<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการผิดหวัง กรมศุลฯ เตรียมสั่งลดภาษีนำเข้า ซิการ์ ไวน์ สุรา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 กันยายน &amp;nbsp;2564 &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการวิจัย ติดตามและเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีที่กรมศุลกากร เตรียมพิจารณาปรับลดพิกัดอัตราขาเข้าสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบประเภทซิการ์ลงกึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 5 ปี ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักและลงทุนในประเทศ ถือว่าผิดความคาดหมายของภาคีเครือข่ายนักวิชาการควบคุมยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมาก ซึ่งทราบกันดีว่ากระทรวงการคลังจะเสนออัตราภาษีบุหรี่ใหม่ให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อมาแทนระบบภาษีปัจจุบันที่ใช้ระบบ 2 อัตรา ให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ซึ่งข้อเสนอของภาคนักวิชาการควบคุมยาสูบ เสนอให้ใช้อัตราภาษีเดียวในบุหรี่ทุกประเภท และภาษีอัตราใหม่จะต้องมีผลให้บุหรี่ทุกประเภทมีราคาไม่ถูกลงจากราคาปัจจุบัน เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น ไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย ที่สำคัญภาครัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่โดยเปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวเป็นสองอัตรา เมื่อปี 2560 ทำให้คะแนนประเมินภาษีบุหรี่ของไทย โดย University of Illinois Chicago ในปี 2561 ได้ 1.75 คะแนน ลดลงจาก 2.25 คะแนน ในปี 2559 เป็นช่วงก่อนการปรับโครงสร้างภาษี นอกจากจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีลดลงแล้ว ยังส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย คือจาก 3.4% เมื่อปี 2557 เพิ่มเป็น 5.7% ในปี 2561&amp;rdquo; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ประเทศฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีการปฏิรูประบบภาษีบุหรี่ที่ดี โดยรัฐบาลมีนโยบายการปรับขึ้นภาษีทุกปี ปีละ 4% มาตั้งแต่ปี 2555 &amp;nbsp;มีการปรับโครงสร้างภาษีจากที่เคยมี 4 ระดับ จนปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงระดับเดียว จากที่เคยเก็บภาษีในอัตรา 2.72 เปโซต่อซอง ในบุหรี่กลุ่มราคาถูกที่สุด ปรับเพิ่มมาเก็บภาษีในอัตรา 30 เปโซต่อซอง ซึ่งจัดเก็บอัตราภาษีบุหรี่เท่ากันทุกกลุ่มราคา ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลได้รายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราการสูบบุหรี่ลดลง และยังส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงด้วย โดยฟิลิปปินส์ มีคะแนนประเมินภาษีบุหรี่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.25 คะแนน เมื่อปี &amp;nbsp;2557 ขึ้นมาเป็น 2.5 คะแนนในปี 2559 และ 3.75 คะแนน ในปี 2561 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน และสัดส่วนบุหรี่เถื่อนในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 12.2% เมื่อปี 2557 ลดเหลือ 10.8 ในปี 2561 ซึ่งบทเรียนการปฏิรูปภาษีบุหรี่ของฟิลิปปินส์แสดงให้เห็นว่าการขึ้นภาษีบุหรี่ไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด กลับช่วยทำให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยิ่งใกล้วันที่จะประกาศอัตราภาษีแบบใหม่ มักมีการนำเสนอข่าวประเด็นบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่อง บุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่ผิดกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลไม่ให้ขึ้นภาษีบุหรี่มาทุกยุคสมัย แต่ข้ออ้างนี้ได้รับการยืนยันจากองค์การอนามัยโลกแล้วว่าไม่เป็นความจริง จากการศึกษาข้อมูลโดยองค์การอนามัยโลก พบว่าการขึ้นภาษีบุหรี่หรือการทำให้บุหรี่มีราคาแพงขึ้น ไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้บุหรี่เถื่อนยังคงอยู่ ได้แก่ การไม่เอาจริงของรัฐบาลในการปราบปราม ระบบศุลกากรและระบบภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ&amp;rdquo; ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี จะรู้ทันบริษัทบุหรี่ ไม่หลงกลการนำบุหรี่เถื่อนมาเป็นข้ออ้างไม่ให้ขึ้นภาษี ขอให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของคนไทย โดยอัตราภาษีใหม่ควรเป็นอัตราเดียว และต้องทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกมีราคาสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้คนเลิกสูบหรือสูบน้อยลง และป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชน เข้ามาเสพติดบุหรี่ เพราะการที่บุหรี่มีราคาถูกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้ามาติดบุหรี่ โดยจะต้องทำควบคู่กับการออกนโยบายเพื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทยให้ปลอดภัยจากบุหรี่ และลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระบบภาษีที่ใช้อยู่ในขณะนี้คือ เป็นระบบ 2 อัตรา คือ บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกต่ำกว่าซองละ 60 บาท เก็บภาษี 20% และบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกสูงกว่า 60 บาท เก็บภาษี 40% ซึ่งระบบภาษีนี้มีจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้บริษัทบุหรี่ลดราคาขายปลีกลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่าซองละ 60 บาท เพื่อเสียภาษีน้อยลง ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยลดลง รัฐบาลเก็บภาษีได้ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117152</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, ปรับลดพิกัดอัตราขาเข้าสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบ, ภาษีศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146cec3c79a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุหรี่ลดทอนประสิทธิภาพวัคซีน! คนสูบฉีดแล้วมีภูมิต้านโควิดน้อยกว่าไม่สูบ40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 64 - ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นใหม่โดยทีมวิจัยจากอิตาลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยของรัฐบาลอิตาลี พบว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ผลน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยตรวจระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 (Anti SARS-Cov2 antibodies) ภายหลังจากได้รับวัคซีนประเภท COVID-19 mRNA ของ Pfizer/BioNTech ครบ 2 เข็ม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 86 คน ผลการศึกษาพบว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,099 U/ml ในขณะที่คนที่ไม่สูบบุหรี่จะอยู่ที่ระดับ 1,921 U/ml หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่สูบบุหรี่หลังจากได้รับวัคซีนแล้วระดับภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขึ้นต่ำคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 40% นอกจากนี้งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า คนอ้วนหรือคนที่มีความดันโลหิตสูงก็มีแนวโน้มที่ระดับภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนจะได้ผลน้อยกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางพญ.มิกิโกะ วาตานาเบะ หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนสูบบุหรี่มีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้น คล้ายกับกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบผลคล้ายกันคือภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ของคนสูบบุหรี่จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ปกติ เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่ายกว่าคนไม่สูบ อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้คนสูบบุหรี่ตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 น้อยกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้นจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา สรุปชัดเจนว่าสารเคมีจากควันบุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายและปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของปอด และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอีกหลาย ๆ โรค และหากเลิกสูบบุหรี่ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานดีขึ้นโดยปอดจะกลับมาทำงานดีขึ้นช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย&amp;nbsp; ดังนั้นในระหว่างที่คอยรับการฉีดวัคซีน คนที่สูบบุหรี่จึงควรเลิกสูบทันที&amp;nbsp; ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลงปอดรุนแรงแล้ว การเลิกสูบบุหรี่ยังจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19&amp;nbsp; ได้เต็มที่เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, บุหรี่, ภูมิต้านทานโควิด, วัคซีน, หมอรามาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f7abfbdf41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยลดหัวใจวาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการเปิดผลวิจัยขึ้นภาษีบุหรี่ทุก 10 บาท พ่วงกฎหมายห้ามสูบในที่สาธารณะ ลดเกิดหัวใจวายเฉียบพลันคนไทย 5-13% &amp;quot;หมอประกิต&amp;quot; กระทุ้ง จนท.รัฐบังคับใช้ กม.ให้จริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มกราคม ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยใหม่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS ONE ซึ่งได้ศึกษาผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่ และมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะของประเทศไทยต่ออัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ acute myocardial infarction ระหว่างปี 2549-2560 พบว่า ทุกๆ 10 บาทของราคาบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันลง 5% ในประชากรไทยที่อายุน้อยกว่า 45 ปี โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังพบว่าการประกาศมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประชากรไทยอายุน้อยกว่า 