<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอาชีวะฯ คลอดประกาศสรรหา นายกสภาอาชีวศึกษา14 แห่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เซ็นลงนามประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการได้มาของนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาการเสนอชื่อ ผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ด้วยนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4 สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ที่ดำรงตำแหน่งครบตามวาระตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลกับทางราชการ ประกอบกับมติคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้การเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาเป็นไปตามกฎกระทรวง กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง ในสภาสถาบันการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2555 จึงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการได้มาของนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา การเสนอชื่อ ผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ข้อ 1.คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกและแต่งตั้งเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 ตามกฎกระทรวง กำหนดคุณลักษณะ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสถาบันการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2555 คือ มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์สูงด้านการบริหารจากภาครัฐ หรือภาคเอกชนไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่เป็นคู่สัญญากับสถาบันการอาชีวศึกษา หรือสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดสถาบันนั้นไม่เป็นข้ราชการครู เจ้าหน้าที่ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของสถาบันการอาชีวศึกษาหรือสถานศึกษาในสถาบันนั้นไม่มีประวัติเสื่อมเสียทางจริยธรรม จรรยาบรรณ และการประกอบวิชาชีพ ไม่เป็นนายกสภาสถาบันแห่งอื่นในขณะเดียวกันโดยให้คำนึงถึงการดำรงตำแหน่งในสถาบันหรือองค์กรที่บุคคลนั้น ดำรงตำแหน่งและสามารถที่จะอุทิศเวลาให้กับตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ได้อย่างเต็มความรู้ ความสามารถด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาสามารถดำเนินการได้โดยการเสนอชื่อ ซึ่งผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ได้แก่ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา หรือผู้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา ทั้งนี้กำหนด วัน เวลา และสถานที่ ในการส่งแบบข้อมูลบุคคลการส่งแบบข้อมูลฯ พร้อมหลักฐานประกอบ ส่งภายในที่ 2 ก.ค.64 โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ถึงศูนย์ประสานงานสถาบันการอาชีวศึกษา สอศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ คณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้เสนอชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกจำนวนสองรายชื่อ โดยเรียงลำดับตามตัวอักษร เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา โดยคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้วินิจฉัยขี้ขาด และคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106710</URL_LINK>
                <HASHTAG>#บอร์ดสอศ., ดร.รอยล จิตรดอน, นายกสภาสถาบันอาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603756656fe70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ&quot; จากแล้งสุดในอีสาน สู่ต้นแบบทางรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ และเป็นประตูสู่อีสาน ที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 15 ของประเทศ ด้วยขนาด 6.8 ล้านไร่ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น รวมไปถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการศึกษา เทคโนโลยี การคมนาคม มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันสวยงาม ทำให้เมืองแห่งนี้การเป็นหนึ่งในทำเลทองของภาคอีสาน มีนักลงทุนมาทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย

แต่ถึงอย่างนั้นขอนแก่นก็ยังต้องแบกรับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ที่ต้องประสบทุกปี เกือบทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการกล่าวขานว่า แล้งที่สุด ฝนตกน้องที่สุดในภาคอีสาน &amp;nbsp;หรือแล้ง 4ปี ฝนดี 2ปี &amp;nbsp;สลับกัน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมานานกว่า 40 &amp;nbsp;ไม่สามารถทำการเกษตรได้ คนหนุ่มคนสาวต่างอพยพไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น โอกาสที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะพื้นที่ของชุมชนมีความสูงต่ำเป็นลอนคลื่น ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมาห้วย หรือคลองที่อยู่สูงก็ไม่สามารถที่จะดักน้ำไว้ได้ น้ำส่วนใหญ่จึงไหลหลากลงสู่ห้วยในพื้นที่ต่ำกักเก็บไว้ได้ก็ไม่พอใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ช่วงแล้งที่สุด คนในหมู่บ้านกว่า 300 คน ต้องยืนต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำบ่อเดียวกัน ส่วนน้ำดื่มต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักน้ำในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ เราอยู่ไม่ได้ต้องอพยพไปรับจ้างต่างจังหวัด คิดว่าไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเหมือนเมืองสวรรค์ ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 28 วัน มันไม่ใช่สวรรค์เป็นนรก เราเป็นเหมือนเขียดที่คลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน ซึ่งสิ่งที่เราไปเห็นทำให้รู้ว่าบ้านเราเป็นสวรรค์&amp;quot;นายพิชาญ ทิพวงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สะท้อนภาพความแล้งน้ำของชุมชนในอดีต
