<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ประสาร” เสนอสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคม 5 มิติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21พ.ค.63-นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะกรรมการที่ปรึกษาด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ กสศ.เป็นระยะเวลา 2 ปี เราได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากระบบ iSEE ของ กสศ. และมีข้อเสนอในการสร้าง &amp;ldquo;ระบบการคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา&amp;rdquo; (social protection in education system) ใน 5 มิติดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;1.ความมั่นคงทางอาหาร (food security) ให้แก่เด็กเยาวชนทุกคนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาค ปัจจุบันเราสนับสนุนอาหารกลางวันเพียง 200 วันต่อปีให้แก่เด็กอนุบาลถึง ป.6 เท่านั้น ยังมีเด็ก ม.ต้นถึง ม.ปลายอีกหลายล้านคนที่ยังไม่มีอาหารกลางวันทานที่โรงเรียน และยังมีอีก 165 วัน ที่เด็กเยาวชนด้อยโอกาสหลายล้านคนยังไม่มีความมั่นคงทางอาหารในชีวิตของตนและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว (family security) ปัจจุบันครอบครัวที่มีรายได้น้อยมากกว่าร้อยละ 40 เป็นครอบครัวแหว่งกลาง พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เด็กเยาวชนราว 1 ล้านคนกำลังเติบโตขึ้นมาโดยขาดความมั่นคงในสถาบันครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.ความพร้อมและความปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียนของนักเรียน (travel security) ปัจจุบันเด็กเยาวชนเกือบ 2 ล้านคนไม่มีค่าใช้จ่ายและพาหนะที่ปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียน ทำให้มีเด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา และประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;4.ความพร้อมและความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู (school security) ในการจัดการศึกษาทั้งในเชิงกายภาพ และความพร้อมของผู้บริหารและครูในการจัดการศึกษาตามมาตรฐานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรวมไปถึงการจัดการศึกษาแก่ผู้พิการด้อยโอกาสประเภทต่างๆ การป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน รวมทั้งการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์อย่าง COVID-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5.ความพร้อมของชุมชนท้องถิ่น (community security) สร้าง ความเข้มแข็งและความร่วมมือร่วมใจของชุมชนท้องถิ่น เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนสถาบันครอบครัวและสถานศึกษา ในการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมในระบบการศึกษาทุกด้าน อีกทังเมื่อเร็วๆนี้ เราพบจุดแข็งอย่างหนึ่งในระบบของบ้านเรา คือ อสม.สาธารณสุข ที่เข็มแข็งมากในสถานการณ์โควิด ทำให้ตนคิดว่า หากมี อสม.การศึกษา เข้ามาช่วย เพราะการสร้างเด็กคนหนึ่ง ไม่ใช่การไปห้องเรียน ออนแอร์ ออนไลน์ เราพบ เด็กอายุ 15 ปีตั้งครรภ์ก่อนกำหนด เด็กทำไมไม่ไปอาชีวะเพื่อได้อาชีพ เรื่องเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือจากชุมชนในหลากรูปแบบ เป็นไปได้ไหมที่จะสร้าง อสม.การศึกษา เหมือนอสม.สาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม หากระบบการคุ้มครองทางสังคมเกิดขึ้นได้จริง ย่อมจะเป็นเสาหลักที่สำคัญของระบบการศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และคุณภาพการเรียนรู้ โดย กสศ. จะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้เกิดระบบการคุ้มครองทางสังคม และ เมื่อประชาชนกลุ่มเป้าหมายหลาย 10 ล้านคนและครัวเรือนเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองทางสังคมแล้ว ความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการกู้วิกฤติในภาวะฉุกเฉินอย่างที่ผ่านมาก็จะลดลง ระยะเวลาที่ใช้ในการกลับสู่ภาวะปกติก็จะลดลง เพราะสังคมไทยจะมี &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; เพื่อสู้วิกฤตทั้งในรอบนี้และรอบหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ กสศ.ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เราสามารถให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนากลุ่มเป้าหมายเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงครู ผู้พิการ และประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสจำนวนรวมกันแล้ว มากกว่า 1.1 ล้านคน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยแล้ว ซึ่งต้องขอขอบพระคุณ การสนับสนุนจากคุณครูจากทุกสังกัดที่เกี่ยวข้องที่ช่วยให้ กสศ. เข้าถึง และได้มีโอกาสช่วยเหลือ&amp;rdquo;ประธานบอร์ด กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66526</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ความเสนอภาคทางสังคม 5มิติ, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec6265320b11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ประสาร&quot;ยกแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีนี้ ตอกย้ำ ต้องลดความเหลื่อมล้ำเด็ก ชี้ภาพรวมทั่วโลกถดถอย วอนรัฐบาลสานต่องบฯอย่าละเลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;1พ.ย.62-ที่ห้องประชุมสมานสโมสร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ จัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง &amp;ldquo;จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรม ทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวปาฐกถา เรื่อง &amp;ldquo;นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาบทเรียนจากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2562&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตอนหนึ่งว่า ตามที่ราชสถาบันวิทยาศาสตร์สวีเดน มอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2562 ให้แก่ นายอะบีจิต บาเนร์จี &amp;nbsp;นางเอสเธอร์ ดิวโฟล นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) &amp;nbsp;และนายไมเคิล เครเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา จากแนวคิดการแก้ไขปัญหาความยากจนระดับโลก ด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์กิจกรรม &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นการยกย่อง การนำนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง &amp;nbsp; มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา ตนเห็นว่า การมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีนี้ มาได้ถูกที่ถูกเวลา &amp;nbsp;เพราะข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลก ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา &amp;nbsp;ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน &amp;nbsp; แต่ที่น่ากังวลไปกว่าจำนวนเด็กนอกระบบ คือ ความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 5-10 สุดท้ายยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา หรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลกเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง &amp;nbsp; ในขณะที่ประเทศไทยเองยังมีเด็กเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คนที่มีอายุ 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคนที่อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มถดถอยมาก ในขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง จึงมีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก &amp;nbsp;ซึ่งนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้จึงอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถใช้สนับสนุนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ด้วยกระบวนการ &amp;nbsp;ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนา และเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน โดยจากผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลกด้วยกระบวนการ Randomized Control Trial (RCT) พบว่า นโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่อุปสงค์ต่อการศึกษา มุ่งปัญหาความต้องการที่แท้จริงของนักเรียนและผู้ปกครองหลายมาตรการให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษา เช่น การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษา อย่างการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่กสศ.ดำเนินการอยู่ หรือการสนับสนุน อาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นจะมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นบ้าง &amp;nbsp;แต่ยังคงมีโจทย์สำคัญหลายเรื่องที่ประเทศไทยควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบก่อนที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว &amp;nbsp;ยังมีหลายส่วนที่มีความซับซ้อน เชื่อว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทาง เริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ &amp;nbsp;ซึ่งมีหลายหน่วยงานทำอยู่ ขณะที่ กสศ.มีหน้าที่เสริมความรู้ ข้อมูล รวมถึงค้นหาแนวทางใหม่ๆ หาสาเหตุว่าการที่เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เต็มที่ เพราะสาเหตุอะไร เช่น เด็กบางต้องเดินทางมาโรงเรียน บางคนอยู่ห่าง 20 กิโล ไม่มีค่าเดินทาง &amp;nbsp;ไม่มีเงินกินอาหารเช้า เป็นต้น นี่คือสิ่งที่สะท้อนเรื่องของมาตรการฝั่งอุปทาน ดังนั้นต้องระวังอย่าตกหลุมพราง ว่า งานของกสศ.ซ้ำซ้อนจนขอตัดงบประมาณ แต่ความจริงมันคนละวง คนละภารกิจ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานบอร์ด กสศ.กล่าวอีกว่า ความตั้งใจของคณะกรรมการบริหาร กสศ. จะไม่ทำงานในสเกลใหญ่ แต่เราจะหามุมเล่น รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยในแนวทางเดียวกับสิ่งที่ กสศ. ทำอยู่ จึงเป็นจังหวะที่ดีมาก เพื่อทำความเข้าใจว่า ที่คุณทำอยู่ใช้เงินมาก เน้นอุปทาน &amp;nbsp; แต่กสศ.จะเข้ามาเสริม ใช้ข้อมูลความรู้ &amp;nbsp;ทำให้ถูกที่ถูกทาง เน้นเรื่องอุปสงค์ จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ประสิทธิผล &amp;nbsp;เพราะ กสศ.มองว่าเราไม่ควรทิ้งปัญหายากจน ให้ข้ามไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน &amp;nbsp;ในขณะที่การแจกเงินชิมช็อปใช้ จะหมด รุ่นต่อไปก็หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc0b21e67cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ประสาร&quot;เผยเด็กได้รับทุนกสศ.2,053ทุน จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า1หมื่นล.หรือได้ผลตอบแทนกลับมาร้อยละ10 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
26มิ.ย.62- ที่อาคารเดอะ พอร์ทอล ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี - กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน &amp;quot;ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง&amp;quot; โดยมีผู้นำนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1 และผู้บริหาร ครู อาจารย์ จากสถานศึกษาสายอาชีพจำนวน 36 แห่ง เข้าร่วม โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ &amp;quot;ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง: สร้างคน สร้างโอกาส สร้างงาน&amp;quot; ตอนหนึ่งว่า การเรียนสายอาชีพนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง ประเทศชั้นนำของโลก เช่น เยอรมนี ไต้หวัน สิงคโปร์ ล้วนให้ความสำคัญกับคุณภาพแรงงานในระดับสายอาชีพชั้นสูง โดยถือเป็นกำลังแรงงานกลุ่มสำคัญที่ทำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่าแรงงานในระดับการศึกษาอื่นๆ และโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. มีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่สร้างกำลังคนสายอาชีพ ให้มีสมรรถนะและทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ให้ความสำคัญกับสาขา STEM (วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี) รวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะอาชีพการทำงานตาม 10 อุตสาหกรรม S Curve และ New S Curve เป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลและความต้องการตลาดแรงงานในท้องถิ่น อีกทั้งสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีรูปแบบการทำงานที่เป็นนวัตกรรมกับสถานประกอบการและมีความร่วมมือกับต่างประเทศ&amp;nbsp;
นอกจากนี้หลายสถานศึกษายังมีความร่วมมือทวิภาคีกับสถานประกอบการ ภาคเอกชน ซึ่งจากงานวิจัยระดับนานาชาติ พบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการจัดการศึกษาสายอาชีพ การพัฒนาความร่วมมือกับสถานประกอบการและภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะที่ทำให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างเป็นแนวทางการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคาดว่าโครงการนี้จะมีความคุ้มทุนอย่างมาก เพราะเป็นการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้ตรงจุด รวมถึงทำให้สถาบันการศึกษาสายอาชีพได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน โดยหากนักเรียนที่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูงจำนวน 2,053 ทุน ในปีแรก ออกไปสู่ตลาดแรงงาน &amp;nbsp; ข้อสมมุติฐานที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็คือ เมื่อพวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำงานหลังจบการศึกษาจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี พวกเขาจะสามารถสร้างมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ในรูปตัวเงินถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR หรือ Internal Rate of Return) อยู่ที่ร้อยละ 10&amp;rdquo;ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สนับสนุนให้เรียนต่อในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ซึ่งปีการศึกษา 