<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 07:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซักฟอกนอกสภา!&#039;ดร.ปริญญา&#039;แฉเรื่องร้ายแรงที่สุดของ&#039;ประยุทธ์&#039;ปลุกสส.ช่วยกันปิดสวิตซ์คสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3ก.ย.64-ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;nbsp;
#เรื่องร้ายแรงที่สุด ของพลเอกประยุทธ์
7 ปีผ่านไป ประเทศไทยได้ระบบที่ #นายกรัฐมนตรีไม่ถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา โดนข้อกล่าวหามากมายอย่างที่แทบไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนเคยเจอมาก่อน แต่เรื่องที่ผมเห็นว่าน่าจะร้ายแรงที่สุด แล้วอาจจะยังไม่ได้มีการพูดถึงมากนักในการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่อง #การทำลายหลักการตรวจสอบถ่วงดุล และ #ความโปร่งใสของระบบการเมืองของประเทศ ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่ ปปช.ไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประยุทธ์ตอนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งที่สองหลังการเลือกตั้งในปี 2562 โดยประธาน ปปช. ชี้แจงว่า เพราะกฎหมาย ปปช. ฉบับใหม่ไม่ได้ให้อำนาจ ปปช.ไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีแรกผมสงสัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปปช. พ.ศ.2561 ที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบโดย สนช. ที่เลือกมาโดยพลเอกประยุทธ์ จะเขียนชัดเขียนไว้ชัดเจนอย่างนั้นเชียวหรือ เพราะดูจะน่าเกลียดเกินไป ผมจึงไปเปิดดูแล้วก็พบว่า เขียนไว้ให้ ปปช.ไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประยุทธ์ไม่ได้จริงๆ ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 105 วรรคสี่ กำหนดว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดพ้นตำแหน่ง แต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรง &amp;ldquo;ตำแหน่งเดิม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ตำแหน่งใหม่&amp;rdquo; ภายในหนี่งเดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยมีประโยคปิดท้ายว่า &amp;ldquo;แต่ไม่ต้องห้ามที่ผู้นั้นจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน&amp;rdquo; คือไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าอยากยื่นก็ยื่นได้ ว่าง่ายๆ คือขึ้นอยู่กับอำเภอใจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้นั้นว่าอยากจะยื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นการเขียนกฎหมายที่ดูจะเอาใจผู้มีอำนาจจนน่าเกลียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เองทำให้ ปปช.ไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินพลเอกประยุทธ์ตอนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง รวมถึงรัฐมนตรีอีกบางคน และ ส.ว.จำนวนมากที่เป็น สนช. ไม่ได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักความโปร่งใส และหลักการที่ผู้บริหารบ้านเมืองจะต้องถูกตรวจสอบได้นั้น ใครยิ่งอยู่นาน ยิ่งเป็นหลายสมัย ยิ่งต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่ภายใต้กฎหมาย ปปช. ฉบับใหม่กลับตรงกันข้าม เพราะยิ่งเป็นต่อ ยิ่งเป็นหลายสมัยยิ่งตรวจสอบไม่ได้ นี่จึงทำให้ผมใช้คำว่าน่าประหลาด เพราะนอกจากจะตรงข้ามกับหลักการ แล้วยังเขียนไว้ตรงๆ แบบไม่ค่อยเกรงใจประชาชนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แม้ว่าจะไม่ได้บังคับให้ยื่นบัญชีทรัพย์ แต่ถ้าจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐานก็ยื่นได้ ซึ่งเท่าที่เราทราบกันคือพลเอกประยุทธ์ก็ได้ยื่นให้ ปปช.แล้ว และก็มีคนไปขอคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารให้สั่ง ปปช.ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินพลเอกประยุทธ์ ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเห็นว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ เมื่อสมัครใจยื่นมาแล้ว มีคนขอดูก็ควรเปิดให้ดูได้ แต่ ปปช. ก็ไม่ยอมเปิดเผยโดยประธาน ปปช.อ้างว่าไม่มีอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งอันนี้ก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะองค์กรอิสระทั้งหลายที่รัฐธรรมนูญ 2540 สถาปนาขึ้นมาให้มาตรวจสอบรัฐบาล ตอนนี้ก็กลายเป็นองค์กรที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าเป็นอิสระ เพราะล้วนแต่มีที่มาที่ยึดโยงกับพลเอกประยุทธ์ คือมาจาก สนช. และ ส.ว.ที่พลเอกประยุทธ์เลือกไว้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่ต้นทางคือตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ปราบปราม จับกุม และตั้งข้อหา ที่อยู่ใต้อำนาจนายกรัฐมนตรีตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ โดย 7 ปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่ยอมแก้ไขหรือปฏิรูปอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เมื่อ 7 ปีที่แล้วพูดกันว่าจะต้อง &amp;ldquo;ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง&amp;rdquo; จนทำให้พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจได้ และมีอำนาจมาจนทุกวันนี้ น่าจะสรุปกันได้เสียทีแล้วว่าเหลว แล้วยิ่งจะอยู่นานไปทั้งการเมืองและบ้านเมืองดูท่าจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่
&amp;nbsp;7 ที่แล้วมีการพูดว่า ชัตดาวน์กรุงเทพเพื่อจะรีสตาร์ทประเทศไทย ผมว่าตอนนี้ถ้าจะรีสตาร์ทประเทศไทยที่เสียหายมา 7 ปีแล้ว จะยืมคำ 7 ปีที่แล้วมาใช้ว่า ต้องชัตดาวน์พลเอกประยุทธ์ ก็ดูก็จะแรงเกินไป จึงขอใช้คำว่า ชัตดาวน์ คสช. คือปิดสวิทช์ คสช.ให้จบไป ทั้งนี้ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญนะครับ ประเทศไทยและประชาธิปไตยจะได้ฟื้นตัวเสียที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงมติหลังการอภิปรายครั้งนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหนก็สามารถช่วยกันปิดสวิตช์ คสช.ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นการก้าวข้ามพลเอกประยุทธ์ก็ได้ เพื่อประเทศไทยจะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ครับ
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115456</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ปิดสวิตซ์คสช., พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613169e28892d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;ตีความคำวินิจฉัยศาลรธน. แนะสภาฯโหวตวาระ 3 แล้วทำประชามติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.64. -ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ : #รัฐธรรมนูญร่างใหม่ได้ แต่ต้อง #ทำประชามติก่อนเริ่มร่างใหม่ คำถามคือรัฐสภาจะเดินหน้า #ลงมติในวาระสามได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐสภาจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ และจะลงมติในวาระที่สามได้หรือไม่อย่างไร? ซึ่งผมมีประเด็นวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.คำถามสำคัญที่สุดคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ #มีผลทำให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งผ่านวาระที่หนึ่งและวาระที่สองมาแล้ว ต้อง #ตกไป ดังที่ ส.