ขาวบ้านใช้เวลา &amp;nbsp; 4 ปี แก้ปัญหา ด้วยการขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม เพื่อให้น้ำไหลไปรวมกันที่ต่ำหมด &amp;nbsp;หลังจากนั้นใช้วิธีการสูบ เมื่อจะนำน้ำมาไปใช้ในพื้นที่สูง แต่ก็ยังทำให้ต้นทุนการอุปโภคบริโภคน้ำ และทำการเกษตรอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิชาญเล่าอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 15 ชุมชน ในอ.แวงน้อย เริ่มหันมาศึกษาการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ภายใต้กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าป่าภูถ้ำ ภูกระแต และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ขึ้นในปี 2553 &amp;nbsp;โดยพิชาญ &amp;nbsp;รับหน้าที่เป็นประธาน &amp;nbsp;ศึกษาเก็บข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน เริ่มต้นด้วยการรักษาป่าต้นน้ำ ที่เหลือเพียง 2,800 ไร่ จาก 5,000 ไร่ เนื่องจากการบุกรุกของนายทุนนอกพื้นที่ ที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อย ส่งผลเกิดการบุกรุกถางป่า ทำให้ผืนป่าลดลง ขาวบ้านจึงหันมารักษาป่า เพื่อให้ป่ามีสภาพที่สมบูรณ์ &amp;nbsp;สามารถเข้าไปหาของป่า หรือนำวัวไปกินหญ้าได้ แต่จุดประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ป่าช่วยชะลอน้ำไม่ให้น้ำแล้งใมนหน้าแล้ง &amp;nbsp;หรือในฤดูฝนช่วยไม่ให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ &amp;nbsp;แต่แม้จะพยายามอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ 2,800 ไร่ &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดีนัก เพราะบางปียังประสบความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.คลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านสละที่ดินบางส่วนของตนเพื่อให้น้ำไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นฐานเดิม ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าสำคัญของชุมชน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูระงำตอนล่าง ปาที่นี่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือป่าโคก เป็นป่าต้นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ป่านี้ในการเลี้ยงโค กระบือ เก็บหาของป่า เช่น เห็ด กระเจียว อีลอก ผักหวาน ผักติ้ว แย้ เป็นต้น และมีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าเราจะดูแลให้ป่าที่เหลือ 2,800 ไร่กลับมาสมบูรณ์ แต่ก็ยังประสบกับความแห้งแล้งเหมือนเดิม &amp;quot;พิชาญเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมของคลองใส้ไใก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ต่อมาในปี 2554 ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร &amp;nbsp;(สสนก.) ได้คัดเลือกให้&amp;quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ &amp;quot;เป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายบริหารจัดการน้ำ และเข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การทำผังน้ำ การสำรวจข้อมูลน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีการกักเก็บน้ำใช้ได้เพียงพอ รวมไปถึงการสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาน้ำโดยอาศัยโมเดล เลิกแล้ง เลิกจน &amp;nbsp;ของ&amp;quot;เอสซีจี&amp;quot; ที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา &amp;nbsp;โดยเอสซีจีและมูลนิธิอุทกพัฒน์ &amp;nbsp;ยกให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก สามารถพึงพาตนเองได้ มีความรู้ทางด้านการตลาด แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม มีรายได้ที่มั่นคง ชุมชนยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบอกเล่าการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการเเก้ปัญหาภัยเเล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านเป็นนักร้อง เรียกร้องตรงนั้นตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามไว้ว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จึงทำให้เรากลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำ 2 ปีให้ข้ามแล้ง 4 ปีได้อย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาร่วมกัน

หลังจากนั้น พิขาญ &amp;nbsp;ได้อบรมความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและการใช้เครื่อง มื่อกับ &amp;nbsp;สสนก. และรู้จักใช้เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทราบค่าระดับความสูงต่ำ เกิดเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทราบทิศทางการไหลของน้ำและการจัดการน้ำ&amp;nbsp;จากเดิมฝนตกน้ำหลากไหลลงแม่น้ำชี ต้องให้ภาครัฐสูบน้ำมาให้ใช้ จึงได้มีการทำคลองฟ้าประทานชล คลองดักน้ำหลากเมื่อฝนตก เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แหล่งกักเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ หนองผักหวาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และหนองฝายบ้าน แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความแห้งแล้งในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; เมื่อได้องค์ความรู้การจัดการน้ำแล้ว พิชาญ บอกว่า ได้เริ่มดำเนินการวางแผน เมื่อฝนตกปกติในช่วงเดือนเมษยน-ตลาคม จึงทำการเก็บน้ำ และมีน้ำเก็บตั้งแต่ปี 2559-2560 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน้ำพอใช้ไปถึง &amp;nbsp;4 ปี ข้างหน้า (2561-2564) &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้น้ำเหลือประมาณ 3,000-4,000 ลบ.ม. อาจจะน้อยเพราะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว &amp;nbsp;เมื่อฝนตกลงน้ำจะถูกดักไว้ด้วยคลองฟ้าประทานชล ก่อนน้ำจะไหลไปตามคลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านได้บริจาคพื้นที่บางส่วนให้น้ำไหลผ่าน และสามารถเก็บน้ำทำเกษตรได้ด้วย ก่อนไหลลงสู่หนองผักหวานที่สูงจากน้ำทะเลประมาณ 214 ม.รทก. ก็คือสระแก้มลิง จากเดิมที่เก็บน้ำได้ 25,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีได้เพียง 20 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 80,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีจากฝนทิ้งช่วงได้ถึง 300 ไร่ &amp;nbsp; อีกส่วนจะไหลไปยังหนองฝายบ้านซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สูงจากน้ำทะเลเพียง 202 ม.รทก. &amp;nbsp;จากเดิมกักเก็บน้ำได้ 20,000 ลบ.ม. ใช้น้ำปีละ 9,000 ลบ.ม. สำหรับ 75 ครัวเรือน ในปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 90,000 ลบ.ม. สำรองใช้ได้ประมาณ 5 ปี

พิชาญ ชี้อีกว่าน้ำจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมฝนแต่ละปีด้วย เพราะปกติฝนจะตกเดือนละครั้ง แต่ถ้าตกแบบพรำๆ ก็กักเก็บน้ำได้น้อย แต่หากฝนดีตกหนักติดต่อกัน 1 สัปดาห์ &amp;nbsp; ก็สามารถจะกักเก็บน้ำได้เยอะประมาณ 200 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;