2562 เป็นปีแรกและได้คัดเลือกผู้รับทุนรุ่น 1 เรียบร้อยแล้ว โดยมีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยชุมชน เข้าร่วมโครงการ 36 สถาบัน 26 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีผู้รับทุน 2,053 คน แบ่งเป็น ผู้รับทุนในประเภทประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ต่อเนื่อง ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)/อนุปริญญา (ทุน 5 ปี) จำนวน 922 ทุน และประเภท ปวส./อนุปริญญา (ทุน 2 ปี) จำนวน 1,131 ทุน เข้าศึกษาต่อใน 30 สาขาวิชาขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของประเทศ โดยสาขาวิชาที่มีจำนวนผู้รับทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สาขาเครื่องกล จำนวน 286 ทุน สาขาเกษตรศาสตร์ จำนวน 220 ทุน สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม จำนวน 200ทุน สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จำนวน 163 ทุน และสาขาไฟฟ้า จำนวน 161 ทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตามสถิติพบว่าแต่ละปี มีเด็กประมาณ 7 แสนคน ในจำนวนนี้ 1 แสนคนมีฐานะยากลำบากและมีเพียง 5,000 คนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 &amp;nbsp;ซึ่งเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กสศ.ต้องการเข้ามาลดช่องว่างจุดนี้จึงทำให้เกิดเป็นโครงการนี้ขึ้น และนักศึกษาผู้รับทุนทุกคนมาจากครอบครัวยากลำบาก ซึ่งเราก็พบว่านอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจก็ยังมีปัญหาอื่นๆ แฝงมาด้วย ซึ่งในจุดนี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการเรียน ดังนั้น เมื่อเด็กเข้ามาในสถาบันจะต้องมีอาจารย์ช่วยดูแลแทนพ่อแม่ด้วย โดย กสศ.ก็จะมีทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ทำหน้าที่ในการติดตามดูแลนักศึกษาทุนจนจบการศึกษา&amp;quot;ผู้จัดการ กศศ.กล่าวและว่า &amp;nbsp;ทั้งนี้ในส่วนของการเตรียมความพร้อมคัดเลือกนักศึกษาทุน รุ่นที่ 2 นั้น ก็อยู่ระหว่างการเริ่มเตรียมการ แต่ กสศ.ยังมีความห่วงใยในเรื่องของงบประมาณ เพราะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ ซึ่งอาจจะทำให้การอนุมัติงบประมาณล่าช้า จึงกังวลว่าอาจจะกระทบต่อการเชิญชวนเด็กมาร่วมโครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39537</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ผลตอบแทนจากกองทุนลดเหลื่่อมล้ำทางการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d134626860e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2018 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2018 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ส่งมอบ&quot;iSEE App” ให่นายกฯเเรียกดูBig Dataเด็กยากจนทั้งปท. ติดตามแก้ไขเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ธ.ค.61-กสศ.มอบ แอพฯ&amp;quot;iSEE App&amp;rdquo; ให่นายกฯเเรียกดูBig Dataเด็กยากจนทั้งประเทศ ช่วยติดตาม แก้ไขเหลื่อมล้ำทางการศึกษารายคน ด้านกสศ.โอนเงินช่วยนร.ยากจนพิเศษรอบแรก4แสนคน 26ธค.นี้ พร้อมขยายเวลารร.ยืนยันรายชื่อเพิ่ม 7&amp;ndash;11 มค.62ป้องกันตกหล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เยี่ยมชมนิทรรศการ &amp;ldquo;เปิดประตูสู่โอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&amp;rdquo; และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ &amp;ldquo;iSEE App&amp;rdquo;ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) &amp;nbsp;ลงในไอแพดของนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เรียกดูข้อมูลรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษได้ทุกสถานที่และทุกเวลา ทั้งในรูปแบบกราฟฟิก ตารางสรุปข้อมูลสถิติ ข้อมูลภูมิสารสนเทศของสถานศึกษาทั้ง 30,000 แห่ง รวมถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทั้งในระดับภาพรวมของประเทศ จังหวัด สถานศึกษา ไปจนถึงระดับผู้เรียนมากกว่า500,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร &amp;nbsp;ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า กสศ. กล่าวว่า การวิจัยพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(Information System for Equitable Education) หรือ iSEE ระบบนี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยให้รัฐบาล&amp;ldquo;มองเห็น&amp;rdquo;และ &amp;ldquo;ติดตาม&amp;rdquo;ข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อมอบนโยบายบูรณาการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ไม่ให้มีเด็กเยาวชนคนใด ถูกทอดทิ้งจากความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป &amp;nbsp; โดยช่วงแรกระบบiSEE จะทำหน้าที่รายงานข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขที่ กสศ. และสพฐ. เริ่มดำเนินงานในปีการศึกษา 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร &amp;nbsp;กล่าวว่า จากบทเรียนการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เช่น ประเทศบราซิลและเม็กซิโก พบว่าการใช้ระบบสารสนเทศสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนผู้ยากจน และการกำหนด&amp;ldquo;เงื่อนไข&amp;rdquo;(Conditions) ในการรับเงินต่อเนื่อง จะช่วยให้มาตรการลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองความยากจนของนักเรียนและครอบครัวให้มีความเที่ยงตรง กสศ. สพฐ. และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นCCT สนับสนุนการคัดกรองรายได้ทางอ้อม(Proxy Means Test: PMT) ช่วยให้ครูสังกัด สพฐ. มากกว่า 30,000 คนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลนักเรียนโดยประหยัดเวลาและทรัพยากรในการบันทึก
การทำงานของแอพฯ ดร.ประสารกล่าวว่า จะทำหน้าที่จัดส่งข้อมูลประเภทต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลรายได้ สถานะครัวเรือน และภูมิสารสนเทศของนักเรียนและครอบครัว รวมถึงครูใช้ในการติดตาม และบันทึกผลการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนของนักเรียนยากจนพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพได้แก่ เงื่อนไขการรักษาอัตราการมาเรียนให้เกินกว่าร้อยละ 80 ตลอดปีการศึกษา2561 และเงื่อนไขน้ำหนักส่วนสูงนักเรียนยากจนพิเศษให้มีพัฒนาการที่สมวัยตามเกณฑ์มาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ครูสามารถดำเนินการโดยไม่ใช้กระดาษแม้แต่แผ่นเดียว (Paperless) &amp;nbsp; โดยครูและสถานศึกษาจะสามารถติดตามผลการจัดสรรเงินอุดหนุนของ กสศ. และ สพฐ. ของนักเรียนมากกว่า 500,000 คนได้เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน15 ปี ช่วยให้รัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษีทราบได้ว่าการลงทุนของรัฐผ่าน กสศ. สามารถสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้ประสานงานมาที่ กสศ. เพื่อขอจัดทำความร่วมมือเพื่อนำระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)และแอพพลิเคชั่นดังกล่าว รวมทั้งนวัตกรรมการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนอย่างมีเงื่อนไขนี้ไปสนับสนุนมาตรการดูแลนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดของตนอีกราว2,000 แห่งในปีการศึกษา 2563 ต่อไป&amp;rdquo; ดร.