ว. บางท่านใช้คำว่าเป็น &amp;ldquo;โมฆะ&amp;rdquo; ไปแล้วจริงหรือไม่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะตอบคำถามนี้ ก็ต้องดู #ถ้อยคำของศาลรัฐธรรมนูญว่าเขียนอย่างไร ซึ่งในหนังสือของประธานศาลรัฐธรรมนูญถึงประธานรัฐสภา ลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 และคำวินิจฉัยกลางที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ย่อหน้าสุดท้าย (หน้า 11) มีถ้อยคำเหมือนกันทุกประการดังต่อไปนี้คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;(ศาลรัฐธรรมนูญ) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเม่ีอจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปชัดๆ คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า &amp;ldquo;#จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้&amp;rdquo; แต่ &amp;ldquo;#ต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่&amp;rdquo; หากประชามติผ่าน จึงเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อร่างเสร็จก็ต้องเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาลงประชามติอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำวินิจฉัยกลางย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุป ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากหนังสือจากประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 เลย เพราะเหมือนกันทุกคำ แล้วที่พูดกันว่าคำวินิจฉัยกลางทำให้ชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาระที่หนึ่งและวาระที่สองที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ผมกลับเห็นในทางตรงข้าม เมื่ออ่าน #ย่อหน้าก่อนย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งอยู่ที่ท้ายหน้า 10 และหัวของหน้า 11 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากรัฐสภาประสงค์จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือชัดเจนว่า ต่อเมื่อ &amp;ldquo;ผลประชามติเห็นชอบด้วย&amp;rdquo; ถึงจะมีการ &amp;ldquo;ดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป&amp;rdquo; #คำถามคือขณะนี้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือยัง? คำตอบคือ #ยัง ส่ิงที่ผ่านวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง และรอจะเข้าวาระสามคือ &amp;ldquo;ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ไม่ใช่ &amp;ldquo;ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&amp;rdquo; ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ในวาระที่สามแล้วเท่านั้นถึงจะมีการทำประชามติ ประชามติผ่านจึงนำขึ้นทูลเกล้า เมื่อทรงโปรดเกล้าจึงมีผลบังคับใช้ จึงจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เมื่อมี สสร.แล้วถึงจะมีการเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่า ต้องทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่บอกให้ทำประชามติ #ก่อนเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทำไปแล้วเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่! ดังนั้น จะไปตีความว่าวาระหนึ่งและวาระสองที่ผ่านมาเป็นโมฆะไม่ได้ เว้นแต่มีธงอยู่แล้วว่าจะคว่ำในวาระสาม หรือจะให้เป็นโมฆะไปเลยเช่นนี้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ถ้าบอกว่าจะต้องไปเริ่มต้นใหม่หมดด้วยการทำประชามติก่อนแล้วจึงค่อยเสนอญัตติแก้ไขมาตรา 256 อีกครั้ง คำถามของผมคือ #ตรงไหนในรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภามีอำนาจทำประชามติก่อนการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ? คำตอบคือ #ไม่มี ประชามติที่จะถามประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจะมีขึ้นได้ ต่อเมื่อรัฐสภาได้ลงมติผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวาระที่สามแล้วเท่านั้น! ส่วนประชามติตามมาตรา 166 เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่อำนาจของรัฐสภาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียนว่า ดังนั้น ความหมายของการลงมติวาระที่สามจริงๆ ก็คือ #รัฐสภาเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติ ว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อประชามติผ่านจึงนำขึ้นทูลเกล้า และเมื่อทรงโปรดเกล้าประกาศใช้ถึงจะมี สสร. และจึงจะมีการเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้ารัฐสภาไม่ผ่านวาระสาม ก็หมายความว่ารัฐสภาไม่ประสงค์จะให้มีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินนั่นเองครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.คำถามข้อต่อมาคือ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องมีการ #ทำประชามติกี่ครั้ง? ถ้าอ่านดูจะพบว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าให้ทำเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือก่อนเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ หากจะกลับไปเริ่มต้นใหม่และทำประชามติก่อน เมื่อประชามติผ่านจึงค่อยเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เท่ากับต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งเกินไปกว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะอยู่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การมีการลงประชามติให้ประชาชนตัดสินว่าสมควรมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ไม่ใช่การเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปแล้ว ผมจึงเห็นว่า #การลงมติวาระสามสามารถทำได้ และจะทำให้มีการลงประชามติเพียง 2 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.คำถามต่อมาคือ #ถ้ารัฐสภาจะไม่ให้มีวาระสามหรือไม่ผ่านวาระสาม เหตุผลคืออะไร? เหตุผลคือเพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเช่นนั้นหรือ? ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่าร่างใหม่ทั้งฉบับได้ แต่ต้องมีการทำประชามติก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่แต่ประการใด รัฐสภาได้ผ่านวาระที่หนึ่งรับหลักการแล้วว่าจะมีการร่างใหม่ทั้งฉบับ และได้ผ่านวาระสองกำหนดที่มาและจำนวนของ สสร. ไว้เรียบร้อยแล้ว ทำไมอยู่ดีๆ จะมาคว่ำในวาระที่สาม?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมพอจะนึกออกได้เหตุผลเดียวครับ คือรัฐบาล และวุฒิสมาชิก (ซึ่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้เลือกไว้) ไม่ได้ประสงค์จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาตั้งแต่แรก! นั่นก็แปลว่า &amp;lsquo;หลอก&amp;rsquo; ประชาชนมาตั้งแต่เริ่มต้น หรือถ้าไม่หลอกมาตั้งแต่แรก แต่จะมาเปลี่ยนใจในตอนนี้ ก็แปลว่ารัฐบาล &amp;lsquo;เบี้ยว&amp;rsquo; ประชาชน เพราะรัฐสภาได้รับหลักการในวาระที่หนึ่งและผ่านวาระที่สองมาแล้ว อยู่ดีๆ จะเลิกกันไปดื้อๆ แล้วกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา คนเขาก็จะเห็นได้ว่า เจตนาคือไม่ให้มี สสร. เพื่อต้องการที่จะควบคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดโดยใช้เสียง ส.