&amp;quot;การดำเนินงานที่ทำให้เราเห็นผลในช่วง 4 ปี ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไข คือที่ หนองฝายบ้าน มีน้ำไม่เพียงพอใช้ ซึ่งเกิดจากการคำนวนสมดุลน้ำที่คาดเคลื่อน คือ คำนวนเพียงน้ำสำหรับไว้ใช้ ไม่ได้คำนวนน้ำที่สูญเสียคือน้ำที่ซึมลงใต้ดินหรือเกิดจากการระเหย ดังนั้นน้ำที่สำรองได้ 90,000 ลบ.ม. สามารถใช้ได้เพียง 3 &amp;nbsp;ปีกว่าเท่านั้น ในความจริงน้ำที่ต้องสำรองคือ 120,000 ลบ.ม. ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านปรับตัวในสวนนอกจากพืชผัก ก็ยังมีบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทเรียนจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น พิชาญ บอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรยังได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เพราะปกติชาวบ้านจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น มีการสำรวจพื้นที่เพื่อวางผังแปลง ในพื้นที่ต่ำก็ขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในรอบการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่เท่ากันในรอบปีการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจำนวน 68 ราย มีรายได้จากผลผลิตรวมประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างหนองกักเก็บน้ำเพิ่มอีก 2 หนอง ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 90,000 &amp;nbsp;ลบ.ม. และติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย และพร้อมจะขยายผลความคิด และวิธีการนี้ ไปช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรที่หันมาปลูกพืชผสมผสานพร้อมจัดพื้นที่สำรองน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เกษตรกรที่มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน &amp;nbsp;นายคำมี ปุ้งโพธิ์ &amp;nbsp;บอกว่า ก่อนหน้านี้ปลูกมันเพียงอย่างเดียว ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มาตามฤดูกาล ประสบปัญหาบางปีไม่มีฝน เจอน้ำแล้งหนักมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการและเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้มีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากแปลงที่ไว้ทำนา ก็ยังมีการปลูกพืชผสมผสาน เช่น ผักหวาน ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ และมีการเสริมระบบสำรองน้ำด้วยสระและถังสำรองน้ำ เพื่อกระจายน้ำภายในแปลง ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลงได้ 30,000 บาท/ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาท/ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;เราต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงแม้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน เมื่อมีน้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นไปหางานในเมืองใหญ่ ดินบ้านเราอาจไม่ดี แต่ลองเปลี่ยนใหม่ว่า ดีแล้วที่มีดิน ดีแล้วที่มีน้ำ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างไร ให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่าบ้านเป็นฐานที่มั่นที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุด อย่างโควิดอยู่ที่นี่ไม่อดตาย เข้าไปทุ่งนาเข้าสวนก็ได้กินแล้ว เราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่ชุมชนที่ยังไม่รู้จักจัดการตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาแก้ไขปัญหา เมื่อน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องการน้ำ เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันเรียนรู้ เพื่อที่จะรอดแล้งด้วยการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม สร้างป่าต้นน้ำให้มีความเขียวชอุ่ม แม้ในฤดูแล้ง&amp;rdquo; พิชาญทิ้งท้าย

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100071</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ขาดแคลนน้ำ, ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต, ดร.รอยล จิตรดอน, ปัญหาภัยแล้ง, พิชาญ ทิพวงษ์, สสนก., เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e758c66583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัวไว้ปี 64 แล้งหนักจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สัญญาณภัยแล้งปีนี้น่าจะอยู่ในระดับรุนแรง เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 บางพื้นที่ในหลายจังหวัด มีการขาดแคลนน้ำ ปริมาณน้ำที่เก็บไว้ในช่วงหน้าฝนมีไม่มากพอ แม้กระทั่งเมื่อน้ำเค็มทะลักเข้ามารุกล้ำคลองผลิตน้ำประปาในกรุงเทพฯ กรมชลประทานก็ยังมีน้ำไม่มากพอที่จะผลักดันน้ำเค็มออกไป ทำให้การประปานครหลวงได้แต่ป่าวประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการบริโภคน้ำประปาในช่วงหน้าแล้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามข้อมูลของกรมชลประทานระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ 44 จังหวัด เขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีปริมาณน้ำน้อยกว่าค่าเฉลี่ย การใช้น้ำปีนี้จึงต้องมีการวางแผนการจัดสรรระหว่างน้ำกิน น้ำใช้ น้ำทำการเกษตรให้ดี และต้องมีน้ำสำรองไว้รักษาสมดุลระบบนิเวศ รัฐบาล นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมการรับมือภัยแล้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; เป็นโมเดลที่นำเสนอการแก้ปัญหาน้ำ จัดทำขึ้นโดยเอสซีจี ซึ่งร่วมมือมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้นำเสนอทางออกปัญหาน้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.รอยล จิตรดอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยลกล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยแล้งหนักจริงๆ เพราะปริมาณฝนสะสมในปี 2563 มีค่าน้อยกว่าค่าปกติ ติดลบไป 12% ยิ่งกว่านั้นปี 2562 ฝนน้อยกว่าปกติถึง 17% ทำให้ปีที่แล้วเราใช้น้ำต้นทุนที่มีในอ่างเก็บน้ำเกือบหมด ฝนน้อยเกิดติดต่อกันสองปี น้ำไหลลงอ่างน้อย ส่งผลกระทบหลายภาคส่วน อย่างพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาน้ำไม่พอทำนาปรัง สาเหตุที่ทำให้แล้งมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประมาณปี 2547-2548 ไทยเผชิญภัยแล้ง ปี 2549 ไทยเจอน้ำท่วม จนกระทั่งปี 2554 ปริมาณฝนสะสมประเทศเพิ่มถึง 24% จากปกติประมาณ 9% ปี 2560 เจอฝนเพิ่ม 25% ภาคกลางรอด เพราะฝนตกหนักในภาคอีสาน พื้นที่จมน้ำกว่าสองเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วงรอบฝนเปลี่ยนจากเดิม 8 ปี เป็นเปลี่ยนทุก 3 ปี&amp;nbsp; แล้วเปลี่ยนหนักด้วย เปลี่ยนพื้นที่ไปตกท้ายอ่าง เวลาตกจะหนักในช่วงสั้นๆ พฤษภาคมตก กรกฎาคมฝนหาย กันยายนกลับมาตกเยอะอีก รูปแบบฝนเปลี่ยนไป พอเริ่มแก้แล้ง ท่วมมาแล้ว เพราะช่วงสั้น พอแก้ท่วม แล้งมาแล้ว ที่แล้วมาเราแก้แยก แก้น้ำท่วมอย่างนึง แก้น้ำแล้งอย่างนึง เรายังไม่ได้ทำเรื่องการบริหารความเสี่ยง พระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งการบริหารความเสี่ยงเยอะมาก ทั้งระดับประเทศและระดับชุมชน คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงล้วนมีรากฐานมาจากการบริหารความเสี่ยง&amp;quot; ดร.