ประสาร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภกร &amp;nbsp;บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ผลการบันทึกข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษที่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21ธันวาคม 2561 &amp;nbsp;พบว่ามีจำนวนนักเรียนที่จะได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขในรอบแรกจำนวน397,493คน ขณะที่อีก &amp;nbsp;75,363 คน จาก 416 โรงเรียนยังยื่นเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ขาดภาพการประชุมรับรองรายชื่อรวมถึงเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งกลุ่มนี้คุณครูกรุณารวบรวมเอกสารยื่นเพิ่มเติม &amp;nbsp;และอีกประมาณ 6,655โรงเรียน ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลเข้ามา โดยทางกสศ.ได้ขยายเวลาให้โรงเรียนกลุ่มหลังนี้บันทึกผลการรับรองข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ (นร.05) ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ผ่านระบบ CCTนร.05 &amp;nbsp;ได้อีกครั้งระหว่างวันที่ &amp;nbsp;7 &amp;ndash; 11 มกราคม 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกกระบวนการกสศ.ใช้เทคโนโลยีช่วยพิสูจน์ยืนยัน ตั้งแต่การค้นหา ตรวจสอบ การโอนเงิน การติดตามผลตามเงื่อนไข และยังผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมจากคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชนท้องถิ่น และผู้ปกครองรวมแล้วกว่า 150,000คน เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นในความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการทำงาน ล่าสุด กสศ.ได้ประสานไปยังสพฐ.เพื่อส่งรายชื่อของโรงเรียนที่ยังไม่ได้บันทึกข้อมูลใดใดเลยทั้ง6,655แห่ง ข้อมูลดังกล่าวจะชี้เป้าให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานติดตามไม่ให้มีเด็กนักเรียนคนไหนเสียโอกาสในการได้รับเงินอุดหนุนครั้งนี้ &amp;nbsp;สำหรับรายชื่อที่นักเรียนที่ผ่านการรับรองแล้วทั้ง 397,493 คน กสศ.จะเริ่มโอนเงินอุดหนุนให้ตั้งแต่วันที่ 26ธันวาคม 2561 โดยจะแล้วเสร็จภายใน7วัน ทั้งนี้จะดำเนินการให้กับจังหวัดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดก่อน &amp;nbsp;สำหรับรายชื่อ10จังหวัดแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ตาก นราธิวาส ยะลา น่าน สตูล เชียงใหม่ ปัตตานี &amp;nbsp;นครราชสีมา มหาสารคาม&amp;rdquo; ผู้จัดการ กสศ. กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25048</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ISEE APP, กองทุนกสศ., การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเด็กยากจน, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab25cfd67141.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ให้คะแนนทำตามศาสตร์พระราชา  คนไทยยังไม่เต็มร้อย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั่วประเทศมีการน้อมนำศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ปฏิบัติเพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแต่ละจังหวัด รวม 77 จังหวัด &amp;nbsp;โดยกรุงเทพมหานคร เกิดชุมชนพอเพียง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบมากมายสานต่อแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันยังขาดตัวชี้วัดผลความสำเร็จจากการดำเนินโครงการตามคำพ่อสอนที่ชัดเจน เพื่อจะติดตามว่ามีสิ่งไหนควรปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามศาสตร์พระราชาหรือสิ่งไหนควรทำเพิ่มเติมเพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอผลการศึกษาโครงการ&amp;quot;ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืนและตัวชี้วัดความยั่งยืนชุมชนมั่นพัฒนา&amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งมาจากการศึกษาแนวคิดศาสตร์พระราชาในภาพรวมและลงลึกองค์ประกอบ ทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง กปร. ปิดทองหลังพระ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพระราชดำริต่างๆ จนสามารถจัดสร้างตัวชี้วัดชุมชนมั่นพัฒนา (SCI) &amp;nbsp;2 กลุ่มสำคัญ คือ ตัวชี้วัดสะท้อนการปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา หรือ SCI -S4S และกลุ่มที่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนา หรือ SCI-OC &amp;nbsp;ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีเครื่องมือให้คะแนนอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การน้อมนำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติทั่วประเทศ พบได้คะแนนเฉลี่ย 60 จาก 100 คะแนนเต็ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สมชาย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI &amp;nbsp;กล่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีคุณูปการต่อการพัฒนาของประเทศไทยตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงให้แนวทางการดำรงชีวิต การประพฤติปฏิบัติ และการบริหารจัดการโครงการพัฒนาที่มีความลุ่มลึก รอบด้าน และเป็นองค์รวม รวมเรียกว่า &amp;quot;ศาสตร์พระราชา&amp;quot; &amp;nbsp;โดยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาศาสตร์พระราชาในเชิงปริมาณยังมีไม่มากนัก โดยเฉพาะการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;nbsp;เหตุนี้ TDRI จึงสนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ และใช้วิธีการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล &amp;nbsp;มีการพัฒนาระบบตัวชี้วัดที่แสดงถึงการปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาของคนไทยทั้งประเทศ แสดงผลระดับชุมชน ระดับภาคหรือประเทศ และสามารถพัฒนาเพิ่มเติมใช้เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานโครงการพัฒนาต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ตัวชี้วัดนี้ใช้ในการติดตามว่าประชาชนน้อมน้ำศาสตร์พระราชามาใช้มากน้อยเพียงใด รวมถึงนำเสนอศาสตร์พระราชาต่อประชาคมโลกในฐานะที่เป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สอดรับกับแนวคิด SDGs ของสหประชาชาติ &amp;nbsp;ทีมวิจัยไม่ได้คาดหวังให้เป็น &amp;nbsp;หลักการวัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่มีลักษณะเป็นมาตรการอื่นมากกว่า คล้ายกับดัชนีชี้วัดความสุขของภูฏาน (GHN) ซึ่ง GHN ใช้เวลาในการพัฒนาก่อนปี 2553 &amp;nbsp;ปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ แต่นายกฯ คนปัจจุบันสนใจน้อยกว่าอดีต &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;ดร.