45 ปีได้ 13% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ปัจจุบันพบคนไทยเสี่ยงเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดอายุน้อยลง ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพโดยเฉพาะการสูบบุหรี่ จากข้อมูลพบว่า 90% ของคนอายุน้อยกว่า 45 ปีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีประวัติการสูบบุหรี่ โดยการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพหรือแข็งตัว ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการฉีกขาดหรือปริแตกที่ด้านในของผนังหลอดเลือดส่วนที่เสื่อมสภาพอย่างเฉียบพลัน จนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทยทั้งการขึ้นภาษีและการจำกัดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ช่วยลดการสูบบุหรี่และความสูญเสียจากโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอันเป็นผลจากการสูบบุหรี่ ทำให้ประเทศไทยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเฉพาะผู้ป่วยโรคดังกล่าวไปได้กว่า 1,500 ล้านบาท ในระหว่างปี พ.ศ.2553-2560&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สแตนตัน แกลนซ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ผู้วิจัยร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า การขึ้นภาษีบุหรี่และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นมาตรการที่องค์การอนามัยโลกยกเป็นมาตรการควบคุมยาสูบที่คุ้มค่าและได้ผลดี ซึ่งตนเองได้ศึกษาข้อมูลจากหลายประเทศที่ออกมาตรการดังกล่าวพบผลลัพธ์อย่างเดียวกันคือช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นกะทันหันและเป็นผลโดยตรงจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในคนที่อายุน้อย เพราะเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาบุหรี่ที่แพงขึ้นมากกว่าเมื่อมีการขึ้นภาษีบุหรี่ และส่วนมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะนั้นจะลดการเจ็บป่วยของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ โดยส่วนใหญ่ของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมักเป็นคนอายุน้อยที่รับควันมือสองตั้งแต่วัยเด็ก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มาตรการควบคุมยาสูบต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล จึงขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมาย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการควบคุมยาสูบ เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและการขึ้นภาษีบุหรี่ สามารถส่งผลต่อการลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในระยะสั้นๆ กรณีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะที่ส่งผลลดโรคหัวใจวายกะทันหัน เนื่องจากการได้รับควันบุหรี่มือสองแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลทันทีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำให้เกล็ดเลือดเกาะติดกันง่ายขึ้น มีการอักเสบของเซลล์ผนังหลอดเลือด และเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหัววายกะทันหันจากหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้สูบบุหรี่หยุดทำร้ายคนอื่น โดยไม่สูบบุหรี่ในที่ที่กฎหมายห้ามสูบ รวมถึงในบ้าน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะลดจำนวนคนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจวายกะทันหันได้เป็นจำนวนมาก&amp;quot; ศ.นพ.ประกิตระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d6ca790c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039; จับมือแพทย์รามาฯ จี้ &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; อย่าใช้งานวิจัยบริษัทบุหรี่นอกมาชี้นำนโยบายคุมยาสูบไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.64 - ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จ.เชียงราย และกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อบัญชี &amp;quot;หมอเอก Ekkapob Pianpises&amp;quot; (@DoctorEkkapob) เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยการเรียกร้องให้รัฐบาลยอมพิจารณาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปรับแผนการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทย โดยอ้างงานวิจัยจากวารสาร R Street Policy Study เปรียบเทียบนโยบายควบคุมยาสูบของไทยกับสหราชอาณาจักร และชี้นำสังคมให้ปลดล็อคบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย วารสาร R Street Policy Study ที่ นพ.