รอยลเน้นย้ำไทยต้องบริหารความเสี่ยง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพรวมทั้งประเทศไทย ประธาน สสน.ให้ข้อมูลว่า เดิมไทยบริหารแค่น้ำต้นทุนอย่างเดียว แต่ไม่ได้บริหารความต้องการใช้น้ำ เพิ่งทำข้อมูลใช้เมื่อปี 2558 จากสถิติไทยมีความต้องการน้ำมากถึง 153,578 ล้าน ลบ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่ประเทศไทยมีความจุของอ่างรวม 76,067 ล้าน ลบ.ม. แต่มีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่และขนาดกลางเพียง 42,620 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ปีที่แล้วมีน้ำไหลเข้าอ่างแค่ 20,000 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณฝนที่ลดลง 12% แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างลดฮวบ ประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไรเมื่อตอนนี้เหลือน้ำต้นทุนแค่สองหมื่นล้าน แต่ความต้องการใช้มากกว่าแสนห้าหมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่กรุงเทพมหานครมีหลักฐานชัดว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหนักแล้ว ดร.รอยลบอกว่า น้ำเค็มรุกตัวเข้าถึงสำแล อำเภอเมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบ ก่อนส่งเข้ากระบวนการผลิตน้ำประปาจ่ายให้คนกรุงเทพฯ นนทบุรีและสมุทรปราการ ปกติค่าความเค็มอยู่ที่ 0.5 กรัมต่อลิตร แต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา น้ำที่สำแลค่าความเค็มสูงถึง 2.6 กรัมต่อลิตร ถ้าเค็มมากไปไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนป่วย ต้องเลี่ยง ส่วนอีกแนวทางบรรเทาน้ำเค็มรุกเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกันเพื่อหยุดโครงการขุดลอกปากแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;น้ำเค็มรุก เพราะปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้จาก 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำในอ่างเหลือเพียง 3,000 กว่าล้าน ลบ.ม. น้ำที่เคยใช้ไล่น้ำเค็มโดยบริหารจากเขื่อนพระราม 6 เขื่อนเจ้าพระยา เคยระบายน้ำด้วยความเร็ว 120 ลบ.ม.ต่อวินาที ต้องเพิ่มเป็น 170 ลบ.ม.ต่อวินาที ถึงจะไล่น้ำเค็มได้ หมายถึงเราต้องปล่อยน้ำทิ้งทะเล 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน หรือ 600 ล้าน ลบ.ม. ต่อเดือน แล้วทุกวันเราต้องใช้น้ำผลิตน้ำประปา 5 ล้าน ลบ.ม. เดือนพฤษภาคมจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก กรมชลประทานต้องเตรียมน้ำเพื่อการเกษตรภาคกลางอีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. หนักจริงๆ ปีนี้&amp;quot; ดร.รอยลแสดงความหนักใจ&amp;nbsp; สถานการณ์ฝนในไทยปี 2564 เป็นอย่างไรนั้น ประธานกรรมการ สสน. บอกว่า คาดการณ์โดยใช้รูปแบบมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเป็นตัวชี้ พบว่าฝนปีนี้จะคล้ายคลึงกับปี 2539 เดือนเมษายนจะมีปริมาณฝนมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เดือนพฤษภาคมเริ่มมีฝนในภาคกลาง และเดือนมิถุนายนฝนขยับไปภาคเหนือ เดือนกรกฎาคม สิงหาคม ฝนน้อย ทิ้งช่วง กลับมาโหมตกเดือนกันยายน ความแปรปรวนนี้คือ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยงภัยแล้งและท่วมไปพร้อมๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ดูเหมือนว่าภัยแล้งจะกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้างมากกว่าน้ำท่วม ดร.รอยลยอมรับว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ เพราะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีมากถึงร้อยละ 80 ของประเทศ จะประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง โดยมีชุมชนที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอยู่ในขั้นวิกฤติกว่า 30,000 ชุมชน ในแถบภาคเหนือและอีสาน ดังนั้น การพึ่งพาน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียวคงทำให้รอดพ้นภัยแล้งได้ยาก เกษตรกรจึงต้องร่วมมือกันซ่อมบำรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ หันมาเก็บกักน้ำและบริหารน้ำในพื้นที่ตัวเอง รวมถึงร่วมมือบริหารจัดการน้ำ เน้นการทำงานแนวราบ ไม่ใช่จากบนลงล่าง นอกจากนี้ ต้องเอาใจใส่กับการใช้น้ำซ้ำ หรือจากภาคเกษตร และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำเกษตรแนวทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้แล้ว นอกจากนี้ สสน.ร่วมกับเอสซีจี ขยายผลโมเดล &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; เพราะช่วยให้รอดภัยแล้งซ้ำซาก ปลดหนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านสาแพะเหนือ จ.ลำปาง ทำอ่าง สร้างฝาย แก้ภัยแล้ง มีน้ำใช้ทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาเอสซีจีร่วมกับเครือข่ายแก้ปัญหาภัยแล้ง สืบสาน รักษา ต่อยอดตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 เริ่มจากการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์กว่า 100,000 ฝาย ทำสระพวง แก้มลิง ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำชุมชน ต่อยอดสู่โครงการเอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยพลิกชีวิตความเป็นอยู่ให้กับ 250 ชุมชน 47,500 ครัวเรือน ใน 30 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า รวมถึงต่อยอดโครงการ &amp;ldquo;พลังชุมชน&amp;rdquo; อบรมให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม เรียนรู้การตลาด และการค้าขาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; จากบทเรียนทำให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งและความยากจน ได้นำมาสู่บทสรุป &amp;ldquo;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; โมเดล ที่มี 6 ขั้นตอน คือ 1.