สมชาย กล่าวว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับศาสตร์พระราชาที่ใช้เป็นหลักอ้างอิง นักเศรษฐศาสตร์ TDRI ระบุว่า มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้ง 23 ประการ อาทิ ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ,ระเบิดจากข้างใน,แก้ปัญหาที่จุดเล็ก , ทำตามลำดับขั้น,ภูมิสังคม,ประหยัดเรียบง่าย,ประโยชน์ส่วนรวม,ทรงใช้ธรรมชาติ ช่วยธรรมชาติ ,ปลูกป่าในใจคน,ความเพียร ฯลฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; นำมาสร้างตัวชี้วัด สร้างแบบสอบถามครัวเรือน ข้อมูลครอบครัว &amp;nbsp;บุคคล ถามพฤติกรรม ความคิดที่สะท้อนการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของคำตอบ ก็เลี่ยงคำถามที่โยงไปถึงคำว่า ศาสตร์พระราชา เช่น คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ระเบิดจากข้างใน จะไม่มีการใช้คำนี้ ในแบบสอบถาม แต่จะใช้คำอื่นแทน ทั้งนี้ เพราะหากใช้คำเหล่านี้ บางคนจะพยายามตอบเพื่อให้คำตอบดูดี เนื่องจาก เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับในหลวง ร.9 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แบบสอบถามใช้สำรวจ เลี่ยงคำว่า ศาสตร์พระราชา ไม่มีคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ป้องกันคนตอบสร้างภาพ

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจัดทำโครงการสำรวจคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือด้านข้อมูล โดย TDRI และมูลนิธิมั่นพัฒนา &amp;nbsp;ซึ่งเก็บข้อข้อมูลทั้งนอกเขตและในเขตเทศบาล ทั่วประเทศ รวม 85,080 ครัวเรือน ระหว่างเมษายน-กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; แบบสอบถามการน้อมนำศาสตร์พระราชาจะชี้วัดจาก &amp;quot;ความพอประมาณ &amp;quot; ของผู้คน &amp;nbsp;ในแบบสอบถาม เราได้ถามครัวเรือนต่างๆ เรื่องการวางแผนใช้จ่ายรายเดือน ซื้อของเพราะจำเป็นหรือไม่ &amp;nbsp;หรือไม่ซื้อของตามจนเกินกำลัง ไม่มีหนี้ ไม่ผ่อนหนี้จนกินอยู่ลำบาก &amp;nbsp;ข้อถามเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น มีเงินออม หาเงินฉุกเฉิน 10,000 บาทได้ ส่วนเรื่องสามัคคี ถามตรงๆว่าคนในชุมชนแบ่งพรรคแบ่งพวกหรือไม่ &amp;nbsp;ส่วนตัวชี้วัดการพัฒนาในชุมชน เช่น ถามเรื่องระเบิดจากข้างใน &amp;nbsp;(โดยไม่ใช้คำนี้)ว่าแผนชุมชนตรงความต้องการคนในหมู่บ้านหรือไม่ คนในหมู่บ้านรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ &amp;nbsp; &amp;nbsp;การพึ่งตนเอง หมู่บ้านมีประชุมร่วมเพื่อแก้ปัญหาส่วนรวม &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp;ดร.สมชาย ให้ภาพชัดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมชาย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการให้คะแนนมีตั้งแต่ &amp;nbsp;0 ถึง 100 ถ้าได้ 100 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาเต็มที่ ซึ่งผลตัวชี้วัดการปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา ภาคอีสานได้ 65 คะแนน ภาคเหนือ ได้ 64.1 คะแนน ภาคใต้ 60.8 คะแนน กรุงเทพฯ 60.5 คะแนน ภาคกลาง 57.9 คะแนน นอกจากนี้ พบว่า นอกเขตเทศบาลคะแนนมากกว่าในเขตเทศบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งประเทศทำตามศาสตร์พระราชาในหมวดรอบคอบ ระมัดระวัง มากที่สุด 79.4 คะแนน รองลงมาความเพียร และพอประมาณ ส่วนซื่อสัตย์คะแนนน้อยสุด 50.8 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ภาพใหญ่คะแนนสูงสุดกับต่ำสุดห่างกันไม่ถึง 5 คะแนน แต่เฉลี่ยการน้อมนำศาสตร์พระราชาของทุกภาคอยู่ที่ 60 คะแนน ก็ยังห่างจาก 100 คะแนนพอสมควร ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติของคนไทยตามแนวทางศาสตร์พระราชายังไม่เต็มร้อย งานวิจัยนี้บอกองค์ประกอบย่อยได้ เช่น ความซื่อสัตย์ ต้องสร้างความตระหนักมากขึ้น แล้วยังมีปัญหาการมีภูมิคุ้มกันคะแนนไม่ดีนัก ซึ่งในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำเรื่องนี้มาก &amp;nbsp;รัฐบาลจะมีนโยบายระดับประเทศอย่างไร รวมถึงเจาะลึกแก้ปัญหาระดับพื้นที่ เช่น ประชาชนเข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อ การมีเงินออม &amp;nbsp; &amp;quot; ดร.สมชายย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่การแบ่งปัน ช่วยเหลือ นักวิจัย TDRI &amp;nbsp;เผยพบว่า ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ได้คะแนนต่ำมาก 45 คะแนน ไม่ถึงครึ่ง &amp;nbsp;เทียบกับในเขตผลคะแนนดีกว่า 50 ขึ้นไป สะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนและหมู่บ้าน &amp;nbsp;ฉะนั้น การส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ ปรับปรุงพฤติกรรมให้ช่วยเหลือผู้อื่นก็สำคัญ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความสามัคคีคะแนนก็ไม่ดี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก คนในชุมชนห่างเหินกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;แม้จะพบความย่อหย่อนระดับภาคในการทำตามศาสตร์พระราชา แต่จากผลการศึกษาครั้งนี้มีสิ่งที่ผมตื่นเต้น คือ &amp;nbsp;การปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา นำไปสู่ผลการพัฒนาที่ดีขึ้นในเกือบทุกมิติที่ศึกษา &amp;nbsp; ประชาชนทั่วประเทศตอบว่า มีความสุข มีความพอใจ นี่คือที่สุดแล้ว นอกจากนี้ ยังช่วยหลุดพ้นความยากจน ศาสตร์พระราชา &amp;nbsp;ทำให้ชุมชนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น มีรายได้เพียงพอ ในต่างประเทศบางคนบอกไม่เชื่อ แนวทางนี้ดีเฉพาะคนไทย แต่ผลศึกษานี้ ถ้าไปเผยแพร่ในต่างประเทศจะทำให้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงหนักแน่นขึ้น ที่ผ่านมาเราเดินสายเผยแพร่ผลศึกษาในอังกฤษ สกอตแลนด์ โรม และมีแผนจะนำเสนองานนี้ที่สหรัฐด้วย &amp;nbsp;&amp;quot; ดร.สมชัย &amp;nbsp; เผย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากผลการศึกษานี้นักเศรษฐศาสตร์ TDRI เห็นว่า อยากให้รัฐบาลนำไปใช้งานในการส่งเสริมศาสตร์พระราชาระดับประเทศ ภาค จังหวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก รวมถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำผลการศึกษาที่ลงลึกได้ถึงรายจังหวัดไปใช้จะปรับปรุงเพื่อส่งเสริมโครงการแนวพระราชดำริ ทุกคนท่องกันมาหมดว่า โครงการนี้เดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่เราอยากเห็นการพิสูจน์ให้ดูว่าดำเนินการจริง &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับเลขาธิการ กปร. เสนอให้นำเครื่องมือตัวชี้วัด 2 กลุ่มนี้ ในการใช้งานร่วมประเมินโครงการที่ระบุน้อมนำแนวพระราชดำริ ร.9 มาดำเนินงาน &amp;nbsp;ซึ่งหลายเรื่องหน่วยงานชงโครงการขึ้นมาเอง เพื่อพิสูจน์ว่า ทำได้จริงหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ผมอยากเปลี่ยนวิธีคิดการทำโครงการศาสตร์พระราชา พวกหมู่บ้านพอเพียง ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จทุกแห่งก็ได้ &amp;nbsp; มีหลายโครงการความตั้งใจดีตอนเริ่มต้น แต่เมื่อดำเนินโครงการไป ไม่ตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของในหลวง ร.9 ก็ไม่เห็นผลสำเร็จ ซึ่งต้องปรับปรุง