ว. ที่ตนเลือกไว้ ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็เกรงว่าประชาชนที่เขาไม่ใช่พวกรัฐบาลเขาจะไม่ยอม การเมืองนอกสภาก็จะไปกันใหญ่ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลด้วยเหตุผลว่าจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะถูกกดดันให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลแน่ ถ้าไปถึงจุดนั้นรัฐบาลก็นับถอยหลังได้เลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ให้มีการทำประชามติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าประชาชนประสงค์จะใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป ประชาชนก็จะลงประชามติไม่ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ถ้าประชาชนไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาชนก็จะลงประชามติให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งวิธีการนี้เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ดีที่สุดแล้วในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงการให้ทำประชามติมีหนทางทำได้ถึงสามทางคือ #หนึ่ง กลับไปเริ่มต้นใหม่โดยทำประชามติก่อน #สอง พักวาระที่สามไว้ แล้วให้ทำประชามติก่อน ถ้าประชามติผ่าน จึงค่อยให้มีการลงมติวาระที่สาม และ #สาม รัฐสภาลงมติผ่านวาระที่สาม ก็จะนำไปสู่การทำประชามติได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีที่หนึ่งและวิธีที่สองเป็นวิธีที่รัฐสภาต้องไปขอให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้ตามมาตรา 166 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และก็ต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ทั้งยังมีปัญหาทางกฎหมายอีกบางประการ จึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีที่ดีที่สุดคือ #รัฐสภาผ่านวาระสาม ก็จะเกิดการลงประชามติตามที่มาตรา 256(8) ได้บัญญัติไว้ในทันที ต่อเมื่อประชามติผ่าน จึงจะเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้าประชามติไม่ผ่านก็จะไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะตรงตามแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96296</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำวินิจฉัยศาลรธน., ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, แก้รธน., โหวดวาระ3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030831ad35af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ปริญญา&#039;กางรธน.หากศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก็ต้องสั่งให้กักขังแกนนำ3นิ้วที่อื่นไม่ใช่เรือนจำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.64- &amp;nbsp;ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul การได้รับการประกันตัวในคดีอาญาหรือที่กฎหมายใช้คำว่า &amp;ldquo;ปล่อยชั่วคราว&amp;rdquo; นั้นเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องหาและจำเลยทุกคน ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 107 ว่า #ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ศาลจะมีดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวได้ แต่สิ่งที่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอาจจะลืมไปคือ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์นั้น หากศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว #ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะถูกเอาไปขังไว้ในเรือนจำกับนักโทษที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และจะถูกปฏิบัติเหมือนกับนักโทษแทบจะทุกประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือปัญหาใหญ่มาก เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า #ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น #เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ การเอาบุคคลซึ่งยังเป็นแค่ผู้ต้องหาหรือจำเลยไปขังไว้ในเรือนจำรวมกับนักโทษ ก็คือการปฏิบัติกับเขาเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว ซึ่งย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากศาลท่านจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก็ต้องสั่งให้ไป #กักขังในที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ และให้ปฏิบัติต่อเขาแบบคนที่ยังไม่ถูกศาลพิพากษาด้วยครับ หรือไม่งั้นก็ต้อง #อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้เขาสู้คดีนอกคุก อย่างหนึ่งอย่างใด หาไม่แล้วจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง ที่คุ้มครองประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกปฏิบัติเยี่ยงนักโทษก่อนศาลพิพากษา ด้วยความเคารพครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#สนับสนุนแถลงการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขอให้คำนึงถึง #สิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกจับกุม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมขัง, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, เรือนจำ, แกนนำม็อบ3นิ้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030831ad35af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 06:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 06:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธรรมศาตร์ติดโควิด1ราย!&#039;ปริญญา&#039;แจงอย่าตื่นตระหนกเพราะไม่ได้เข้าพื้นที่มธ.ศูนย์รังสิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค.63- นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ... ศูนย์รังสิต ผ่านทางเฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkulว่า เพื่อที่จะไม่ตื่นตระหนกกันเกินไป ผมขอแจ้งข้อเท็จจริงในเบื้องต้นให้ทราบว่า #เจ้าหน้าที่สวทช.ที่ติดเชื้อโควิด-19 #ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตเลยครับ ที่พาดหัวว่า &amp;lsquo;ธรรมศาสตร์มีคนคิดโควิด&amp;rsquo; อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำชี้แจงภายในของ สวทช.ที่เพจ Thammasat Today เอาลงมาให้อ่าน สรุปได้ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มีผู้ที่ปฏิบัติงาน สวทช. 1 คนติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย นาโนเทค โดยบุคลากรคนนี้ไม่ได้เข้าปฏิบัติงานในระหว่างวันที่ 10-15 ธันวาคม 2563 และกลับเข้ามาทำงานในวันที่ 16-17 ธันวาคม เริ่มมีอาการป่วยในตอนเย็นวันที่ 17 ธันวาคม จึงลางานวันที่ 18 ธันวาคม และไปพบแพทย์ในวันที่ 19 ธันวาคม ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 และได้รับการยืนยันผลการติดเชื้อ COVID-19 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หลังจากทราบเรื่อง สวทช. ได้ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้ามาสอบทานข้อมูลผู้เกี่ยวข้องและตรวจพื้นที่เพื่อบ่งชี้ระดับความเสี่ยง โดยบ่งชี้รายชื่อผู้สัมผัสที่ใกล้ชิดที่เข้าข่ายเสี่ยงสูงได้ 8 คน และส่งให้ตรวจหาเชื้อ COVID-19 สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ให้ปฏิบัติงาน Work from Home และเฝ้าสังเกตอาการตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สวทช.ได้ดำเนินการทำความสะอาดตามแนวทางมาตรฐานทางสาธารณสุขและปิดพื้นที่ห้องปฏิบัติการที่บุคลากรที่ติดเชื้อคนดังกล่าวทำงานและกลุ่มเสี่ยงสูงทั้ง 8 คนทำงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ที่ผมได้สอบทานมาครับ:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.