เอกภพ นำมากล่าวอ้างนั้นเป็นวารสารของสถาบัน R Street ซึ่งสถาบันนี้มีความสัมพันธ์กับธุรกิจยาสูบมายาวนาน นอกจากนี้ วารสารดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำงานให้กับสถาบัน R Street ไม่ได้เป็นวารสารทางวิชาการที่มีระบบการตรวจสอบ และทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-review) แต่อย่างใด โดยสถาบัน R Street เป็นสถาบันที่แยกตัวมาจากสถาบัน Heartland เมื่อปี 2555 ซึ่งสถาบัน Heartland นี้มีประวัติการได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่า ตัวอย่างหนึ่งที่พบในเอกสารลับบริษัทบุหรี่ ปี 2542 เผยว่า ประธานสถาบัน Heartland ได้เขียนจดหมายถึงบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพื่อขอเงินสนับสนุนจำนวน 30,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยระบุในจดหมายว่า &amp;ldquo;Heartland ทำประโยชน์หลายอย่างให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งไม่มีองค์กรไหนทำได้&amp;hellip;&amp;rdquo; (&amp;lsquo;Heartland does many things that benefit Philip Morris&amp;#39; bottom line, things that no other organization does&amp;hellip;&amp;rsquo;) ส่วนของสถาบัน R Street นี้ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับฟิลลิป มอร์ริส ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 2557 และยังพบว่าผู้เกี่ยวข้องกับสถาบัน R Street และเป็นผู้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ เช่น Dr. Brad Rodu เป็น Associate Fellow ของสถาบัน R Street ก็มีประวัติการรับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มายาวนาน ช่วงปี 2553-2558 รับทุนจากบริษัท บริติชอเมริกัน โทแบคโค, ปี 2553-2555 รับการสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย และระหว่างปี 2543-2552 ยังทำงานให้กับบริษัทบุหรี่ อาร์ เจ เรย์โนว์ เพื่อสนับสนุนทิศทางของบริษัทเรื่องการลดอันตรายจากยาสูบ (Harm Reduction)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าที่ ส.ส.เอกภพ เพียรพิเศษ ระบุว่า ประเทศไทยห้ามบุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่ยอมรับข้อมูลวิชาการใหม่ๆ นั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเราติดตามข้อมูลวิชาการใหม่ๆ ที่ทยอยมีออกมาอย่างใกล้ชิด และหลักฐานที่เป็นกลางล้วนยืนยันว่า การอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้เสรี จะส่งผลเสียต่อสาธารณสุขในภาพรวมมากกว่าผลดี&amp;nbsp;โดยหลักฐานบ่งว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเสพติด ยังบอกไม่ได้ว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาหรือไม่ และที่สำคัญอันตรายระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มีใครรู้ เพราะใช้กันมาเพียงสิบปีเศษเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของบุหรี่ไฟฟ้า คือการที่เยาวชนที่ไม่สูบบุหรี่เข้าไปสูบและเกิดการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหลักฐานล่าสุดจากสหรัฐฯ พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่ธรรมดา แต่เพิ่มจำนวนเยาวชนที่เสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่กลายเป็นลูกค้าใหม่ของบริษัทบุหรี่หลายล้านคน ส่วนกรณีที่ขอให้ดูตัวอย่างประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่นั้น ข้อเท็จจริงคือ สหราชอาณาจักรกำหนดงบประมาณปีละกว่า 10,000 ล้านบาทในการควบคุมยาสูบในการที่จะมุ่งสู่เป้าหมายสังคมปลอดบุหรี่ เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่ใช้งบประมาณควบคุมยาสูบเพียงปีละ 400 ล้านบาท&amp;nbsp;นอกจากนี้ ความพร้อมด้านอื่นๆ ในการควบคุมยาสูบที่ประเทศไทยทำไม่ได้หรือยังไม่ได้ทำ ยังมีอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะที่ ส.ส.เอกภพ เป็นหนึ่งในกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร คุณหมอควรจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาผลักดันงานควบคุมยาสูบด้านที่ประเทศไทยยังอ่อนแอ เช่น ระบบภาษียาสูบ มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบให้เปลี่ยนอาชีพ ระบบการควบคุมบุหรี่เถื่อน การบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบ ห้ามขายให้แก่เด็ก ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการทำให้สิทธิยารักษาเลิกบุหรี่อยู่ในกองทุนประกันสุขภาพ อย่างที่ประเทศอังกฤษเขาทำได้ดีทั้งหมดแล้ว มากกว่าที่จะเสนอให้รัฐบาลเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าเสรีตามที่บริษัทบุหรี่และเครือข่ายเรียกร้อง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหาการเสพติดบุหรี่และเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทย และประเทศไทยควรคงนโยบายการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ตามที่องค์กรวิชาการระดับโลกที่เป็นกลางและน่าเชื่อถืออย่างสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติที่วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด พิจารณาผลกระทบทุกๆ ด้าน เสนอว่า ในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง การห้ามขาย คือ นโยบายที่ดีที่สุดในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และบุหรี่แบบที่ไม่มีการเผาไหม้&amp;quot;&amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, บุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, ส.ส.ก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600942f976fea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
