปรับตัวกลับสู่ความเป็นปรกติ ช่วงสาม คือ ช่วงหลังการระบาดที่การระบาดสงบและโลกเข้าสู่โลกใหม่ที่ดีขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ในแต่ละช่วงพฤติกรรมของคนในสังคมจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงแรกที่เกิดการระบาด ผลกระทบจะรุนแรงทั้งในเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจ การสูญเสียจะมากเพราะไม่มีวิธีแก้ไขโรคระบาด ต้องพึ่งแนวทางดั้งเดิมคือ กักตัวลดการติดต่อเพื่อหยุดการระบาด ช่วงนี้การใช้อำนาจของรัฐจะเพิ่มมากเพื่อแก้ไขปัญหา และประชาชนหวังให้รัฐทำหน้าที่ เช่น ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ออกกฏเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเพื่อลดการระบาด รักษาระบบสาธารณสุขให้ทำงานได้ต่อไป เยียวยา และพัฒนายา หรือวัคซีน ขณะเดียวกันการระบาดก็เปิดให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมและเศรษฐกิจมี เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เพียงพอของระบบประกันสังคม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับประชาชนที่ต้องกักตัวอยู่บ้านพฤติกรรมก็จะเปลี่ยน คิดถึงชีวิตตนเองและความสำคัญของครอบครัวมากขึ้น ลดการใช้จ่าย เก็บออม เข้าหาศาสนา และมองหาความหมายของชีวิต ขณะเดียวกันก็อึดอัดกับความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมในสังคมเห็นได้ชัดเจน เช่น การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เกิดความไม่พอใจที่รัฐควบคุมการระบาดไม่ได้ และจะปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการแสดงออกหรือประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศาสตราจารย์ คริสตาคิส วิเคราะห์ว่า ช่วงการระบาดนี้จะจบเมื่อสังคมมีภูมิต้านทานหมู่มากพอที่จะชะลอพลังทางชีวภาพของไวรัสและลดการระบาด และมองการพัฒนาวัคซีนที่ทำได้สำเร็จคราวนี้เป็นความก้าวหน้าสำคัญของมนุษยชาติเทียบกับการระบาดใหญ่ในอดีตที่ไม่มีวัคซีน ทำให้เราขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงปลายของช่วงการระบาด และประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็จะเข้าสู่ช่วงที่สอง คือ ช่วงการระบาดต่ำประมาณปลายปีนี้ ถ้าสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่าร้อยละ 75 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ด้วยเหตุนี้วัคซีนจึงสำคัญมากต่อการลดการระบาด และปัญหาขณะนี้คือการผลิต และการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทุกประเทศในโลกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสอง เป็นช่วงที่การระบาดลดลงจากผลของภูมิคุ้มกันหมู่ แต่การระบาดยังมีอยู่ แต่เป็นการระบาดในระดับต่ำ ทำให้มาตรการป้องกันต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายได้เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปรกติ ช่วงนี้ความไม่แน่นอนยังมีมาก แต่ประชาชนและเศรษฐกิจก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่ความเป็นปรกติ โดยประชาชนจะให้ความสำคัญกับการหารายได้ การมีงานทำ และการศึกษาเล่าเรียนของลูกหลานว่าจะชดเชยเวลาเรียนที่เสียไปอย่างไร ภาคธุรกิจก็จะปรับตัวด้วยวิธีการทำงานใหม่ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเคลื่อนย้ายทรัพยากรและกำลังการผลิตออกจากสาขาเศรษฐกิจที่ไปต่อไม่ได้ไปสู่สาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการแนวทางว่าจะอยู่ในโลกที่โควิดมีการระบาดต่ำอย่างไรอย่างปลอดภัย ซึ่งต้องพึ่งคำชี้แนะและแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ และขณะนี้หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ก็เริ่มวางแนวทางในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์คริสตาคิส ประเมินว่า ช่วงการระบาดต่ำนี้จะใช้เวลาสองปีก่อนที่โลกจะเข้าสู่ช่วงสาม คือ ช่วงโลกใหม่หลังโควิดในปี 2024&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสาม คือ ช่วงที่โควิดหายไปจากโลก อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง ทำให้ชีวิตกลับมาเป็นปรกติไม่ต้องระมัดระวัง ผลคือ ในช่วงนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะพุ่งทะยาน เศรษฐกิจจะเติบโตมากจากความอึดอัดที่มีมานาน พฤติกรรมบุคคลจะเปลี่ยนตรงข้ามกับความระมัดระวังที่เคยมีในช่วงโควิด คนพร้อมที่จะผจญภัยและเสี่ยงมากขึ้น ใช้ชีวิตและสังคมกันเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ จะพรั่งพรู และเศรษฐกิจจะเติบโตมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น เป็นโลกที่ดีขึ้นหลังโควิด จะมีการผลักดันการปฏิรูปหลายอย่างให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; เป็นการปฏิรูปใหญ่ที่ทุกคนอยากเห็นเพื่อไม่ให้ประเทศกลับไปเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูประบบการเมือง ระบบข้าราชการ การศึกษา ระบบประกันสังคมและสุขภาพ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นำมาสู่เศรษฐกิจและการเมืองใหม่ที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือบริบทที่รออยู่ข้างหน้า มองผ่านประวัติศาสตร์ของโรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งการระบาดของโควิด-19 คราวนี้ก็คงอยู่ในแนวนี้ไม่ต่างกัน คือ มีเริ่ม มีจบ และระยะทางระหว่างเริ่มกับจบก็จะใช้เวลา ดังนั้นถ้าเราตระหนักเช่นนี้ เราจะมองสถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ด้วยความสุขุมและร่วมกันนำประเทศออกจากวิกฤติด้วยสติและปัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในแง่เศรษฐกิจ ช่วงแรกที่เกิดการระบาด เศรษฐกิจจะตกต่ำมากจากผลของการระบาด อย่างที่เห็นปีที่แล้ว และเมื่อการระบาดลดลงเข้าสู่ช่วงที่สองของการระบาดต่ำ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่สามที่การระบาดสงบ เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง และเติบโตมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ต้องระวังคือ การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสามอาจเพาะเชื้อวิกฤติเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมาได้ถ้าไม่ระมัดระวัง ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกร้อยปีที่แล้ว หลังการระบาดของไข้หวัดสเปนจบลงในปี 1920 จากนั้นสองปีที่เศรษฐกิจใช้เวลาปรับตัวและเศรษฐกิจโลกก็บูมมากช่วงปี 1922-29 ตลาดหุ้นบูม ทั้งจากนวัตกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและการเก็งกำไร จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นในปี 1929 นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลกในปี 1930 ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหนึ่งร้อยปีที่แล้ว คำถามคือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้หรือไม่ ที่การพุ่งทะยานของเศรษฐกิจโลกหลังโควิดจบลงจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกและวิกฤติเศรษฐกิจโลกตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องนี้คงยังไม่มีใครตอบได้ เป็นสิ่งที่รอพิสูจน์และสิบปีก็ไม่นานเกินรอว่าจะเป็นเหมือนที่&amp;nbsp;มาร์ค ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกัน เคยพูดไว้หรือไม่ว่า History never repeat itself, but it rhymes คือ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย แต่จะสัมผัสเหมือนบทกวี.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์ เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110294</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5142260c72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุดอ่อนจุดแข็ง ศ.ก.ไทยจากวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงต้นเดือนธนาคารโลกได้ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2020 ซึ่งเป็นรายงานแรกขององค์กรระหว่างประเทศที่ออกมาหลังการระบาดของโควิด-19 ผ่านไปแล้วห้าเดือน ทำให้มีข้อมูลในการวิเคราะห์ผลกระทบต่าง ๆ มากพอควร ในภาพรวมธนาคารโลกมองว่าผลกระทบของวิกฤติโควิดต่อเศรษฐกิจโลกรุนแรง โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัวร้อยละ 5.2 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวปีหน้า ประเทศส่วนใหญ่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจคือ การขยายตัวติดลบ และในหลายประเทศรายได้ต่อหัวของประชากรจะลดลง ทำให้ความยากจนจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในแง่อัตราการเติบโต เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมจะหดตัวมากถึงร้อยละ 7 ปีนี้ ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ การหดตัวจะประมาณร้อยละ 2.5 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ติดลบ และจะติดลบในทุกภูมิภาคของโลก ยกเว้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่เศรษฐกิจยังขยายตัว แต่ในอัตราที่ต่ำมากคือร้อยละ 0.5 ประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้ แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกประมาณว่าปีนี้จะติดลบ 5 เปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกับที่หน่วยราชการไทยประเมิน ภายใต้ข้อสมมุติว่าไม่มีการระบาดรอบสองในประเทศ สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกที่ปีนี้จะยังขยายตัวก็ เช่น จีน และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากที่เศรษฐกิจโลกมีการเชื่อมโยงกันสูง การขยายตัวติดลบของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่จะแบกรับแรงกระแทกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข จากรายได้การทำงานในต่างประเทศที่จะลดลง มีการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องและกดดันความสามารถในการชำระหนี้ ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าขั้นปฐมที่จะลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง ผลกระทบเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ซวนเซเสียขบวนไปทั้งหมด ที่สำคัญการระบาดในประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย บราซิล ยังไม่หยุด ทำให้ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจจะยังมีต่อไป ไม่รวมถึงความเสี่ยงที่การระบาดในรอบสอง รอบสาม อาจเกิดขึ้น นี่คือภาพขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในแง่นโยบาย ธนาคารโลกมองว่าในระยะสั้นทุกประเทศต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในประเทศที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง พร้อมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ในระยะยาวจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มุ่งไปที่ธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมาก รวมถึงการรักษาระบบการให้บริการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อประชาชนและเศรษฐกิจให้สามารถทำงานได้ต่อไป ทั้งโดยนโยบายของประเทศเองและความร่วมมือระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทียบกับประเทศอื่น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต้องถือว่ามาก คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบร้อยละห้า แต่หลายคนก็แปลกใจว่าทำไมผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงมาก ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยอยู่ในระดับต้น ๆ ทางด้านสาธารณสุขที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี และสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ก็เริ่มปรับตัวหลังยกเลิกมาตราการล็อคดาวน์ต่าง ๆ &amp;nbsp;อะไรคือจุดอ่อนที่ให้เศรษฐกิจไม่สามารถทัดทานผลกระทบจากโควิดได้ดีกว่านี้ และอะไรเป็นจุดแข็งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้หลังผลกระทบของวิกฤติโควิดผ่านไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนให้คิดวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างแรกเลยที่ต้องตระหนัก ช่วงห้าปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีในภูมิภาคเอเชีย อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยช่วงห้าปีที่ผ่านมาต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของกลุ่มอาเซียนโดยตลอด และบางปีอัตราการขยายตัวของเราต่ำสุดในอาเซียน นี่คือข้อเท็จจริง ที่เป็นอย่างนี้เพราะเศรษฐกิจไทยไม่มีการลงทุนมานาน โดยเฉพาะในภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจเราไม่มีนวัตกรรม และสินค้าใหม่ ๆ ที่จะแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่ต้นทุนการผลิตในสินค้ากลุ่มเดิมที่เราส่งออกก็แพงขึ้นจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง การส่งออกจึงชะลอแต่ก็ได้รายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยพยุงถึงร้อยละ 12 ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจไม่ลงทุน การขยายตัวของเศรษฐกิจจึงต่ำและต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญในการหารายได้คือ การส่งออก และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจไม่มีความเข้มแข็งของการใช้จ่ายในประเทศที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่จึงไม่มีอำนาจซื้อ ต้องพึ่งการกู้เงินหรือสินเชื่อเพื่อการใช้จ่าย ทำให้หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง นี่คือเศรษฐกิจไทยก่อนเจอวิกฤติโควิด และเมื่อวิกฤติโควิดมาถึง การส่งออกและการท่องเที่ยวเกิดติดขัด สร้างรายได้ให้ประเทศไม่ได้ เศรษฐกิจก็ทรุดลงมากและเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบจะมาก แต่การที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงก่อนหน้า ก็มีผลดีในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจ และเมื่อวิกฤติโควิดเกิดขึ้น เศรษฐกิจจึงมีจุดแข็งในส่วนนี้ที่ช่วยยันหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และช่วยให้การทำนโยบายของภาครัฐสามารถตอบสนองได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนึ่ง ระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างเข้มแข็ง จากการที่ธนาคารพาณิชย์ได้มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ทั้งในเรื่องเงินกองทุน และการบริหารความเสี่ยงในยี่สิบปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ระบบธนาคารพาณิชย์จึงมีความพร้อมที่จะตั้งรับกับผลกระทบของวิกฤติได้ดีพอควร ทั้งในเรื่องเงินกองทุน และประสบการณ์ในการบริหารลูกหนี้ในช่วงวิกฤติ ทำให้สามารถตอบรับมาตรการต่าง ๆ ของภาคทางการได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอง วินัยด้านการคลังที่รักษากันมาในช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้ระดับหนี้ของภาครัฐค่อนข้างต่ำประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ ทำให้ภาครัฐมีพื้นที่ที่จะกู้เงินเพิ่ม เช่น การออก พรก. 1 ล้านล้านบาทที่จะดูแลและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด เป็นพื้นที่ทางนโยบายที่หายากถ้าเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีพื้นที่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาม ความเข้มแข็งของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ได้สะสมมาตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ล่าสุดอยู่ที่ 226 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ทำให้ประเทศไม่มีปัญหาการขาดสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศที่มักจะมากับการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศในช่วงวิกฤติ ช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ ทั้งที่ผลกระทบของวิกฤติต่อเศรษฐกิจรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สี่ ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางขั้นสูงมีความเข้มแข็งด้านการเงิน เพราะแม้เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาตลอด แต่บริษัทเหล่านี้มีกำไรในการทำธุรกิจทุกปี และเมื่อบริษัทส่วนใหญ่ไม่ลงทุน สภาพคล่องและฐานะการเงินจึงดี สามารถรองรับผลกระทบจากการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงห้าเดือนแรกของปีได้อย่างดี รวมถึงรักษาการจ้างงานซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความเข้มแข็งเหล่านี้ได้ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจสามารถรักษาความมีเสถียรภาพต่อไปได้ แม้ผลกระทบของวิกฤติโควิดต่อเศรษฐกิจจะรุนแรง ช่วยให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายแก้ไขและบรรเทาผลกระทบได้อย่างทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะในการเยียวยาและการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องกับธุรกิจที่มีปัญหา พูดได้ว่าประสบการณ์ของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดูแลลูกค้าได้ดีและทำได้เร็วจนสามารถดูแลสถานการณ์ต่าง ๆ ได้พอควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่จุดสำคัญและพูดถึงกันมากก็คือ ความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขของประเทศ เพราะวิกฤติคราวนี้เป็นทั้งวิกฤติสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจจุดแข็งสี่ด้านที่พูดถึงได้ช่วยให้ภาครัฐสามารถทำนโยบายแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นได้เร็ว พร้อมรักษาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพท่ามกลางผลกระทบที่รุนแรง แต่ที่สำคัญกว่าคือ ความสามารถของระบบสาธารณสุขของประเทศที่สามารถหยุดการระบาดได้เร็ว ทำให้ความเสียหายต่อชีวิตไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว ถ้าการนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจทำได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีข้อเขียนมากมายที่ชมเชยความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขของเรา จากที่ประเทศเคยมีตัวเลขการระบาดสูงเป็นอันดับสองของโลก ในช่วงต้น ๆ ลดลงมาเป็นอันดับที่ 86 ในปัจจุบัน ล่าสุดการประเมินโดยหน่วยงานอิสระที่มาเลเซียก็ให้ประเทศไทยเป็นอันดับสองรองจากออสเตรเลียในแง่ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข ผมเองเคยวิเคราะห์เรื่องนี้ว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถดูแล และหยุดการแพร่ระบาดได้ดีมาจาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนึ่ง ความเข้มแข็งของระบบสาธารณาสุข ทั้งในแง่โครงสร้างของระบบการให้บริการที่เข้าถึงประชาชนในทุกส่วนของประเทศ ความเข้มแข็งบุคลากรทางการแพทย์ คือ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่การแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่ทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา แต่ที่สำคัญคือ ความไว้วางใจ หรือ Trust ที่ประชาชนมีต่อบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอง คือ ความร่วมมือของประชาชนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่มีต่อการทำนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงล็อคดาวน์ที่กระทบการหารายได้ และความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวงที่คนจำนวนมากที่อยู่ในแรงงานนอกระบบ มีรายได้เป็นรายวันแต่พร้อมที่จะลำบาก ยอมขาดรายได้เพื่อให้นโยบายของภาครัฐในการหยุดการแพร่ระบาดประสบความสำเร็จ นี่คือความร่วมมือของคนในสังคมในยามวิกฤติที่เป็นลักษณะที่หายากในสังคมโลกปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาม คือ น้ำใจและจิตใจของคนไทยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน พร้อมช่วยเหลือกันในยามลำบาก เห็นได้ว่าในช่วงล็อคดาวน์ที่คนจำนวนมากไม่มีรายได้ ไม่มีอาหารประทังชีวิต เราเห็นคนไทยทุกระดับช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน ประชาชนบริจาค ตั้งโรงทาน ตั้งตู้ปันใจปันความสุข ขณะที่วัดกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ ทำอาหารแจกผู้ยากไร้ วัน ๆ หนึ่งกว่า 300,000 คน เหล่านี้ทำให้ผลกระทบของวิกฤติโควิดต่อสังคมได้ลดทอนลง ไม่เกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรงในสังคม ที่สำคัญการช่วยเหลือกันทำให้สังคมมีวินัยที่จะช่วยกันลดการระบาดและรักษาสุขลักษณะอนามัยที่มีผลต่อการลดระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ภายใต้จุดแข็งเหล่านี้ ทั้งในระดับเศรษฐกิจ สาธารณสุข และสังคม วิกฤติคราวนี้ก็ชี้ให้เห็นหลายอย่างที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ ที่เราอาจทราบกันดี แต่ไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาจนวิกฤติโควิด ทำให้คนในประเทศตาสว่างกับปัญหาเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อันดับแรกเลย คือ ความเหลื่อมล้ำที่ประเทศมี ที่ประเทศมีคนรายได้น้อยหรือคนจนจำนวนมากพร้อมกับคนจำนวนน้อยที่ร่ำรวยมากจริง ๆ เรารู้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศเรามีติดอันดับโลก แต่อาจมองไม่เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาจนเมื่อประชาชนกว่า 20 ล้านคนลงทะเบียนขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่จะช่วยเหลือเยียวยาเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือน กลุ่มคนเหล่านี้คือ กลุ่มคนที่อยู่ในภาคการผลิตนอกระบบที่ไม่มีประกันสังคม มีรายได้เป็นรายวัน ไม่มีเงินออม และส่วนใหญ่ไม่สามารถช่วยตัวเองและครอบครัวได้ ถ้าไม่มีงานทำ คนกลุ่มนี้กว่า 20 ล้านมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอง เศรษฐกิจเราไม่มีระบบการให้ความช่วยเหลือทางสังคม หรือ Safety net ที่จะเป็นหลักพิงให้กับคนกลุ่มที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ทำให้พวกเขาไม่เข้มแข็งพอที่จะช่วยเหลือตัวเองในยามที่ไม่มีรายได้ อันนี้ยังไม่นับรวมประชากรในภาคเกษตรอีกกว่าสิบล้านคนที่ไม่มีหลังพิงด้านรายได้เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่คนทั้งสองกลุ่มนี้ คือ กำลังแรงงานด้านการผลิตที่สำคัญของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาม แม้เราจะเป็นประเทศที่สามารถผลิตอาหารได้เกินความต้องการในประเทศ แต่ชัดเจนว่าภาคการเกษตรไม่สามารถเป็นเสาหลัก หรือเป็นหลังพิงด้านรายได้ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศในยามวิกฤติ ต่างกับข้อเท็จจริงที่ปัจจุบันเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานของเราอยู่ในภาคเกษตร นี่คืออีกจุดอ่อนที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งสามจุดอ่อนนี้ ทำให้คนทั้งประเทศ &amp;quot;ตาสว่าง&amp;quot; ว่ากระบวนการเติบโตของเศรษฐกิจช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผ่านไปถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความสามารถในการหารายได้ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนส่วนใหญ่ยังมีความสามารถหารายได้ต่ำ ไม่มีเงินออม และอ่อนไหวมากถ้าการหารายได้ถูกกระทบ ดังนั้นการเติบโตของเศรษฐกิจจากนี้ไปจึงไม่ควรกลับไปรูปแบบเดิมเพราะจะทำให้ความอ่อนแอที่มีอยู่ยิ่งเลวร้ายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จึงถึงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงรูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจแบบใหม่ที่จะลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งในตัวเองมากขึ้นและส่งผ่านผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่กลุ่มคนทุกส่วนของประเทศอย่างทั่วถึง &amp;nbsp;วิกฤติโควิดทำให้เราเห็นชัดเจนว่าเราคงไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่การเติบโตต้องเป็นรูปแบบใหม่ที่จะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ของประเทศดีขึ้น และมีความหวัง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69396</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afec67a07601.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐศาสตร์มหภาคของวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ มีคนถามผมเสมอว่า วิกฤติโควิดควรแก้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตอบ เพราะวิกฤติคราวนี้เป็นทั้งวิกฤติสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และเกี่ยวโยงกัน ในส่วนของวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเกินไปที่จะแก้ไข เพราะประเทศเราเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาก่อน แต่ที่ยากคือวิกฤติสาธารณสุข คือ การระบาดของไวรัสโควิดที่ความรู้ด้านการแพทย์เกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ยังไม่ชัดเจน ทั้งการระบาด การป้องกัน และการรักษา คือยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน ทําให้การแก้ปัญหามีความไม่แน่นอนสูง ใช้เวลา กระทบชีวิตประชาชน รวมถึงทีมหมอและพยาบาล ขณะเดียวกันการลดระบาดโดยให้ประชาชนอยู่บ้าน ลดการติดต่อ (social distancing) ลดการเดินทางที่ไม่จําเป็น และในบางประเทศถึงขั้นปิดเมือง ปิดประเทศ มาตรการเหล่านี้จําเป็นแต่ก็ส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจต้องหยุดกิจการ ลูกจ้างตกงานไม่มีรายได้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องทําทั้งสองด้าน คือ ทั้งด้านการแพทย์และเศรษฐกิจ

บทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; วันนี้ เขียนถึงเศรษฐศาสตร์มหภาคของวิกฤติโควิด-19 เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพใหญ่ของวิกฤติและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกือบทุกประเทศพยายามทําอยู่ รวมถึงไทย ชี้ถึงสี่งที่รัฐบาลควรต้องทําต่อในการแก้ปัญหาในแง่เศรษฐกิจมหภาค เพื่อให้การระบาดสามารถควบคุมได้มากขึ้น และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเมื่อการระบาดผ่อนคลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีวิกฤติเศรษฐกิจทั่วไป พัฒนาการของวิกฤติแบ่งได้เป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือ การประทุขึ้นของวิกฤติที่คนในประเทศตกใจ ไม่คาดคิดมาก่อน ทําให้ความวุ่นวายและความไม่แน่นอนเกิดขึ้นทันที และจะจบก็ต่อเมื่อทางการมีมาตรการแก้ไขปัญหาชัดเจนที่เรียกคืนความเชื่อมั่น ช่วงสองคือ ช่วงการแก้ปัญหาตามมาตรการที่ประกาศจนปัญหาเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพ ช่วงสามคือ ช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในวิกฤติปกติ ช่วงที่สําคัญคือช่วงแรกที่ทางการต้องเร่งให้มีมาตรการที่น่าเชื่อถือออกมา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้ ต้องออกมาเร็วเพราะถ้าลากยาวความไร้เสถียรภาพจะเกิดขึ้นนาน ทําให้ช่วงสองและช่วงสามจะล่าช้าและความเสียหายจะมีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโรคติดเชื้อโควิดคราวนี้มีทั้งที่แตกต่างและไม่แตกต่างจากวิกฤติทั่วไป ที่ไม่แตกต่างคือ พัฒนาการของวิกฤติคราวนี้แบ่งเป็น 3 ช่วงเช่นกัน แต่ที่แตกต่างคือ วิกฤติคราวนี้เป็นทั้งวิกฤติด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาคือ การระบาดของโรคมีสูง เพราะความเข้าใจเกี่ยวกับตัวไวรัสและการแก้ปัญหาการระบาดยังไม่ชัดเจน ทําให้ช่วงแรกที่ต้องตัดสินใจว่าจะแก้วิกฤติอย่างไรจึงใช้เวลานาน และเกิดขึ้นในทุกประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในช่วงแรก หลายประเทศรวมถึงไทยประเมินความรุนแรงของโควิดตํ่าเกินไป ทําให้ผู้ทํานโยบายพูดถึงหรือให้ความสําคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะมองแค่ผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจ แต่ต่อมาชัดเจนว่าการแก้วิกฤติสาธารณสุขต้องมาก่อน เพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดได้เร็ว และถ้าไม่ควบคุมการระบาดก็สามารถสร้างความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนได้มาก ทําให้การรักษาชีวิตต้องมาก่อน การแก้ปัญหาจึงต้องให้ความสําคัญสูงสุด ที่ หนึ่ง รักษาชีวิตคน คือ ผู้ป่วย รวมถึงหมอและพยาบาล สอง ออกมาตรการเพื่อลดและยุติการระบาด เพราะถ้าการระบาดควบคุมไม่ได้ คนตายเยอะ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็จะมาก เพราะคนก็คือเศรษฐกิจ สาม เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการลดการระบาด และช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถกลับมาทํางานได้ปกติเมื่อการระบาดยุติลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือ game plan หรือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทุกประเทศส่วนใหญ่ใช้ขณะนี้รวมถึงประเทศไทย ภายใต้ความหวังว่า การระบาดของโควิดจะเป็นช็อกหรือ disruption ชั่วคราว มีเริ่มก็มีจบ ซึ่งอาจใช้เวลา 6 เดือนหรือมากกว่า ดังนั้นนโยบายทั้งด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจต้องมุ่งไปที่การทําให้การระบาดจบเร็วและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจน้อยที่สุด เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถกลับมาทํางานได้เป็นปกติเมื่อการระบาดจบลง นี่คือแนวทางแก้ไขที่ต้องตัดสินในช่วงแรกที่วิกฤติเกิดขึ้น ซึ่งบางประเทศทําได้เร็ว บางประเทศทําได้ช้า และบางประเทศตัดสินใจช้ามากเพราะไม่เข้าใจปัญหา และหรือไม่ยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ต้องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่สอง คือ ช่วงการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่กําหนดไว้ โดยการออกมาตรการต่างๆ เพื่อหยุดการระบาดและประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตํ่าลงมาก เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถกลับมาทํางานได้เมื่อการระบาดจบลง ในช่วงสองนี้มีนโยบายสําคัญอยู่ 5 เรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง รัฐบาลจะทุ่มทรัพยากรด้านสาธารณสุขอย่างไรที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดและรักษาผู้ที่เจ็บป่วย และทําให้ระบบสาธารณสุขของประเทศมีความพร้อมเต็มที่ที่จะรองรับกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแพทย์ พยาบาล สถานพยาบาล อุปกรณ์ ยา หน้ากาก เจลล้างมือ ชุดปฏิบัติการของหมอและพยาบาล เตียง เครื่องช่วยหายใจ และ เวชภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของแพทย์และพยาบาล ทั้งหมดต้องพร้อมเกินร้อยเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าใครที่ป่วยจะได้รับการดูแลไม่ว่ารวยหรือจน ความพร้อมจะทําให้แพทย์และพยาบาลสามารถทํางานได้อย่างเต็มความสามารถ ไม่มีความขาดแคลนทางการแพทย์ซึ่งมักเป็นข้อต่ออ่อนสุดในห่วงโซ่การต่อสู้กับโรคระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง รัฐบาลจะออกมาตรการเพื่อลดการระบาดอย่างไรที่จะทันเหตุการณ์ เหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่เป็นภาระต่อเศรษฐกิจจนเกินเหตุ รวมถึงจะผ่อนปรนมาตรการเหล่านี้อย่างไรเมื่อสถานการณ์ดูดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะความเข้มข้นของมาตรการป้องกันการระบาดมีหลากหลาย เช่น การปิดประเทศ ปิดเมือง กักตัวผู้ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อ ให้ประชาชนอยู่บ้าน ปิดสถานบริการ สถานศึกษา ร้านอาหาร การชุมนุม ห้ามเดินทาง นอกจากนี้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสตัวนี้ก็มีสูง ทําให้ในทางสาธารณสุขจึงประมาทไม่ได้ หลักคิดหนี่งที่สําคัญในการตัดสินใจในภาวะที่ความไม่แน่นอนมีสูงคือ ทํามากไว้ก่อนดีกว่าทําน้อย เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เราจึงเห็นบางประเทศถึงกับปิดเมือง ปิดประเทศ แต่จากการที่มาตรการเหล่านี้กระทบชีวิตความเป็นอยู่ รายได้ของประชาชนและธุรกิจ ทุกมาตรการจึงต้องมีเหตุผลสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ รวมถึงรัฐต้องมีมาตรการบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการลดการระบาดเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐซึ่งจําเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีหรือทําได้ไม่ดี ทําไม่ทั่วถึง หรือถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ความร่วมมือของประชาชนและภาคธุรกิจกับมาตรการลดการระบาดก็จะมีน้อย ไม่เต็มที่ ทําให้มาตรการลดการระบาดไม่ประสบความสําเร็จ การระบาดยืดเยื้อ ส่งผลต่อเนื่องต่อระบบการแพทย์และเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้หลักคิดควรคล้ายกัน คือ ทํามากไว้ก่อนดีกว่าทําน้อย เพื่อให้มีโอกาสที่การระบาดจะสามารถลดลงได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของเรา จํานวนผู้ขอรับความช่วยเหลือเดือนละ 5000 บาทที่ลงทะเบียนมีมากกว่า 20 ล้านคน เทียบเท่ากับร้อยละ 75 ของกําลังแรงงานทั้งหมดที่ประเทศมี ไม่รวมแรงงานในภาคเกษตรและระบบราชการ แสดงชัดเจนว่าแรงงานของประเทศส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถ้าไม่มีรายได้จากการทํางาน ที่สําคัญเรายังมีคนจนที่ขึ้นทะเบียนกับทางการอีก 14.5 ล้านคน ที่บางส่วนอาจนับซํ้ากับ 20 ล้านคนที่กําลังต้องการความช่วยเหลือ ประเด็นคือ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่าปัญหาความเหลื่อมลํ้าในประเทศเรารุนแรง และคนที่มีรายได้น้อยหรือจนจะถูกกระทบมากสุดในวิกฤติคราวนี้ในแง่ชีวิตความเป็นอยู่ และรัฐเป็นความหวังเดียวของพวกเขาที่จะช่วยเหลือเขาได้ นี่คือความสําคัญของมาตรการเยียวยา ดังนั้นเงินช่วยเหลือควรออกเร็วเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และควรทํามากไว้ก่อน ดีกว่าระมัดระวังจนล่าช้าเกินเหตุจากการตรวจสอบรายชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ ให้ความช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเพื่อให้ระบบการผลิตของประเทศสามารถเดินต่อได้หลังการระบาดจบลง อันนี้จําเป็นมาก เพราะถ้าบริษัทธุรกิจเสียหาย ต้องหยุดหรือปิดกิจการ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะช้า ที่สําคัญถ้าบริษัทต้องปิดกิจการ คนตกงานก็จะมาก วิกฤติคราวนี้เป็นวิกฤติด้านอุปทาน คือ การระบาดทําให้การผลิตหยุดชะงัก ทั้งจากแรงงานที่เจ็บป่วย ห่วงโซ่การผลิตที่หยุดชะงัก และผลกระทบของมาตรการลดการระบาดของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ประชาชนก็หยุดใช้จ่าย การส่งออกและท่องเที่ยวหดตัว ทําให้ด้านอุปสงค์ก็มีปัญหา ผลคือจะมีธุรกิจจํานวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อไม่ให้ล้มละลาย ทําให้รัฐบาลต้องมีหลักการที่จะใช้เงินช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินต่อได้ และให้การช่วยเหลือเป็นธรรมกับคนส่วนอื่นๆ ในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไปแก่ทุกบริษัทที่ประสบปัญหา โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบริษัทเป็นการชั่วคราว เช่น ค่านํ้าค่าไฟ เลื่อนหรือลดการชําระภาษี ให้สถาบันการเงินผ่อนปรนเรื่องการชําระหนี้ เช่น พักชําระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้บริษัทปรับตัวให้ได้กับสถานการณ์ที่แย่ลง และไม่ต้องปลดคนงานในช่วงการแพร่ระบาด แต่ในกรณีที่บริษัทมีฐานะแย่และต้องการความช่วยเหลือมากกว่ากรณีทั่วไป รัฐต้องวางหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับการใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งเงื่อนไขหนึ่งที่น่าจะใช้ได้คือ รัฐบาลจะช่วยเฉพาะบริษัทที่เข้ามาช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติเท่านั้น เป็นการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข คือ conditional assistance เงื่อนไขนี้จะทําให้การช่วยเหลือของรัฐบาลมีเหตุมีผล เพราะตอบแทนสิ่งที่บริษัทได้ช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤติ เช่น ไม่เลิกจ้างพนักงาน ปรับไลน์การผลิต โดยใช้กําลังการผลิตที่ผลิตสินค้าที่ขาดแคลนแทน เช่น สินค้าการแพทย์ โรงแรม ที่ปรับรูปแบบธุรกิจมาเป็นสถานพักฟื้นผู้ป่วยหรือกักตัวผู้ที่อาจติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งขณะนี้มีโรงแรมกว่า 130 แห่งสมัครใจเข้าร่วมทําภารกิจนี้ หรือสายการบินที่ยังเปิดให้บริการและปรับรูปแบบธุรกิจมาเป็นการขนส่งเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ และบุคลากรด้านการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ หรือขนย้ายคนไทยที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศกลับไทยตามการร้องขอของรัฐบาล หรือบริษัทก่อสร้างที่ช่วยรัฐสร้างโรงพยาบาลสนามชั่วคราว สร้างห้องคัดกรองผู้ป่วยที่ปลอดภัยต่อหมอและพยาบาล บริจาคสิ่งของช่วยหมอพยาบาลและประชาชน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งภาคเอกชนหลายแห่งขณะนี้ได้เริ่มปรับตัวแล้วเพื่อช่วยสังคม เพราะถ้าหลักเช่นนี้ไม่มี การช่วยเหลือจะสะเปะสะปะ ไม่มีเหตุมีผล และจะถูกแทรกแซงโดยการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า คือ การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน เพื่อให้ระบบการเงินของประเทศสามารถสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงได้ในช่วงการระบาด และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถทํางานต่อได้ และฟื้นตัวได้ รวมถึงป้องกันไม่ให้วิกฤติด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจกลายเป็นวิกฤติด้านการเงิน หน้าที่ในเรื่องนี้จึงเป็นของกระทรวงคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องดูแลให้ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องเพียงพอ ทั้งเงินบาทและเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี สามารถปรับตัวได้กับภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง ที่สําคัญสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งที่จะช่วยเหลือภาคธุรกิจและไม่สร้างความเสี่ยงให้กับระบบการเงินของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือ 5 