สามัคคี พึ่งตนเอง เรียนรู้ ลงมือทำ แก้ปัญหาด้วยความรู้คู่คุณธรรม 2.เรียนรู้จัดการน้ำ ด้วยเทคโนโลยี เรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เข้าใจสภาพพื้นที่ รู้ความต้องการใช้น้ำของตนเองและชุมชน และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำแผนที่น้ำ ผังน้ำ วางแผนบริหารสมดุลน้ำ 3.หาน้ำได้ เก็บน้ำไว้ ใช้น้ำเป็น สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ สำรองน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเกษตร ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของชุมชน ใช้น้ำซ้ำให้คุ้มค่าด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้ชุ่มชื้นเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ทำเกษตรผสมผสาน บริหารความเสี่ยง โดยปลูกพืชเพื่อกิน เพื่อใช้ เพื่อขาย สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำเกษตรอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยี วางแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้ง 5.เข้าใจตลาด ตรงใจลูกค้า ปลูกพืชที่เป็นความต้องการของตลาด แปรรูปผลผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขายผ่านช่องทางตลาดที่เข้าถึงลูกค้า และ 6.เศรษฐกิจเพิ่มคุณค่า ชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน การรวมกลุ่มชุมชนให้เข้มแข็ง จัดการผลผลิตเกษตร การตลาด การจัดการเงินและสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ชุมชนจะสามารถเลิกแล้ง เลิกจนได้ อย่าพร่ำเฉยๆ จะเดินตามรอยเท้าพ่อ หยุดพูดได้มั้ย &amp;quot;น้ำคือชีวิต&amp;quot; หยุดพูดได้มั้ย &amp;quot;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&amp;rdquo; แล้วก็นั่งเฉยๆ ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นต้องลงมือทำ ทุกวันนี้มีตัวอย่างชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มแข็ง เหมาะสมกับพื้นที่และวิถีชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; บ้านดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี เคยขาดน้ำ มีหนี้สิน เมื่อลงมือทำ วันนี้มีเงินกองทุน 480 ล้านบาท จากเริ่มต้น 1,000 กว่าบาท ขณะที่บริษัทห้างร้านเจ๊งหมด เพราะโควิด สิ่งที่ชุมชนต้องสลัดให้ออกถ้าคิดจะพึ่งพาภาครัฐ หรือมุ่งใช้น้ำในเขื่อนอย่างเดียว จะรอดพ้นภัยแล้งได้ยาก วันนี้บ้านดงขี้เหล็กทุกแปลงมีสระน้ำของตนเอง มีน้ำปลูกพืชกินได้ ปลูกสมุนไพร ส่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร รายจ่ายลดลง ลูกหลานกลับมาบ้าน เพราะมีน้ำ มีกิน เมื่อเลิกแล้ง เลิกจน และตั้งเป้าปลายปีนี้จะรวยแล้ว&amp;quot; ดร.สุเมธยกตัวอย่างชุมชนที่แก้ปัญหาน้ำสำเร็จ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชุมชนตำบลดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี สร้างพื้นที่เก็บกักน้ำเชื่อมโยงเส้นทางน้ำในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงปีนี้เจอวิกฤติภัยแล้งวนกลับมาอีกรอบ ดร.สุเมธ ทิ้งท้ายถึงทางออก และความหวังว่า ถึงจะแล้งหนัก ก็มีน้ำ แต่จะหาพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้หรือเปล่าเท่านั้น ชุมชนที่พบความสำเร็จเก็บน้ำทุกหยด รู้และเข้าใจคำว่า &amp;quot;น้ำคือชีวิต&amp;rdquo; เช่น ชุมชนบ้านทับคริสต์ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก มีสระพวง ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี ชุมชนบ้านปากซวด จ.สุราษฎ์ฯ เปลี่ยนเป็นป่ายาง เสริมเรื่องเกษตรผสมผสาน ขณะที่บ้านลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ใช้ถนนเป็นทางระบายน้ำ รับน้ำหลากและน้ำฝน เก็บเข้าสระหนองทองลิ่ม นี่คือส่วนหนึ่งจาก 1,773 หมู่บ้านที่รอดภัยแล้ง เพราะจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ พัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ยิ่งพัฒนายิ่งทุกข์ ขาดน้ำ ขาดแม้กระทั่งอากาศหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานหรือชุมชนที่สนใจฝ่าวิกฤติน้ำด้วย &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; โมเดล สามารถติดต่อได้ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โทร.08-6626-6233 หรืออีเมล agro@hii.or.th.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, ภัยแล้งปี 64, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เลิกแล้ง เลิกจน โมเดล, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60584c0185ab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอาชีวะ ตั้งอนุกก.4ชุดรวดเชิญ&quot;ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ &quot;ประธานติดตามประเมินผลขับเคลื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ก.พ.64-นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ประธาน กอศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุม กอศ. ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนงานต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขึ้น 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการนโยบายและกฎหมายการบริหารจัดการอาชีวศึกษา มีนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักสูตรและผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา มีนายจรูญ ชูลาภ เป็นประธาน คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือและทวิภาคี มีนางปัทมาวลัย รัตนพล เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการตรวจติดตามการประเมิน มีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน โดยคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดจะเร่งขับเคลื่อนงานอาชีวศึกษาทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปั้นสถานศึกษาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center College) ซึ่งที่ประชุมได้วางแนวทางที่จะให้โรงเรียนพระดาบสเป็นตัวอย่างในการเป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา ดังนั้น ต่อจากนี้ไปการเรียนวิชาชีพจะต้องหยุดการเรียนรู้แค่การอาชีพเป็นอย่างเดียว แต่การทำอาชีพจะต้องรู้กระบวนการเชิงลึกของอาชีพที่ตัวเองถนัด เช่น การปลูกเห็ดไม่ใช่รู้แค่วิธีการปลูก แต่ต้องรู้ว่าเมื่อปลูกเห็ดแล้วจะต้องขายเป็นและต่อยอดเป็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้อัตราคนว่างงานเกิดขึ้นเป็นจำนวน และสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ทำให้เราเห็นโอกาสค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อน ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นจากอาชีวศึกษาในการสร้างผู้เรียนแห่งอนาคต รองรับการมีงานทำและมีอาชีพ รวมไปถึงการปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาให้มีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันจะมีการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอาชีวศึกษาด้วย&amp;rdquo;ประธาน กอศ.กล่าวและว่า ส่วนประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายคนรักษ์อาชีวศึกษา (ค.ร.อ.ท.) ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการกอศ.พิจารณาแก้ปัญหาอาชีวศึกษาในหลายประเด็น เช่น การสรรหากรรมการสภาสถาบันอาชีวศึกษานั้น ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่เชื่อว่าทุกภาคส่วนพร้อมร่วมช่วยกันแก้ปัญหาอาชีวศึกษาอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94244</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, บอร์ดอาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603756656fe70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. ไฟเขียวบอร์ดอาชีวะ ภาคอุตฯพรึ่บ นั่งกรรมการ แต่“รอยล” นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12ม.ค. 64-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) จำนวน 21 ราย โดยมีนายรอยล จิตรดอน เป็นประธาน &amp;nbsp;ส่วนกรรมการมีดังนี้ นายประสาน ประวัติรุ่งเรือง ผู้แทนสภาหอการค้าไทย นายมานะผล ภู่สมบุญ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายประดิษฐ์ วัชรดนัย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายณรงค์ จันทะธรรม กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นายเกรียงไกร บุญเลิศอุทัย ผู้แทนองค์กรด้านวิชาชีพ ขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายวณิชย์ อ่วมศรี นายธีระ ณ วังขนาย นางปัทมาวลัย รัตนพล นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล นายนิยม ไวยรัชพานิช นายบำเพ็ญ เขียวหวาน นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นายสินเธาว์ ชัยสวัสดิ์ ว่าที่ร้อยตรีจรูญ ชูลาภ นายสมบัติ นพรัก นายอดิศร สินประสงค์ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ นางศิริพรรณ ชุมนุม และนายวิบูลย์ สมบูรณ์ศักดิ์กุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าการขับเคลื่อนงานอาชีวศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบอร์ด กอศ.ชุดนี้ เราได้บุคลากรที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคธุรกิจเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ โดยเฉพาะประธาน กอศ.คนใหม่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร ก็เชื่อมั่นว่าจะเข้ามาช่วยวางรากฐานการดำเนินโครงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ได้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนโยบายที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาแรงงานสู่มาตรฐานวิชาชีพ และผมมั่นใจว่า กอศ.ชุดใหม่นี้ยังจะมาช่วยลดความซ้ำซ้อนของงานอาชีวศึกษาได้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ผมจะนัดประชุม กอศ.เพื่อรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนงานอาชีวศึกษา &amp;nbsp;และการมอบนโยบายอาชีวศึกษายกกำลังสองด้วย&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ บอร์ด อาชีวะ ประกอบด้วย
1. นายรอยล จิตรดอน ประธานกรรมการ
2. นายประสาน ประวัติรุ่งเรื่อง กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
3. นายมานะผล ภู่สมบุญ กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
4. นายประดิษฐ์ วัชระดนัย กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
5. นายณรงค์ จันทรรรม กรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
6. รองศสตราจารย์เกรียงไร บญเลิศอกัย กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ
7. นายวณิชย์ อ่วมศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านอุตสาหกรรม
8. นายธีระ ณ วังขนาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านอุตสาหกรรม
9. นางปัทมาวลัย รัตนพล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านธุรกิจหรือบริการ
10. นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านธุรกิจหรือบริการ
11. นายนิยม ไวยรัชพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้นเกษตรและประมง
12. นายบำเพ็ญ เขียวหวาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเกษตรและประมง
13. นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้านกฎหมาย
14. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเงินการคลังหรือการลงทุน
15. สินเธาว์ ชัยสวัสดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการพัฒนากำลังคน
16. ว่าที่ร้อยตรี จรูญ ชูลาภ กรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้นการจัดการอาชื่วศึกษาภาครัฐ
17. รองศาสตราจารย์สมบัติ นพรัก กรรการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐ
18. นายอดิศร สินประสงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาคเอกชน
19. นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้นการจัดการศึกษาพิเศษ
20. นางศิริพรรณ ชุมนุม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้นการประเมินคุณภาพการศึกษา