เพื่อสานต่อคำสอนพ่อ &amp;nbsp;แต่อย่าปิดโครงการที่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะนั่นคือการสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่เอกชนก็สามารถขยายผลสำรวจเอกชนทำตามศาสตร์พระราชาหรือไม่ นำคีย์เวิร์ดไปใช้ แต่ข้อถามต้องเปลี่ยนไป &amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการ TDRI กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ผลการศึกษาและตัวชี้ที่TDRI พัฒนา ขึ้นมาสามารถใช้บอกเล่าในประชาคมโลก สื่อสารให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าใจผลลัพธ์ การทำตามศาสตร์พระราชาที่สร้างความสุข นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง &amp;nbsp;เดิมต่างชาติรับรู้แนวทางพระราชดำริผ่านเรื่องราวชุมชนที่ศรัทธาในศาสตร์พระราชา แต่ตอนนี้มีตัวชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;สะท้อนว่าใกล้ถึงเป้าหมายหรือยัง ที่ผ่านมากระทรวงต่างประเทศมีโครงการสนับสนุนแนวทางศาสตร์พระราชาในต่างแดน จะนำตัวชี้วัดนี้ไปใช้งานอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันการวัดความเติบโตจากเวทีโลกด้วยจีดีพีเชยมาก &amp;nbsp;หลายประเทศพัฒนาตัวชี้วัดความสุขตามแนวทางตนเอง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงนำไปปฏิบัติให้เกิดผล และอยากขยายให้ประเทศอื่นที่สนใจนำไปปรับใช้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานสถาบัน TDRI
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีนำเสนอผลศึกษานี้ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักการแก้ปัญหาการผลิต แก้ดิน น้ำ ไม่เพียงพอ ทรงตระหนักความสำคัญเรื่องค่านิยม ทัศนคติที่ถูกต้องของประชาชนทุกระดับ ตลอดจนชุมชน และสังคมโดยรวม นี่คือ ต้นกำเนิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;ทรงชี้แนะหนทางสำเร็จ ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์ TDRI สร้างเครื่องมือตรวจวัด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย อยากเห็นทุกภาคส่วนนำไปใช้งาน และขับเคลื่อนแนวทางพระราชดำริให้เป็นกระแสหลัก &amp;nbsp;การเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 หรือสืบสานพระราชปณิธานใช้เพียงความรักและศรัทธาไม่เพียงพอ แต่ควรศึกษาแนวทางพระราชดำริและหลักการทรงงานให้กระจ่าง สร้างกระบวนการทบทวนเพื่อให้มีประสิทธิผลที่สุด มีตัวอย่างโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เป็นโอกาสดีกับการทบทวน ปรับปรุง อย่างไรก็ตาม จะสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความร่วมมือเป็นหัวใจสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ดร.สมชาย จิตสุชน, ตัวชี้วัดชุมชนมั่นพัฒนา (SCI), ตัวชี้วัดสะท้อนการปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา, ศาสตร์พระราชา, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ในหลวงร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a36c96f34f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.เริ่มช่วยเหลือเด็กล็อตแรก 6.2แสนคน เดือนธ.ค.นี้ เล็งระดมทุนจากประชาชนหลังได้รับอนุมัติงบฯต่ำกว่าที่ขอไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;24 กันยายน 2561 &amp;nbsp;มีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 6/2561 &amp;nbsp;โดย ดร.ประสาร &amp;nbsp;ไตรรัตน์วรกุล &amp;nbsp;ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมของคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้พิจารณาปรับปรุงแผนปฏิบัติการปีงบประมาณ 2561 และ 2562 &amp;nbsp;ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดงบประมาณในปี 2561 ตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณจากวงเงินที่ขอไป 636 ล้านบาท เป็น 499.187 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนงบประมาณปี 2562 &amp;nbsp;จากยอดเดิมซึ่งกสศ.เสนอขอรับงบประมาณจากการแปรญัตติจำนวน 5,949.75 ล้านบาท ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติงบประมาณจำนวน 2,537.365 ล้านบาท ลดลง 57% จากที่ กสศ. ได้เสนอขอไป &amp;nbsp;คณะกรรมการบริหาร กสศ. จึงได้พิจารณาปรับแผนการจัดสรรงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดภายใต้งบประมาณที่ถูกตัดทอนลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.ประสาร &amp;nbsp;กล่าวว่า แม้จะต้องลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายลงทุกกลุ่ม &amp;nbsp;แต่ในภาพรวมปีงบประมาณ 2562 &amp;nbsp;จะมีเด็กและเยาวชนไม่น้อยกว่า 1,485,390 คน ได้รับการติดตาม ช่วยเหลือ จากปัญหาการขาดแคลนทุนทรัพย์หรือสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดย กสศ.จะให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการจัดการเชิงระบบเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ยั่งยืน &amp;nbsp;การเตรียมการระดับนโยบาย และการส่งเสริมสนับสนุนหน่วยบริการต่างๆ เพื่อการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ยกระดับมาตรฐานและพัฒนาความพร้อมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก &amp;nbsp;สามารถส่งต่อเด็กกลุ่มนี้ให้มีพัฒนาการพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) จำนวน 1,975 ศูนย์ ทั่วประเทศ &amp;nbsp;
อีกประการ การจัดตั้งสถาบันวิจัยภายใน กสศ.เป็นศูนย์รวมความรู้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF Intelligence Unit) การวิจัยเครื่องมือสำรวจและประเมินทักษะความพร้อมเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Career Readiness) &amp;nbsp;การวิจัยพัฒนาเครื่องมือพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจไทย 4.0 &amp;nbsp;การวิจัยเครื่องมือสำรวจความก้าวหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาระดับจังหวัด (Provincial SDG4) และการวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสถานะความเหลื่อมล้ำและคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ไทยแบบต่อเนื่อง (Longitudinal database) &amp;nbsp;การวิจัยท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงปัญหาเฉพาะของชุมชนในด้านโอกาสทางการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญอีกเรื่องของกสศ.คือ การให้ทุนโอกาสทางการศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ โดยกสศ.สนับสนุนทุนสร้างโอกาสการศึกษาแบบให้เปล่า (Full Scholarships) &amp;nbsp;ในกลุ่มเป้าหมายระดับอาชีวศึกษา &amp;nbsp; นักเรียนระดับชั้นม.ปลายในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนครู &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุนโอกาสทางการศึกษาระดับสูง &amp;nbsp;ทุนเหล่านี้มุ่งเน้นกลุ่มนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ &amp;nbsp;โดยกสศ.ได้วางระบบการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มเป้าหมายตามผลการคัดกรองนักเรียนยากจนในปีการศึกษา 1/2561 ที่กสศ.จัดทำร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) &amp;nbsp;มีจำนวน 569,000 &amp;ndash; 621,000 คน และคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายได้ภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังเพียงพอให้เราเริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;กสศ. จะดำเนินการหาช่องทางระดมทรัพยากรอื่นๆ ตามที่กฎหมายเปิดโอกาสไว้มาสนับสนุนภารกิจที่ถูกปรับลดงบประมาณไป เช่น การระดมเงินบริจาคจากประชาชนและนิติบุคคล ซึ่งขณะนี้ยังรอกรมสรรพากรดำเนินการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาแก่รัฐบาลเพื่อให้ กสศ. สามารถให้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าแก่ผู้บริจาคได้อยู่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ดร.ประสาร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบระเบียบสำคัญๆ เช่น ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข้อมูลและการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์การขาดแคลนทุนทรัพย์และระดับความรุนแรงให้พิจารณาจากข้อมูลรายได้และข้อมูลสถานะครัวเรือนโดยให้นำค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่มาประกอบการพิจารณาด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดรายการช่วยเหลือที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กสศ.สามารถสนับสนุนได้ อาทิ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา &amp;nbsp;ค่าเลี้ยงดูเด็กเล็กสำหรับครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียน ค่าอาหาร ค่าครองชีพระหว่างเรียน ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ทุนเพื่อฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทักษะอาชีพสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระเบียบทั้งหมดนี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม เพราะจะมีผลสำคัญต่อการวางรากฐานการทำงานของ กสศ. &amp;nbsp;ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการทำงานของกองทุนที่โปร่งใสมีธรรมาภิบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp; โดยก้าวสำคัญในช่วงเดือนตุลาคมนี้ กสศ. จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดให้มีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเป้าหมายทั้ง 620,000 คนด้วยระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE &amp;nbsp;เพื่อพิสูจน์ให้สังคมมั่นใจว่าการสนับสนุนรอบแรกของ กสศ.ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมนั้นจะสามารถช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนที่สุดเพิ่มเติมจากที่หน่วยงานอื่นดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา&amp;rdquo; ดร.ประสาร กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18317</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ.ช่วยเหลือเด็กยกแรก6.2แสนคน ธ.ค.นี้, กสศ.วางแผนระดมทุนจากประชาชน, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab25cfd67141.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;เซ็นทรัล ทำ&quot;หนึ่งในการทำซีเอสอาร์ยุคใหม่&quot;สร้างมูลค่าเพิ่มให้สังคมแบบมีส่วนร่วม&quot;                                       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดแผงโซลาร์เซลล์บนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีต แนวคิดเรื่องการช่วยเหลือสังคมมักจะเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมมอบเงิน มอบสิ่งของให้กับชุมชน เมื่อได้รับความเดือดร้อนเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้การช่วยเหลือสังคมแบบเดิมๆ ไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืนเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องเติบโต ดังนั้น การช่วยเหลือสังคมจึงมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป โดยเป็นการนำเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญมาสอนอาชีพและสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับคนในสังคมแทน เช่นเดียวกับ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม &amp;ldquo;เซ็นทรัล ทำ&amp;rdquo; ในรูปแบบ CENTRAL Tham Luncheon (เซ็นทรัล ทำ ลันเชียน) ขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานให้เติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ในอดีตเซ็นทรัลเคยมอบเงินบริจาคสังคมไปเป็นพันล้านบาท แต่ไม่ได้เกิดความยั่งยืนเลย เพราะให้ไปแล้วก็หมด วันต่อไปไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเอาเงินไปลงทุน ไปช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนน่าจะดีกว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้เปลี่ยนแนวคิดและหลักการใหม่ในการให้ความช่วยเหลือสังคมจากนโยบายเดิมคือ CSR (Corporate Social Responsibility) การรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม มาสู่แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า CSV (Creating Shared Values) หรือ &amp;quot;การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม &amp;quot;โดยพยายามหาพื้นที่แห่งความสำเร็จร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม ซึ่งจะคำนึงถึงด้านผลกระทบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากทุกคนในองค์กรเพื่อขยายผลไปสู่สังคม ผ่านกิจกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของคน (PEOPLE) 2.ด้านการพัฒนาสินค้าชุมชน (COMMUNITY) 3.ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ENVIRONMENT) 4.ด้านความสงบสุขและการอนุรักษ์ศิลปวัฒธรรม (PEACE &amp;amp; CULTURES)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบศูนย์การค้าให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของรายละเอียดกิจกรรม 4 ด้านหลักใน &amp;quot;โครงการเซ็นทรัล ทำ&amp;quot; นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า ในด้านที่ 1.ด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของคน ในประเทศยังมีเด็กด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เหล่านั้น ธุรกิจเซ็นทรัลมีครอบคลุม 45 จังหวัด จะให้ทีมงานส่วนหนึ่งในแต่ละแห่งมาอบรม และเอาความรู้ความเชี่ยวชาญไปฝึกสอนกับครู เพื่อที่ครูจะได้นำเอาความรู้ด้านวิชาการใหม่ๆ ที่ทันสมัยไปส่งต่อให้กับนักเรียน พร้อมเพิ่มการเรียนรู้เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงให้เด็กๆ ได้เลี้ยงไก่ ไข่ไก่ ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นอาหารกลางวัน และจัดตลาดนัดขายผลผลิตในโรงเรียน และยังช่วยต่อยอดอนาคตของเด็กๆ หากเขาไม่ได้ศึกษาต่อก็ยังสามารถนำความรู้เศรษฐกิจพอเพียงไปสร้างอาชีพให้กับตนเองได้ ซึ่งตอนนี้ทำไปแล้ว 9 แห่ง แต่ละแห่งต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะไม่ใช่เรื่องทำง่ายๆ ต้องเรียนรู้ควบคู่กับเด็กๆ ศึกษาพื้นที่แต่ละแห่งว่าเหมาะสมอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2.