มาตรการที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจในช่วงสองของวิกฤติ ซึ่งหมายถึงการรักษาระบบสาธารณสุข รักษาระบบการผลิตและแรงงาน และรักษาระบบการเงินของประเทศให้สามารถทํางานได้ต่อไป เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวข้ามวิกฤติไปได้ มาตรการเหล่านี้จะใช้ทรัพยากรของประเทศมาก ทําให้ภาครัฐจําเป็นต้องกู้เงิน ประเทศเราก็เช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าเงินที่กู้มาจะเอาไปทําอะไร จําเป็นแค่ไหนต่อการแก้ปัญหาในยามฉุกเฉิน ต้องมีเหตุมีผล ทําให้การใช้จ่ายเป็นธรรมต่อคนในสังคมและตรวจสอบได้ เพราะเงินกู้ เช่น 1.9 ล้านล้านบาท คือการสร้างหนี้ให้กับประเทศ เป็นวงเงินมหาศาลที่ประเทศจะกู้ได้ครั้งเดียวและใช้ได้ครั้งเดียว แต่จะเป็นภาระหนี้ให้ประชาชนและคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่ต้องชําระคืนไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสาม คือ ช่วงการฟื้นตัวเมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติ เศรษฐกิจมีการเติบโต แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการดําเนินมาตรการในช่วงสองประสบความสําเร็จ สามารถลดการระบาดได้ ปกป้องระบบการผลิตของประเทศให้กลับมาทํางานได้ และประเทศเข้าสู่การฟื้นตัว ซึ่งจะยังอีกนาน เพราะช่วงสองอาจใช้เวลานานเนื่องจากการระบาดอาจกลับมาใหม่เป็นรอบๆ ในทางทฤษฎี ช่วงสองจะจบอย่างเด็ดขาดก็ต่อเมื่อโรคนี้มียารักษาและหรือมีวัคซีนป้องกัน ซึ่งจะใช้เวลานานเท่าไรก็ยังไม่ชัดเจน ทุกประเทศขณะนี้รวมถึงไทยกําลังอยู่ในช่วงสอง และประเทศที่อยู่แถวหน้าสุดของช่วงสองคือจีน เห็นได้ว่าการต่อสู้กับวิกฤติคราวนี้คือการเดินทางไกล ที่การก้าวข้ามวิกฤติจะมาจากความอดทนและความร่วมมือของคนในประเทศอย่างเดียว เป็นบททดสอบความเข้มแข็งและความเป็นสังคมของประเทศอย่างแท้จริง.

ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
bandin.n@ppgg.foundation&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63699</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9c3ada3e84d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เจาะลึกเศรษฐกิจไทยปีนี้&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครที่ตามข่าวเศรษฐกิจปีนี้ คงรู้สึกทันทีว่า ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ค่อยดี เป็นความเห็นที่ออกมาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่มองคล้าย ๆ กันว่าเศรษฐกิจปีนี้จะแย่ เพราะมีปัจจัยลบมากมายเข้ามากระทบ สำหรับคนส่วนใหญ่คำถามที่มีอยู่ในใจคือ เศรษฐกิจทำไมถึงแย่ และจะแย่แค่ไหน และรัฐบาลจะมีมาตรการหรือทางออกอะไรหรือไม่ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น อย่างน้อยก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองมีโอกาสได้แสดงความเห็นเรื่องเศรษฐกิจปีนี้หลายครั้งตั้งแต่ต้นปี วันนี้จึงอยากจะช่วยตอบคำถามนี้ โดยจะเจาะลึกเศรษฐกิจปีนี้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นและภาคธุรกิจและประชาชนควรรับมืออย่างไร เตรียมตัวอย่างไร เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนี้เศรษฐกิจประเทศเรามีปัจจัยลบเข้ามากระทบมาก ทั้งปัจจัยที่มาจากภายนอกคือ เศรษฐกิจโลกและปัจจัยที่มาจากภายในประเทศเอง ซึ่งทั้งหมดจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ลดลง ต่ำกว่าปีที่แล้ว และที่พูดกันมากขณะนี้คือ ปัจจัยลบสี่ปัจจัยที่จะกระทบเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ หนึ่ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;สอง การระบาดของไข้หวัดอู๋ฮั่นที่กำลังเป็นวิกฤติทั่วโลก สาม ภาวะภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงที่จะกระทบการผลิตในภาคเกษตร และ สี่ คือ ความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สองปัจจัยแรกเป็นปัจจัยต่างประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา สองปัจจัยหลังเป็นปัจจัยภายในประเทศที่มีทั้งที่ควบคุมได้คือ ความล่าช้าของงบประมาณ และควบคุมไม่ได้คือ ภาวะภัยแล้ง ทั้งสี่ปัจจัยประดังเข้ามาปีนี้พร้อมกัน เหมือนเป็นมรสุมใหญ่ที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจ ที่จะสร้างผลกระทบมากทั้งต่อการผลิต รายได้ และการใช้จ่ายของคนในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรกที่ต้องตระหนักคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่พึ่งพาภาคต่างประเทศมาก หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศจะกระทบเศรษฐกิจไทยมากและเป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ผ่านตัวเชื่อมสองตัว ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยขณะนี้คือ การส่งออกและการท่องเที่ยว การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 65 ของการผลิตมวลรวมของประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยคนไทยด้วยกันเอง และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ มีสัดส่วนระหว่าง 9 ถึง 17 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวม หมายความว่า ถ้าการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นอะไรไป ผลต่อเศรษฐกิจจะมีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนี้ สำหรับการส่งออกและการท่องเที่ยว แนวโน้มทั้งสองเรื่องดูไม่ดี ปีนี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอัตราลดลงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเป็นขาลง โดยร้อยละ 80 ของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังชะลอลงอย่างพร้อมเพรียงกัน สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีผลให้ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจโลกล้วนขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง นอกจากนี้ภาคเอกชนก็มีความไม่แน่นอนมากกับอนาคตของระเบียบการค้าโลกว่าจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร จากผลของสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้น เป็นความไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ไม่ขยายกิจการ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกยิ่งชะลอมากขึ้น เกิดขึ้นทั้งในสหรัฐ จีน เอเชีย และยุโรป จนปัจจุบันกว่าร้อยละ 80 ของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงอย่างที่กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะมีต่อเนื่อง กระทบความต้องการสินค้าไทยในต่างประเทศ ปีที่แล้วเศรษฐกิจโลกขยายตัวเพียงร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ถ้าปีนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่าปีที่แล้ว ก็จะมีผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทย ทำให้การส่งออกของเราปีนี้จะขยายตัวลดลงจากปีที่แล้ว ปีที่แล้วการส่งออกของไทยขยายตัวติดลบ ทำให้ปีนี้การส่งออกของไทยก็อาจติดลบอีกปี คือ ไม่ขยายตัว ซึ่งหมายถึงการลดลงของรายได้จากการส่งออก กระทบความสามารถในการสร้างรายได้ และการเติบโตของเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการท่องเที่ยว แนวโน้มก็คงชะลอตัวเช่นกัน ทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้ความต้องการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง แต่ที่สำคัญคือ ผลกระทบจากการระบาดของไข้หวัดอู๋ฮั่นที่จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนเข้าเมืองไทยลดลงมาก กระทบรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะกว่าร้อยละ 28 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทยเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนคือประมาณ 11.1 ล้านคนปีที่แล้ว สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยกว่า 5.5 แสนล้านบาท การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนจะกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวมาก และเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะการระบาดของไข้หวัดอู๋ฮั่นและจากนโยบายของทางการจีนที่ห้ามชาวจีนเดินทางต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสไปนอกประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นอกจากผลที่มีต่อการท่องเที่ยว การแพร่ระบาดของไข้หวัดอู๋ฮั่นจะทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอลงมาก จากผลที่การระบาดของไข้หวัดจะมีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีน การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ และการผลิต มีการประเมินว่า ปีนี้เศรษฐกิจจีนจะถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทบมากจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดอู๋ฮั่น ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนปีนี้อาจลดต่ำกว่าร้อยละ 5 จากอัตราประมาณร้อยละ 6 ปีที่แล้ว ที่สำคัญเนื่องจากจีนเป็นเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของทุกประเทศในเอเชีย การขยายตัวที่ลดลงของจีนจะส่งผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจภูมิภาค ผ่านการเชื่อมต่อของเศรษฐกิจ การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตที่จีนนำเข้าสินค้าขั้นกลาง และสินค้าวัตถุดิบจากเกือบทุกประเทศในเอเชีย ผลคือ เศรษฐกิจเอเชียจะถูกกระทบมากจากการชะลอตัวของจีน ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียจะชะลอลงตามรวมถึงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือภาพคร่าว