21. นายวิบูลย์ สมบูรณ์ศักดิกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89579</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ดร.รอยล จิตรดอน, บอร์ดอาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff2eb4c4e896.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2019 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บ้านเมืองกลาง’ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำบนดอย   ผลสำเร็จเดินตามรอย &quot;พ่อหลวง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลำเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตรที่บ้านเมืองกลาง&amp;nbsp;มีจุดแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาเกษตรกรอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนไทยมาตลอด ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ จึงมีพระราชดำริเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า และเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เห็นตลอดรัชกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน (สสน.) จึงได้ตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาปรับใช้ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งงานอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำและการผลิตที่ไม่ยั่งยืนจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ กระจายทุกภูมิภาครวม 22 แห่ง โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลำดับล่าสุด ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่สามารถจัดสรรน้ำจนเกิดความมั่นคงตลอดปี แถมเผื่อแผ่ไปถึงชุมชนใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฝายแม่หาด แหล่งเก็บกักน้ำชุมชนจัดสรรน้ำใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3.8 พันไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์ของที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งผู้คนมาเรียนรู้ดูงานจะต้องมาเรียนรู้จากพื้นที่จริง 4 จุด คือจุดที่&amp;nbsp; 1 ฝายแม่หาด ผันน้ำเลี้ยงชีวิต จุดที่ 2 แต ต๊าง แบ่งน้ำเท่าเทียม จุดที่ 3 น้ำลอด น้ำล้น กระจายน้ำ และจุดที่ 4 วิถีเกษตรชุมชน ที่เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ บนความยั่งยืน ทุกจุดอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรายล้อมด้วยขุนเขาเขียวชอุ่มและน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางดอยที่มีชีวิตและแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องน้ำอย่างแท้จริง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำ ชุมชนบ้านเมืองกลางเป็นชุมชนที่มีรากฐานจัดการน้ำที่เข้มแข็งพอสมควร โดยมีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน 300 ปี เป็นพื้นฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของคน และเรื่องการจัดสรรน้ำจากเหมืองฝาย ระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำกับปลายน้ำ ทำให้ในปี 2554 สสน.ได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยน้อมนำแนวทางบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริ ในหลวง ร.9 มาให้แกนนำชุมชนดำเนินการ เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนจากแนวพระราชดำริ ต.บ้านหลวงขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาความไม่ลงตัวการจัดสรรน้ำ พร้อมกับมีการพัฒนาโครงสร้างท่อน้ำลอดน้ำล้น เสริมหลักทางวิศวกรรมท่อส่งน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การจัดการน้ำมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นาขั้นบันไดออกรวงพร้อมเก็บเกี่ยว ผลผลิตดีจากการวางแผนจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากการดำเนินการตามแนวพระราชดำริเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายจัดการน้ำในชุมชนขับเคลื่อนแนวทาง แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนต้นน้ำปลายน้ำได้สำเร็จ ในปีต่อมา สสน.จึงได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการนำภาพถ่ายดาวเทียม จีพีเอส จีไอเอส จัดทำแผนที่ ผังน้ำ วางแผนพัฒนาร่วมกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษของชุมชน ทำให้การจัดการน้ำของที่นี่มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนในปี 2556&amp;nbsp; ชุมชนบ้านเมืองกลางได้กลายเป็นชุมชนตัวอย่างของการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นแบบอย่างขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง จากผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี 2562 ทางมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน.เลือกชุมชนบ้านกลางให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดการน้ำตามธรรมชาติลำดับล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า บ้านเมืองกลางมีการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมากว่า 300 ปี จนเกิดผลสำเร็จพื้นที่ ใช้ภูมิปัญญาขุดเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตร ผันน้ำจากน้ำตกแม่กลางเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งทำเกษตร โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาต่อยอดควบคู่กับการพัฒนาคน จากการสำรวจพื้นที่พบปัญหาดินบาง ปลูกลำไยไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงสนับสนุนนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในพื้นที่ ทั้งดาวเทียม จีพีเอส และจีไอเอส ประยุกต์นำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาปรับใช้พัฒนาระบบเหมืองฝาย จุดแบ่งน้ำ ส่งน้ำ รวมถึงออกแบบท่อน้ำลอดน้ำล้น ให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนให้สมดุล เมื่อเกิดความมั่นคงด้านน้ำ มีการวางแผนเพาะปลูกสอดคล้องกับน้ำต้นทุน ได้เสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลายเป็นแนวทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; ช่วยลดรายจ่ายทั้งปี อีกทั้งมีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรไร้สารเคมี กลุ่มเกษตกรผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำจอมทอง มีกองทุนและออมทรัพย์ ทำให้รายได้อยู่ในระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ผลดีจากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริที่ชัดเจน ปีนี้ฝนภาคเหนือ 670 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่พื้นที่นี้น้ำอุดมสมบูรณ์ วันนี้เห็นทุ่งรวงทองเป็นนาขั้นบันไดได้ทั้งปี และสามารถแบ่งปันน้ำให้กับชุมชนอื่น ภัยแล้งปี 2558 ฝนแล้ง ปี 2559 บ้านแม่กลองจัดสรรน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานด้วย ปีนี้การันตีได้เลยว่า ที่นี่ไม่เจอภัยแล้งแน่นอน ส่วนปัญหาโลกร้อนที่นี่จะกระทบน้อยมาก เพราะป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น พืชสวนดี ส่งผลเสถียรภาพอุณหภูมิในพื้นที่ดี ไม่หวือหวา โอกาสเกิดพายุไม่มี หากพื้นที่อื่นๆ มาเรียนรู้และนำแนวทางจัดการน้ำมาปรับใช้ จะไม่มีไฟไหม้ป่า ป่าไม้ดี ชุมชนเข้มแข็ง และคนหนุ่มสาวเรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิดไม่อยู่ในเมือง ความรู้สมัยใหม่ได้เชื่อมต่อกับบรรพบุรุษ&amp;rdquo; ดร.