การพัฒนาสินค้าชุมชน ด้วยการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ชวนชาวบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ และจัดให้มีตลาดนัดสินค้าชุมชนในศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัลที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้สินค้ามีความสดใหม่ เน้นผักปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่ง ทำให้ต้นทุนของสินค้าถูกลง สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชนให้มีดีไซน์ทันสมัยและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงผ่านสินค้าแบรนด์ ที่ชื่อว่า Good Goods (กู้ด กู้ดส์) ถือเป็นการทำเพิ่อตนเอง ไปพร้อมๆ กับการทำเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเด็กๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มจากการเป็นองค์กรสีเขียวทั้ง 45 จังหวัดที่มีศูนย์การค้า ที่ผ่านมามีการทำเซ็นทรัลกรีนโปรเจ็กต์ ดูแลพื้นที่บริเวณรอบศูนย์การค้าให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีในรัศมี 4 ตารางกิโลเมตร โดยบูรณาการพื้นที่ในการบำบัดน้ำเสียคูคลอง ร่วมมือกับพันธมิตรและภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน โดยการน้อมนำพระราชดำริ ในหลวง ร.9 ด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ โดยเฉพาะในบริเวณรอบเซ็นทรัลลาดพร้าว มีการทิ้งของเสีย น้ำมันจากร้านค้าต่างๆ ลงท่อเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเกิดน้ำท่วมบ่อย ปีที่ผ่านมาได้มีการสำรวจและมีแนวคิดที่จะหาทางแก้ว่าจะนำเอาน้ำมันที่ไม่ใช้แล้วตามร้านค้ามาทำอย่างไรต่อได้บ้าง ก็ต้องปรึกษากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ และยังได้คำนึงถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน จึงได้นำหลังคาโซลาร์เซลล์มาเริ่มใช้ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซาแจ้งวัฒนะ เมื่อปี 2553 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ติดตั้งที่เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลอุบลราชธานี และในปี 2561 ที่เซ็นทรัลพลาซาลำปาง, เชียงราย, นครราชสีมา, พิษณุโลก, มหาชัย, ระยอง และคาดว่าในปี 2562 จะมีการใช้หลังคาโซลาร์เซลล์ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอีก 15 ศูนย์ และได้ติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า EV Charger เพื่อรองรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ลานจอดรถของทางศูนย์การค้ากว่า 20 สาขาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ก็ยังเน้นการลดใช้ถุงพลาสติกด้วย เนื่องจากเป็นธุรกิจค้าปลีก จึงมีแคมเปญการรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก แล้วก็โครงการรีไซเคิลขวดพลาสติก โดยจัดตั้งตู้รีไซเคิลขวดพลาสติกนำร่อง ณ ศูนย์การค้าภายในธุรกิจของเซ็นทรัล เพื่อสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะ ทั้งผู้เข้าใช้บริการในศูนย์การค้าฯ คู่ค้า แล้วก็พนักงานในองค์กร และเตรียมทำโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อจัดทำในเรื่องสิ่งแวดล้อมยั่งยืนอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นโครงการออกมาเร็วๆ &amp;nbsp;นี้ และ 4.ด้านความสงบสุขและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมก็จะมีการอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิม เป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงามของแต่ละท้องถิ่น เช่น สืบสานลายผ้าเก่าๆ จัดตั้งเป็นหอศิลป์ของจังหวัดที่มีจุดเด่น เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริหารเซ็นทรัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้กล่าวว่า การทำธุรกิจที่ยั่งยืน กับการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ประเทศอย่างยั่งยืน มีความคล้ายกันอย่างมาก เพราะเมื่อจะดำเนินการสิ่งใด ต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และผลกำไรก็ต้องเติบโตในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ เช่นเดียวกับธุรกิจของเซ็นทรัล ควรนึกถึงความยั่งยืน ไม่เช่นนั้นธุรกิจจะไม่ยืด ในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีการจัดการที่ต่างกัน อย่างอดีตอาจจะนึกถึงแต่ความผาสุกของลูกค้า ตอบสนองผู้เกี่ยวข้อง แต่มาปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงชุมชน แล้วก็คุณภาพชีวิตคนมากขึ้น สะท้อนวิวัฒนาการในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เรื่องประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตนที่ต้องนำมารวมกัน เช่น บรรยากาศของโลกที่แย่ขึ้นในทุกๆ วัน เนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม จนเกิดภัยพิบัติ ทำให้เกิดความเสียหายก็จะกระทบธุรกิจเอกชนไปด้วย ตัวอย่างเช่น สื่อโซเชียล ที่นำเสนอภาพเต่าทะเลมีหลอดพลาสติกที่ใช้ดูดน้ำไปติดที่จมูกเต่า หรือพลาสติกที่อยู่ในท้องปลาวาฬ เป็นเหตุให้เสียชีวิต เกิดความน่าเป็นห่วงในท้องทะเล ภาพที่ปรากฏออกมาเหล่านี้ทำให้สังคมแอนตี้พลาสติก ก็จะทำให้ธุรกิจปิโตรเคมีเดือดร้อน หรือ ธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าทะเลไม่สะอาด ชายหาดไม่น่ามอง ก็จะทำให้การท่องเที่ยวทะเลลดลง ร้านอาหารทะเลก็ซบเซาตามไปด้วย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หากเราคิดจะพัฒนาแต่ในเมือง ไม่คิดถึงชนบท หรือที่อื่นๆ เลย วันข้างหน้าฐานการพัฒนาเศรษฐกิจก็ไม่กว้าง ไม่แข็ง กำลังซื้อของคนก็ลดลง หรือถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องการศึกษาของคน ต่อไปพนักงานของเราก็จะไร้ค่า หาคนเก่งๆ ยาก ก็เป็นอีกประการ สองอันนี้มันพันกันหมด ก็เลยเป็นที่มาว่า การทำธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรธุรกิจกับการคิดสิ่งดีๆ เพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมให้ไปด้วยกันได้ ตรงกับความต้องการสังคม สมมติผู้บริโภคต้องการผักปลอดสารเคมี ถ้าชาวไร่เขาปลูกตามสังคมต้องการอาจจะได้ราคาสูง ก็เป็นกำไร ส่วนสังคมในฐานะผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ด้วย&amp;rdquo; ดร.ประสารกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการช่วยเหลือสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ติดตามรายละเอียดโครงการ &amp;ldquo;เซ็นทรัล ทำ&amp;rdquo; (Central Tham) ได้ที่ เฟซบุ๊กและไอจี @centraltham&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลผลิตปลอดสารพิษของชุมชนที่ร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16274</URL_LINK>
                <HASHTAG>CSV (Creating Shared Values), การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นายพิชัย จิราธิวัฒน์, เซ็นทรัลทำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83f37294a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