ๆ จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกขณะนี้ และผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทุกครั้งที่เศรษฐกิจถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก แรงกระทบจากปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจจะมากหรือน้อย จะขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศที่จะรองรับแรงกระทบดังกล่าวได้แก่ ความเข้มแข็งของปัจจัยภายในประเทศที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของนโยบายภายในประเทศที่จะออกมาเสริม สร้างความเข้มแข็งและกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวท่ามกลางความอ่อนแอของปัจจัยต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศสามารถไปต่อได้ ท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ สิ่งเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจภายในประเทศขณะนี้อ่อนแอมาก และไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจสามารถปรับตัวต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอก กล่าวคือ เศรษฐกิจภายในประเทศปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ เครื่องยนตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากปัจจัยภายในประเทศทั้งสามตัว คือ การบริโภคของภาคเอกชน การลงทุนของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาครัฐดูอ่อนแรง และไม่มีพลังที่จะขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้จ่ายของภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงภาคครัวเรือน มีแนวโน้มที่จะไม่ขยายตัวหรือขยายตัวในอัตราที่ต่ำปีนี้ จากความอ่อนแอของกำลังซื้อของคนในประเทศที่โยงกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำ และระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้สถาบันการเงินจะไม่ขยายสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับภาคครัวเรือนจากความห่วงใยกับปัญหาหนี้เสีย ที่สำคัญปีนี้ภาวะภัยแล้งจะทำให้การผลิตในภาคเกษตรตกต่ำลง กระทบรายได้ของภาคครัวเรือนและอำนาจซื้อของคนในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลคือ การขยายตัวของการใช้จ่ายด้านบริโภคของประชาชนปีนี้จะอ่อนแอ และไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออกหรือการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการลงทุนของภาคเอกชน ปัญหาก็เป็นในลักษณะเดียวกันคือ การลงทุนของภาคเอกชนไม่ขยายตัว อัตราการลงทุนของภาคธุรกิจต่ำมาก เป็นเรื่องที่สะสมมาต่อเนื่องในช่วงห้าปีที่ผ่านมาที่ภาคธุรกิจไม่ลงทุน แม้ระบบเศรษฐกิจจะมีสภาพคล่องมากและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาคธุรกิจเลือกที่จะไม่ลงทุนหรือไปลงทุนในต่างประเทศแทน ขณะที่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศก็ไม่ขยายตัว สิ่งเหล่านี้ชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจและการเมืองรวมถึงทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจในประเทศที่จะลงทุนเพื่อขยายการผลิต เป็นความอ่อนแอที่มีมาต่อเนื่องช่วงห้าปีที่ผ่านมา และได้สร้างผลกระทบสำคัญต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศตามมาอย่างน้อยสองเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เมื่อภาคธุรกิจไม่ลงทุน ประเทศก็ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการปรับปรุงด้านเทคโนโลยี และไม่มีฐานการผลิต หรือสินค้าใหม่ที่จะเป็นฐานส่งออกเพื่อหารายได้ให้กับประเทศ ทำให้ประเทศไม่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เพราะสินค้าส่งออกเดิมนับวันต้นทุนการผลิตจะแพงขึ้นจากค่าแรงในประเทศที่สูงขึ้น ทำให้ประเทศไม่สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ผลคือศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้เสื่อมถอยลงเปรียบเทียบกับประเทศอื่น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง การไม่ลงทุนทำให้ประเทศมีเงินออมมาก ซึ่งก็คือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เฉพาะช่วงปี 2017-19 การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยสูงถึง 179 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.4 ล้านล้านบาท นี่คือปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ตรงกันข้ามถ้าเงินจำนวน 5.4 ล้านล้านบาทนี้สามารถนำไปลงทุนเศรษฐกิจก็จะเติบโตมากและประเทศก็จะมีฐานการส่งออกใหม่ ฐานการผลิตใหม่ที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ และการจ้างงานให้กับคนในประเทศ แต่การลงทุนก็ไม่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของการเติบโตในอัตราที่ต่ำต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า ไม่สามารถพุ่งทะยานไปสู่เศรษฐกิจที่มีอัตราการขยายตัวที่สูงเหมือนประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐที่ควรเป็นทางออกให้กับเศรษฐกิจ ปีนี้ชัดเจนว่าการเบิกจ่ายจากงบประมาณประจำปีล่าช้า เพราะการอนุมัติ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีปัญหา ทำให้เงินงบประมาณที่ควรเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ คือ ล่าช้ามาเกือบห้าเดือนแม้ประชาชนและภาคธุรกิจจะเสียภาษีให้กับภาครัฐไปแล้ว ผลคือ รัฐไม่มีเครื่องมือที่จะนำมาใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในส่วนที่ได้ทำไปแล้วล่วงหน้า เช่น มาตรการชิม ช้อป ใช้ ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเอาเงินจากที่ไหนมากระตุ้นเพราะงบประมาณประจำปียังไม่ผ่าน ขณะที่วิธีการใช้เงินแบบชิม ช้อป ใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนที่หวังผลการเมืองในแง่คะแนนเสียงมากกว่าที่จะใช้เงินภาษีประชาชนแก้ไขปัญหาที่ประเทศมี ณ จุดนี้จึงไม่มีใครบอกได้ว่า เงินงบประมาณประจำปีตาม พรบ.งบประมาณจะสามารถนำมาใช้จ่ายได้เมื่อไร ทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากส่วนนี้จะออกมาไม่เต็มไม้เต็มมือ ที่จะเป็นเครื่องมือแก้ไขการชะลอตัวของเศรษฐกิจปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือข้อจำกัดทั้งหมดที่เศรษฐกิจไทยมีในปีนี้ ที่ผลกระทบจะมีมากและจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าผลกระทบจากปัจจัยลบทั้งหมดที่กล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่ได้ประเมินไว้เดิม รวมถึงอัตราเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่าขอบล่างของอัตราเงินเฟ้อที่เป็นเป้าหมาย ทำให้คณะกรรมการ กนง. ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเมื่อต้นเดือนนี้อีกร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 1.0 ต่อปี เพื่อช่วยเศรษฐกิจในการปรับตัวรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองที่ต้องตระหนักก็คือ เหตุผลหลักของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดคงไม่ใช่เพื่อใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอัตราดอกเบี้ยระดับร้อยละ 1.25 ต่อปีก่อนการปรับลดก็ถือว่าต่ำมากอยู่แล้ว และไม่เป็นข้อจำกัดต่อภาคธุรกิจ แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยในแง่การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยให้ต้นทุนชำระหนี้ของผู้ที่มีหนี้ลดลง เป็นการบรรเทาผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจต่อความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาคธุรกิจ ครัวเรือน และธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่ลดลงจะเอื้อต่อการชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือเศรษฐกิจไทยปีนี้ ที่แนวโน้มดูแย่จากปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบและจากข้อจำกัดที่ประเทศมีในการดำเนินนโยบายที่จะตั้งรับกับปัญหา เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนจะต้องเตรียมตัวรับมือกับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ให้เราสามารถที่ก้าวข้ามภาวะความตกต่ำของเศรษฐกิจปีนี้ไปให้ได้พร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญร่วมกันคงมีสามเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง สถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสำคัญกับสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. และควรตามสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. อย่างทันที และพร้อมเพรียงกัน โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอย่างเต็มที่ ขณะที่ทางการต้องดูแลให้ระบบการเงินมีสภาพคล่องเพียงพอเพื่อการกู้ยืมของผู้ที่ต้องการสินเชื่อและทำให้ผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสภาพคล่องในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงได้อย่างทั่วถึง เพื่อลดปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น ซึ่งสำคัญมากต่อการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะการผิดนัดชำระหนี้ ถ้าเกิดขึ้นในวงกว้างจะเป็นสัญญาณแรก ๆ ของความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ประเทศมี เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรทำให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง นโยบายการเงินอย่างเดียวคงช่วยเศรษฐกิจไม่ได้ แต่นโยบายการคลังคือ การใช้จ่ายและการเก็บภาษีของภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน เพราะนโยบายการคลังคือ มาตรการอีกด้านของนโยบายเศรษฐกิจ ที่ต้องทำคู่ขนานไปกับนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นและช่วยเศรษฐกิจในการปรับตัว ดำเนินนโยบายให้ไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมา นโยบายการคลังทำน้อยมาก และมีปัญหามากอย่างที่กล่าว ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีออกมาก็ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่สามารถหวังผลการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ด้วยเหตุนี้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนี้ไปจะต้องเปลี่ยนเพื่อสร้างความมั่นใจว่า รัฐบาลเข้าใจในสิ่งที่ต้องทำและยังสามารถคุมเกมส์เศรษฐกิจได้ เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายไปสู่การขาดความมั่นใจของภาคธุรกิจและประชาชนในความสามารถของภาครัฐที่จะบริหารประเทศ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นปัญหาใหญ่มากจะตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ธุรกิจขนาดใหญ่จะต้องเป็นผู้นำในการปรับตัว ต้องออกมามีบทบาทช่วยประคับประคองเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถมีโมเมนตัมได้ต่อไป เช่นดูแลห่วงโซ่การผลิต และห่วงโซ่อุปทานให้สามารถทำธุรกิจได้ต่อไป ให้มีสภาพคล่องเพียงพอแม้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะแย่ลง ให้ความสำคัญกับสภาพการมีงานทำของพนักงานและบริษัทคู่ค้า เพื่อรักษาอำนาจซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ปีนี้บทบาทของบริษัทใหญ่ในระบบเศรษฐกิจจะสำคัญมาก เพราะบริษัทใหญ่ที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์แรกของประเทศ มีสัดส่วนรายรับเท่ากับร้อยละ 85 ของรายรับของภาคธุรกิจทั้งหมด ดังนั้นถ้าบริษัทขนาดใหญ่ไม่ยื่นมือ ส่วนที่เหลือของภาคธุรกิจก็จะมีปัญหามาก ด้วยเหตุนี้การตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ทำอะไรของบริษัทใหญ่จะสำคัญต่อโอกาสทางธุรกิจและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของประเทศในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือข้อคิดที่อยากฝากไว้ในบทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; เดือนนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57416</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200112/image_big_5e1b28987f3c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุนนิยมกับความเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุนนิยมกับความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบบทุนนิยมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นความท้าทายของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมาตลอด เพราะสามารถส่งผลกระทบกว้างขวาง ทั้งต่อคนในสังคมและความยั่งยืนของระบบทุนนิยม ปัญหาคือระบบทุนนิยมสามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดี แต่เรื่องการกระจายผลที่เกิดจากการเติบโต ในแง่ของรายได้ที่เกิดขึ้นให้กับกลุ่มคนต่างๆ ในเศรษฐกิจนั้นทำได้ไม่ดี คือ คนส่วนน้อยได้ประโยชน์มากจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ควร เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่คนจำนวนน้อยร่ำรวยมาก แต่คนส่วนใหญ่มีแค่พออยู่พอกินหรือไม่ก็ยากจน และยิ่งเศรษฐกิจเติบโต ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยิ่งมีมากขึ้น หมายถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น กรณีของประเทศไทย ซึ่งระบบเศรษฐกิจทำงานอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม ประเทศเราก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นปัญหาสำคัญของสังคม ซึ่งถ้าไม่พยายามแก้ไข ความรุนแรงของปัญหาอาจเป็นความเสี่ยงต่อความสมานฉันท์ เสถียรภาพและความยั่งยืนของเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; วันนี้จะเขียนเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจว่าเรามีช่องทางอย่างไรหรือไม่ ที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเติบโต พร้อมลดแรงกดดันของปัญหาความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจให้มีน้อยลง มองจากวิวัฒนาการของปัญหาที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ผ่านความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถมีอิทธิพลต่อการกระจายรายได้ที่เกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่กลุ่มคน หรือผู้เล่นต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดของความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เล่นในระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบทุนนิยม คือ ระบบเศรษฐกิจที่ทำงานตามกลไกตลาด ซึ่งผู้เล่นหลักจะมีอยู่สี่กลุ่ม กลุ่มแรก คือ นายทุน หรือเจ้าของทุนที่เป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทเหล่านี้ และผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับส่วนแบ่งจากกำไรที่เกิดขึ้น กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มลูกจ้างและพนักงาน ที่ทำงานให้บริษัท หรือกิจการ ได้รับค่าจ้างและเงินสวัสดิการต่างๆ &amp;nbsp;เป็นการตอบแทน กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าของบริษัท ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ อาชีพต่างๆ ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐที่ไม่ได้ทำงานให้บริษัท แต่มีรายได้จากทางอื่นที่ซื้อสินค้าและเป็นลูกค้าของบริษัท กลุ่มที่สี่ คือ รัฐบาลที่มีรายได้จากภาษีของประชาชน และนำเงินภาษีเหล่านี้มาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือผู้เล่นสี่กลุ่มในระบบเศรษฐกิจ ที่ผลที่เกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจจะกระจายระหว่างคนสี่กลุ่มนี้ตาม &amp;quot;กฎเกณฑ์&amp;quot; ที่มีในสังคม เช่น ลูกจ้างและพนักงานจะได้รับส่วนแบ่งในรูปของเงินเดือนและสวัสดิการตามสัญญาได้ตกลงไว้กับบริษัท รัฐบาลได้ภาษีจากบริษัท และผู้ใช้แรงงานตามเกณฑ์ภาษีที่รัฐบาลกำหนดไว้ กลุ่มนายทุนได้กำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาขาย ต้นทุน ค่าจ้าง และภาษี ส่วนกลุ่มผู้บริโภคคือกลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อสินค้าและสร้างรายได้ให้กับบริษัท ก็ได้สินค้าที่ซื้อไปบริโภคและได้ส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้ขายสินค้าได้ไปในการขายสินค้านั้นกับราคาของสินค้าที่ผู้บริโภคจริงๆ แล้วพร้อมจะจ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) ซึ่งถ้ามีค่าเป็นบวกก็หมายถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้เพิ่มเติมจากการบริโภคสินค้านั้น นี่คือกลุ่มคนสี่กลุ่มที่ได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ตามบทบาทหน้าที่และตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ได้กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือ การแบ่งปันผลของการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่กลุ่มคนต่างๆ นั้น จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่สังคมมี ซึ่งผู้ที่ควบคุมว่ากฎเกณฑ์ควรเป็นอย่างไร ก็คือ รัฐบาลที่มีหน้าที่ในการเขียนกฎหมายและออกกฎเกณฑ์ต่างๆ &amp;nbsp;ทำให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจที่มีเขียนกฎเกณฑ์หรือออกระเบียบต่างๆ เช่น ภาษี เปลี่ยนแปลงการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มคนต่างๆ พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎระเบียบที่จะกระทบการกระจายรายได้ในสังคม หมายความว่าผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ตกไปแก่คนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายทุน หรือผู้บริโภค สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการใช้อำนาจของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงมีบทบาทอย่างสำคัญที่จะแก้ไข หรือลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุนนิยมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา การเติบโตของระบบทุนนิยมเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศในเศรษฐกิจโลก นำโดยสหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตร ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดยั้งการเติบโตของลัทธิคอมมิวนิสต์ และระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้สนับสนุน ในช่วงนั้นบทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญต่อการกระจายผลที่เกิดขึ้นจากการเติบโตไปสู่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ให้เป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อลดการเอาเปรียบที่จะเป็นเงื่อนไขให้แนวคิดสังคมนิยมเติบโต ในช่วงนี้เราจึงเห็นการออกกฎหมายที่คล้ายๆ กันทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การคุ้มครองการจ้างงานเพื่อไม่ให้ลูกจ้างถูกปลดออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม ระบบประกันสังคม รวมถึงแนวคิดของการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามการเพิ่มของผลิตภาพการผลิต (productivity) ทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ดี พร้อมกับฐานะความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและพนักงานที่ดีขึ้น นำมาสู่การเติบโตของ &amp;quot;ชนชั้นกลาง&amp;quot; ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่พอมาในช่วงต้นของทศวรรษ 1970 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการลงทุนของธุรกิจได้ทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่อัตราค่าจ้างปรับขึ้นได้ช้ากว่า &amp;nbsp;ความแตกต่างนี้ทำให้ส่วนของผลผลิตหรือรายได้ที่ถูกแบ่งปันเป็นกำไรของเจ้าของทุนเริ่มขยายตัวมากกว่าสัดส่วนของค่าจ้างแรงงานในรายได้รวม ความแตกต่างระหว่างรายได้ของกลุ่มเจ้าของทุนและพนักงานลูกจ้างจึงเริ่มมีมากขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาราคาน้ำมันแพง (oil shock) พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ผู้บริโภคและกลุ่มเจ้าของกิจการถูกกระทบมาก การกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจจึงไม่ได้โน้มไปทางที่จะขยายสัดส่วนรายได้ของกลุ่มเจ้าของกิจการในรายได้รวมให้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือในบทบาทการดูแลเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุคโลกาภิวัตน์และตลาดเสรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบบสังคมนิยม ในช่วงปี 1989-90 ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมและตลาดเสรีได้กลับมามีอิทธิพลในการทำนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก ภายใต้แนวคิดนี้ เศรษฐกิจที่มีบทบาทของภาครัฐน้อยลง และทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพกว่า แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ยุคทองของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุน เปิดเสรีของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ลดข้อจำกัดและบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจโลกเติบโตมาก สัดส่วนการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจยิ่งเอื้อหรือให้ประโยชน์ต่อกลุ่มเจ้าของทุนและนักลงทุน ทำให้การกระจายรายได้แย่ลง และยิ่งเศรษฐกิจมีการเติบโต ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจก็ยิ่งมีมากขึ้น ทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ในช่วงนี้ชัดเจนว่าบทบาทภาครัฐและนโยบายเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากการดูแลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานมาเป็นการให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่จะมีต่อนักลงทุน เจ้าของกิจการ และกลุ่มนายทุน เช่น นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการปรับลดอัตราภาษีก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับกำไรของภาคธุรกิจและความเหลื่อมล้ำที่ได้เพิ่มสูงขึ้น เกิดเป็นประเด็นว่าบริษัทธุรกิจควรมีบทบาทอย่างไรหรือไม่ในสังคม นอกเหนือจากการทำกำไร รวมถึงภาคธุริจควรทำอะไรหรือไม่ที่จะลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยใช้ความรู้ความสามารถ และทรัพยากรที่ภาคธุรกิจมีมาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคืนกำไรให้กับสังคม จากข้อสังเกตุนี้เราจึงเห็นความพยายามของบริษัทธุรกิจที่จะปรับตัว เพื่อลดแรงต่อต้านของสังคม โดยการมีโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ในระดับบริษัทและการจัดตั้งมูลนิธิและองค์กรทางสังคมที่จะช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้หรือขาดโอกาสในสังคม โดยนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีในรูปของ Philanthropy หรือการช่วยเหลือสังคม กลายเป็นรูปแบบใหม่ของระบบทุนนิยม ที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าคนที่ร่ำรวยสามารถร่วมแก้ปัญหาของประเทศและช่วยเหลือสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับแย่ลง คือ ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงขึ้น ขณะที่ความพยายามของกลุ่มเจ้าของทุนที่จะปรับตัวผ่านโครงการช่วยเหลือสังคมต่าง ๆ ก็ถูกมองว่า ไม่จริงจังและมักจะมีวาระทางการเมืองหรือธุรกิจซ่อนเร้นอยู่ เพราะนักธุรกิจก็คือ นักธุรกิจ มนต์ขลังของระบบตลาดเสรีมาถึงจุดสูงสุดในปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่มีต้นตอมาจากความเป็นเสรีของตลาด และการลงทุนและทำธุรกิจที่เสี่ยงและไม่ระมัดระวังของกลุ่มเจ้าของทุนและนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิบปีหลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ภาวะเศรษฐกิจของโลกก็ยังไม่กลับเป็นปรกติ ระบบการเงินก็ยังไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิม แม้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะใช้ทรัพยากรมหาศาลในแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มีการประมาณว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ได้สร้างความเสียหายมากกว่า 22 ล้าน ๆ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ก็คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มผู้บริโภค ขณะที่กลุ่มเจ้าของทุนโดยรวมกลับได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดกับการช่วยเหลือของภาครัฐ ทำให้ในช่วงสิบปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2008 ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกจึงไม่ดีขึ้น แต่กลับแย่ลง คือ ความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบต่อประชาชนจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในหลายประเทศเริ่มหมดศรัทธาต่อระบบทุนนิยม ผู้ทำนโยบาย และการเมืองในระบบเลือกตั้ง ว่าไม่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นำไปสู่การมองหาผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อแก้ไขปัญหา และการเมืองแบบประชานิยม ที่ปฏิเสธกฎเกณฑ์และความสัมพันธ์เดิม ๆ ที่เคยเป็นพื้นฐานความสำเร็จของระบบทุนนิยมในอดีต ที่สำคัญคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่จะให้ความหวังและให้คำตอบต่อความยากลำบากที่กำลังเกิดขึ้นเพื่ออนาคตของพวกเขา ล่าสุด คือ ผลสำรวจความเห็นของคนรุ่นหนุ่มสาวในสหรัฐอเมริกา คือ Gen Z และ Millennial ที่ 70% ของประชากรในวัย Millennial คือ อายุระหว่าง 18-34 ปี พร้อมที่จะลงคะแนนเลือกนักการเมืองที่มีแนวคิดสังคมนิยมเป็นผู้แทน ท่าทีดังกล่าวจะมีผลอย่างสำคัญต่อการเมืองสหรัฐในช่วงต่อไป และการเมืองของประเทศไทยเองก็คงจะถูกกระทบในลักษณะเดียวกันจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วระบบทุนนิยมจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบ คือ ภาครัฐในการทำหน้าที่จะต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่สาม คือผู้บริโภคมากขึ้น และใช้พลังของกลุ่มผู้บริโภคมาเป็นตัวถ่วงดุลที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ให้แย่ลงหรือเลวร้ายไปกว่านี้ เพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานกำลังอ่อนแรงลงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงาน และผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการมีงานทำ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในแง่จำนวนจะยิ่งเติบโต ที่สำคัญการติดต่อสื่อสารโดยอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ยิ่งจะทำให้พลังของผู้บริโภคมีมากขึ้น เพราะสามารถที่จะรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เพื่อประท้วงหรือเรียกร้องในประเด็นที่ทุกคนถูกกระทบหรือมีความรู้สึกร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในปีนี้การประท้วงที่เกิดขึ้นใน 24 ประเทศทั่วโลก ล้วนมาจากการรวมตัวของผู้บริโภคผ่านเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ทั้งสิ้น และต้นตอหรือความห่วงใยที่นำมาสู่การประท้วงส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจ ที่สำคัญการประท้วงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมีผลโดยตรงต่อการทำนโยบายของภาครัฐ และทรงพลังกว่าการประท้วงของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือปรากฏการณ์ใหม่ที่ทั้งภาครัฐและกลุ่มนายทุนหรือเจ้าของธุรกิจจะต้องตระหนักและต้องปรับตัว เพื่อใช้พลังและความเดือดร้อนของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ต่อการลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนที่สังคมต้องพยายามใช้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ที่ผ่านมาชัดเจนว่า การดูแลผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานอย่างที่ได้เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขณะที่การเอื้อต่อประโยชน์ของกลุ่มเจ้าของทุน และธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรีก็ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงขึ้น ช่องทางที่เหลืออยู่ จึงมีทางเดียว คือ กลุ่มผู้บริโภค ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคม ทั้งในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ผลักดันโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ เป็นความท้าทายของการหาทางออกให้กับปัญหาที่มีอยู่ในสังคมแต่เนิ่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีความเสี่ยงที่ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เขียนให้คิด
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50546</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5fca4656c84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