รอยล ตอกย้ำผลสำเร็จชุมชนอยู่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า ในหลวง ร.9 ทรงรับสั่งชุมชนที่จัดการน้ำที่ดี ควรยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นตัวอย่างของการทำมาหากิน สร้างงานสร้างรายได้ ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้สามารถเดินลงแปลงเกษตร ชมแปลงนา เข้ามาที่เหมือง ได้เห็นของจริง พิพิภัณฑ์ธรรมชาตินี้เปิดเป็นแห่งที่ 22 เพราะมีผลงานโดดเด่น ต่างประเทศสนใจมาศึกษาดูงาน และมีแผนจะขยายในทุกๆ พื้นที่ เพราะมีชุมชนที่โดดเด่น มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ภาคอีสานก็ประสบผลสำเร็จมาก คาดว่าปีหน้าจะเปิดอีก 2-3 แห่ง ตนเห็นว่าการเปลี่ยนจากสังคมที่กำลังพัฒนาสู่สังคมพัฒนาแล้วเป็นการทำงานแบบคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ภาพการจัดการน้ำปัจจุบัน ไม่หยุดที่น้ำ แต่จัดการป่า ดิน เกษตร และการตลาด ผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มาตรฐานสากลส่งขายไปทั่วโลกโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำท้องถิ่น ประสิทธิ์ พรมยาโน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ได้พาชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติฯ ขึ้นเขาลงดอยครบทั้ง 4 จุด ฉายภาพก่อนและหลังการจัดการน้ำชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ประสิทธิ บอกว่า 300 ปีก่อนบรรพบุรุษขุดเหมืองเลาะเชิงดอยยาว 9,800 เมตร&amp;nbsp; ใช้แต คือ จุดแบ่งน้ำจากลำเหมืองแม่หาดเข้าลำเหมืองซอย จากนั้นใช้ต๊าง แบ่งน้ำเข้าที่สวนที่นา โดยมีแก่เหมือง แก่ฝายจัดสรรน้ำ ด้านบนมีเหมืองแม่หาดสร้างไว้ 150 ปี เป็นฝายตามภูมิปัญญา ชำรุดบ่อย ทำให้น้ำไปพื้นที่เกษตรตอนล่างไม่มีประสิทธิภาพ ฤดูแล้งขาดแหล่งเก็บน้ำ น้ำไม่พอปลูกพืช หลังจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาทำแผนที่ ผังน้ำ ปรับปรุงซ่อมลำเหมืองอย่างถูกวิธี ช่วยคุมการผันน้ำและไหลของน้ำเข้าเหมืองได้ดีขึ้น รวมถึงสมาชิกจะช่วยกันลอกเหมือง 2 ครั้งต่อปี ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ มีการบริหารจัดการร่วมกันทั้งแก่เหมือง แก่ฝาย ผู้นำชุมชน อบต. เทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศึกษาดูงานน้ำลอด น้ำล้น การกระจาย จุดที่ 3 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เดิมเหมืองส่งน้ำเป็นแบบชั่วคราว จะนำกระสอบทรายมากั้น เสียหายต้องซ่อมทุกปี ปี 2556 เกิดรูปแบบจัดการน้ำใช้ท่อลอดสี่เหลี่ยมส่งน้ำและบานระบายน้ำแทน ใช้หลักการนำน้ำลำเหมืองอยู่ใต้ลำห้วย เวลาน้ำห้วยหลากจะล้นข้ามฝายไป ช่วยลดตะกอนไหลสู่ลำเหมือง คุณภาพน้ำจะดี บานระบายน้ำยังช่วยแบ่งน้ำช่วงน้ำมาก ฤดูแล้งจะกระจายน้ำให้ฝายที่ขาดน้ำได้ด้วย ส่วนการจัดการเหมืองฝายจัดสรรน้ำเป็นรอบเวร ใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3,800 ไร่ ฤดูฝนปล่อยน้ำตามลำเหมืองโดยธรรมชาติ ฤดูแล้งประชุม วางแผน กำหนดวันเพื่อแบ่งน้ำให้ต้นน้ำ ปลายน้ำอย่างเท่าเทียม ถ้าลักลอบเปิดแตจะมีค่าปรับ แต่สมาชิกก็เคารพกฎ บ้านเมืองกลางสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนมาศึกษา &amp;quot; ประสิทธิ์ กล่าววันนี้จัดการน้ำเป็นระบบและทุกคนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชนบนความยั่งยืนที่ฟาร์มอำเภอใจกับนิติ เที่ยงจันตา เกษตรกรรุ่นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน บนความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ ครั้งนี้ ได้เยี่ยมชมฟาร์มอำเภอใจ ที่มีนิติ เที่ยงจันตา ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่วัย 32 ปี เปลี่ยนนาข้าวและสวนลำไยให้กลายเป็นเกษตรผสมสาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน นิติ ในฐานะผู้ประสานงานสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) พาชมฟาร์มจนทั่ว พร้อมกับบอกว่า ครอบครัวทำเกษตร หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้และเข้าทำงานที่โครงการพระราชดำริ 3 ปี ได้เรียนรู้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ร.9 มากขึ้น ก็กลับมาทำเกษตรและปศุสัตว์ เริ่มจากเลี้ยงไก่ประดู่หางดำในระบบธรรมชาติ เป็นไก่พื้นเมือง&amp;nbsp; ต่อมาเพาะพันธุ์ลูกไก่ขาย และเพาะปลูกพืชผักที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนปลาก็เลี้ยงหน้าร้อนกับหน้าฝน ผักส่งขายตลาดชุมชม ทำให้มีรายได้ตลอดปี ฟาร์มอำเภอใจครบ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จอมทอง จำนวน 28 ราย เพาะลูกไก่ขายให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเลี้ยงขุน 2,500 ตัวต่ออาทิตย์ ตนได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเลี้ยงไก่อย่างยั่งยืนจาก ม.แม่โจ้ และ สกว. การเลี้ยงได้มาตรฐาน ปัจจุบันจำหน่ายให้เบทาโกรร้อยละ 60 ราคาดี ที่สำคัญตลาดต้องการเพราะไก่มีคุณภาพ เนื้อมีรสสัมผัสที่ดี กรดยูริกน้อย ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่สารเร่ง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะลดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในการทำฟาร์มอำเภอใจได้ประโยชน์จากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำบ้านเมืองกลาง&amp;nbsp; เพราะทำให้เราสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ตลอดปี&amp;nbsp; มีน้ำเพียงพอปลูกผัก สระในฟาร์มที่ขุดเก็กกับน้ำก็ได้นำใช้จากลำเหมืองด้านบน มีแท็งก์เก็บน้ำ เป็นการเตรียมพร้อมกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงด้วย เดี๋ยวนี้แล้งถี่ขึ้น คิดว่า วิถีที่เลือกเดินมาถูกทางแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่จบมาอยากเป็นเกษตรกร ผมมีแผนจะขยายฟาร์ม ตลาดไก่พื้นเมืองเติบโตดี มีอนาคตไกล&amp;quot; นิติ เจ้าของฟาร์มอำเภอใจ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมโรงฟักไข่ อีกผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกร เมื่อสามารถวางแผนใช้น้ำดำรงชีพได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ติดต่อมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ แล้วจะค้นพบแนวทางความสำเร็จผ่านการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น และหนุนให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่, ฟาร์มอำเภอใจ อ.จอมทอง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5dec705db7076.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