บุคลากรของ สวทช.ที่ติดเชื้อคนนี้ #ไม่ได้เข้ามาในโรงอาหารหรือเข้ามาในพื้นที่ใดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตเลยครับ และในไทม์ไลน์ก็ไม่ปรากฏวันเวลาใดที่ได้เข้ามาในศูนย์รังสิตเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่ากลุ่มเสี่ยง 8 คน ได้เข้ามาในพื้นที่ศูนย์รังสิตหรือไม่ ถ้าเคยเข้ามา ระดับความเสี่ยงก็จะลดลงไปชั้นหนึ่งคือเป็นสัมผัสเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตามต้องรอยืนยันข้อเท็จจริงวันพรุ่งนี้อีกครั้งครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สำหรับเรื่องหอพักนั้น กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงครับ อย่างไรก็ดีเนื่องจากบุคลากรที่ติดเชื้อคนนี้เพิ่งกลับเข้ามาทำงานเพียง 2 วัน และ #ไม่ได้ออกไปสัมผัสกับใครนอกจากที่ทำงานที่สวทช. จึงขอให้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันพรุ่งนี้มีความคืบหน้าประการใดจะรีบแจ้งให้ทราบโดยเร็วครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87636</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9c8dcf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 06:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ไม่ยึดหลัก&#039;The King Can Do No Wrong&#039;ทำให้ปัญหาลุกลามไปถึงสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค.63 - ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ เรื่อง The King Can Do No Wrong มีใจความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#หลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ #ปัญหาที่เกิดจากพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มาบัญญัติเรื่องระบอบการปกครองของประเทศไว้ที่มาตรา 2 ว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; แต่ดูเหมือนว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อย - โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน - ที่อาจจะไม่เข้าใจหลัก The King Can Do No Wrong ของ &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; หรือ Constitutional Monarchy และไปสับสนปนเปกับ &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; จึงทำให้เกิดปัญหาในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. #ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อใด? และ #ทำไมวันที่10ธันวาคมจึงเป็นวันรัฐธรรมนูญ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถามว่าทำไมวันที่ 10 ธันวาคม จึงเป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แทบทุกคนจะตอบว่า เพราะเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยคือ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้ 3 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคือวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งมีคำปรารภและมาตรา 1 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้
มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฏรทั้งหลาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 2475 ฉบับนี้โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในทางนิตินัยจึงมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดอันเป็นของพระองค์มาแต่เดิมให้กับราษฎร และสถาบันพระมหากษัตริย์ยินยอมที่จะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดให้กับราษฎรทั้งหลาย ประเทศไทยจากจากระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ก็ได้กลายเป็นระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;ประชาชน&amp;rsquo; โดยเป็น &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; มานับแต่บัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงแล้วนายปรีดี พนมยงค์ มิได้ตั้งใจเขียนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้ใช้เป็นการ &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; เข้าไป ด้วยอาจทรงเห็นว่าระยะเวลาในการจัดทำสั้นนัก และขอให้นำไปปรับปรุงแล้วจึงนำมาทูลเกล้าใหม่ นายปรีดีจึงนำไปปรับปรุงแก้ไข 5 เดือนต่อมาก็นำขึ้นทูลเกล้า เมื่อทรงโปรดเกล้าก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และด้วยความที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว อีกทั้งมีการบัญญัติศัพท์คำว่า &amp;lsquo;รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้ว จึงมีการกำหนดให้วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีที่มาจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้เป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 จะถูกเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; ลงไป แต่มีความสำคัญเป็นที่สุด เพราะเป็นรอยต่อของระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; กับระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; จากการลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการแบบราชาธิปไตย หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่ออำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงตัวบทกฎหมาย และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินทั้งหมดต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง เพราะอำนาจสูงสุดของประเทศได้กลายเป็นของปวงชนไปแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าในเรื่องราชการแผ่นดินได้ ต่อเมื่อตัวแทนปวงชนได้ทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น และทำให้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง นี่เองคือหลัก The King Can Do No Wrong คือทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หลัก The King Can Do No Wrong หมายความว่า #พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด หรือ #พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย&amp;rdquo; นั้นบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 3 ประโยคแรก แต่ประโยคที่สองของมาตรา 3 ซึ่งเขียนว่า &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; อาจจะทำให้เกิดความสับสน และไม่เข้าใจว่า ประชาชนเป็นแค่เจ้าของ แต่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแต่ไม่ใช่เจ้าของ หมายความว่าอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะอธิบายอย่างย่นย่อ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางรัฐสภา&amp;rsquo; ของพระมหากษัตริย์คือ กฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา มีชื่อว่า &amp;lsquo;พระราชบัญญัติ&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;บัญญัติ&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ต้องให้พระราชาทรงลงพระปรมาภิไธย จึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางคณะรัฐมนตรี&amp;rsquo; คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงจะเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ และการใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางศาล&amp;rsquo; คือ ผู้พิพากษาและตุลาการมาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ จึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำถามคือ หากกฎหมายมาจากพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีมาจากพระมหากษัตริย์ และศาลก็มาจากพระมหากษัตริย์ แล้ว &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; จะแตกต่างจาก &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ สิ่งที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานที่สุดคือ ร่างพระราชบัญญัติมาจากการพิจารณาของรัฐสภา (รัฐธรรมนูญ 2560 ม. 81) นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฏร (ม. 159) โดยตามบทเฉพาะกาลมาจากที่ประชุมของรัฐสภา คือให้วุฒิสภาชุดแรกเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร (ม. 272) ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ม. 196) ตุลาการศาลปกครองมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ม. 198) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 204) องค์กรอิสระก็มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 217 วรรคสอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงมิได้ทรงตราพระราชบัญญัติ หรือเลือกนายกรัฐมนตรีเอง หรือเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้พิพากษา ตุลาการ และองค์กรอิสระหากทรงโปรดเกล้าตามที่ได้มีการทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงไม่ทรงต้องรับผิดชอบเมื่อกฎหมายมีปัญหา หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองไม่ดี หรือถูกประชาชนประท้วง หรือผู้พิพากษาหรือตุลาการตัดสินคดีแล้วผู้คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม หรือองค์กรอิสระทำหน้าที่แล้วคนไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือหลัก The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำความผิด ซึ่งหลักการพื้นฐานในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ความหมายคือถ้าเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงโปรดเกล้าต่อเมื่อมีการทูลเกล้าเท่านั้น ดังนั้นคนรับผิดชอบคือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ใช้อำนาจในเรื่องนั้น และคนที่ทูลเกล้า ไม่ใช่พระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่บางคนกล่าวว่า The King Can Do No Wrong หมายความว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะนั่นคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด มีทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ทำให้ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด แม้จะทรงทำผิดก็ไม่ผิด ซึ่งแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทรงโปรดเกล้าตามที่มีผู้ทูลเกล้าขึ้นไป พระมหากษัตริย์จึงไม่อาจทรงกระทำผิด เพราะ #คนรับผิดชอบคือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและผู้ทูลเกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญมักจะไม่เขียนว่าใครเป็นผู้ทูลเกล้า แต่จะเขียนว่าใครเป็น &amp;lsquo;ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ&amp;rsquo; ซึ่งผู้นั้นเองจะเป็นผู้ทูลเกล้า เพราะเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าลงมา ผู้นั้นคือผู้ที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วผู้ทูลเกล้าคือนายกรัฐมนตรี เว้นแต่ในเรื่องใดรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นคนอื่น ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 182 ซึ่งกำหนดไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับก่อนหน้านี้คือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้พลเอกประยุทธ์ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจะถูกประท้วง แต่คนรับผิดชอบคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่เลือกพลเอกประยุทธ์ เราก็ต้องไปโทษ ส.ส. และ ส.ว. โดย ส.ว. ก็ต้องโทษคนเลือก ส.ว. คือพลเอกประยุทธ์ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา และก่อนหน้านี้มาจาก สนช. ซึ่ง สนช.ก็มาจากพลเอกประยุทธ์ หากเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่พอใจการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ปปช. เราไม่อาจไปโทษพระมหากษัตริย์ผู้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่ต้องโทษพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นคนเลือก สนช. และ ส.ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พลเอกประยุทธ์ต้องออกหน้า ไม่ใช่อยู่ข้างหลัง และทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกันดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. #เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในปี 2549 ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ล้วนแต่เคยถูกประชาชนชุมนุมต่อต้านมาทั้งสิ้น แต่ไม่เคยมีคราวใดที่เรื่องราวจะลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ดังเช่นในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า #สาเหตุหลักมาจากการสืบทอดอำนาจของคสช. และความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลัก The King Can Do No Wrong ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์มีสถานะเป็น &amp;lsquo;คนกลาง&amp;rsquo; เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่สถานะคนกลางก็หมดไปเมื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังจากเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากตนเองเลือก ที่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร และมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มาจาก สนช. ซึ่งก็มาจากพลเอกประยุทธ์ ว่าง่ายๆ องค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการแต่งตั้งหลังจากการยึดอำนาจในปี 2557 ที่มีอำนาจหน้าที่ในปัจจุบัน มีที่มาที่ยึดโยงกับพลเอกประยุทธ์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังเลือกตั้ง หรือ ส.ว.ที่ คสช.เลือก ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่มีการประท้วงแบบนี้ เพราะพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าจะมีการประท้วงก็จะเป็นการประท้วงนายกรัฐมนตรีคนอื่น ที่มาจากการเลือกตั้ง และจะไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มต้นเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และเกิดความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้เขียนเห็นว่ามาจากเหตุที่สำคัญที่สุดคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ การยุบพรรคอนาคตใหม่ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายกรัฐมนตรีอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ และพฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#การยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นหลังจากที่มี &amp;lsquo;ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้เกิดการเริ่มต้นการเชื่อมโยง และ #จุดที่เป็นชนวนของการประท้วง ซึ่งเริ่มจากการประท้วงพลเอกประยุทธ์ก่อน #คือการยุบพรรคอนาคตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมาถึง 8 ปี การเลือกตั้งในปี 2562 จึงมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากกว่าปกติถึงสองเท่า โดยมีตั้งแต่อายุ 18 ปีไปจนถึง 26 ปีซึ่งส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่ และเนื่องจากพรรคเพื่อไทยเว้นเขตเลือกตั้งไว้ 100 เขตให้พรรคไทยรักษาชาติ พอพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ใน 100 เขตนั้น ผู้เลือกตั้งที่เคยจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หรือจะเลือกพรรคเพื่อไทย จึงเปลี่ยนมาเลือกพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp; และทำให้พรรคอนาคตใหม่มี ส.ส. ได้รับเลือกตั้งถึง 80 คน โดยเป็น ส.ส.ใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แล้วก็ด้วยเหตุผลที่เห็นกันว่าฟังไม่ขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องยุบพรรค ทำให้ผู้เลือกพรรคนี้ออกมาชุมนุม และเนื่องจากการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคไม่ให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังกำลังพล ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ ยิ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยอื่นของศาลรัฐธรรมนูญอีกที่ทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ #คดีพลเอกประยุทธ์อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่อง &amp;lsquo;ระหว่างพระมหากษัตริย์กับนายกรัฐมนตรี&amp;rsquo; ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจในทางที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยผ่านพลเอกประยุทธ์มากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพลเอกประยุทธ์ มักจะอ้างถึงพระมหากษัตริย์ในการทำอะไรหรือไม่ทำอะไรอยู่บ่อยครั้ง จากต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ เรื่องก็เลยลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. #หนทางแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การเมืองมีผิดมีถูก การตัดสินใจทางการเมืองมีทั้งประชาชนชอบและไม่ชอบ การแก้ปัญหาคือต้องยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีหลักการคือ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ในทางปฏิบัติคือ พลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องออกหน้ามารับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และต้องดำเนินการตามมาตรา 182 อย่างเคร่งครัดคือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(2) สาเหตุของการประท้วงมาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. พลเอกประยุทธ์ต้องหยุดการสืบทอดอำนาจ และแสดงให้เห็นว่า จะไม่สืบทอดอำนาจอีกต่อไป ด้วยการยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป แม้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้จะตกไป แต่ควรที่จะได้มีการเสนอใหม่อีกครั้งโดยเร็ว ซึ่งจะแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุไปได้กว่าครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีคนต่อต้านมากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และทั้งนี้เนื่องจากรัฐสภาไม่รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มี สสร. ที่มาจากการเข้าชื่อของประชาชน ดังนั้น ในวาระแปรญัตติของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงต้องรับฟังเสียงของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่มาของ สสร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดความเห็นต่างและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน การนำเสนอเรื่องนี้จึงต้องทำด้วยวิธีการที่เหมาะสม และทุกฝ่ายต้องเคารพความคิดเห็นของกันและกัน ไม่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในสังคมให้มากไปกว่าเดิม
นายกรัฐมนตรีที่ถูกประท้วงก่อนหน้านี้ พอผู้ประท้วงเห็นว่าประท้วงไม่ได้ผล ก็มักจะมีการถวายฎีกาให้พระมหากษัตริย์ทรงมาก้าวก่ายทางรเมือง เช่น การถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานในช่วงเวลาที่มีการประท้วงทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557
แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกประท้วงแล้ว คนกลับประท้วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ #เราคงพอจะสรุปได้แล้วว่าเราควรจะแก้ปัญหาที่ตรงจุดใด และเราก็ควรแก้ไปที่จุดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สาเหตุของปัญหาเกิดจากพลเอกประยุทธ์ ทั้งในเรื่องการเมืองที่สืบทอดอำนาจ และเรื่องการไม่ยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong หากพลเอกประยุทธ์ยังไม่แก้ไข แล้วยิ่งอยู่นานไปยิ่งเป็นปัญหา เราก็คงต้องไปแก้ที่พลเอกประยุทธ์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86550</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9c8dcf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;ชง7ข้อเสนอ&#039;บิ๊กตู่&#039;ใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาทางการเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.63-นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul ระบุว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี #พลเอกประยุทธ์ควรต้องทำสิ่งใด แก้ไขรัฐธรรมนูญ - ยุบสภา - ลาออก #เพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ตามที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้มีการ &amp;ldquo;ถอยคนละก้าว&amp;rdquo; เพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่กำลังกดดันรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพลเอกประยุทธ์แถลงว่า จะนำข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเข้าสู่การหารือของรัฐสภาในวันที่ 26 ตุลาคม 2563 นั้น เพื่อประโยชน์ในการ &amp;ldquo;ถอยคนละก้าว&amp;rdquo; ซึ่งพลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ควรต้องเป็นผู้นำในการถอย ผู้เขียนมีประเด็นที่ขอนำเสนอดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ #ต้นเหตุของชุมนุมคือการสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.ให้เป็นผู้เลือก ส.ว.ชุดแรกที่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้พลเอกประยุทธ์สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 มาจนถึงปัจจุบัน หาก คสช.ไม่สืบทอดอำนาจก็จะไม่มีการประท้วงหรือการชุมนุมเช่นนี้ การชุมนุมถ้าหากมีก็จะเป็นเรื่องอื่น และจะเป็นการประท้วงนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่พลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คณะรัฐประหารมีอำนาจเลือก ส.ว.ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้น เป็นเรื่องที่คณะรัฐประหารทำมาแทบทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดให้ ส.ว.ที่มาจากคณะรัฐประหาร มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีมาก่อนเลย ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ควรต้อง &amp;ldquo;ถอย&amp;rdquo; เป็นก้าวแรก คือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการถอยไปก่อนหน้าการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ที่รัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลผ่านการเลือก ส.ส. โดยประชาชนทุกคนมีเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะเห็นต่างกันเพียงใด ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองไหนจะเป็นรัฐบาล จะจบที่หีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาชนเลือกตั้งไป คสช.ก็เป็นนายกรัฐมนตรีและสืบทอดอำนาจได้อยู่ดีเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2534 คณะรัฐประหารในชื่อคล้ายคลึงกันคือ &amp;lsquo;คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ&amp;rsquo; หรือ รสช. เคยถอยในเรื่องนี้มาแล้ว ด้วยการตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 เมื่อมีนิสิตนักศึกษาประท้วงต่อต้านในขณะนั้น ซึ่งในขณะนี้มีคนประท้วงเรื่องนี้มากกว่าในปี 2534 แล้ว คสช.ก็ควรต้องถอยเรื่องอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเช่นกัน ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่า คสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจ และจะทำให้สถานการณ์เขม็งตึงทางการเมืองคลายออก และจะนำมาสู่การสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยวิถีทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่ทั้งฉบับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็น #รัฐธรรมนูญที่มีคนต่อต้านไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 ไปแล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 นั้นนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535 หลังเหตุการณ์นองเลือดต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การร่างใหม่ทั้งฉบับ เกิดเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในเวลาต่อมา รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งมีที่มาจากการยึดอำนาจเหมือนกัน มีปัญหามากกว่าด้วยซ้ำ เพราะในปี 2534 ยังไม่มีองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐประหารจะไปยุ่งเกี่ยวกับการสรรหาได้ดังเช่นในปัจจุบันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญนั้นเริ่มเกิดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยให้วุฒิสภาที่ประชาชนเลือกโดยตรงเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่พอรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้ ส.ว.ชุดแรกมาจาก คสช. โดยมีอำนาจเหมือน ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งคือให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้ คสช. ไปเกี่ยวข้องกับการสรรหาโดยผ่าน ส.ว. และเกิดปัญหาเรื่องการตรวจสอบและความเชื่อถือที่มีต่อองค์กรอิสระ ความจริงเรื่องนี้เป็นปัญหามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ของ คสช. ที่ให้ สนช.เป็นผู้ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระแล้ว ซึ่งถ้าจะกล่าวว่า ส.ว.ชุดแรกคือ สนช.แปลงร่างมา ก็ไม่ผิดความจริงไปนัก
นอกจากนี้แล้วรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศไปถึง 20 ปี โดยไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนเลย รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จึงมีปัญหายิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 ที่สุดท้ายต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีปัญหายิ่งกว่าจึงน่าจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีการร่างใหม่ทั้งฉบับเช่นกัน และควรทำโดยที่ไม่ต้องให้มีการนองเลือดก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่มีการให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผ่านการลงประชามติ จึงไม่อาจจะแก้ไขหรือร่างใหม่ เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักแต่ประการใด เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีผู้ออกเสียงให้ผ่านเพียง 61 % และคำถามพ่วงที่ทำให้ ส.ว.ชุดแรกมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ผ่านด้วยคะแนนเพียง 57 % เท่านั้น ถามว่าในขณะนั้นประชาชนที่ลงคะแนนเห็นชอบ ที่ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ แต่ออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งและบ้านเมืองเดินหน้าต่อ มีมากกว่า 11 % หรือไม่ ซึ่งเป็นไปได้มาก เพราะมิได้มีการกำหนดไว้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด และที่สำคัญรัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขได้ และร่างใหม่ได้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็ผ่านประชามติ คสช.ยังฉีกทิ้งได้โดยไม่สนใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติมาแล้วเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. #การยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ นั้น เป็นทางออกทางหนึ่ง เพราะจะเป็นทางลงให้พลเอกประยุทธ์ได้ ทั้งนี้โดยต้องไม่รับเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใดอีก แต่ปัญหาคือถ้ายุบสภาอย่างเดียวผู้คนจะยังไม่วางใจว่า คสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจจริงๆ เพราะตราบใดที่ ส.ว.ชุดแรกยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี คสช.ก็ยังกลับมามีอำนาจใหม่ได้ ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ควร &amp;ldquo;ถอย&amp;rdquo; เป็นการเร่งด่วน แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 1 ใน 3 ของ ส.ว. คือ 84 เสียงจาก 250 เสียง และยากที่ ส.ว.จะแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจตนเอง แต่ถ้าพลเอกประยุทธ์ยอมที่จะแก้ไขเรื่องนี้ เชื่อว่าจำนวน ส.ว. 84 เสียงไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใดแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. #การลาออกจากตำแหน่ง ก็เป็นหนทางคลี่คลายสถานการณ์ได้ เพราะหากพลเอกประยุทธ์ไม่ต้องการถอยด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยุบสภา ก็อาจต้องถอยให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน ที่พลเอกประยุทธ์กล่าวว่าจะใช้รัฐสภาเป็นเวทีแก้ปัญหา ไม่ควรเป็นเพียงการโยนปัญหาออกไปจากตัว และให้รัฐสภาถกเถียงกันโดยไม่เกิดการแก้ปัญหาอะไร เพราะผู้ชุมนุมประท้วงพลเอกประยุทธ์ มิใช่ประท้วงรัฐสภา และที่สำคัญที่สุดพลเอกประยุทธ์มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนและมีเสียงทั้งหมดในวุฒิสภา จึงสามารถใช้รัฐสภาในการแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. นอกจากนี้แล้ว มีประเด็นละเอียดอ่อนประการสำคัญที่ควรต้องแก้ไขทันทีคือ พลเอกประยุทธ์ต้องไม่พูดหรืออ้างในทำนองให้คนเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบ็คให้ตนเอง หลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคือ The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ #แต่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง พลเอกประยุทธ์ต้องยึดมั่นหลักการนี้และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการออกหน้าและรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ดูเหมือนกันตรงกันข้ามอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการทำให้ประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนที่เห็นต่างกันขัดแย้งกัน และที่สำคัญคือพลเอกประยุทธ์ต้องแก้ปัญหาในทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้สถานการณ์ลุกลามมากไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. พลเอกประยุทธ์คงไม่ลืมไปแล้วว่า ท่านเป็น ผบ.ทบ.ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกประท้วงให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และท่านได้ยึดอำนาจซึ่งทำให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมาจนถึงทุกวันนี้ ในวันนั้นท่านสัญญากับประชาชนไว้ว่า #ขอเวลาอีกไม่นานความสุขจะคืนมา บัดนี้เวลาผ่านไป 6 ปีแล้ว เราก็ยังไม่เห็น &amp;lsquo;ความสุขที่กลับคืนมา&amp;rsquo; นอกจากรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุลที่แย่ลง ความขัดแย้งในสังคมในเรื่องสถาบัน และการกลับมามีการประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยที่วันนี้ท่านเป็นผู้ถูกประท้วงเอง ระยะเวลา 6 ปีนั้นยาวนานกว่าอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่ารัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏรแบบไม่ปริ่มน้ำแล้ว และมีเสียงในวุฒิสภาทั้งหมด แต่รัฐบาลไม่ได้มีเสถียรภาพมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนเป็นเสียงข้างมากแบบมีความง่อนแง่น เนื่องจากหากมีพรรคขนาดกลางพรรคหนึ่งพรรคใดถอนตัว ก็มีเพียงพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงมากพอที่จะไปเสียบแทนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่พรรคหนึ่งพรรคใดในสองพรรคนี้จะไปร่วมรัฐบาลกับท่าน และโดยที่โอกาสที่จะมีพรรคถอนตัวก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่ให้เหตุผลในการยกมือให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีว่า เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะพรรคการเมืองนั้นจะถูกผู้ชุมนุมเรียกร้องกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาสู่การถอนตัวได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่ช้าข้างหน้านี้ ท่านจึงควรต้องรีบแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดมาจากการสืบทอดอำนาจ คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาหรือลาออก ดังที่ท่านอาจจะได้เคยแนะนำอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว และดังที่ท่านสัญญากับประชาชนไว้ว่า &amp;lsquo;เราจะทำตามสัญญา ความสุขจะกลับคืนมา&amp;rsquo; ก่อนที่สถานการณ์จะกลายไปเป็นวิกฤตการณ์จนไม่มีทางออก และประชาชนจะมีความทุกข์จากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกครั้งมากไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ท้ายที่สุดนี้เรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าคือ #รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้วิธีการสลายการชุมนุมอีก หากการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการต่อต้านดังเช่นที่เกิดหลังจากการสลายการชุมนุมที่ปทุมวันในวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องมองว่าผู้ชุมนุมเพียงแค่มาทวงสัญญาที่พลเอกประยุทธ์ได้สัญญาไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรงจะไม่เกิดถ้าไม่มีฝ่ายใดเริ่มก่อน ในฐานะที่ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องการนองเลือดมามากแล้ว เราไม่ควรเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก ซึ่งเราสามารถทำได้โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราก็จะสามารถผ่านวิกฤตการณ์ และแก้ปัญหาการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81716</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, แก้ปัญหาทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9c8dcf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอโทษไม่พอ!&#039;เหรียญทอง&#039;จี้&#039;ปริญญา&#039;ลาออก อัดยับปล่อยปละละเลยให้ตุลา 19 รีเทิร์น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.63 - พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เรียน นาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล...ผมขอถามว่าคุณมีสำนึกในความรับผิดชอบต่อการปล่อยปละละเลยกิจกรรมที่มีการล้ำเส้นละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร...คุณดูดายต่อการละเมิดสิทธิของบุคคลหนึ่งที่ไม่โต้ตอบประชาชนเพราะดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมแล้วคุณปล่อยปละละเลยให้มีกิจกรรมให้ร้ายละเมิดสิทธิส่วนพระองค์เช่นนี้หรือ...แล้วคุณก็กล่าวเพียงแค่คำขอโทษแล้วเป็นอันจบกันแค่นั้นหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณต้องการบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติหรืออย่างไร...บรรพบุรุษของคุณเข้ามาอาศัยราชอาณาจักรนี้ ก่อร่างสร้างตัวจนคุณได้มีโอกาส ได้ร่ำเรียน ได้เป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติ...คุณรู้จักคำว่า &amp;#39;กตัญญู&amp;#39; บ้างไหม &amp;#39;กตัญญู&amp;#39; คือคุณสมบัติของคนดี พ่อแม่เคยสั่งสอนบ้างหรือเปล่า คุณตอบแทนสถาบันหลักของชาติด้วยการปล่อยปละละเลยอย่างนี้หรือ...ใช้ไม่ได้ครับ คุณเขียนใบลาออกจากการเป็นข้าราชการไปซะ ไม่ใช่เพียงแค่ลาออกจากตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการส้นตีนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณไม่รู้หรอกหรือครับว่าการปล่อยปละละเลยของคุณมันจะขยายผลให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชนจนอาจเป็นชนวนเหตุแห่งการสูญเสีย...เยาวชนของชาติมีครอบครัวอันเป็นที่รักและรอคอยความสำเร็จจากเขาอยู่...คุณต้องการมีส่วนร่วมสร้างประวัติศาสตร์ &amp;#39;ตุลา 19 รีเทิร์น&amp;#39; อย่างนั้นหรือ...หากวันหนึ่งเกิดสถานการณ์ความรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย คุณยินดีหรือที่จะได้เห็นภาพความรุนแรงอย่างนั้น เพียงแค่คำขอโทษของคุณไม่พอครับ...มันไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี...คุณต้องลาออกจากการเป็นข้าราชการแสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยปละละเลยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนพระองค์ต่างหากครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีงเรียนมาเพื่อโปรดแสดงความรับผิดชอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ขอแสดงความนับถือ
พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.63 เวลา 10.05 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ. ผมขอฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้โปรดพิจารณาด้วยว่า การละเมิดสิทธิส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ คณะกรรมการสิทธิฯทำงานให้สมเป็นคณะกรรมการนะครับ อย่าเอาแต่โลกสวยดูดาย....การละเลยของกรรมการสิทธิฯจะนำมาซึ่งความรุนแรง ถึงเวลานั้นแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้นะครับ...รอคำชี้แจงต่อสาธารณะครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74067</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา, ม็อบมธ., ล้มเจ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f320e05a0e7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
